Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ

ปูดรัฐรีดภาษีต่ำเป้า5หมื่นล. ประชานิยมทำลายวินัย บี้3กรมภาษีเร่งปิดช่อง

Submitted by info on Thu, 13/09/2012 - 18:18

“ทนุศักดิ์” รับรายได้ปี 55 พลาดเป้าหมาย 1.98 ล้านล้านบาท เหตุนโยบายประชานิยมส่งผลกระทบ

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง เปิดเผยว่า การเก็บรายได้รัฐบาลจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.98 ล้านล้านบาท โดยเบื้องต้นคาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมของตัวเลขทั้งหมดยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่จะไม่ส่งผลกระทบกับการเบิกจ่ายของรัฐบาล เพราะยังมีการเบิกจ่ายได้ต่ำกว่าเป้าหมายอยู่ ซึ่งเงินที่คาดว่าจะต้องเบิกจ่ายก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้

ทั้งนี้ การเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายมาจากของกรมสรรพากรที่คาดว่าจะต่ำจากการลดภาษีนิติบุคคลที่ 30% เหลือ 23% การเปลี่ยนวิธีหักค่าเสื่อมของสถาบันการเงินทำให้มีกำไรลดลง และสิทธิประโยชน์ภาษีของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นอกจากนี้ ยังเป็นผลกระทบจากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่ทำให้ภาษีของกรมสรรพสามิตหายไปจำนวนมาก แต่ยังได้ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เนื่องจากมีการซื้อรถยนต์เพิ่มจำนวนมากจากนโยบายรถยนต์คันแรก และการขึ้นภาษีสุราบุหรี่ ทำให้การเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น

นายทนุศักดิ์กล่าวว่า การเก็บภาษีของกรมศุลกากรจะได้เกินเป้าหมายกว่า 10,000 ล้านบาท จากการขยายตัวการนำเข้าตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ภาพรวมของการเก็บรายได้ของรัฐบาลต่ำกว่าเป้าหมายน้อยลง อีกทั้งการจัดเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าเป้าหมายไม่กระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เป็นหน่วยงานที่คาดการณ์เศรษฐกิจยังระมัดระวังที่สุด ยังคาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตได้ถึง 5.7%

“เชื่อว่าในปีหน้าทั้งการเก็บรายได้และการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะดีกว่าปี 55 เพราะพืชผลผลิตทางการเกษตรเกือบทุกชนิดจะมีราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงที่เริ่มแห้งแล้ง รวมทั้งการใช้จ่ายบริโภคในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ออกมาเปิดเผยว่า กรมสรรพากรจะเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย 15,000 ล้านบาท, นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิตจะเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 14,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี หลังจากรัฐบาลเริ่มเห็นสัญญาณการจัดเก็บที่ไม่เข้าเป้า นายทนุศักดิ์ในฐานะกำกับดูแล 3 กรม ระบุว่าโดยอยากให้ 3 กรมจัดเก็บรายได้เพิ่มได้เป็น 100% หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท จากปัจจุบันรวมกันได้ 90% ซึ่งได้มอบนโยบายให้ทั้ง 3 กรมดูแลทั้งเชิงกว้าง คือการขยายฐานแต่ละกรมดูว่าสิ่งที่มีอยู่ตัวไหนพอจะปรับปรุงเพิ่มเติมโดยไม่กระทบประชาชน และเชิงลึกคือการหาวิธีหรือแนวทางจัดเก็บและอุดรอยรั่วต่างๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของประเภทธุรกิจ ส่วนหลักการปรับขึ้นอัตราภาษีนั้นต้องไม่เป็นภาระต่อประชาชน จากก่อนหน้านี้ได้สั่งการให้ 3 กรมเชื่อมโยงระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี โดยคาดหวังว่าถ้าสามารถเชื่อมระบบดังกล่าวแล้วจะทำให้ทั้ง 3 กรมสามารถใช้ฐานข้อมูลผู้เสียภาษีและเอื้อต่อการจัดเก็บซึ่งกันและกันได้

ด้าน นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า กรมจะมีการตั้งรางวัลผลักดันให้สรรพากรภาคทุกพื้นแข่งขันจัดเก็บภาษีเพื่อขยายเป้าการจัดเก็บภาษีทุกตัวให้เพิ่มขึ้นภายใต้การเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมการซื้อ-ขาย จากต้นน้ำไปถึงปลายน้ำทั้งระบบ และเชื่อมโยงจากผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังผู้ประกอบการนอกระบบภาษีเพื่อใช้ในการขยายฐานภาษีด้วย ที่สำคัญตามแผนลงทุนพัฒนาระบบไอทีของกรม 2พันล้านบาทจะทำให้การจัดเก็บภาษีก้าวกระโดดเป็น 3.2 ล้านล้านบาท

http://www.thaipost.net/news/130912/62300
  • ไทยโพสต์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 78 reads

เปิดเส้นทาง ‘งบโครงการอาหารกลางวัน’ ใกล้ปิดเทอม-แต่เงินยังไปไม่ถึง'โรงเรียน'

Submitted by info on Wed, 12/09/2012 - 12:24

เปิดเส้นทาง ‘งบโครงการอาหารกลางวัน’ ใกล้ปิดเทอม-แต่เงินยังไปไม่ถึง'โรงเรียน' คลังประเมิน4ด้านไม่ผ่านเกณฑ์มาแล้ว3ปี
TCIJ

เปิดเส้นทางงบโครงการอาหารกลางวัน ขั้นตอนเบิกจ่ายหลายทอดกว่าจะถึงโรงเรียน เริ่มจาก 5 บาท ก่อนขยับเป็น 11 บาท และ 13 บาท เมื่อสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ต้องจัดสรรดอกเบี้ยผ่านอปท. ก่อนจะส่งไปให้โรงเรียน เพื่อรวมกับงบที่อปท.ต้องจัดหาเอง แต่ถึงตอนนี้โรงเรียนบางแห่งยังไม่ได้รับเงินทั้งที่เด็กใกล้ปิดเทอมแล้ว เผยถ้าโรงเรียนไหนโชคดีอยู่ในพื้นที่ดีมีความเจริญมาก เทศบาลใหญ่ อบต.ให้ความสนใจ เด็กก็ได้กินอิ่มทุกมื้อ เพราะมีทุนมาสนับสนุน แต่ถ้าเจอพื้นที่งบประมาณน้อยเด็กก็ต้องลำบาก ปลูกผัก เลี้ยงปลากินเอง แถมบางแห่งที่เป็นโรงเรียนประจำ เด็กต้องกิน 3 มื้อก็ต้องจัดสรรกันเองให้เพียงพอ

จากกรณีกระทรวงการคลังเตรียมยึดคืน “งบประเดิม” “กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา” 6,000 ล้านบาท หลังจากตรวจสอบพบการบริหารล้มเหลว ในการแก้ปัญหานักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ประสบภาวะทุพโภชนาการ พร้อมทั้งผลักหน้าที่การหาทุนอาหารกลางวันไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการมาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน ทำให้เด็กกว่า 7 ล้านคน ยังขาดสารอาหารที่ควรจะรับตามวัย ขณะที่บริษัทประเมินคุณภาพของกระทรวงการคลังประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ถึง 3 ปีซ้อน ทั้งผู้บริหารในสพฐ.ไม่ให้ความสำคัญกับดอกผลที่ออกมา เจ้าหน้าที่ก็ไม่สนใจทำงาน เพราะมองว่าเป็นแค่งานฝาก แถมยังไม่มีความรู้ที่จะจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ ด้านสพฐ.เข้าชี้แจงกับกระทรวงการคลัง โดยยืนยันว่าจะปรับปรุงกระบวนการทำงาน โดยหวังว่าจะยื้องบกองทุน 6 พันล้านบาทไว้เหมือนเดิม

ที่มาที่ไป ‘กองทุนโครงการอาหารกลางวัน’

“โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา” เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2495 ก่อนตรา “พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ.2535” มีสาระสำคัญทั้งสิ้น 17 มาตรา โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เพื่อกำหนดทิศทางของกองทุน และสนับสนุนส่งเสริมอาหารกลางวันที่มีคุณภาพแก่เด็กไทยวัยประถม อายุเฉลี่ย 6-15 ปี ในโรงเรียนที่จัดการศึกษาภาคบังคับตาม พ.ร.บ.ประถมศึกษา พ.ศ.2523 ทุกสังกัดทั่วประเทศ ซึ่งขาดแคลนอาหารกลางวัน ได้รอดพ้นจากภาวะ “ทุพโภชนาการ” หรือได้รับสารอาหารไม่สมดุลทั้งขาดและเกิน ซึ่งองค์การอนามัยโลกนิยามไว้ว่า “เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อสาธารณสุขของโลก” มีกินอิ่มท้องครบ 5 หมู่ในมื้อกลางวัน โดยจัดตั้งกองทุนขึ้นที่กระทรวงการคลัง

มีทุนประเดิมจากรัฐบาลปีละ 500,000,000 บาท นอกจากนี้ยังมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาล หรือที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีผู้บริจาค และดอกผลที่เกิดจากกองทุน โดยมีเงื่อนไขว่า “เมื่อสะสมจนครบ 6,000,000,000 บาท ตามที่มาตรา 16 กำหนดไว้ ให้หยุดอุดหนุน” โดยให้คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ที่มีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นรองประธาน ตลอดจนคณะกรรมการ นำเงินสะสมดังกล่าวไปผลิดอกออกผล ทั้งจากดอกเบี้ยเงินฝากกับสถาบันการเงิน และการซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำดอกเบี้ยที่ได้มาจัดสรรให้โรงเรียนเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว

เริ่มจาก 5 บาท/คน/วัน ก่อนขยับถึง 13 บาท

ขวบปีแรกของการบริการกองทุน หรือปีพ.ศ.2536 สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี นายสัมพันธ์ ทองสมัคร เป็น รมว.ศึกษาธิการ กรรมการบริหารกองทุนได้กำหนดให้อุดหนุนอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนที่มีภาวะทุพโภชนาการ และเด็กที่ขาดแคลนอาหารกลางวัน มีอาหารกลางวันที่มีคุณภาพกินวันละ 5 บาทต่อคน ตลอดปีการศึกษา หรือ 200 วัน ก่อนปรับเพิ่มเป็น 6 บาทต่อคน ตลอด 200 วันในปีการศึกษา 2542 ยุครัฐบาลชวน 2 โดยกำหนดให้นักเรียนที่มีภาวะทุพโภชนาการทุกคน เข้าร่วมโครงการทั้งหมด หากมีเงินเหลือจึงจัดให้นักเรียนที่ขาดแคลนอาหารกลางวัน จนครบจำนวนเงินอุดหนุน

กระทั่งวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 คณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช จึงมีมติปรับเพิ่มเงินเป็นวันละ 10 บาทต่อคน ก่อนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะปรับเพิ่มเติมเงินอุดหนุนเป็นวันละ 13 บาทต่อคน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 และเห็นชอบให้ขยายเงินอุดหนุน สำหรับสนับสนุนอาหารกลางวันแก่นักเรียนประถมศึกษาทุกคน 100 เปอร์เซ็นต์

