Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ

ชำแหละ 4ร่างประกันสังคม-เฉาะโครงสร้าง สปส. ‘ทำไมฉบับ ปชช.ถูกตีตกสภาฯ’

Submitted by info on Wed, 03/04/2013 - 00:00

สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่รับหลักการร่างกฏหมายประกันสังคม 2 ฉบับจาก 4 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือ ‘ฉบับประชาชนเข้าชื่อเสนอ’ มีนัยยะอะไรซ่อนอยู่ กระทบอย่างไรกับแรงงานนอกระบบกว่า 10 ล้านคน

โดย 2 ฉบับที่ผ่านการเห็นชอบ ได้แก่ ร่างฉบับรัฐบาล และฉบับของนายเรวัต อารีรอบ ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ร่างฉบับของนายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ และร่างฉบับที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 14,264 คน นำโดย น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ถูกตีตกคือสภาฯไม่รับหลักการและไม่นำไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการด้วย

ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน สำนักข่าวอิศรา พาไปเจาะรายละเอียดและพบนัยยะสำคัญที่แตกต่างกันหลายประการของร่างกฎหมายหมายประกันสังคมแต่ละฉบับ

เริ่มจากร่างฉบับประชาชนหรือที่เรียกกันว่า ‘ฉบับบูรณาการแรงงาน’ ซึ่งมีรากฐานมาจากกลุ่มเครือข่ายแรงงานที่พยายามผลักดันการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่ต้อง ‘กองทุนประกันสังคมมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท’ และต้องดูแล ‘ผู้ประกันตนในระบบกว่า 10 ล้านคน’

โดยมองว่ามีปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่โครงสร้างองค์กรที่ยังทำงานแบบราชการ มีสถานะเพียงหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงแรงงาน และยังมีข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสถูกครอบงำจากการเมือง เพราะแม้คณะกรรมการ สปส.จะมีโครงสร้างเป็นระบบไตรภาคีคือมีทั้งตัวแทนภาครัฐ ตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้างร่วมกันบริหาร แต่ในทางปฏิบัติตัวแทนนายจ้างและลูกจ้างจะมาจากการเลือกตั้งกันเองของผู้แทนสภาองค์การนายจ้างและสภาองค์การลูกจ้าง ทำให้ได้คนกลุ่มเดิมๆ ที่ผ่านมามีข้อครหาหลายครั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆที่ขาดการมีส่วนร่วมและขาดการตรวจสอบจากลูกจ้างซึ่งเป็นเจ้าของเงินตัวจริง

ร่างกฎหมายฉบับบูรณาการแรงงานจึงถูกออกแบบมาให้เปลี่ยน สปส.ตั้งแต่ระดับโครงสร้าง โดยกำหนดให้มีสถานะเป็น “นิติบุคคล” ไม่ใช่หน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งกำหนดที่มาคณะกรรมการ สปส. จากเดิม 3 ฝ่ายเป็น 4 ฝ่ายๆละ 8 คน คือตัวแทนภาครัฐ ตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้าง และเพิ่มกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพ กฎหมาย การลงทุน เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ และบังคับให้ยื่นบัญชีหนี้สินและทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ส่วนที่มากรรมการให้มีตัวแทนภาครัฐจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงต่างๆเป็นกรรมการโดย ตำแหน่ง ส่วนตัวแทนฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างนั้นเปลี่ยนจากการเลือกตั้งทางอ้อมผ่านตัวแทนสภาองค์การนายจ้างและสภาองค์การลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน เปลี่ยนเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากผู้ประกันตนและนายจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับ สปส. ฝ่ายกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้มาจากการสรรหาโดยตัวแทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างด้วย

นอกจากนี้ยังกำหนดที่มาของเลขาธิการ สปส.ซึ่งปัจจุบันเป็นข้าราชการเทียบเท่าอธิบดีและมาจากการแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปลี่ยนเป็นมาจากการสรรหามีสัญญาจ้าง 4 ปี เพื่อให้เงินกองทุนกว่า 8 แสนล้านมีการบริหารอย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ตามโครงสร้างเดิมของ สปส.ที่มีคณะกรรมการการแพทย์ คณะกรรมการอุทธรณ์ ซึ่งร่างใหม่ฉบับประชาชนยังเพิ่มคณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการการลงทุนเพื่อเป็นหลักประกันการจัดสรรผลประโยชน์เงินลงทุน และให้มีการตรวจสอบที่โปร่งใสด้วย

ส่วนร่างกฎหมายที่เสนอโดยนายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับร่างกฎหมายจากเครือข่ายแรงงาน โดยออกแบบโครงสร้างให้สปส.เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี

ส่วนคณะกรรมการสปส.ให้มี 4 ฝ่าย คือตัวแทนภาครัฐ ตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้าง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายละ 8 คน ให้ตัวแทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างมาจากการเลือกตั้งโดยตรงและต้องยื่นแสดง บัญชีหนี้สินและทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. และเลขาธิการสปส.ให้มาจากการสรรหา รวมทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการการลงทุน

มาอีกฟาก คือ 2 ร่างกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการนั้น ฉบับของนายเรวัต อารีรอบ ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ออกแบบโครงสร้างคณะกรรมการประกันสังคม โดยยังคงให้เป็นระบบไตรภาคีสังกัดกระทรวงแรงงาน มีตัวแทนฝ่ายละ 7 คน ดำรงตำแหน่งครั้งละ 2 ปี แต่ที่มากรรมการฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ให้ลงสมัครได้โดยอิสระ และให้ยื่นบัญชีหนี้สินและทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. แต่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การเลือกตั้ง โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมจากนายจ้างและลูกจ้างทุกภูมิภาค การเป็นชายหญิง และการจัดเลือกตั้งโดยประหยัด หากมีกรณีที่ต้องมีข้อวินิจฉัย ให้คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานถือเป็นที่สุด

ทั้งนี้ประกันสังคมฉบับนายเรวัต ที่สภาฯรับหลักการ ไม่มีมาตราใดเปลี่ยนแปลงรายละเอียด คุณสมบัติ และที่มาของเลขาธิการสปส. แต่กลับเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่สำนักงานให้ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครองหรือมีทรัพย์สินต่างๆทั้งในและนอกราชอาณาจักร ซึ่งหมายถึงการเพิ่มสิทธิให้ สปส.ครอบครองถือสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ได้ จากปัจจุบันที่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากที่ดินทั้ง หมดจะกลายเป็นที่ดินราชพัสดุแทน

มาถึงร่างกฏหมายประกันสังคมฉบับรัฐบาล ยังคงระบบไตรภาคีมีการระบุให้ตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง-นายจ้างมาจากการเลือกตั้ง โดยหลักเกณฑ์วิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด ซึ่งหมายความว่าที่มายังคงเดิม ที่ต่างออกไปคือเพิ่มจำนวนกรรมการจากฝ่ายละ 5 เป็น 6 คนเท่านั้นเอง โครงสร้างสำนักงานสปส.ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังพิ่มเติมบางมาตราเกี่ยวกับการบริหารจัดการ เช่น กำหนดให้กองทุนประกันสังคมต้องมีระบบบัญชีที่เป็นสากล เพิ่มสิทธิการถือครองอสังหาริมทรัพย์ โดยระบุว่า “บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาจากการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุนฯ ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้สำนักงานเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์”