เส้นทางงบประมาณสู่โรงเรียน

สำหรับเส้นทางของงบประมาณสู่โรงเรียน เมื่อผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว เงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันจะถูกส่งมาที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) เพื่อจัดส่งไปยังสำนักงานประถมศึกษาจังหวัด ก่อนกระจายต่อให้สำนักงานประถมศึกษาอำเภอจัดต่อให้โรงเรียน

กระทั่งถึงปีงบประมาณ 2544 รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระทรวงศึกษาธิการ จึงถ่ายโอนความรับผิดชอบเรื่อง “งบประมาณอาหารกลางวัน” ไปให้อยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทย ตามพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พ.ศ.2542 มาตรา 30 (1) ที่ระบุว่า กำหนดให้ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะที่รัฐดำเนินการอยู่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เงินอุดหนุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษาจึงถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปีงบประมาณ 2544 ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการบริหารงบประมาณตามโครงการถ่ายโอนงาน/กิจกรรม บริการสาธารณะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ 2544

การรับโอนเงิน กรมการปกครองเป็นผู้โอนเงินให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโอนจัดสรรต่อให้กับโรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการตามโครงการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งเป็นผู้ดำเนินการจัดหาอาหารกลางวันให้กับโรงเรียนเอง

ต่อมาปี 2546 กระทรวงศึกษาธิการปฏิรูประบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กรมสามัญศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จึงถูกยุบรวมกลายเป็น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีตำแหน่งเป็นกรรมการและเลขานุการ ดังนั้นในปีงบประมาณ 2546 กองทุนดังกล่าวจึงถูกถ่ายโอนกลับมาไว้กับ “สำนักงานโครงการอาหารกลางวัน” สังกัดสำนักนโยบายและแผน สพฐ.

ขณะที่ตัวงบประมาณอาหารกลางวัน เมื่อพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ ระบุไว้ในมาตรา 30 (4) ว่า ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน พ.ศ.2544 ให้อปท.มีรายได้เพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้รัฐบาลไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 และร้อยละ 35 ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน พ.ศ.2549 ดังนั้นเมื่องบประมาณอยู่ในกำกับดูแลของ อปท.แล้ว ในปีงบประมาณ 2546 จึงเริ่มตั้งและเบิกจ่ายที่กรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจ่ายให้กับโรงเรียนอีกทอดหนึ่ง

ส่วนดอกเบี้ยกว่า 400 ล้านบาท ของกองทุนอาหารกลางวันเดิม ยังคงอุดหนุนให้กับโรงเรียนเช่นเดิม แต่กลุ่มเป้าหมายอยู่ที่เด็กที่มีเด็กประสบภาวะทุพโภชนาการ หรือโรงเรียนประจำ ที่เด็กต้องได้รับอาหารครบ 3 มื้อ ตลอดจนโรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)

ระบุชัดขั้นตอนการใช้งบประมาณ-วิธีจัดหาอาหาร

สำหรับการใช้จ่ายเงิน ในเอกสารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาวะโภชนาการ และนักเรียนที่ไม่มีอาหารกลางวันรับประทาน (นักเรียนขาดแคลน) ดังนั้นโรงเรียนควรนำเงินไปจัดอาหารกลางวัน อาหารเสริม ซึ่งใช้จ่ายในลักษณะดังนี้

1.ร่ายจ่ายประเภทค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุ

2.รายจ่ายประเภท ค่าครุภัณฑ์ ราคาไม่เกินหน่วยละ 20,000 บาท

3.รายจ่ายประเภท ค่าจ้างบุคคลภายนอก ประกอบอาหาร

4.รายจ่ายประเภทค่าครุภัณฑ์ ราคาเกินหน่วยละ 20,000 บาท หรือรายจ่ายประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ให้เป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยราชการ

ส่วนวิธีการจัดหาอาหาร กรณีที่โรงเรียนจัดหาอาหารกลางวันเอง สามารถดำเนินการได้หลายวิธี เช่น

1.การจ้างเหมาทำอาหาร ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

2.การซื้ออาหารสด อาหารแห้งมาประกอบอาหารเอง ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

3.แจกคูปอง ให้นักเรียนในโครงการอาหารกลางวันนำคูปองไปซื้ออาหาร จากผู้ขายอาหารในโรงเรียน โดยระบุประเภทอาหารที่สามารถแลกได้ และผู้ขายนำคูปองมาขอเบิกเงินกับโรงเรียน

เงินไม่ตกถึงสถานศึกษา เด็กกินตามมีตามเกิด

“ความเข้มข้นของการดำเนินงาน ตลอดจนคุณภาพของอาหารที่เด็กจะได้รับ ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นและโรงเรียนเป็นหลัก หากพื้นที่ใดมีความเจริญ เป็นเทศบาลนคร เทศบาลเมือง เด็กนักเรียนก็จะได้รับอาหารที่ดี เพราะสามารถนำงบประมาณจากส่วนอื่น ๆ มาสมทบสนับสนุนได้ แตกต่างกับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ ซึ่งมีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รับผิดชอบ และไม่สามารถหางบประมาณส่วนอื่นมาเสริมได้ เนื่องจากไม่มีแหล่งรายได้ของตนเอง การบริหารจัดการจึงเป็นไปด้วยความขัดสน ยิ่งหากมีบริบทไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทาง เด็กต้องเรียนประจำที่โรงเรียน การกินอยู่จึงไม่ได้มีแค่อาหารเพียง 1 มื้อ หากแต่ต้องมีกินอิ่มท้อง 3 มื้อต่อ 1 วัน ฉะนั้นหากโรงเรียนไม่เข้มแข็ง ท้องถิ่นไม่สนใจใยดี หรือบริหารไม่เป็น ความพอเพียงและคุณค่าของสารอาหารที่เด็กต้องได้รับ ก็จะตามมาเป็นเครื่องหมายคำถาม”

ขณะที่สพฐ.เอง เมื่องานถูกส่งมาอยู่ในการดูแลของสำนักนโยบายและแผน เจ้าหน้าที่ก็จะใส่ใจในเรื่องปากท้องของนักเรียน ก็ต่อเมื่อว่างเว้นจากภารกิจหน้าที่หลัก เพราะเป็นเพียงงานฝาก ไม่ใช่งานประจำที่ได้รับมอบหมาย

ปัญหาเหล่านี้ค่อย ๆ หมักหมมขึ้นเรื่อย ๆ จนบางปีดอกเบี้ยที่ได้จากกองทุนถูกส่งไปไม่ถึงสถานศึกษา โดยเฉพาะปีการศึกษาล่าสุด งบประมาณอาหารกลางวันที่ยังไม่ตกถึงโรงเรียนระดับประถมศึกษา แม้แต่บาทเดียว ทั้งๆ ที่โรงเรียนกำลังจะปิดภาคเรียนที่ 1 เร็ว ๆ นี้แล้ว

รวมคะแนนการดำเนินงาน ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน

กระทั่ง บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะที่ปรึกษากระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากกรมบัญชีกลางให้ประเมินกองทุนต่างๆ ที่มีสถานะเป็นกองทุนหนึ่งในกระทรวงการคลัง จนพบว่ามีถึง 108 กองทุน ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา”

โดยบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอันดับเครดิต เเบ่งการประเมินออกเป็น 2 เกณฑ์ คือ ด้านที่ 1 “ผลกระประเมิน” โดยมีเกณฑ์ให้คะแนนผลการดำเนินงาน 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการเงิน ด้านปฏิบัติการ การสนองประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสีย และการบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียน ก่อนจะนำคะแนนแต่ละด้านที่ประเมินได้มารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยที่กำหนดสูงสุดไว้ 5 คะแนน และผ่านเกณฑ์ที่ 3 คะแนน และด้านที่ 2 "ผลการดำเนินงาน" รายรับ รายจ่าย ของปีงบประมาณนั้นๆ ปรากฏว่า ผลการบริหารจัดการไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ของโครงการ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน” นั่นเอง

เนื่องจากผลการประเมินย้อนหลัง 3 ปี (ประเมินปีต่อปี) คือ ปีงบประมาณ 2552-2554 พบว่า เฉพาะด้านที่ 1 กองทุนดังกล่าวผ่านเกณฑ์การประเมินเพียงครั้งเดียว คือ ปีงบประมาณ 2553 ด้วยคะแนนเฉลี่ย 3.0262 จำแนกเป็น ผลการดำเนินงานด้านการเงิน 1.0000 คะแนน ผลการดำเนินงานด้านปฏิบัติการ 4.3333 คะแนน การสนองประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3.1846 คะแนน และการบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียน 2.3715 คะแนน

ส่วนปีงบประมาณ 2552 และ 2554 ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ โดยปีงบประมาณ 2552 ได้คะแนนจากการประเมินผลการดำเนินงานด้านการเงิน 3.7950 คะแนน ผลการดำเนินงานด้านปฏิบัติการ 1.8207 คะแนน การสนองประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4.6732 คะแนน และการบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียน 2.1714 คะแนน รวมคะแนนเฉลี่ย 2.8540

ขณะที่ปีงบประมาณ 2554 ได้คะแนนจากการประเมินผลการดำเนินงานด้านการเงิน 1.0000 คะแนน ผลการดำเนินงานด้านปฏิบัติการ 2.1443 คะแนน การสนองประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4.1716 คะแนน และการบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียน 1.4067 คะแนน เมื่อรวมแล้วการดำเนินงานกองทุนในปีงบประมาณล่าสุดนี้ มีคะแนนเฉลี่ยเพียง 2.1596 เท่านั้น

เงินส่งไม่ถึงมือโรงเรียน จัดการเหลวจ่อถูกยุบ

สำหรับการประเมินรายรับ รายจ่าย ดอกเบี้ยจากกองทุน ในด้านที่ 2 ก็ถูกชำแหละออกมาไม่มีชิ้นดี ไล่เรียงจากปีงบประมาณปี 2552 มีรายได้ 436.96 ล้านบาท แต่รายจ่ายกลับมากถึง 546.30 ล้านบาท จึงมีรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายถึง 109.34 ล้านบาท

ส่วนปีงบประมาณ 2553 มีรายได้ 405.31 ล้านบาท มีรายจ่ายเพียง 4.72 ล้านบาท ส่งผลให้มีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายถึง 400.59 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าดีใจ เพราะตัวเลขสะท้อนให้เห็นว่า “เงินยังไม่ถูกส่งถึงโรงเรียนเลย”

ล่าสุดปีงบประมาณ 2554 กองทุนซึ่งมีรายได้สูงกว่าปีงบประมาณ 2553 คือ 411.04 ล้านบาท แต่รายจ่ายกลับทะลุเพดาน 482.15 ล้านบาท เท่ากับว่ามีจ่ายมากกว่ารายได้ที่ได้รับ 71.11 ล้านบาท