เมื่อพิจารณาการจัดวางอำนาจของคณะกรรมการ สปส.ของร่างกฎหมายแต่ละฉบับแล้ว เห็นชัดว่าฉบับของเครือข่ายแรงงานที่เข้าชื่อโดยประชาชน 14,264 คน และฉบับนายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ 360 องศา ดึงทั้งอำนาจและเม็ดเงินออกจากกลุ่มผลประโยชน์เดิม ทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และสภาองค์การนายจ้าง-ลูกจ้าง แบบเดียวกับการจัดตั้งองค์กรตระกูล ส. ที่ดึงอำนาจและเม็ดเงินออกจากกระทรวงสาธารณสุขในอดีต เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

จึงไม่น่าแปลกใจหากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเต็มไปด้วยกลไกฝ่ายการเมืองจะตีตกร่างกฏหมายประกันสังคมทั้ง 2 ฉบับตั้งแต่วาระรับหลักการ เหลือเพียงร่างฉบับนายเรวัต อารีรอบ ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีการจัดวางอำนาจได้ประณีประนอมกับโครงสร้างเดิมอยู่บ้าง ยิ่งฉบับรัฐบาลก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะเปลี่ยนแปลงแต่รายละเอียด เช่น สิทธิประโยชน์และการบริหารจัดการ แต่ไม่รื้อโครงสร้างอำนาจเดิมเลย

วิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ที่เป็นผู้นำในการเสนอร่างกฎหมายฉบับประชาชน กล่าวว่ากองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่มีเงินมาก ภาคประชาชนจึงต้องการให้มีการบริหารงานแบบมืออาชีพ มีคณะกรรมการตรวจสอบ มีการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์กับผู้ประกันตนอย่างแท้จริง แต่สภาผู้แทนราษฎรกลับปฏิเสธที่จะรับหลักการร่างกฎหมายของประชาชนที่ต้องการปฏิรูประบบประกันสังคม

เช่นเดียวกับชาลี ลอยสูง ประธาน คสรท. แสดงความเห็นว่าสาเหตุน่าจะเป็นเพราะฉบับของแรงงานมีเรื่องของการให้ สปส. เป็นองค์กรอิสระ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมตรวจสอบการบริหารกองทุนประกันสังคม และที่ผ่านมาก็มีความพยายามจากฝ่ายการเมืองที่จ้องเข้าไปแทรกแซงเพื่อนำเงิน ประกันสังคมไปใช้สนองนโยบายรัฐบาล ซึ่งแม้จะหาวิธีการใช้เงินที่ไม่ผิดระเบียบ แต่หลายครั้งก็มีข่าวที่ทำให้เห็นว่านำเงินไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์และไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกันตน

ทั้ง นี้เมื่อพิจารณารายละเอียดส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องโครงสร้างอำนาจแล้ว เรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน ร่างกฎหมายแต่ละฉบับก็มีความแตกต่างกันด้วย แม้ว่าทุกฉบับมีส่วนที่เหมือนกันคือให้กฎหมายมีผลครอบคลุมไปถึงลูกจ้างชั่วคราวทุกประเภทของส่วนราชการ แต่ฉบับแรงงานขยายไปถึงผู้รับงานไปทำที่บ้านและลูกจ้างทำงานบ้านด้วย ส่วนของนายเรวัติขยายไปถึงลูกจ้างชั่วคราวของรัฐวิสาหกิจ แรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ และแรงงานต่างด้าวที่ต้องการเข้าสู่ระบบประกันสังคม

กรณีสิทธิประโยชน์และเงินสมทบนั้น ร่างกฎหมายฉบับบูรณาการแรงงานได้ขยายสิทธิประโยชน์เงินทดแทนกรณีการขาดรายได้ จากเดิม “ให้นำค่าจ้าง 3 เดือนแรกของค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งย้อนหลัง 9 เดือน หารด้วย 90” มาเป็น “ให้คำนวณโดยนำค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบสูงสุด 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนใช้สิทธิ มารวมกันแล้วหารด้วย 90” ส่วนสิทธิรักษาพยาบาลให้ใช้สิทธิได้ทันทีนับตั้งแต่วันแรกที่เป็นลูกจ้าง จากเดิมที่ต้องเป็นผู้ประกันตนมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน และเข้าสถานพยาบาลได้ทุกแห่ง ไม่จำเป็นต้องเข้าเฉพาะโรงพยาบาลที่เลือกไว้

นอกจากนี้ยังกำหนดให้รัฐบาลต้องร่วมจ่ายเงินสมทบแก่ผู้ประกันตนมาตรา 40 เพิ่มขึ้น โดยระบุว่าต้องจ่ายไม่น้อยกว่าที่ผู้ประกันตนจ่าย จากเดิมที่เขียนว่าจ่ายไม่เกินกึ่งหนึ่งที่ผู้ประกันตนจ่าย

ส่วนฉบับนายเรวัติที่สภาฯรับหลักการ ขยายเวลาขอรับประโยชน์ทดแทนจาก 1 ปีเป็น 2 ปี, ใช้เกณฑ์คำนวณประโยชน์เงินทดแทนกรณีขาดรายได้แบบเดียวกับร่างฉบับแรงงาน แต่เพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้ตามเวลาการจ่ายเงินสมทบ คือ ได้ 50% ของค่าจ้างเมื่อจ่ายสมทบครบ 3 เดือน 60% ของค่าจ้างเมื่อจ่ายสมทบแล้ว 60 เดือน และ 70% ของค่าจ้างเมื่อจ่ายสมทบครบ 120 เดือน รวมทั้งเพิ่มเติมสิทธิการรักษาพยาบาลจากเดิมที่รักษาได้อย่างเดียวให้ครอบคลุมถึงการส่งเสริมสุขภาพและตรวจสุขภาพประจำปี ส่วนกรณีผู้ประกันตนมาตรา 40 กำหนดให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินสมทบเท่ากับที่ผู้ประกันตนจ่ายสำหรับสิทธิ ประโยชน์กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพและตาย ส่วนการจ่ายสมทบสำหรับสิทธิประโยชน์อื่นๆให้เป็นไปมติคณะรัฐมนตรี

และสุดท้ายร่างฉบับรัฐบาลที่สภาฯรับหลักการ เปิดช่องให้ สปส.ลดหย่อนการจ่ายเงินสมทบเฉพาะพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติได้คราวละไม่เกิน 6 เดือน จากเดิมที่แม้จะมีภัยพิบัติเพียงจังหวัดเดียว แต่หากจะลดหย่อนเงินสมทบก็ต้องลดให้ทั้งประเทศ, เพิ่มระยะเวลาขอรับประโยชน์ทดแทนจาก 1 ปีเป็น 2 ปี, ใช้เกณฑ์คำนวณค่าจ้างเพื่อจ่ายประโยชน์ชดเชยการขาดรายได้แบบเดียวกับฉบับแรงงาน, เพิ่มการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเข้าไปในสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล และในส่วนของผู้ประกันตนมาตรา 40 ร่างฉบับรัฐบาลยังกำหนดสัดส่วนให้รัฐร่วมจ่ายสมทบไม่เกินกึ่งหนึ่งของเงินที่ผู้ประกันตนจ่าย

…………………………………

และนี่เองเป็นที่มาของกระแสภาคประชาชน เครือข่ายแรงงาน รวมถึงคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายหรือ คปก.ออกมาคัดค้าน ตั้งแต่วันที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 21 มี.ค.56 ที่ผ่านมา ‘ตีตกร่างกฎหมายประกันสังคมฉบับประชาชน’ จนถึงวันนี้เสียงค้านและคำครหาก็ยังไม่สร่างซาลง

http://www.isranews.org/community-news/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%8A%E0%B8%9B-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/item/20395-commu030413.html
  • ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 25 reads

ม็อบกบข.-แพทย์ชนบท บุกชุมนุมหน้าทำเนียบ

Submitted by info on Tue, 26/03/2013 - 12:31

กลุ่มเครือข่ายรพ.ชุมชน-สมาชิกกบข.-ขสมก.บุกชุมนุมหน้า ทำเนียบฯร้องนายกช่วย แนะเลี่ยงจราจร ถ.พิษณุโลก

บก.จร. แนะเลี่ยงการจราจร ถ.พิษณุโลก ช่วงแยกพาณิชย์-แยกสวนมิสกวัน เนื่องจากมีผู้ชุมนุมหลายกลุ่ม อาทิ เครือข่ายนักวิชาการสาธารณสุขฯ-แพทย์ชนบททั่วประเทศแต่งดำชุมนุมทำเนียบฯ

ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงเช้าที่่ผ่านมา มีกลุ่มองค์กรเครือข่ายสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) นำโดย นายวิศร์ อัครสันตติกุล ประธานองค์กร และกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมาก เดินทางมาชุมนุมเคลื่อนไหวใหญ่เพื่อเรียกร้องให้แก้ไข หรือ ยกเลิกโครงการ กบข.

พร้อมกันนี้ ยังมีกลุ่มชมรมแพทย์ชนบทอีกจำนวนมาก เดินทางมาชุมนุมเพื่อเรียกร้อง รวมถึงกล่าวคำปฏิญญาณไม่ยอมรับการเป็นผู้นำของ น.พ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เนื่องจากคัดค้านนโยบายการปรับลดเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย โดยใช้หลักเกณฑ์พิจารณาจากภาระงาน หรือ พีฟอร์พี

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) เดินทางยื่นหนังสือถึงรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรีบดำเนินการให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟู ขสมก. โดยการจัดการซื้อรถโดยสาร(รถเมล์)ใหม่ระบบเครื่องยนต์เอ็นจีวี จำนวน 3,183 คัน มาทดแทนรถเก่าที่ใช้งานเกินกว่า 20 ปี

โดยทางสหภาพฯ มองว่ารัฐบาลขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาให้ขสมก. จึงต้องเดินทางมาเรียกร้องและถามหาความจริงใจของรัฐบาล เพราะการปรับปรุงคุณภาพรถเมล์มีความจำเป็นและเร่งด่วนไม่น้อยไปกว่าโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเพื่อสร้างรถไฟฟ้า หรือรถไฟความเร็วสูงเพียงอย่างเดียว ซึ่งทางสหภาพฯ ได้รวมตัวชุมนุมบริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาลฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษา

ทั้งนี้ จากการชุมนุมของทั้ง 2 กลุ่ม ส่งผลให้ขณะนี้ มีการปิดเส้นทางการจราจร 1 เส้นทาง บริเวณถนนพิษณุโลก ด้านข้างทำเนียบรัฐบาล และยังปิดถนนพระราม5 ทั้งเส้น บริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลด้วย

http://bit.ly/10ejGOU
  • โพสต์ทูเดย์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 58 reads

อัพเกรด รพ.ชายแดนรับเออีซี

Submitted by info on Wed, 20/03/2013 - 09:16

ขณะที่ภาคเศรษฐกิจกำลังปรับตัวเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ก็เดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจกับ “โครงการสัมมนาเตรียมความพร้อมสถานบริการสุขภาพไทยและผู้ประกอบวิชาชีพเข้าสู่ประชาคมอาเซียน”

“กรมบริการสุขภาพจะเป็นเจ้าภาพหลักที่จะประสานไปสู่หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของการบริการด้านสุขภาพพื้นฐานทั่วไป โดยกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลโรงพยาบาลอยู่แล้ว จะให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลที่มีอยู่ตามชายแดนมากขึ้น ขณะที่ความเป็นเลิศศูนย์บริการทางการแพทย์ อาทิ โรคหัวใจ โรคที่รักษายากที่ใช้ความรู้ความสามารถหรือการประกอบวิชาชีพ การเสริมความงามศัลยกรรมการตกแต่งต่าง ๆ จะเป็นความรับผิดชอบของภาคเอกชนเป็นหลัก” นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานเปิดงาน ระบุ

สำหรับบริการทางด้านวิชาการซึ่งจะเรียกว่า อะคาเดมี่ นั้น ภารกิจหลักถูกมอบหมายให้อยู่ในความรับผิดชอบของโรงเรียนแพทย์ ในขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญกับโปรดักเซอร์วิสด้วย เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการบริการทางด้านแพทย์ทางเลือกเช่น สปา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือบริการที่ใช้ในการบำบัดทางด้านสุขภาพ

ในส่วนของสถานประกอบการหรือสถานพยาบาลต่าง ๆ ที่ไม่อยู่ในสถานะของสถานพยาบาล เช่น ธุรกิจสปา แพทย์ทางเลือก หรือธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แพทย์ทางเลือก ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎหมายสถานพยาบาลแต่ว่าเป็นไปตามกฎหมายอื่นก็จะมีการพิจารณาจัดระเบียบในลำดับต่อไป

ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ อาทิ การรักษาบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาทำงานอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุขยังไม่สามารถให้การรักษาได้ เพราะคนกลุ่มนี้ถือว่ายังไม่เป็นแรงงานถูกกฎหมาย เรื่องนี้ได้เตรียมการแก้ไขไปแล้ว โดยจะมีการขอมติ ครม.ให้ความเห็นชอบว่า ให้รักษาคนต่างด้าวได้โดยไม่ต้องรอการตรวจสอบว่าเป็นบุคคลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ส่วนเรื่องการพำนักอยู่ในประเทศไทยระหว่างรักษาพยาบาล ขณะนี้ได้ทำข้อตกลงไปแล้วว่าจะขยายเวลาให้เป็น 90 วัน มีคนติดตามได้ 4 คนจากเดิมที่ให้โควตาเพียงแค่ 2 คน