ฉะนั้นเมื่อนำด้านที่ 1 และ 2 เฉพาะปีงบประมาณ 2554 มาดู ผนวกกับปีงบประมาณ 2555 ซึ่งเงินในกองทุนยังไม่ถูกส่งให้สถานศึกษา “คณะกรรมการประเมินผล” จึงเชิญผู้แทน สพฐ.เข้าพบ เพื่อหารือถึงการคงไว้หรือเรียกเงิน 6,000 ล้านบาทคืน ด้วยการยุบทิ้ง “กองทุนโครงการอาหารกลางวัน” เนื่องจากมีการ บริหารงานล้มเหลว ทั้งนี้จากการเจรจา คณะกรรมการประเมินผล มีความเห็นและตั้งข้อสังเกตเฉพาะปีงบประมาณ 2554 ว่า กองทุนควรวางแผนรองรับการใช้จ่ายเงินงบประมาณประจำปีของกองทุน และติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นอกจากนี้ควรวางแผนรับรองในอนาคต 3-4 ปี เพื่อผลักดันให้ อปท.ดูแลการจ่ายเงินค่าอาหารกลางวันให้นักเรียนอย่างทั่วถึง เนื่องจากทรัพย์สินที่กองทุนสามารถนำมาใช้จ่ายสนับสนุนค่าอาหารกลางวันได้ มีอยู่อย่างจำกัด

http://www.tcijthai.com/TCIJ/view.php?ids=1102
  • ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 161 reads

เร่งยุทธศาสตร์นวดไทยสู่มรดกโลก แนะเปลี่ยนชื่อคงเอกลักษณ์

Submitted by info on Tue, 11/09/2012 - 10:25

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการจัดทำร่างยุทธศาสตร์นวดไทยสู่มรดกโลก ระหว่างปี 2556 -2559 โดยจะนำเข้าสู่สมัชชาสุขภาพให้ความเห็นชอบก่อนจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของครม.ต่อไป โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะมี 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์แผนไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า 2.กลไกขับเคลื่อนร่วมกับกระทรวงต่างๆ หากมีการขยายตลาดในต่างประเทศ 3.การวิจัยและพัฒนา 4.สร้างเครือข่ายระหว่างชมรม และสมาคมต่างๆ เพื่อหารือเรื่องมาตรฐาน 5.ยกระดับการนวดไทยให้ได้มาตรฐานที่ชัดเจน โดยจะต้องมีหน่วยงานทำหน้าที่รับรองมาตรฐานเหมือนกับการรับรองมาตรฐานโรงพยาบาล และ6.การพัฒนาตลาดเชิงรุกเพื่อให้ผู้ที่ต้องการใช้บริการเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งการวางยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะทำให้การทำงานชัดเจนขึ้น

น.ส.รสนา โตสิตระกูล กรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าวว่า การสนับสนุนให้การนวดไทยเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ อาจต้องมีการเปลี่ยนชื่อ ภาษาอังกฤษจาก Thai massage เป็นคำว่า 'นวดไทย' ทับศัพท์ไปเลยเพื่อแสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ ควรมีการจัดทำชุดความรู้เรื่องนวดไทย โดยเป็นการแสดงถึงท่าทางการนวดไทยที่ถูกต้องแท้จริงว่ามีท่าทาง รูปแบบเช่นไร จากนั้นใครจะนำไปนวดเสริมในรูปแบบต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่จะต้องมีพื้นฐานท่าทางที่ถูกต้องตามหลักการนวดไทย รวมถึงต้องพัฒนาบุคลากรด้านการนวดและแพทย์แผนไทย โดยการเชิญหมอนวดไทยที่มีความรู้จริงมารวบรวมเป็นองค์ความรู้แล้วเผยแพร่สู่สาธารณชน

'ประเทศจีนเรียกการนวดแบบจีนว่า ทุยน๋า ส่วนญี่ปุ่น ก็เรียกว่า ชิอ๊ะจึ ซึ่งเป็นภาษาของประเทศนั้นๆ ไม่ได้มีใครเรียกว่า Chinese massage หรือ Japanese massage ทั้งนี้ก็เพื่อคงเอกลักษณ์ให้คนทั่วโลกรับรู้ว่าการนวดแบบนี้เป็นของประเทศตัวเอง นวดไทยก็ควรสร้างการรับรู้แบบนั้นเช่นกัน นวดไทยจะได้เป็นเอกลักษณ์ของไทยในสายตาคนทั่วโลก เหมือนคำว่า มวยไทย'น.ส.รสนากล่าว

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROb1pXRXdNVEV4TURrMU5RPT0=&sectionid=TURNek1BPT0=&day=TWpBeE1pMHdPUzB4TVE9PQ==
  • ข่าวสด
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 126 reads

จ่อยึดคืน'งบอาหารกลางวัน'ชี้บริหารเหลว

Submitted by info on Tue, 11/09/2012 - 00:00

จ่อยึดคืน'งบอาหารกลางวัน'ชี้บริหารเหลว ก.คลังจี้ศธ.แจงเงินประเดิม'6พันล้านบาท' ประเมินไม่ผ่าน-'เด็ก7ล้านคน'ยังกินไม่อิ่ม

กระทรวงการคลังเตรียมยึดคืน “งบประเดิม” “กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา” 6,000 ล้านบาท สอบพบบริหารล้มเหลว หลังผลักหน้าที่ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการมาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน เด็ก 7 ล้านคน ได้แค่เศษเงินกินอิ่ม ยังขาดสารอาหารที่ควรจะรับตามวัย ขณะที่บริษัทประเมินคุณภาพของกระทรวงการคลังประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ถึง 3 ปีซ้อน ทั้งผู้บริหารในสพฐ.ไม่ให้ความสำคัญกับดอกผลที่ออกมา เจ้าหน้าที่ก็ไม่สนใจทำงาน เพราะมองว่าเป็นแค่งานฝาก แถมยังไม่มีความรู้ที่จะจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ ด้านสพฐ.เข้าชี้แจงเตรียมปรับปรุง หวังยื้อไว้เหมือนเดิม

เตรียมยึดคืนงบต้นทุน ‘กองทุนอาหารกลางวัน’

จากกรณีกระทรวงการคลัง มีนโยบายยุบเลิก ยุบรวม กองทุนหรือเงินทุนหมุนเวียน ที่มีการบริหารงานซับซ้อน ไม่เกิดประโยชน์ ไม่มีการเคลื่อนไหวของกองทุน หรือมีรายได้มากแต่ไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนพิจารณายุบเลิกกองทุนที่หมดภารกิจ

หนึ่งในกว่าร้อยกองทุนที่น่าจับตามองคือ “กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา” ที่อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

หลังกรมบัญชีกลางสำรวจพบ สิ่งที่นำไปสู่การพิจารณาทบทวนยุบเลิกหลายประการ อาทิ กองทุนมีผลการดำเนินงานต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดติดต่อกันหลายปี การดำเนินงานก็ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง และมีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น จึงมองว่ากระทรวงการคลังหมดหน้าที่ในการดูแลแล้ว โดยแหล่งข่าวระดับสูง ในกรมบัญชีกลางยืนยันว่า กองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการถูกยุบเลิกจริง ขณะนี้เรื่องอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แล้ว

ประเมินไม่ผ่าน 3 ปี หมดหน้าที่ตามพ.ร.บ.อปท.

สาเหตุที่ “กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา” นอกจากการไม่ผ่านประเมินย้อนหลัง 3 ปี (ปีงบประมาณ 2552-2554) ของบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ปรึกษากระทรวงการคลัง แล้ว ยังมีประเด็นที่สำคัญกว่านั้นคือ กระทรวงการคลังมองว่า ภาระหน้าที่ได้หมดลง ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2544 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีการกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่น

โดยถ่ายโอน “งบประมาณอาหารกลางวัน” จากกระทรวงศึกษาธิการ ไปให้กระทรวงมหาดไทย ตามพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พ.ศ.2542

นั่นหมายความว่า งบประมาณอาหารกลางวัน 13 บาท ต่อเด็ก 1 คน ถูกส่งต่อไปให้อปท.กำกับดูแล ไม่ได้อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการอีกต่อไป ฉะนั้นจึงมองว่าเป็นการบริหารงานที่ซ้ำซ้อนกัน ทั้งวัตถุประสงค์ของโครงการ ที่ปัจจุบันแทบจะกลายเป็นกองทุนที่ส่งเสริมการปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ แล้ว ดังนั้นเมื่ออปท.ได้รับอำนาจตามพ.ร.บ.ให้ดูแลแล้ว หน้าที่ดูแลกองทุนนี้ของกระทรวงการคลังจึงสมควรยุติลง และนำเงินต้นทุนของกองทุนเดิมจำนวน 6,000 ล้านบาท ไปสมทบเป็นเงินกองกลางแทน หรือพูดง่ายๆก็คือ ส่งคืนคลังเพื่อดำเนินการโครงการอื่นต่อไป

ทุกวันนี้จึงเป็นที่จับตามองกันว่า โครงการดังกล่าวรัฐบาลจะทำอย่างไรต่อไป

ผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญ เจ้าหน้าที่ไม่มีความรู้

อย่างไรก็ตามกรมบัญชีกลางได้เรียกตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าพบเพื่อรับฟังข้อสรุปจากการประเมิน โดยให้ความเห็นและข้อสังเกตแบบกะเทาะเปลือกเห็นแก่น แบ่งเป็นด้าน ๆ ไม่ว่าจะเป็น “ปัจจัยภายใน” ที่พบว่า ภารกิจของ สพฐ.ซ้ำซ้อนกับภารกิจของกองทุน ทำให้บุคลากรมีเวลาไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานกองทุน

นอกจากนี้ตัวบุคลากรก็ไม่มีความรู้ความสามารถอย่างเพียงพอ ที่จะวิเคราะห์โครงการ ที่ขอรับจัดสรรเงิน การจัดสรรเงินจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการที่แท้จริง รวมทั้งนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อจัดสรร หรืออนุมัติโครงการในลักษณะย้อนหลังไม่ทันเวลา รวมทั้งขาดการปรับปรุงดำเนินงานภายในของหน่วยงาน เพื่อบริหารกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ “ปัจจัยภายนอก” พบว่า ความต้องการในการดำเนินโครงการดังกล่าวน้อยลง สูญเสียโอกาสทางการเงิน ผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และโครงสร้างองค์กรภายในส่วนราชการที่รับผิดชอบกองทุน ไม่เหมาะสมที่จะบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพ

สพฐ.ยอมรับการบริหารงานที่ผ่านมาไม่ดีพอ

ฟากสพฐ.ชี้แจงว่า แม้ว่างบประมาณโครงการอาหารกลางวัน 13 บาท จะอยู่ในกำกับดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่วัตถุประสงค์ของกองทุนที่ตั้งขึ้นแต่เดิม ก็เพื่อขจัดปัญหาทุพโภชนาการในเด็กปฐมวัย และเด็กที่ขาดแคลนอาหารกลางวัน ยังไม่หมดลงตามพ.ร.บ.ดังกล่าว แต่ยอมรับว่าการบริหารกองทุนที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ ดังนั้น สพฐ.จึงขอกลับไปจัดทำกรอบแผนยุทธศาสตร์กองทุนฯ มาเสนอกรมบัญชีกลางใหม่ ซึ่งกรมบัญชีกลางได้ให้โอกาส แต่ต้องวางแผนรองรับการใช้จ่ายเงินงบประมาณประจำปีของกองทุน และติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นอกจากนี้ควรวางแผนรับรองในอนาคต 3-4 ปี เพื่อผลักดันให้อปท.ดูแลการจ่ายเงินค่าอาหารกลางวันให้นักเรียนอย่างทั่วถึง เนื่องจากทรัพย์สินที่กองทุนสามารถนำมาใช้จ่ายสนับสนุนค่าอาหารกลางวันได้ มีอยู่อย่างจำกัด โดยมีกำหนดระยะเวลา 2 เดือนหรือถึงสิ้นเดือนสิงหาคม

สพฐ.เร่งสะสางปัญหา-อุปสรรค เพื่อหาแนวทางปรับปรุง

กระทั่ง วันที่ 16 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา นายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ให้สัมภาษณ์ศูนย์ข่าว TCIJ ว่า หลังจากตัวแทน สพฐ.เข้ารับฟังผลการประเมินทบทวนประสิทธิภาพของกองทุนว่า จะคงไว้หรือยุบทิ้ง นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการกพฐ. ในฐานะกรรมการและเลขานุการกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน จึงมอบหมายให้รับผิดชอบจัดทำกรอบแผนยุทธศาสตร์กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน ในโรงเรียนประถมศึกษา ปีงบประมาณ 2556-2559 โดยแรกเริ่มได้เรียกประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกองทุน เพื่อหาปัญหาและอุปสรรคกระทั่งพบว่า บทบาทคณะกรรมการบริหารกองทุนมีน้อยเกินไป และจัดประชุมคณะกรรมการบริการกองทุนและคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งมีอยู่ชุดเดียวเพียงปีละ 2 ครั้ง ทำให้การดำเนินงานไร้ซึ่งประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังพบว่า โครงสร้างกองทุนฯ ไม่เอื้อต่อการบริการจัดการ เนื่องจากเมื่อปรับโครงสร้าง ศธ.เป็นองค์กรหลักต่างๆ ก็ส่งผลต่อการติดต่อประสานงานระหว่างองค์กรหลักที่เกี่ยวกับกองทุน ดำเนินโครงการจึงล่าช้า

ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจกองทุน ก็เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งมีภารกิจหลักต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว และมีจำนวนจำกัด เมื่องานกองทุนเป็นเพียงงานฝาก การดำเนินงานจึงล่าช้าไม่ทันกำหนดเวลา ไม่สามารถจัดสรรเงินได้ตามเป้าหมาย และวงเงินที่คณะกรรมการอนุมัติเช่นกัน ที่สำคัญการจัดเก็บข้อมูล รวบรวม ประมวลผล และรายงานยังไม่เป็นปัจจุบัน ทำให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนเพียงพอ ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ จึงสรุปได้ว่า ไม่มีคนทำงานบริหารกองทุนประจำ และที่มีอยู่ก็ไม่มีความรู้ด้านการบริหารกองทุน

หัวหน้าคณะทำงานอธิบายต่อว่า เมื่อเข้าใจปัญหาและอุปสรรคแล้ว เบื้องต้นทีมกู้วิกฤตจึงคิดแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานกองทุน โดยจำแนกออกมาเป็น “ด้านบุคลากร” ควรกำหนดโครงสร้างผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานให้ชัดเจน และมีจำนวนที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติงานได้เต็มเวลา เพื่อให้งานบริหารกองทุนสัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรม

และ “ด้านการบริหารงาน” ควรมีโครงสร้างองค์กรของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพิ่มบทบาทให้คณะกรรมการบริหารกองทุน และคณะอนุกรรมการฯ และปรับปรุงโครงสร้างการบริหารกองทุนให้มีบุคลากรในสำนักโครงการอาหารกลางวัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และโรงเรียน เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและคล่องตัวในการบริหารภารกิจ

รองเลขาธิการ กพฐ.ระบุว่า เมื่อรู้ถึงปัญหาแล้ว คณะทำงานจึงต้องเร่งร่าง “กรอบแผนยุทธศาสตร์กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา ปีงบประมาณ 2556-2559” จนแล้วเสร็จ ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุน ครั้ง 2/2555 ที่มี น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

ที่ประชุมได้กำชับให้เร่งนำร่างฉบับดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อนำเข้าที่ประชุมให้คณะกรรมการบริหารกองทุนพิจารณาอีกครั้ง ก่อนส่งให้คณะกรรมการประเมินผล กระทรวงการคลัง พิจารณาถึงความเป็นไปได้ถึงการคงกองทุนไว้ หากคณะกรรมการประเมินผลเห็นชอบ แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนทันที

“อีกหนึ่งปัญหาของกองทุนคือ การมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร และการซื้อพันธบัตรรัฐบาล ปีหนึ่งๆ กว่า 400 ล้านบาท ไม่ได้มีรายรับส่วนอื่นมาเพิ่มพูนให้มากกว่านี้ ซึ่งหารเฉลี่ยกับจำนวนนักเรียนที่อยู่ในภาวะทุพโภชนาการ และประจำกินนอนที่โรงเรียนกว่า 7 ล้านคนแล้ว นับว่าเป็นเงินจำนวนไม่มาก ซึ่งความจริงตัวเลขดังกล่าวนิ่งมาระยะหนึ่งแล้ว ยังไม่ใช่ตัวเลขจริงในปัจจุบัน จึงประสานให้ สพป.และโรงเรียนรายงานเข้ามา ขณะที่ตัวเลขที่ได้รับจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จะไม่มีปัญหา เพราะเป็นตัวเลขจริงไม่ได้แต่งขึ้นมา อย่างไรก็ตามสพฐ.จะนำเงินสะสม 2,500 ล้านบาท จากดอกเบี้ยต่อปีของเงินในกองทุน 6,000 ล้านบาท มาส่งเสริมกลุ่มทุพโภชนาการ และมื้อเช้าเย็น สำหรับกลุ่มที่ต้องกินนอนในโรงเรียน ส่วนมื้อกลางวัน 13 บาท อปท.ยังดูแลเช่นเดิม” รองเลขาธิการกพฐ.กล่าว

รองเลขาธิการ กพฐ.มองว่า ถ้าไม่วางแผนบริหารเงินให้รัดกุม อาจส่งผลต่อเงินกองทุนได้ในอนาคต แม้จะประชาสัมพันธ์กองทุนให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ตระหนักและสร้างเครือข่าย เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของกองทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการที่ผ่านมา จึงส่งผลต่อวัตถุประสงค์ของการประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ตามเป้าหมายของกองทุนเกิดขึ้น เพื่อให้นักเรียนระดับประถมศึกษาทุกสังกัด ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน จึงจำเป็นต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อส่งผลให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่ดี ลดภาวะทุพโภชนาการ ไปพร้อมๆ กับการเกิดองค์ความรู้ มีทักษะอาชีพ มีรายได้ระหว่างเรียน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างผลิตผลมาประกอบอาหารกลางวัน รวมถึงอาหารเช้า เย็น สำหรับกลุ่มกินนอนที่โรงเรียนด้วย

ชง5กลยุทธ์หลังตกประเมิน

ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2555 นายพิษณุเปิดเผยอีกครั้งถึงความคืบหน้ากรอบแผนยุทธศาสตร์กองทุนฯ ว่า ร่างฉบับดังกล่าว มีกลยุทธ์ 5 ด้าน ซึ่งขณะนี้เริ่มลงลึกลงในรายละเอียด เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้จริงแล้ว ประกอบด้วย 1.จัดระบบบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพ อาทิ การปฏิรูปองค์กรเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานเลขานุการกองทุน โดยจัดตั้งหน่วยงานและบุคลากรประจำการที่สามารถปฏิบัติงานได้เต็มเวลา 2.ปฏิรูปการบริหารจัดการกองทุน อาทิ การจัดระบบการกระจายอำนาจการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารกองทุน เพื่อความรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน 3.เพิ่มพูนทุนสู่เด็ก อาทิ การพัฒนาหลักเกณฑ์วิธีการที่เหมาะสมในการจัดสรรทรัพยากรให้กับสถานศึกษาที่จัดอาหารกลางวันแก่เด็กประถมศึกษาให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม

รองเลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อว่า 4.พัฒนาการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กรอย่างสร้างสรรค์ อาทิ การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจภาวะโภชนาการเด็กในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม และ 5.อาหารกลางวันเพื่อการเรียนรู้ อาทิ ส่งเสริมกิจกรรมเชิงเกษตรในสถานศึกษาที่เชื่อมโยงกับการจัดกิจกรรมอาหารกลางวัน เป็นต้น

นายพิษณุกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องการพัฒนาทุนหมุนเวียนในกองทุนที่มีเงินต้นอยู่ 6,000 ล้านบาท เพราะใกล้ครบกำหนดระยะเวลา 10 ปี ที่ซื้อธนบัตรไว้กับรัฐบาลในวันที่ 2 กันยายน 2555 ฉะนั้นคณะทำงานจึงกำลังพิจารณาว่า จะซื้อธนบัตรรัฐบาลต่อไปหรือเปิดให้สถาบันการเงินประมูลเพื่อหาดอกเบี้ยดีที่สุด ตลอดจนหาช่องทางอื่นๆ เพื่อให้ได้ดอกผลมากกว่าที่เคยได้อยู่ประมาณ 400 ล้านบาท จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ พิจารณาเห็นชอบ ก่อนเสนอกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง

ระบุกองทุนอาหารแก้ทุพโภชนาการไม่เกี่ยวกับ 13 บาท ของอปท.

ล่าสุด วันที่ 31 สิงหาคม 2555 นายพิษณุเปิดเผยเพิ่มเติมโดยยืนยันว่า กองทุนดังกล่าวไม่ได้มีการบริหารซ้ำซ้อน เพราะในส่วนของงบประมาณอาหารกลางวัน 13 บาท ต่อนักเรียนประถมศึกษา 1 คน รัฐบาลได้โอนอำนาจให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บริหารจัดการไปนานแล้ว แต่ในส่วนของกองทุนมีหน้าที่แก้ปัญหาทุพโภชนาการเด็ก เพราะไม่ได้หมายความว่า อาหารกลางวัน 13 บาท จะทำให้เด็กมีภาวะเจริญสมวัยทุกคน

“ที่สำคัญงบฯ ปกติ 13 บาท ใช้หมดแล้วหมดเลย แต่แผนยุทธศาสตร์กองทุนฯ จะมีโครงการทุนหมุนเวียนส่งเสริมผลผลิตเพื่ออาหารกลางวันรองรับ โดยวิธีการจะให้โรงเรียนเสนอโครงการเข้ามา ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะช่วยให้เด็กทุพโภชนาการมีอาหารคุณภาพกิน และโดยเฉพาะเด็กที่จำเป็นต้องกินนอนที่โรงเรียนมีอาหารกินครบ 3 มื้อ” รองเลขาธิการกพฐ.กล่าว

หัวหน้าคณะทำงานอธิบายว่า ในปีการศึกษา 2554 ที่ผ่านมา มีโครงการที่โรงเรียนเสนอเข้ามาและได้รับอนุมัติไปแล้วกว่า 2,000 โรง และยังมีโครงการอาหารกลางวันอย่างยั่งยืน ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมและเทคโนโลยี (วษท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในหลายพื้นที่ เสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณไปส่งเสริมให้เด็ก ซึ่งกระจายอยู่ในโรงเรียนต่างๆ กว่า 1,700 โรง มีอาหารกินอย่างยั่งยืน โดยวิทยาลัยเกษตรกรรมฯ ทั่วประเทศ ได้รับงบประมาณจากกองทุนไปดำเนินงานทั้งสิ้นประมาณ 60 ล้านบาท ดังนั้นหากกองทุนถูกยุบ เด็กทั่วประเทศก็จะมีเพียงอาหารกลางวัน 13 บาทกินเท่านั้น ที่สำคัญ 13 บาท ถ้ามองถึงคุณค่าของอาหารคงไม่ได้ตามหลักโภชนาการ และหมดแล้วหมดเลยไม่มีการติดตามผลใดๆ ทั้งสิ้น

http://www.tcijthai.com/TCIJ/view.php?ids=1099
  • ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 123 reads

พม.หนุนเอเชียแปซิฟิก ดันวาระชาติพัฒนาผู้สูงอายุ

Submitted by info on Mon, 10/09/2012 - 00:00

รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เผยประเทศไทยเตรียมพร้อมสังคมผู้สูงอายุ หนุนวาระชาติพัฒนาผู้สูงอายุ ด้วยนโยบายรองรับผู้สูงอายุในอนาคต...

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ห้องประชุมสหประชาชาติ ในการประชุมระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกเพื่อทบทวนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการระหว่างประเทศมาดริด ว่าด้วยผู้สูงอายุระยะที่ 2 นายมูราตะ รองเลขาธิการบริหารคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) กล่าวรายงานว่า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว จนจำนวนประชากรผู้สูงอายุมากกว่าครึ่งของทั่วโลกอยู่ในภูมิภาคนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ทั้งประชากรวัยแรงงานที่ลดลง รวมถึงข้อจำกัดในด้านบริการต่างๆ

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือการสนับสนุนโครงสร้างครอบครัวที่รองรับผู้สูงอายุ ซึ่งรัฐบาลต้องดำเนินการเป็นนโยบายทันที และกำหนดเป็นวาระชาติในการพัฒนาให้ผู้สูงอายุมีชีวิตชีวา มีประสิทธิภาพ ขจัดอุปสรรคการจ้างงานเพื่อให้ประชากรผู้สูงอายุเข้าสู่วัยทำงานอีกครั้ง นโยบายเหล่านี้จะประสบความสำเร็จได้หากคำนึงถึงสิทธิ์ ที่ผ่านมาผู้สูงอายุในภูมิภาคนี้ยังประสบกับการละเมิดสิทธิ์ การล่วงละเมิด และการถูกเพิกเฉย จึงต้องคุ้มครองสิทธิ์ผู้สูงอายุ ส่งเสริมและสร้างความเข้าใจในการใช้ชีวิตร่วมกัน

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปัจจุบันประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 8.3 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 13% ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าในปี 2573 จะเพิ่มเป็น 18 ล้านคน หรือคิดเป็นประชากร 4 คน มีผู้สูงอายุ 1 คน อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีมาตรการเชิงรุกที่ประสบความสำเร็จในการเตรียมพร้อมสังคมผู้สูงอายุ ที่เกิดจากความรับผิดชอบทางการเมืองระดับสูงที่มีต่อสังคมผู้สูงอายุ และการกำหนดนโยบายจากสภาพปัญหาที่แท้จริง

สำหรับนโยบายสำคัญรองรับผู้สูงอายุในอนาคตคือ 1.กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการจัดทำกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อสร้างหลักประกันรายได้หลังเกษียณ 2.พม.ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ทั้งในพื้นที่เมืองและชนบท 3.ให้โอกาสแรงงานผู้สูงอายุที่มีคุณภาพและสุขภาพแข็งแรงมีส่วนร่วมในระบบงาน ทั้งประจำและนอกเวลา 4.กระจายการดำเนินงานสู่จังหวัด เพื่อให้ประชาชนทุกวัยเข้าถึงบริการต่างๆ จากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างทั่วถึง และ 5.ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการออกมาตรการสากลสำหรับคนทุกวัย เพื่อปรับปรุงการใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสาธารณะให้เข้าถึงผู้สูงอายุ

ด้าน นางกีรี สตรีผู้บุกเบิกด้านสิทธิมนุษยชนในอินเดีย กล่าวว่า เสียงผู้สูงอายุในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะสตรียังถูกมองข้ามหรือเป็นกลุ่มคนชายขอบ จึงอยากเรียกร้องให้เสียงผู้สูงอายุได้รับความเคารพ เหลียวแล และอยากให้ส่งเสริมความรู้ความคิดประสบการณ์ผู้สูงอายุที่มีประโยชน์ได้รับการถ่ายทอดสู่คนรุ่นเยาว์

http://www.thairath.co.th/content/edu/290050
  • ไทยรัฐ
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 91 reads

สธ.เขต7ถกวิชาการ การแพทย์-สาธารณสุข ยุคประชาคมอาเซียน

Submitted by info on Fri, 07/09/2012 - 10:47

นายแพทย์วิรัช เกียรติเมธา ผู้ตรวจสาธารณสุขเขต 7 พร้อมนพ.วิฑูรย์ เหลืองดิลก นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง คณะผู้บริหาร แพทย์พยาบาล เจ้าหน้าที่ จากสำนักงานสาธารณสุขเขต 7 จำนวน 700 คน ร่วมการอบรมประชุมวิชาการเรื่อง “การแพทย์และสาธารณสุขยุคประชาคมอาเซียน” ที่โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา จ.ตรัง

นายแพทย์วิฑูรย์กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุข ได้มีโอกาสเผยแพร่องค์ความรู้จากการศึกษาวิจัย ผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์และสาธารณสุข และเป็นการสร้างเครือข่ายทางวิชาการพัฒนาเครือข่ายสู่ความยั่งยืน

ด้านนายแพทย์วิรัชกล่าวว่า ตามที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนโดยมีความร่วมมือด้านสาธารณสุขในอาเซียน จึงมีความว่าเป็นต้องพัฒนาศักยภาพความพร้อมในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับประเทศสมาชิกอาเซียน โดยที่สาธารณสุขมีบทบาทกับนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมโรค การป้องกันโรค และการรับมือกับโรคระบาด รวมทั้งด้านความปลอดภัยด้านอาหาร ยา ยาสูบและการแพทย์แผนไทย ซึ่งการจัดประชุมในครั้งนี้จะได้กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาด้านการบริการสุขภาพประชาชน และพัฒนาศักยภาพรองรับความร่วมมือด้านการแพทย์และสาธารณสุขยุคประชาคมอาเซียน

http://www.naewna.com/local/21237
  • แนวหน้า
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 125 reads

เอ็นจีโอแฉมีล็อบบี้ยิสต์บริษัทขายยาข้ามชาติในอุตสาหกรรมยา

Submitted by info on Thu, 30/08/2012 - 17:42

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่อาคารสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ แถลงข่าวภาคประชาสังคมไทยกับการทำงานของบริษัทยาข้ามชาติว่า ที่ผ่านมาล็อบบี้ยิสต์บริษัทยาข้ามชาติพยายามแทรกเข้าไปในหน่วยงานต่างๆ เช่น เป็นคณะอนุกรรมาธิการของวุฒิสภา เพื่อโจมตีการประกาศบังคับใช้สิทธิในประเทศไทย ทั้งที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อเคยร้องเรียนถึงความไม่ชอบธรรมดังกล่าวก็ยังปล่อยให้มีรายงานที่มีอคติและไม่มีฐานทางวิชาการออกมา และล่าสุดยังพยายามใช้ชื่อของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาจากยุโรปมาทำงานวิจัยเร่งด่วนใน 2 สัปดาห์เพื่อสนับสนุนการยอมรับเนื้อหาความตกลงที่เกินไปกว่าข้อตกลงทริปส์ ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาด้านต่างๆ รวมทั้งยา

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1346319389&grpid=&catid=01&subcatid=0100
  • มติชนออนไลน์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 128 reads

สมาชิกสภายุโรปเยือนไทย ภาคประชาชนยื่นจดหมายต้านเอฟทีเอ

Submitted by info on Wed, 29/08/2012 - 00:00

29 ส.ค.55 ภาคประชาสังคมไทยส่งตัวแทนเข้ายื่นจดหมายกับสมาชิกสภายุโรป นายแวร์เนอร์ ลาเกน และคณะที่ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยถึงข้อห่วงใยต่อการทำเอฟทีเอของสหภาพยุโรปที่บังคับให้ประเทศคู่เจรจาต้องยอมรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินไปกว่ามาตรฐานในองค์การการค้าโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา อีกทั้งยังขัดต่อมติของสภายุโรป จึงขอให้สมาชิกสภายุโรปได้ตรวจสอบการกระทำดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดของจดหมายมีดังนี้

29 สิงหาคม 2555
เรียน สมาชิกสภายุโรปที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย (นายแวร์เนอร์ ลาเกน)

เรา ในฐานะภาคประชาสังคมที่ทำงานส่งเสริมการเข้าถึงยาในราคาที่เป็นธรรมอย่างถ้วนหน้าในประเทศไทย ขอชื่นชมสภายุโรปที่ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวไม่ยอมรับร่างความตกลงการค้าต่อต้านสินค้าปลอมแปลง (The Anti-counterfeiting Trade Agreement -ACTA) การกระทำดังกล่าวได้ยืนยันให้เห็นถึงเจตจำนงค์ของสภายุโรปที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของประชาชนในการมีสุขภาพที่ดี และตระหนักว่าการสาธารณสุขของปวงชนสำคัญกว่าผลประโยชน์การค้า