สำหรับปัญหาในเรื่องของบุคลากรทางด้านการแพทย์ ที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะมีบุคลากรทางการแพทย์ย้ายไปทำงานในประเทศอื่นที่มีค่าตอบแทนที่ดีกว่านั้นยังไม่น่าห่วง เพราะแต่ละประเทศยังมีข้อจำกัดในเรื่องมาตรฐานความสามารถของบุคลากรอยู่ด้วย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ยังห่วงกันเรื่องที่อาจจะเกิดเหตุการณ์สมองไหลนั้น อย่างสิงคโปร์ไม่ได้หมายความว่าแพทย์ไทยจะไปอยู่สิงคโปร์ได้ทันที แพทย์สิงคโปร์อาจมาอยู่บ้านเราด้วยซ้ำไป หรืออาจมีมาตรฐานที่สูงกว่า ส่วนการต่อต้านเรื่องการเข้าสู่อาเซียนที่จะมีผลกระทบต่อบริการภายใน ได้เตรียมความพร้อมในระดับชุมชนให้ทุกคนได้รับสิทธิโอกาสที่เท่าเทียมกัน

“ที่เราเด่นและอาเซียนไม่มีคือ ด้านสาธารณสุขชุมชน สาธารณสุขมูลฐาน และบริการพื้นฐาน แม้อาจเป็นภาพที่มองไม่ชัด เพราะภาคบริการที่มีความเป็นเลิศเขานั่งเครื่องบินมามาอยู่โรงพยาบาลที่มีการบริการที่ดี ถ้าเราพัฒนาศักยภาพกลุ่มงานด้านบริการพื้นฐานเพื่อรองรับกลุ่มคนเดินทางเข้าออกชายแดนที่มีอย่างมหาศาลในแต่ละปี อย่างเช่นที่โรงพยาบาลแม่สายสามารถเก็บรายได้ชาวพม่าได้เป็นกอบเป็นกำ หากมีการพัฒนาศักยภาพก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าและยกระดับสาธารณสุขไปพร้อม ๆ กัน โดยใช้กลไกการตกลงระหว่างแรงงาน ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว โดยคนกลุ่มนี้จะใช้วิธีการทำประกัน”

หากสาธารณสุขของไทยมีการยกระดับสร้างมาตรฐาน ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน และทำให้ไทยเป็นฮับทางด้านการแพทย์อย่างแท้จริง เมื่อนั้นปัญหาสมองไหลก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

http://www.dailynews.co.th/businesss/191471
  • เดลินิวส์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 37 reads

สธ.เร่งออกประกาศประกันสุขภาพกลุ่มต่างด้าว

Submitted by info on Mon, 18/03/2013 - 12:18

สธ.เร่งออกประกาศประกันสุขภาพกลุ่มต่างด้าว เพื่อให้ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยมีหลักประกันสุขภาพ 100% ...

นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สธ.ได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพคนต่างด้าว มีเป้าหมาย 4 กลุ่มใหญ่ได้แก่ 1.กลุ่มแรงงานสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชา 2.กลุ่มครอบครัวที่ติดตามมาพร้อมกับผู้ใช้แรงงาน 3.ต่างด้าวที่ข้ามมารักษาที่โรงพยาบาลตามแนวชายแดน และ 4.ต่างด้าวที่เข้ามาท่องเที่ยว เพื่อให้ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยมีหลักประกันสุขภาพ 100% ซึ่งจะเสนอ ครม.เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือพัฒนาศูนย์ข้อมูลด้านสุขภาพประชากรต่างด้าวเชื่อมระหว่างหน่วยงานต่างๆ การจัดบริการสุขภาพแก่กลุ่มแรงงานต่างด้าว การวางรูปแบบการทำหลักประกันสุขภาพให้โรงพยาบาลตามแนวชายแดน และหารูปแบบการประกันสุขภาพกลุ่มที่เข้าประเทศโดยถูกกฎหมาย

ด้าน นพ.ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัด สธ. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการด้านสาธารณสุขในประชากรต่างด้าวได้กำหนดมาตรการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพประชากรต่างด้าวปี 2556 ดังนี้ 1.กลุ่มแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมเรียกเก็บค่าบริการตรวจสุขภาพ เช่น เอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด 600 บาท และค่ารักษาพยาบาล 3 เดือนแรกที่กองทุนประกันสังคมยังไม่ครอบคลุม และค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 2.กลุ่มแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมเรียกเก็บรายละ 1,900 บาท แบ่งเป็นค่าตรวจสุขภาพ 600 บาท ค่าประกันสุขภาพ 1 ปี รายละ 1,300 บาท

http://www.thairath.co.th/content/edu/333060
  • ไทยรัฐ
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 47 reads

WTO ชื่นชมนโยบายส่งเสริมและประกันสุขภาพของรัฐบาลไทย

Submitted by info on Fri, 15/03/2013 - 16:54

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางมาร์กาเร็ต ชาน (Dr.Margaret Chan) ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก เข้าเยี่ยมคารวะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเข้าร่วมการประชุม Global Policy Group Meeting ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นการสนทนา ว่า ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกยินดีที่มีโอกาสพบกับนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังจากที่พบกันเมื่อครั้งการประชุมใหญ่สมัยสามัญสหประชาชาติ ในเดือนกันยายน ปีก่อน และรายงานถึงผลการประชุม Global Policy Group Meeting ที่ จ.เชียงใหม่ กับผู้อำนวยการภูมิภาคองค์การอนามัยโลกจาก 6 ภูมิภาค ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีโดยเฉพาะนโยบายด้านการบริหารจัดการและด้านวิชาการเรื่องสุขภาพ

นายสุรนันทน์กล่าวว่า นอกจากนี้ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกแสดงความชื่นชมนายกรัฐมนตรีในการดำเนินนโยบายด้านสุขภาพของไทย ซึ่งประสบความสำเร็จทำให้ประชาชนไทยมีความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพ และมีระบบการบริหารจัดการสุขภาพอย่างยั่งยืน และเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่นๆ โอกาสนี้ขอเชิญนายกรัฐมนตรีให้เกียรติเข้าร่วมงานเปิดตัวรายงานการประเมินขององค์การอนามัยโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างการประชุมใหญ่สมัยสามัญสหประชาชาติ ที่กรุงนิวยอร์ก ในเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความขอบคุณองค์การอนามัยโลกในการสนับสนุนการดำเนินงานสร้างหลักประกันสุขภาพแก่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา และย้ำว่ารัฐบาลไทยพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลกเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีของประชาชนทั้งในระดับประเทศ และระดับภูมิภาค

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1363336973&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 38 reads

กระทรวงหมอเดือด!! แพทย์ชนบทบุกวงประชุม ปมขัดแย้งเบี้ยกันดาร-ฮึ่ม 1 เมย.นัดหยุดงาน