ความตกลง ACTA ที่มีข้อผูกพันที่ขัดขวางการเข้าถึงยาชื่อสามัญที่มีคุณภาพและชอบธรรมของโลก ถือเป็นภัยคุกคามต่อการสาธารณสุข ด้วยข้อจำกัดที่เข้มงวดในข้อตกลงนี้ ยาชื่อสามัญที่จะใช้ช่วยชีวิตประชาชนเสี่ยงที่จะถูกยึดจับที่ท่าขนส่งสินค้าในระหว่างการขนส่งไปยังประเทศปลายทาง เพียงเพราะยาเหล่านั้นถูกต้องสงสัยว่าเป็นเวชภัณฑ์ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศกลางทางที่แวะถ่ายสินค้า ถึงแม้ว่ายาเหล่านั้นจะเป็นยาที่มีคุณภาพและปลอดภัย และการคุ้มครองสิทธิบัตรจบสิ้นลงแล้วหรือไม่ได้จดสิทธิบัตรในทั้งในประเทศต้นทางและปลายทางก็ตาม มาตรการยึดจับสินค้าในระหว่างการขนส่ง หรือที่รู้จักในชื่อ “มาตรการ ณ จุดชายแดน” จะสกัดกั้นไม่ให้มีการขนส่งยาชื่อสามัญที่ชอบธรรมและถูกกฎหมายไปยังมือผู้ป่วยนับล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาน้อยที่สุดได้ ซึ่งยาดังกล่าวเป็นยาจำเป็นที่จะช่วยรักษาชีวิตไว้ได้ในราคาที่ไม่แพง ข้อกำหนดในแอ็คต้าเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นมาตรการที่เข้มงวดเกินกว่ามาตรฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของโลก (ข้อตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก) และขัดต่อปฎิญญาโดฮาว่าด้วยข้อตกลงทริปส์กับการสาธารณสุขขององค์การการค้าโลกอย่างสิ้นเชิง

ถึงแม้ว่าสภายุโรปจะมีมติเป็นเอกฉันท์ปฏิเสธ ร่างความตกลง ACTA เมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม เรายังคงมีความกังวลอย่างยิ่งว่าข้อกำหนดในลักษณะเดียวกับมาตรการ ณ จุดชายแดนของ ACTA ได้รวมอยู่ในข้อตกลงเขตการค้าเสรี (หรือ เอฟทีเอ) ที่สหภาพยุโรปกำลังเจรจาหรือจะเปิดการเจรจากับประเทศคู่ค้าเป้าหมาย ซึ่งรวมถึง กลุ่มประเทศอาเซียน อินเดีย และไทย สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้น ข้อกำหนดอื่นๆ อีกจำนวนมาก ที่เข้มงวดเกินกว่าข้อตกลงทริปส์ หรือที่เรียกว่า “มาตรการทริปส์ผนวก” (เช่น การผูกขาดข้อมูลทางยา การขยายการคุ้มครองสิทธิบัตร การบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวด การผูกขาดข้อมูลทางยาในเรื่องสิ่งบ่งชี้ใหม่ การคุ้มครองการลงทุน ฯลฯ) ได้ถูกกำหนดอยู่ในเนื้อหาข้อตกลงเขตการค้าเสรีของสหภาพยุโรปทั้งสิ้น ข้อกำหนดแบบทริปส์ผนวกเช่นนี้จะกีดกันการแข่งขันของยาชื่อสามัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะขัดขวางไม่ให้ประเทศคู่ค้านำมาตรการคุ้มครองการสาธารณสุขได้โดยปริยาย (ถึงแม้จะไม่ได้ห้ามไม่ให้นำมาใช้) และจะเป็นอุปสรรคทำให้ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาเข้าไม่ถึงยาจำเป็นในที่สุด

ด้วยการบีบบังคับให้ประเทศคู่ค้ายอมรับข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่มีมาตรการทริปส์ผนวกทั้งทางตรงและทางอ้อม คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้ากำลังกระทำการในทิศทางที่สวนทางกับมติของสภายุโรปว่าด้วยโรคสำคัญและโรคที่ถูกละเลยในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งได้มีการแปรมติแล้ว (การแปรมติเลขที่ 2005/2047 (INI)) ในการแปรมติข้อที่ 1 เรียกร้องให้ขยายประเภทของโรคที่ถูกละเลย และเน้นให้คณะกรรมาธิการยุโรปนำการแปรมติข้อนี้ไปปรับใช้ให้ครอบคลุมโรคอื่นๆ นอกเหนือจากเอชไอวี/เอดส์ มาลาเรีย และวัณโรค นอกจากนั้น ในข้อที่ 61 สภายุโรปเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป สนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามปฏิญญาโดฮาอย่างจริงจังและต่อต้านการกระทำใดๆ ก็ตามของประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก ที่ละเมิดคำมั่นสัญญาที่ได้ตกลงร่วมกันในปฎิญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการสาธารณสุขดังกล่าว โดยเฉพาะการกระทำที่ผ่านการเจรจาที่มีข้อผูกพันแบบทริปส์ผนวกในข้อตกลงเขตการค้าเสรีใดๆ ก็ตาม

ดังนั้น เราจึงขอเรียกร้องให้สมาชิกของสภายุโรปรักษาเจตจำนงค์ของพวกท่านที่เห็นความสำคัญกับผลประโยชน์ด้านสุขภาพมากกว่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และนำหลักการเดียวกันนี้ไปใช้กับการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี เฉกเช่นเดียวกับที่ทำกับความตกลง ACTA นอกจากนี้ เรายังขอเรียกร้องให้สมาชิกสภายุโรปตรวจสอบและติดตามการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่มีเงื่อนไขแบบทริปส์ผนวกต่างๆ ซึ่งขัดแย้งกับมติของสภายุโรปดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

ขอแสดงความนับถือ

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย
คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
ชมรมเพื่อนโรคไต
เครือข่ายเพื่อนมะเร็ง
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
มูลนิธิเภสัชชนบท
กลุ่มศึกษาปัญหายา
มูลนิธิชีววิถี
มูลนิธิบูรณะนิเวศ
มูลนิธิสุขภาพไทย
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)

http://prachatai.com/journal/2012/08/42354
  • ประชาไทออนไลน์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 84 reads

สธ.ทบทวนแผนอุบัติภัยรับมือ 6 ภัยพิบัติ

Submitted by info on Mon, 27/08/2012 - 15:18

"วิทยา" ห่วงไทยภัยพิบัติบ่อยทั้งแผ่นดินไหว ดินโคลนถล่ม สึนามิ สารเคมี เร่งประชุมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วประเทศ ทบทวนแผนการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ 6 เหตุการณ์ สร้างความมั่นใจในระบบบริการสาธารณสุข ดูแลผู้ประสบภัยอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย

วันนี้ (27 ส.ค.) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กทม. นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่นๆ ที่ดูแลงานด้านสาธารณภัย จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ และกรมวิชาการ เพื่อทบทวนแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยต่างๆ ในด้านการแพทย์และการสาธารณสุขประจำปี 2555 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2555 ว่า ในการเตรียมพร้อมแห่งชาติด้านการแพทย์และการสาธารณสุขในปี 2555 เป็นการทบทวนแผนเตรียมความพร้อมรองรับสาธารณภัยหรืออุบัติภัยต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ได้รับบริการดูแลด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีความมั่นใจในระบบบริการสาธารณสุขในทุกระยะของการเกิดภัยอย่างทันท่วงที ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้มอบบนโยบายให้เจ้าหน้าที่จัดทำแผนให้ครอบคลุมพิบัติภัยทั้งหมดที่เคยปรากฏในประเทศไทยอย่างน้อย 6 เหตุการณ์ ได้แก่ 1.น้ำท่วม 2.น้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่ม 3.ภัยจากแผ่นดินไหวและอาคารถล่ม 4.ภัยสึนามิ 5.ภัยสารเคมีและวัตถุอันตราย และ 6.ภัยจากการสู้รบตามแนวชายแดน ซึ่งจะได้ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในแผนงาน และวิธีการปฏิบัติจากสถานพยาบาลที่เคยอยู่ในเหตุการณ์จริงมาก่อน เพื่อพัฒนาปรับปรุงแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ให้เป็นแผนงานที่มีประสิทธิภาพที่สุด

นายวิทยา กล่าวต่อไปว่า ต้องยอมรับว่าขณะนี้อุบัติภัยต่างๆเกิดขึ้นมากมาย และบ่อยกว่าในอดีต ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดเหตุขึ้นเมื่อใด อาจเป็นภัยทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ดินโคลนถล่ม สึนามิ อุทกภัย หรือภัยจากน้ำมือมนุษย์ เช่น สงคราม เป้าหมายสำคัญที่รัฐบาลมุ่งหวัง คือลดผลกระทบ ลดการสูญเสียของประชาชนให้น้อยที่สุด ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพปกติเร็วที่สุดและปลอดภัย สร้างความมั่นใจทั้งคนไทยและต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานหรือสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง จะต้องมีทักษะการป้องกันสถานบริการ ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง และให้การดูแลประชาชนที่ประสบภัยให้ทันต่อเหตุการณ์ บุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขทุกจังหวัดต้องมีการเตรียมความพร้อมเผชิญภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเวลาใด

"สธ.ได้พัฒนาทีมและหน่วยบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับหน่วยเคลื่อนที่ไว้รองรับและแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ เต็มกำลังในการรักษาพยาบาล การดูแลแบบองค์รวมทั้งด้านร่ายกาย จิตใจ และสังคม การควบคุมป้องกันโรคระบาด การฟื้นฟูสุขภาพกาย สุขภาพจิต และฟื้นฟูระบบสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ให้สะอาดปลอดภัยโดยเร็วหลังประสบภัย" รมว.สาธารณสุข กล่าว

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000105276
  • ASTVผู้จัดการออนไลน์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 128 reads

ชี้กรมเจรจาการค้าเร่งถกเอฟทีเอไทย-อียู กระทบไทย-บ.ยาข้ามชาติผูกขาดนานขึ้น

Submitted by info on Sat, 25/08/2012 - 00:00

ชี้กรมเจรจาการค้าเร่งถกเอฟทีเอไทย-อียู กระทบไทย-บ.ยาข้ามชาติผูกขาดนานขึ้น แถมทำให้ต้องแบกค่ายาเพิ่มอีก8หมื่นล้าน
กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล

กรมเจรจาการค้าฯ เร่งเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียู หวั่นถูกตัดจีเอสพี แนะรัฐบาลยอมรับข้อเสนออียูให้ผูกขาดข้อมูลยา เพิ่มความเข้มงวดคุ้มครองสิทธิบัตร สวนทางงานวิจัยทีดีอาร์ไอที่กรมจ้างให้ทำระบุชัด ถ้ายอมตาม บริษัทยาข้ามชาติจะผูกขาดตลาดยานานขึ้น ยาราคาถูกเข้าตลาดได้ช้าลง รัฐบาลและประชาชนต้องแบกค่าใช้จ่ายนับหมื่นล้าน ผลประโยชน์เกือบทั้งหมดอยู่ในมือบริษัทยาข้ามชาติ ซ้ำหมดสิทธิ์บ่ายเบี่ยงสหรัฐฯ เพราะกติกาเขียนไว้ ถ้าให้สิทธิประเทศใด ต้องให้ประเทศอื่นด้วย

ราวๆ เดือนมิถุนายน 2555 สหภาพยุโรปหรืออียู (European Union: EU) ส่งสัญญาณการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทั่วไป หรือจีเอสพี (GSP : Generalized System of Preference) ของสินค้าไทยประมาณ 57 รายการ ในช่วงปี 2555-2556 และจะตัดจีเอสพีสินค้าทั้งหมดในปี 2557 เนื่องจากอียูเห็นว่าประเทศไทยยกระดับเป็นประเทศที่มีระดับรายปานกลางตามนิยามของธนาคารโลก คือ ประชากรมีรายได้ต่อหัวเกิน 3.9 พันดอลลาร์ ติดต่อกันเกิน 3 ปี จึงไม่จำเป็นต้องให้สิทธิพิเศษอีกต่อไป

พลันที่ข่าวนี้ปรากฏ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยต่างเรียงหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาทางเจรจาเพื่อคงสิทธิจีเอสพีต่อไป เพราะจะส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันต่อสินค้าไทย เนื่องจากสินค้าไทยต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า วิกฤตเศรษฐกิจในอียูปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้องตัดจีเอสพีไทย แน่นอนว่ามวลเสียงที่เข้มและดังจากภาคการผลิตเหล่านี้เร่งให้ภาครัฐต้องลงมือกระทำการบางอย่างเพื่อคงยอดส่งออกและตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้ตามเป้าที่รัฐบาลประกาศไว้ต่อสังคม

เร่งเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียู ก่อนถูกตัดจีเอสพี

แนวทางหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์เลือกใช้เป็นคำตอบคือ การเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ (Free Trade Area) ไทย-อียู ศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้ความสบายใจแก่ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจไทยว่า เอฟทีเอไทย-อียูจะเป็นเครื่องมือทางการค้าที่ช่วยลดผลกระทบจากการถูกตัดจีเอสพี และยังสร้างโอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดในอียู ในที่เศรษฐกิจอียูชะลอตัว โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารแปรรูปและอสังหาริมทรัพย์ ในทางกลับกัน ยังช่วยเพิ่มการลงทุนของอียูในประเทศไทย และใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกสินค้า ซึ่งปัจจุบันอียูคือผู้ลงทุนอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศอาเซียน และเป็นอันดับ 2 ในประเทศไทย รองจากประเทศญี่ปุ่น

วันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะเลขานุการการประชุมระดับสูง เพื่อพิจารณาเตรียมการเปิดการเจรจาการค้าเสรีของไทย ได้วางกรอบรายละเอียดการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียู และเตรียมดันเข้าสู่คณะรัฐมนตรีภายใน 1-2 สัปดาห์ต่อจากนี้ เพื่อให้ทันการพิจารณาของรัฐสภาในเดือนสิงหาคม

ทว่า ความเร่งรีบนี้กำลังซุกซ่อนปมที่ละเอียดอ่อน และผลกระทบน่าหวาดวิตกที่อาจเกิดขึ้นแก่สังคมไทยหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นการเข้าถึงยาของคนไทย เมื่อกรมเจรจาการค้าฯ มีความเห็นว่า ข้อเรียกร้องของอียูไม่กระทบต่อการเข้าถึงยาของคนไทย น่าแปลกที่ความเห็นนี้ขัดแย้งกับรายงานการศึกษา “แนวทางการเจรจาและผลกระทบของการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทยกับสหภาพยุโรป” ที่ทางกรมเจรจาการค้าฯ ให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เป็นผู้ศึกษา ซึ่งระบุชัดเจนว่า เป็น “ข้อเรียกร้องที่ไทยไม่ควรยอมรับ”

นอกจากประเด็นการตัดจีเอสพีแล้ว ปัจจัยที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ไทยควรเร่งเจรจาเอฟทีเอกับอียูคือ มองว่าไทยต้องพึ่งพาตลาดอียูในสัดส่วนที่สูง เพราะอียูเป็นคู่ค้าสำคัญ และตลาดส่งออกอันดับ 3 ของไทย และอียูก็เป็นผู้ลงทุนในประเทศไทย มากเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น กรมเจรจาฯ เชื่อว่า การเปิดเอฟทีเอกับอียู จะช่วยรักษาตลาดการส่งออกของไทย และดึงดูดการลงทุนในอาเซียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนก็ให้การสนับสนุน ปัจจุบันอียูมีความตกลงเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ แล้ว 27 ประเทศ และอยู่ระหว่างการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ส่วนอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ กำลังพยายามขอทำเอฟทีเอกับอียู ซึ่งอาจทำให้ไทยเป็นประเทศเดียว ที่จะไม่ได้ทำเอฟทีเอกับอียู

สธ.-ภาคประชาชน ต้านข้อเสนออียูไม่เอาดีอี

ก่อนหน้านี้ศูนย์ข่าว TCIJ เคยนำเสนอข่าวการยกร่างกรอบเจรจา โดยมิได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นที่จัดทำขึ้นโดยคณะอนุกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ บรรจุไว้ในกรอบเจรจามาครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะข้อกังวลของภาคประชาชนต่อสินค้าบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีสถิติในปี 2552 ว่า ประเทศไทยนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวม 6,896 ล้านบาท และสหภาพยุโรป (อังกฤษและฝรั่งเศสเป็นหลัก) คือประเทศ ที่ไทยนำเข้าสุรามากที่สุด มูลค่าประมาณ 5,107 ล้านบาท (อ่านเพิ่มเติมในหมวดบทความ) http://www.tcijthai.com/office-tcij/view.php?ids=1035 และ http://www.tcijthai.com/office-tcij/view.php?ids=1037

ส่วนรอบนี้ จุดสนใจพุ่งไปที่ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยา ที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมและกระทรวงสาธารณสุขวิตกว่า หากยอมให้มีการขยายระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรยาอาจส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาจำเป็นของคนไทยได้ ดังนั้นทั้งภาคประชาสังคมและกระทรวงสาธารณสุข จึงมีจุดยืนร่วมกันว่า ประเทศไทยไม่ควรทำข้อผูกพันในเอฟทีเอเกินกว่าความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้าหรือทริปส์ (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights: TRIPs) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่วางกติกาขั้นต่ำ ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่าง ๆ รวมถึงสิทธิบัตรยา ทั้งยังให้อิสระแก่ประเทศสมาชิกในการใช้มาตรการคุ้มครองข้อมูลจากการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างไม่เป็นธรรมด้วย

ขณะที่ข้อเรียกร้องของอียูต้องการให้ประเทศไทยคุ้มครองข้อมูลทดสอบยาหรือดีอี (Data Exclusivity: DE) อย่างน้อย 5 ปีนับจากวันที่ได้รับการอนุมัติการวางตลาด และจุดนี้นี่เองที่กลายเป็นประเด็นร้อน เนื่องจากการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยาหรือดีอีคือประเด็นที่สหรัฐฯ และอียูเรียกร้องมาโดยตลอด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทริปส์ผนวกหรือทริปส์พลัส เป็นข้อตกลงที่สองยักษ์ใหญ่ของโลกกะเกณฑ์ขึ้นโดยอ้างว่าเพื่อเพิ่มมาตรฐานด้านสิทธิบัตรและความเข้มงวดให้สูงขึ้นกว่าข้อตกลงทริปส์ ซึ่งทริปส์พลัสนี้เป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมและกระทรวงสาธารณสุขปฏิเสธเรื่อยมา

ผูกขาดข้อมูลยากีดกันบริษัทชื่อสามัญไม่ให้เข้าตลาด

การคุ้มครองข้อมูลทดสอบยาหรือดีอีคืออะไร และจะส่งผลต่อการเข้าถึงยาอย่างไร

รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรียกดีอีว่า การผูกขาดข้อมูลยา อธิบายว่า ตามปกติแล้วเมื่อบริษัทยาต่างประเทศสามารถคิดค้นตัวยาใหม่ๆ ที่เรียกว่ายาต้นแบบได้ เมื่อจะนำมาวางขายในประเทศไทยจำเป็นต้องขึ้นทะเบียนยากับองค์การอาหารและยา (อย.) เสียก่อน

“สิ่งที่อย.ต้องการรู้ เมื่อคุณเป็นยาตัวแรกที่เข้ามาขายในตลาด คือยานั้นมีความปลอดภัยและประสิทธิผลหรือไม่ บริษัทจึงต้องเอาข้อมูลมาแสดง เพื่อยืนยันว่า ยาของคุณมีประสิทธิผล มีความปลอดภัย”

เมื่อบริษัทยาชื่อสามัญต้องการผลิตยาตัวเดิมนี้แต่หมดสิทธิบัตรแล้ว สิ่งที่บริษัทยาชื่อสามัญต้องทำเพื่อขึ้นทะเบียนยาก็คือ ทดสอบให้เห็นว่ายาชื่อสามัญนั้นมีคุณภาพเหมือนกับยาต้นแบบหรือไม่ โดยทำการทดลองที่เรียกว่า การศึกษาชีวสมมูลของยา (BIOEQUIVALENT STUDY)

“ถามว่าการทำชีวสมมูลใช้ข้อมูลของบริษัทต้นแบบหรือไม่ เปล่าเลย เพียงแต่เอาคนไข้มา 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้ยาต้นแบบ กลุ่มหนึ่งได้ยาชื่อสามัญ แล้วทิ้งระยะออกไป แล้วแต่ว่ายานั้นอยู่ในร่างกายนานหรือไม่ แล้วสลับกลุ่มให้ยา แล้วก็ติดตามระดับยาในเลือด ถ้าเส้นกราฟทับกันพอดี ถือว่ามีชีวสมมูล หมายความว่ามีคุณภาพเท่ากับยาต้นแบบ สามารถขึ้นทะเบียนยาได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า บริษัทยาชื่อสามัญ ไม่ได้เอาข้อมูลของยาต้นกำเนิดมาใช้เลย อย.ก็ไม่ได้ใช้”

แต่บริษัทยาต้นแบบมักจะอ้างว่า การทดสอบชีวสมมูลของบริษัทยาชื่อสามัญ ใช้ข้อมูลของยาต้นแบบเพื่อเทียบเคียงคุณภาพและประสิทธิภาพของยา ถือเป็นการใช้ข้อมูลอย่างไม่เป็นธรรม ถ้ารัฐปล่อยให้มีการผูกขาดข้อมูลยา ยาชื่อสามัญที่ต้องการขึ้นทะเบียนยา จะต้องทำการทดลองซ้ำใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีต้นทุนสูงและเสียเวลามาก ทั้งที่ อย. ไม่ได้เปิดเผยข้อมูล เพียงแต่พิสูจน์ว่ายาชื่อสามัญใช้ได้ผลเช่นเดียวกันยาต้นแบบ อีกทั้งการทดลองยาตัวเดียวกันซ้ำในมนุษย์ ยังเป็นการผิดจริยธรรมในการทดลองและวิจัยด้วย

ผูกขาดข้อมูลยาทำซีแอลไร้ผล-ทำแท้งยาราคาถูก

การอนุญาตให้มีการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยาหรือดีอีเป็นเวลา 5 ปีตามที่อียูต้องการ ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยให้การคุ้มครองสิทธิบัตรเป็นเวลา 20 ปี ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า ถ้าระยะเวลาดีอี 5 ปีอยู่ในช่วงเวลา 20 ปีของการคุ้มครองสิทธิบัตร ซึ่งบริษัทยาชื่อสามัญก็ไม่สามารถผลิตยาได้อยู่ดี ในกรณีนี้การให้ดีอีย่อมไม่มีผลแต่อย่างใด มิใช่หรือ ประเด็นนี้ถูกเพียงครึ่งเดียว