Submitted by info on Wed, 13/03/2013 - 20:26

เวลา 14.00 น. วันที่ 13 มี.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มแพทย์ พยาบาล และเภสัชกรโรงพยาบาลชุมชน(รพช.) สวมชุดดำ ประมาณ 150 คน นำโดย นพ.เกียงศักด์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผอ.รพ.สิชล เดินทางมาเรียกร้องและคัดค้านกรณีที่กระทรวงสาธารณสุข ปรับอัตราค่าเหมาจ่ายรายหัวพื้นที่ทุรกันดาร เป็นการจ่ายตามภาระงาน (P4P) โดยในวันเดียวกันมีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนกำลังคน สธ. ที่มีหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการประชุม มี นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สธ. เป็นประธานการประชุมเพื่อหาข้อสรุปเรื่องการปรับเปลี่ยนอัตราค่าเหมาจ่ายฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มแพทย์ชนบทได้รวมตัวบริเวณลานใต้อาคารสำนักงานปลัด โดยมี นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางลงมาชี้แจงแต่โดนกลุ่มแพทย์ชนบทไล่ และระหว่างประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนฯ กำลังดำเนินอยู่นั้น กลุ่มแพทย์ชนบท ได้เดินขึ้นไปยังห้องประชุมชั้นและพยายามจะเข้าไปยื่นหนังสือ แต่เจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าการประชุมยังคงไม่จบ ทำให้กลุ่มแพทย์ชนบทฯ เกิดความไม่พอใจและผลักประตูเข้าไปในห้องประชุม ทั้งที่ปลัดฯยังยืนชี้แจงอยู่หน้าห้องประชุม พร้อมยื่นหนังสือ ให้นพ.ประดิษฐ เพื่อให้ยกเลิกการใช้อัตราเบี้ยเหมาจ่ายใหม่ และเดินทางกลับทันทีที่มีการชี้แจงในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ พบว่า กลุ่มแพทย์ชนบทที่เดินทางมาในครั้งนี้ มีทั้งจังหวัดที่อยู่บริเวณปริมณฑล และแพทย์ที่เดินทางมาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ

นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า สิ่งที่ สธ.ดำเนินการ จะทำให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานใน รพช.ถูกตัดเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายตามพื้นที่ โดยจะใช้เป็นแบบp4pแทนทั้งหมด ซึ่งจะเริ่มดำเนินการแบบนี้ครอบคลุม 100 %ในวันที่ 1 ต.ค. 2557 ทั้งนี้ การที่ต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนตามพื้นที่กันดารอย่างปัจจุบัน เนื่องจากต้องการใช้เป็นแรงจูงใจให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทำงานในพื้นที่ชนบท จึงไม่แน่ใจว่าการที่สธ.ดำเนินการเช่นนี้ภายในปี 2557 จึงไม่แน่ใจว่าเป็นการดำเนินการแบบมีผลประโยชน์เคลือบแฝงในทางธุรกิจเอื้อภาคเอกชนในการรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558หรือไม่ เพราะจะส่งผลให้ภาคเอกชนสามารถดึงแพทย์เข้าไปทำงานได้ง่ายขึ้น จากการค่าตอบแทนส่วนนี้หายไป จึงอยากท้าทาย สธ.ให้ประกาศดำเนินการเรื่องนี้ตั้งแต่ 1 เม.ย.2556 ไม่ต้องรอปี 2557 เพื่อจะได้เห็นผลกระทบ

“ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนได้ซื้อโรงพยาบาลที่มีพื้นที่ใกล้ชายแดนเพื่อนบ้านเพื่อให้บริการสำหรับผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งหากกระทรวงปรับเบี้ยเลี้ยงในลักษณะนี้ ไม่จำเป็นที่รพ.เอกชนต้องซื้อตัวหมอ แต่หมอพร้อมจะไปอยู่รพ.เอกชนทันที เพราะการจ่ายตามภาระงาน ค่าเฉลี่ยของรพ.รัฐและเอกชน มีความแตกต่างกันสูงมาก หากกระทรวงยังเดินหน้าวันที่ 1 เม.ย.นี้ ในช่วงวันสงกรานต์อาจมีการหารือร่วมกันเพื่อให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์หยุดงานเพื่อไปรักษาเยียวยาจิตใจตนเอง จากการที่ถูก รมว.สธ.ดูถูกว่าการทำงานและรับค่าตอบแทนที่ผ่านมาเป็นการกระทำที่ไม่มีศักดิ์ศรี”นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า หลักการในการปรับเปลี่ยนเงินค่าตอบแทนนั้น จะใช้วงเงิน 26,000 ล้านบาทเหมือนเดิม ไม่ลด แต่จะเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงิน โดยพื้นที่ที่อยู่ยาก หรือพื้นที่เฉพาะ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ทุรกันดารเดิมยังคงได้เงินอัตราตามเดิม แต่พื้นที่ปกติกำหนดให้จ่ายเป็นค่าตอบแทนจากภาระงาน หรือ P4P (Pay for Performance) แทน เบื้องต้นได้จัดทำข้อเสนอ 3 ระยะ แบ่งเป็น ระยะ 1 เริ่ม วันที่ 1 เม.ย. 56 ระยะ 2 วันที่ 1 ต.ค.56 ระยะที่ 3 วันที่ 1 ต.ค.57 ซึ่งแต่ละระยะจะมีการปรับพื้นที่ ซึ่งบางพื้นที่ที่ไม่ทุรกันดารตามสภาพความเป็นจริง เช่น ใกล้เขตเมือง ก็จะปรับเป็นพื้นที่ปกติ และได้รับเงินแบบ P4P ส่วนพื้นที่ที่ยังคงมีความลำบาก ขาดแคลน ก็จะยังคงอัตราเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย และเพิ่มการจ่ายแบบ P4P และจะพิจารณายกระดับ รพ.อยู่พื้นที่ห่างไกลบางพื้นที่เป็น รพท. เช่น ยะลา นราธิวาส เป็นต้น

ด้าน นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมว่า ตนไม่ติดใจกลุ่มแพทย์ชนบทที่เดินทางมาเรียกร้องในครั้งนี้ เพราะเข้าใจว่าอาจยังมีความไม่เข้าใจในหลายเรื่อง ซึ่งเป็นหน้าที่ ของปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องชี้แจงทุกทางทั้งวาจา และลายลักษณ์อักษร ซึ่งตนคิดว่าความเป็นห่วงเรื่องสมองไหลไปรพ.เอกชนนั้น เงินของ สธ.ถือว่าเป็นการจ่ายค่าตอบแทนไม่มาก ถือเป็นน้ำใจเพียงเล็กน้อย แต่เรื่องที่หมอจะอยู่ในระบบเป็นเรื่องของน้ำใจมากกว่า ต่อให้เอาเงินให้มากกกว่านี้อีก 3 เท่าถ้าไม่มีน้ำใจอยากทำงานเพื่อประชาชนก็ดึงหมอไว้ในระบบไม่ได้ ส่วนการที่กล่าวหาว่าตนเอื้อประโยชน์เอกชนนั้น ก็ขอให้พิสูจน์ เพราะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้อยู่แล้ว ส่วนการยื่นหนังสือให้ นายกรัฐมนตรีถอดถอน ตนนั้น จะนำหนังสือยื่นนายกฯ ให้ และหากรัฐบาลพิจารณาว่าตนไม่มีผลงานก็ยินดีน้อมรับ

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk16RTJPRGc0Tnc9PQ==
  • ข่าวสด
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 64 reads

เร่ง12 จ.ตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวก่อนออกใบอนุญาตการทำงาน

Submitted by info on Mon, 11/03/2013 - 22:21

ณัฐญา เนตรหิน

กระทรวงสาธารณสุข เร่งโรงพยาบาลในสังกัด จัดบริการตรวจสุขภาพต่างด้าวที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ 12 จังหวัด และซื้อบัตรประกันสุขภาพตั้งแต่ราคา 365 บาท ถึง 1,300 บาท

ก่อนออกใบอนุญาตการทำงาน ให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 15 เมษายน 2556 และได้รับสิทธิ์บริการสุขภาพหลังซื้อทันทีเป็นเวลา 1 ปี

วันนี้( 11 มีนาคม 2556 )ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผ่านระบบวีดีโอทางไกล ร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด 12 จังหวัดในพื้นที่ที่กระทรวงแรงงานจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ หรือ One Stop Service ได้แก่ จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ขอนแก่น ปทุมธานี สมุทรปราการ กาญจนบุรี สมุทรสาคร ระยอง ระนอง สงขลา และสุราษฏร์ธานี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นายจ้างและแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมือง และได้รับการผ่อนผัน ในการพิสูจน์สัญชาติ รวมทั้งบุตรของแรงงานต่างด้าวที่อายุไม่เกิน 15 ปี เป็นกรณีพิเศษ ภายในวันที่ 15 เมษายน 2556 ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2556 ว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว และมีการทำประกันสุขภาพก่อนจะออกใบอนุญาตทำงานให้แรงงานต่างด้าวดังกล่าว ขณะนี้อยู่ในช่วงที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดเร่งดำเนินการให้แรงงานต่างด้าวมาตรวจสุขภาพและมีการทำประกันสุขภาพ บางกลุ่มอาจให้อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคม บางกลุ่มอยู่ภายใต้ระบบประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข

นายแพทย์ณรงค์ กล่าวว่า ได้กำชับให้โรงพยาบาลในสังกัดที่อยู่ในจังหวัดที่มีศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ 12 จังหวัดดังกล่าว จัดรถเอ็กซ์เรย์เคลื่อนที่ แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ในการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่แรงงานเหล่านี้ แต่ปัญหาที่พบขณะนี้ได้รับรายงานจากจังหวัดเข้ามาว่า หน่วยงานเอกชนบางหน่วยงานออกไปตรวจร่างกายกลุ่มต่างด้าว ซึ่งไม่ถูกต้อง วันนี้ได้ประชุมเพื่อแก้ปัญหานี้แล้ว โดยจะประสานกับทางกระทรวงแรงงานโดยเร็ว

นายแพทย์ณรงค์ กล่าวต่อไปว่า แรงงานต่างด้าวแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1.กลุ่มที่กำหนดให้ต้องทำประกันสังคม โดยกลุ่มนี้จะมีค่าตรวจร่างกาย 600 บาท และค่าประกันสุขภาพระหว่างรอสิทธิ์ประกันสังคมซึ่งจะมีผลจ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือนและค่าส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค เป็นเงิน 447 บาท 2.กลุ่มไม่ได้เข้าประกันสังคมเช่น ผู้ติดตาม จะมีค่าตรวจสุขภาพ 600 บาท ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2552 ฉบับเดิม โดยต้องซื้อบัตรประกันสุขภาพ ในราคา 1,300 บาท หากเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จะต้องซื้อในราคา 365 บาท มีระยะเวลาใช้ 1 ปี ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะออกเป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับเพิ่มเติมต่อไป เพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติให้ทุกจังหวัดเหมือนกันทั่วประเทศ

นายแพทย์ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในการขายบัตรประกันสุขภาพให้กับต่างด้าว นายจ้างสามารถนำต่างด้าวมาตรวจสุขภาพ และซื้อบัตรประกันสุขภาพได้ที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขตามภูมิลำเนานั้น โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ปรับฐานข้อมูลร่วมกับกระทรวงแรงงานสามารถตรวจสอบได้ทันที กลุ่มต่างด้าวที่ตรวจสุขภาพและซื้อบัตรประกันสุขภาพที่จุดบริการเบ็ดเสร็จ 12 จังหวัด สามารถตรวจสอบข้อมูลออนไลน์ได้ที่ www.Higthai@org. หลังซื้อบัตรประกันสุขภาพจะได้รับสิทธิทันที อย่างไรก็ตามต้องขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ นายจ้างทั้งหมด ให้นำต่างด้าวมาตรวจสุขภาพซึ่งจะเป็นการป้องกันควบคุมโรค ที่แฝงมากับแรงงานต่างด้าวเพื่อรักษาให้หายขาด จะได้มีแรงงานต่างด้าวที่สุขภาพแข็งแรงในประเทศไทย

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=173408:-12-&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524
  • ฐานเศรษฐกิจ
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 54 reads

เก็บตกประท้วง FTA ไทย-อียู : ประเทศนี้ยังมีประชาชนอยู่นะครับ

Submitted by info on Tue, 05/03/2013 - 21:51

กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พี่น้องเอ็นจีโอและเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 1,000 คน ได้ร่วมกันแสดงพลังเดินกราบไหว้ฟ้าดินและปักหลักชุมนุมกันที่ทำเนียบตลอดวัน

“ทริปส์พลัส” คือเหตุผลใหญ่ที่ทำให้พวกเรามารวมตัวกันได้มากมายเช่นนี้ ประชาชนอย่างเราอยู่นิ่งๆ ไม่ได้แน่ครับก็ในเมื่อรัฐบาลซึ่งกำลังจะเดินทางไปแสดงเจตจำนงว่าต้องการจะทำข้อตกลงการค้าเสรี เอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปที่ประเทศเบลเยียม ในวันที่ 4 มีนาคมนี้ และในท่าที ที่ต้องการทำ “เอฟทีเอ” ครั้งนี้สิ่งที่น่าห่วงอย่างยิ่งคือ จุดยืนที่อยากช่วยกลุ่มทุน ธุรกิจส่งออก โดยอาจจะ “ยอมรับข้อผูกพันด้านทรัพย์สินทางปัญญามากไปกว่าที่ผูกพันในองค์การการค้าโลก” เพื่อแลกกับ การลดหย่อนภาษี นำเข้าสินค้าไปสหภาพยุโรป