จริงอยู่ว่าหากดีอีอยู่ในช่วงที่มีการคุ้มครองอายุสิทธิบัตรอยู่แล้ว บริษัทยาชื่อสามัญย่อมไม่สามารถผลิตยาได้ ประเด็นอยู่ที่ว่า หากยาชนิดนั้นมีความจำเป็นต่อผู้ป่วยในประเทศ แต่มีราคาแพงจนผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงยาได้ ที่ผ่านมากรณีนี้ประเทศไทยเคยใช้การบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือซีแอล (Compulsory Licensing: CL) เพื่อนำเข้ายาชื่อสามัญจากต่างประเทศ ซึ่งมีการประกาศซีแอลครั้งแรก ในยุคของน.พ.มงคล ณ สงขลา เป็นรมว.สาธารณสุข อย่างไรก็ตามกฎที่ว่า ยาที่จะนำเข้าและขายภายในประเทศ จะต้องทำการขึ้นทะเบียนยากับทางอย. แต่หากมีการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยานั่นก็คือ การกีดกันยาชื่อสามัญอื่นๆ ไม่ให้สามารถขึ้นทะเบียนยาได้ เมื่อขึ้นทะเบียนยาไม่ได้ การประกาศซีแอลก็ไร้ผลในทางปฏิบัติ

อีกกรณีหนึ่ง โดยปกติแล้วเมื่อบริษัทยาค้นพบสารใหม่ ๆ ที่มีความเป็นไปได้ที่จะผลิตเป็นตัวยาออกมาในอนาคต บริษัทก็มักจะจดสิทธิบัตรทันที แล้วจึงค่อย ๆ ทำวิจัยและทดลองกระทั่งได้ตัวยาออกมาสำหรับวางขายในท้องตลาด ซึ่งกว่านับตั้งแต่เริ่มจดสิทธิบัตรกระทั่งขึ้นทะเบียนยาเพื่อวางขาย ก็อาจอยู่ในช่วงท้าย ๆ ของการคุ้มครองสิทธิบัตร ตัวอย่างเช่น หากบริษัทยาต่างประเทศนำยามาขึ้นทะเบียนในประเทศไทย ในปีที่ 18 ของการคุ้มครองสิทธิบัตรและไทยให้การคุ้มครองข้อมูลการทดสอบยา 5 ปี ตามที่อียูเรียกร้อง อายุการคุ้มครองจะเสมือนยืดออกไปเป็น 23 ปีโดยปริยาย ด้วยเหตุผลเหมือนกันกับกรณีซีแอลข้างต้น เพราะบริษัทยาชื่อสามัญไม่สามารถขึ้นทะเบียนยาได้ ทำให้การเข้าสู่ตลาดยาของยาชื่อสามัญซึ่งมีราคาถูกกว่าต้องเนิ่นช้าออกไปอีก

ทีดีอาร์ไอชี้ชัด ไทยไม่ได้ประโยชน์ มีแต่เสีย ถ้ายอมอียู

ทว่า ข้อเสนอแนะที่กรมเจรจาการค้าฯ ส่งให้แก่รัฐบาลระบุว่า
‘กำหนดให้ไทยมีท่าทีการเจรจาที่ยืดหยุ่น โดยอาจยอมรับข้อผูกพันที่มากกว่า TRIPS (TRIPS Plus) ในการจัดทำ FTA เนื่องจาก

(1) การคุ้มครองข้อมูลทดสอบยาเพิ่มเติม 5 ปี จะไม่มีผลกระทบต่อราคาของยาในปัจจุบัน

(2) การคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา อาจมีผลทำให้ยาสามัญ (generic drugs) วางตลาดได้ช้าลง แต่ไม่เกิน 5 ปี จึงทำให้ผลกระทบต่อราคายามีจำกัด’

ดูเหมือนว่า ‘ผลกระทบต่อราคายามีจำกัด’ ของกรมเจรจาการค้าฯ จะมีนิยามที่แตกต่างไปจากมุมมองเชิงวิชาการไม่น้อย จากงานวิจัยล่าสุดของ รศ.ดร.จิราพร ที่ศึกษาผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านยาล่วงหน้า 40 ปี พบว่า หากประเทศไทยยอมให้มีการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา 5 ปี เมื่อมาตรการนี้ดำเนินไปจนถึงปีที่ 5 จะมีค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นสูงถึง 81,356 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มเป็น 97,442 ล้านบาทต่อปีในปีที่ 10 ในปีที่ 15 เพิ่มเป็น 125,888 ล้านบาทต่อปี ในปีที่ 20 เพิ่มเป็น 156,390 ล้านบาทต่อปี และพุ่งขึ้นไปถึง 233,447 ล้านบาทต่อปีในปีที่ 30

จากรายงานการศึกษาของทีดีอาร์ไอระบุด้วยว่า การยกระดับการคุ้มครองยาต้นแบบให้สูงขึ้นตามข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรป มีแนวโน้มที่จะทำให้ระยะเลาผูกขาดของยาต้นแบบยาวนานขึ้น ซึ่งทำให้การเข้าสู่ตลาดของยาชื่อสามัญราคาถูกกว่า ถูกเลื่อนออกไปและรัฐบาลและประชาชน จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านยามากขึ้น จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยา โดยเฉพาะยาสำคัญภายใต้สิทธิบัตร ขณะที่ประโยชน์โภชผลอันจะเกิดแก่อุตสาหกรรมยาไทยก็มีอย่างจำกัด แต่ผลประโยชน์เกือบทั้งหมดน่าจะตกอยู่กับบริษัทยาข้ามชาติ

กับดักในทริปส์ ถ้ายอมอียู ต้องยอมประเทศอื่นด้วย

นอกจากผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว ประเด็นที่ต้องใคร่ครวญให้จงหนักก็คือ กับดักที่ซ่อนเร้นอยู่ในข้อตกลง TRIPs มาตราที่ 4 ที่ระบุว่า ในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ข้อได้เปรียบ ข้อเสนอด้วยความพอใจ ข้อเสนอพิเศษ หรือมาตรการป้องกัน ที่ให้แก่ประเทศสมาชิกหนึ่ง ต้องให้แก่ประเทศสมาชิกทุกประเทศทันทีและไม่มีเงื่อนไข

แปลความง่าย ๆ ก็คือ หากไทยตกลงยอมรับข้อเสนอการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยาของอียู หรือข้อเสนออื่นใดก็ตามเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา การทำเอฟทีเอของไทยกับประเทศอื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ประเทศไทยก็ต้องให้สิทธิแก่ประเทศอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ให้แก่อียูด้วย ดังนั้น ในอนาคต เมื่อการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ มีการฉายซ้ำหรืออาจจะแปลงรูปมาในข้อตกลงอื่น ๆ อย่างข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเซีย-แปซิฟิค (Trans-Pacific Partnership Agreement: TPPA) ประเทศไทยย่อมไม่มีสิทธิบ่ายเบี่ยงข้อเสนอของสหรัฐฯ หากเป็นข้อเสนอเดียวกันกับที่ประเทศไทยได้ให้แก่อียูไปแล้ว

น่ากังขาว่า มีเหตุผลใดอยู่เบื้องหลังที่ทำให้กรมเจรจาการค้าฯ เสนอความคิดเห็นต่อรัฐบาลเช่นนี้ ทั้งที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงจากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอที่กรมเจรจาการค้าฯ เป็นผู้สนับสนุนให้ทำการศึกษา และหากจะถามให้ไกลกว่านั้น-ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจไทยที่กำลังจะถูกตัดจีเอสพีคงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งเจรจา ประเทศไทยพร่ำพูดถึงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันมานาน ชวนสงสัยว่าเราไปได้ไกลถึงไหนแล้ว ทำไมภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจไทยจึงยังต้องหวังพึ่งพิงความเมตตาจากต่างประเทศเรื่อยมา กระทั่งละเลยและหลงลืมที่จะมองภาพอื่นๆ ซึ่งคงจะไม่กระไรนัก หากส่วนที่หลงลืมนั้นไม่ใช่ชีวิตของผู้คน

เส้นทางเอฟทีเอไทย-อียู

การเจรจาเปิดเขตเสรีการค้าหรือเอฟทีเอ (Free Trade Area) ระหว่างไทยในนามของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน (Association of South East Asian Nations: ASEAN) กับสหภาพยุโรปหรืออียู (European Union: EU) เริ่มขึ้นเมื่อปี 2550 การเจรจาดำเนินไปถึง 7 รอบ แต่ก็ไม่สามารถหาข้อยุติในประเด็นสำคัญได้ เพราะทั้งสองฝ่ายมีท่าทีที่แตกต่างกันมากในประเด็นของระดับการเปิดตลาดสินค้าและบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากมีระดับเศรษฐกิจที่แตกต่างกันมาก ทำให้ต้องพักการเจรจาชั่วคราวเมื่อเดือนมีนาคม 2552

เหตุนี้อียูจึงหันเหจากการเจรจาแบบพหุภาคีปรับเป็นทวิภาคีกับประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นรายๆ ไป อียูได้ให้ความสนใจที่จะเปิดเจรจากับประเทศไทยมาโดยตลอด และหวังให้มีการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า บริการ การลงทุน และการแลกเปลี่ยนสิทธิประโยชน์กันในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานที่ไทยเปิดเสรีภายใต้อาเซียน (ASEAN Economic Community) และภายใต้กรอบเอฟทีเอของไทยกับประเทศอื่นนอกอาเซียน โดยเฉพาะด้านบริการ ขณะที่ไทยเองก็แสดงความกระตือรือร้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยอียูมีเงื่อนไขว่า จะต้องทำกรอบการเจรจา (Scoping Exercise) ให้เสร็จสิ้นก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการเจรจาจะบรรลุผล

ธันวาคม 2553 กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอร่างกรอบเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-อียู และคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการจัดทำความตกลงการค้าเสรีภายใต้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ได้มีมติเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาเบื้องต้น และให้หารือร่างกรอบเจรจากับอียู ก่อนนำผลพร้อมร่างกรอบเจรจาเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาตามกระบวนการของมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญ ทั้งไทยและอียูได้ทำการแลกเปลี่ยนความเห็นต่อร่างเอกสารกรอบการเจรจาและจัดทำไปเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม โดยฝ่ายไทยมีประเด็นละเอียดอ่อนในการเจรจาหลายประเด็น เช่น การเรียกร้องให้ถอนสินค้าแอลกอฮอล์และบุหรี่ออกจากการเจรจ ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยา เป็นต้น

http://www.tcijthai.com/TCIJ/view.php?ids=1034
  • ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 64 reads
  • « first
  • ‹ previous
  • …
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10
  • 11
  • 12
  • 13
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content