ผมเน้นคำว่า “ทรัพย์สินทางปัญญา” เป็นพิเศษ เพราะแค่เรื่อง “สิทธิบัตร” อย่างเดียวก็แย่แล้วครับ เนื่องจากการเจรจาเอฟทีเอรอบนี้ สหภาพยุโรปหรืออียูขอขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรออกไป อย่างน้อย 5 ปี (เดิมที่เราทำข้อตกลงกับองค์การการค้าโลกไว้คือ 20 ปี) และขอผูกขาดข้อมูลการขึ้นทะเบียนตำรับยา (data exclusivity) อีกด้วย หากรัฐบาลไทยยอมรับข้อเสนอของอียูก็จะทำให้เกิดการผูกขาดยา ราคายาจะแพงขึ้น มีงานวิจัยพบว่าถ้าปล่อยให้มีการผูกขาด ข้อมูลการขึ้นทะเบียนตำรับยาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 (ซึ่งเป็นปีที่ทำการศึกษา) จะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของไทยในอีกห้าปี ข้างหน้า (พ.ศ.2556) สูงถึง 81,356 ล้านบาทต่อปี

และแน่นอนครับว่า...หากค่าใช้จ่ายด้านยาสูงขึ้น ระบบสิทธิด้านสุขภาพไม่ว่าจะเป็นบัตรทอง ประกันสังคม หรือ ราชการก็อาจจะแบกรับภาระค่ายาที่สูงขึ้นไม่ไหว ใครเจ็บ ใครป่วย ก็คงต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง ใครไม่มีเงินจ่ายค่ายาก็ต้องเตรียมรับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นครับ

ความกังวลข้อนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เคยทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อ ประเด็นข้อเรียกร้องการเปิดการเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปว่า “จะส่งผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรงต่อการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ภาครัฐ อันเกี่ยวพันโดยตรงถึงชีวิตและสุขภาพของประชาชน”

ตลกดีนะครับที่รัฐบาลไทยยอมเจรจาทั้งๆ ที่เสียเปรียบ ยอมให้เขาเอาเปรียบ เอาชีวิตคนไทยทั้งประเทศไปแลกเพื่อให้กลุ่มทุนบางกลุ่มส่งออกได้มากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มทุนด้านผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร (คนที่คุณก็รู้ว่าใคร)

จริงๆ ภาคประชาชนไม่ได้จะขัดขวางการเจรจาเอฟทีเอ เราเข้าใจว่าประเทศต้องเดินหน้า ต้องค้าต้องขาย แต่ต้องไม่ใช่การค้าขายที่แลกกับชีวิตของคนไทย และเรื่องนี้กระทบกับทุกคนครับ วันนี้เราอาจแข็งแรงแต่ใครจะรับประกันได้ว่าวันหน้าเราจะไม่ป่วย และ “ยา” เป็นสิ่งจำเป็นครับ ผมและพรรคพวกจึงขอส่งเสียงดังๆ ไปยังรัฐบาลให้นึกถึงประชาชนบ้าง อย่านึกถึงแต่กลุ่มทุน

อย่าทำเหมือนประชาชนในประเทศนี้ตายหมดแล้วเลยครับ เพราะรัฐบาลก็ไม่มีวันอยู่ได้ถ้าไม่มีประชาชนเป็นฐานสนับสนุน

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000027018
  • ASTVผู้จัดการออนไลน์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 37 reads

จับตาถกเอฟทีเอไทย-อียู ยูเอ็นชี้กระทบเข้าถึงยาแน่

Submitted by info on Sun, 03/03/2013 - 14:48

วันที่ 1 มีนาคม ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ กรุงเทพฯ เครือข่ายประชาสังคมร่วมกันแถลงข่าวต่อกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางไปร่วมเปิดการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปรอบแรก ณ กรุงบรัสเซลประเทศเบลเยี่ยม โดยมีกำหนดเจรจาในวันที่ 6 มีนาคมนี้

ทั้งนี้สืบเนื่องจากรัฐสภาได้ผ่านกรอบการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทย-สหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาการเจรจาที่ยังมีความไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องข้อตกลงทางทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งได้กำหนดไว้อย่างกว้างขวาง และไม่มีความชัดเจนต่อท่าทีของรัฐบาล ต่อประเด็นดังกล่าว ประกอบกับการที่รัฐบาลประกาศว่าจะเจรจาให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาหนึ่งปีครึ่ง หรือเพียง 10 รอบเท่านั้น ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อภาคประชาสังคม

นายจักรชัย โฉมทองดี จากโครงการศึกษาและปฎิบัติการงานพัฒนา(โฟกัส) กล่าวว่า สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนในการเตรียมการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปในครั้งนี้ พบว่า รัฐบาลไทยไม่ได้มีการเตรียมการที่ดีพอ จะเห็นว่าทีมเจรจาเองยังไม่สามารถตอบรายละเอียดต่าง ๆ ที่ภาคประชาสังคมมีความห่วงใยได้ ซึ่งมีประเด็นที่น่าห่วงใยหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดให้มีการคุ้มครองเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่มากไปกว่าข้อตกลงในองค์การการค้าโลก หรือในประเด็นด้านการลงทุนที่กำหนดให้มีการคุ้มครองนักลงทุนอย่างเข้มงวดซึ่งจะมีผลกระทบต่อนโยบายรัฐทั้งที่มีอยู่แล้วและที่อาจจะเกิดขึ้นแม้ว่าจะเป็นแนวนโยบายที่จะปกป้องคุ้มครองประชาชนก็ตาม

นอกจากนี้แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญไทยจะมีการกำหนดให้รัฐบาลไทย หากจะต้องมีการได้ทำข้อตกลงใด ๆระหว่างประเทศ ต้องมีการชี้แจง และเห็นชอบจากรัฐสภาไทยตามมารตรา 190 แต่เนื่องจากกฏหมายลูกยังมีความไม่ชัดเจนและมีรายละเอียดในกฏหมายที่เป็นรายละเอียดสำคัญแต่ไม่ได้ถูกนำมาดำเนินการแต่อย่างใด

ด้านนายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังอย่างมากต่อท่าที และข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรป ที่เรียกร้องให้มีการเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่มีแนวโน้มว่าจะเกินไปกว่าการตกลงในองค์การการค้าโลก แม้สหภาพยุโรปจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่กลับมีท่าทีในการเจรจาเอฟทีเอกับไทยอย่างที่ไม่คำนึงถึงชีวิตของประชาชนไทยที่จะได้รับผลกระทบจากการเจรจาครั้งนี้ โดยเฉพาะในเรื่องการเข้าถึงยา

“เราขอยืนยันว่าจะสู้แค่ตาย และจะมีการรณรงค์ต่อสังคมให้มีการบอยคอตสินค้าจากยุโรป รวมทั้งจะสื่อสารไปยังประชาชนในสหภาพยุโรปให้รู้ว่า สินค้าที่คนยุโรปซื้อไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ไก่ หรือสินค้าจิวเวอรี่แลกมาด้วยชีวิตของคนไทย” นายอภิวัตน์กล่าว

ด้าน ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม ได้ให้ข้อมูลจากงานวิจัยที่พบว่า หากรัฐบาลยอมรับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่มากไปกว่าที่ตกลงไว้ในองค์การการค้าโลก จะส่งผลต่อราคายาที่จะแพงขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการคุ้มครองข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) จะส่งผลให้ยาชื่อสามัญไม่สามารถออกตลาดแข่งขันกับยาต้นแบบได้ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านยากว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี

นายชิบ้า พูราไรพุม จากเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ เอเชียแปซิฟิก (APN+) ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรามีประสบการณ์ที่เห็นเพื่อนผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ เสียชีวิตมากมาย เนื่องจากเข้าไม่ถึงยารักษาโรค แต่ภายหลังเมื่ออินเดียสามารถผลิตยาชื่อสามัญ และสามารถส่งออกไปขายได้ทั่วโลก ทำให้เพื่อนของเราเข้าถึงยาและได้รับการรักษาจนมีชีวิตอยู่ได้ ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีนโยบายที่ดีมากในเรื่องการมีหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมประชาชนในประเทศ ถือเป็นตัวอย่างที่น่าทึ่ง แต่หากไทยยอมรับข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาก็จะส่งผลต่อระบบหลักประกันสุขภาพของไทยได้

ด้านนายพอล คอร์ธอร์น ผู้ประสานงานโครงการเข้าถึงยาจากองค์การหมอไร้พรมแดน กล่าวว่า องค์การหมอไร้พรมแดนมีความเป็นห่วงกังวลอย่างมาก ต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการเข้าถึงยาของประชาชนในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งประเทศไทยในระยาว และมองว่าการรีบเร่งเจรจาของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ น่าจะเกิดจากการถูกกดด้านจากหลายด้านจนทำให้ละเลยที่จะคิดถึงผลกระทบด้านการเข้าถึงยาของประชาชนไทย โดยได้ยกตัวอย่างการเจรจาของอินเดียที่รัฐบาลอินเดียมีควากล้าหาญที่จะปฎิเสธ ไม่ยอมที่จะเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากับสหภาพยุโรป

นอกจากนี้นายพอล ยังได้เรียกร้องให้สหภาพยุโรปประกาศจุดยืนให้ชัดเจนว่าจะไม่นำเรื่องทรัพยสินทางปัญญาที่เกินไปกว่าข้อตกลงในองค์การการค้าโลกมาเจรจา

ด้านผู้แทนองค์การอนามัยโลกในประเทศไทยได้กล่าวว่า จากเอกสารของ UNDP มีข้อแนะนำที่ชัดเจนต่อประเทศกำลังพัฒนาว่าควรต้องระมัดระวังหากจะมีการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีลักษณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ผ่านมา ภาคประชาสังคมไทยกว่า 1,000 คน รวมตัวกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้แทนเจรจาออกมาชี้แจงจุดยืนของรัฐบาลต่อการเจรจาเอฟทีเอ แม้จะมีการรับปากที่จะดำเนินการตามข้อเรียกร้อง เช่นการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาคประชาสังคมและรัฐ หรือจัดให้มีกระบวนการชี้แจงรายงานการเจรจาที่จะเกิดขึ้นทุกรอบ และแม้ว่าหัวหน้าคณะเจรจา ดร.โอฬาร ไชยประวัติจะเป็นผู้ออกมารับจดหมายและกล่าวยืนยันต่อหน้าพี่น้องที่มาร่วมชุมนุม แต่ภาคประชาสังคมเองก็ยังมีความกังวลและไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามที่ได้รับปากไว้หรือไม่อย่างไร และจะจับตา ติดตาม อย่างต่อเนื่อง

http://www.tcijthai.com/tcijthai/view.php?ids=2151
  • โพสต์ทูเดย์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 45 reads

รมว.สธ.เตรียมหารือเบลเยียมพัฒนาวิชาการแพทย์-ร่วมผลิตยาหมดสิทธิบัตร

Submitted by info on Thu, 28/02/2013 - 00:00

ธิวา สุดใจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมหารือรัฐบาลเบลเยียมด้านการพัฒนาวิชาการแพทย์ และการร่วมลงทุนผลิตยาหมดสิทธิบัตร โครงการเมดิคัล ฮับ ในโอกาสมกุฎราชกุมารฟิลิปป์ และพระชายาเสด็จเยือนไทยระหว่างวันที่ 17 – 22 มีนาคม 2556

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2556) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังต้อนรับนายมาร์ค มีคีลเซิล (H.E. Mr. Marc Michielsen) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอาณาจักรเบลเยี่ยมประจำประเทศไทยและคณะ เข้าพบหารือเกี่ยวกับการเสด็จเยือนประเทศไทยของมกุฎราชกุมารฟิลิปป์ แห่งราชอาณาจักรเบลเยียม พร้อมด้วยเจ้าหญิงมาทิลด์ พระชายา และคณะนักธุรกิจเบลเยี่ยม ระหว่างวันที่ 17-22 มีนาคม 2556 ว่า การเสด็จมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งรัฐบาลเบลเยียมต้องการทราบความต้องการของประเทศไทย ในด้านธุรกิจและด้านวิชาการ

นายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อว่า ในการเสด็จเยือนไทยครั้งนี้ มกุฎราชกุมารฟิลลิปป์ได้โปรดเกล้าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไทยและคณะ เข้าหารือข้อราชการที่โรงแรมเซนท์ รีจิส ในช่วงบ่ายวันที่ 19 มีนาคม 2556 โดยจะมีการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการในเรื่องการพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุข 3 เรื่องใหญ่ ได้แก่ ชีวการแพทย์ (Biomedical) ระบบสุขภาพ (Health Care) และอุตสาหกรรมด้านยา (Pharmaceuticals) ซึ่งทางเบลเยียมได้มีความก้าวหน้าในเรื่องการวิจัยทางคลินิกสำหรับพัฒนาวัคซีนใหม่ การบำบัดรักษาโรคมะเร็งโดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่าโปรตอน เทอราปี (Proton Therapy) ซึ่งทิศทางการพัฒนาของรัฐบาลไทย ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพ หรือเมดดิคัล ฮับ และความเป็นเลิศทางวิชาการของภูมิภาค โดยไทยจะเชิญชวนภาคธุรกิจของเบลเยียมร่วมลงทุนผลิตยาที่หมดสิทธิบัตรแล้วกับองค์การเภสัชกรรม เพื่อลดค่าใช้จ่ายและการพึ่งพายาจากต่างประเทศ จะทำให้คนไทยได้ใช้ยาคุณภาพดี ราคาถูก

นอกจากนี้ ไทยจะหารือเรื่องการส่งแพทย์ไทยไปร่วมทำวิจัยทางคลินิกเพื่อพัฒนาวิชาการด้านการแพทย์สมัยใหม่ร่วมกับมหาวิทยาลัยแพทย์ของเบลเยียมซึ่งทางเบลเยียมมีความต้องการแพทย์จากไทย เนื่องจากแพทย์ไทยมีชื่อเสียงในเรื่องการพัฒนาด้านนี้ โดยจะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ ต่อไป ซึ่งจะเป็นการต่อยอดโครงการเมดดิคัล ฮับ ของไทย

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=171478:2013-02-28-10-30-01&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524
  • ฐานเศรษฐกิจ
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 34 reads
  • « first
  • ‹ previous
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content