Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ

สธ.หนุนต่อรองบ.ผลิตยาเอดส์ขอสิทธิบัตรให้ อภ.ผลิตในต้นทุนต่ำ

Submitted by info on Tue, 21/05/2013 - 13:17

ณัฐญา เนตรหิน

กระทรวงสาธารณสุขไทย สนับสนุนองค์กรโลกในการต่อรองบริษัทผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ เพื่อให้ไทยได้ใช้ยาราคาถูก และหากขอสิทธิบัตรได้จะให้องค์การเภสัชกรรมไทยเป็นผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ราคาพิเศษด้วย ส่วนสถานการณ์โรคเอดส์ล่าสุดในปี 2555 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 34 ล้านคน เสียชีวิต 1.7 ล้านคน

นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังปรึกษาหารือกับนาย เกรจ เพอร์รี่ (Mr. Greg Perry) ผู้อำนวยการด้านการจัดการสิทธิบัตรยาขององค์การอนามัยโลกหรือองค์กร เมดดิซีน เพเทนท์ พูลส์ (Medicine patent pools) ว่า องค์กรนี้ก่อตั้งจากประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก โดยตั้งเป็นองค์กรอิสระออกมา และได้รับเงินทุนจากรัฐบาล มีจุดมุ่งหมายเพื่อดูแลเรื่องยาต้านไวรัสเอดส์ /เอชไอวี โดยทำการต่อรองกับบริษัทผู้ผลิตยา เพื่อให้ได้สิทธิบัตรในการผลิตยาให้แก่กลุ่มประเทศที่มีความจำเป็นโดยสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสมตามกำลังฐานะของกลุ่มประเทศนั้นๆ โดยองค์กรดังกล่าวสนใจที่จะให้ประเทศไทยเข้าร่วมในโครงการนี้ด้วย เนื่องจากมีบริษัทผลิตยา 2 บริษัท ได้แก่ บริสตัล มายเยอร์ และ วีไอไอวี เฮลท์ แคร์ (ViiV Health Care) จะผลิตยารักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ออกมาสู่ท้องตลาดในราคาพิเศษ โดยสถานการณ์โรคเอดส์ทั่วโลกในปี 2555 นี้ มีผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี 34 ล้านคน เสียชีวิตไปแล้ว 1.7 ล้านคน

นายแพทย์ประดิษฐกล่าวว่า องค์กรฯดังยากให้ไทยแสดงเจตจำนงที่จะร่วมกับองค์กร เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับบริษัทยา ซึ่งไทยได้ให้ความสนใจและยินดีสนับสนุน เพื่อให้มียาราคาถูกใช้ในประเทศ และหากได้รับอนุญาตเรื่องสิทธิบัตร ประเทศไทยจะขอมีส่วนร่วมขอรับสิทธิในการผลิตยาราคาพิเศษเพื่อจำหน่ายภายใน ประเทศในราคาที่เหมาะสมด้วย โดยองค์การเภสัชกรรมไทยมีโรงงานที่ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ได้อยู่แล้ว หากเทคโนโลยีไปด้วยกันได้ ก็อยากจะผลิตยาที่ได้รับสิทธิบัตรนี้ด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประชาชนไทยต่อไป

นอกจากนี้ในเดือนมิถุนายนนี้ องค์กรเมดดิซีน เพเทนท์ พูลส์ จะมีการประชุมกับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐานะปานกลาง (Middle Income) เพื่อจะให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ซึ่งเป็นตลาดยาต้านไวรัสเอดส์ ในการให้อำนาจต่อรองในเรื่องนี้อย่างไร โดยจะขอเชิญประเทศไทยเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งไทยยินดีจะส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อหารือวิธีการต่อรองไม่ให้กลุ่มประเทศเหล่านี้เสียเปรียบ ทั้งนี้ประเทศไทยมีระบบการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยผ่าน 3 กองทุนสุขภาพอยู่แล้ว

การเข้าร่วมในครั้งนี้จะทำให้ไทยมีสิทธิได้รับยาในราคาพิเศษ เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อในประเทศและจะมีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งไทยได้แสดงเจตจำนงให้องค์การเภสัชกรรมไทยเป็นคู่แข่งที่จะได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ผลิตยาเองด้วย ไม่ใช่ซื้อยาจากต่างประเทศเท่านั้น

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=183730:2013-05-21-04-27-57&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524
  • ฐานเศรษฐกิจ
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 15 reads

'สารี' ร่อนจดหมายเปิดผนึก ชวนลงชื่อต้านการปลดผอ.องค์การเภสัช

Submitted by info on Mon, 20/05/2013 - 00:00

'สารี อ๋องสมหวัง' เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดแคมเปญค้านการปลดหมอวิทิต ผอ.องค์การเภสัช ชี้เป็นเกมส์ของกลุ่มธุรกิจยาข้ามชาติเพื่อทำลายองค์การเภสัชกรรม ร้องร่วมลงชื่อผ่าน change.org

20 พ.ค. 56 - ทางเว็บไซต์ change.org ได้มีการสร้างแคมเปญรณรงค์เชิญชวนให้บุคคลร่วมลงชื่อต้านการปลดนพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผอ. องค์การเภสัชกรรม ที่ถูกปลดเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา จากมติของกรรมการบริการองค์การเภสัชกรรม ที่มีนพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ซึ่งแถลงว่านพ.วิทิต บกพร่องต่อหน้าที่ จากกรณีการสำรองวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอล 148 ตัน อย่างไรก็ตาม ในแคมเปญระบุว่า การปลดนพ.วิทิต เป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม โดยไม่มีกระบวนการสืบสวนสอบสวนอย่างโปร่งใส และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง
แคมเปญรณรงค์ ซึ่งริเริ่มโดยสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ระบุว่า การปลดนพ.วิทิต เป็น "เกมส์ของกลุ่มธุรกิจยาข้ามชาติและการแพทย์พาณิชย์ เพื่อทำลายองค์การเภสัชกรรม" เนื่องจากองค์การเภสัขกรรม เป็นกำลังหลักในการผลิตยาชื่อสามัญราคาถูก คุณภาพดี ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาได้ง่าย นอกจากนี้ ยังชี้ว่า นพ. วิทิตยังมีผลงานที่ชัดเจนหลายอย่าง อาทิ การทำให้ราคายาเป็นธรรม การจัดหาเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่จำเป็นอย่างทันท่วงทีในช่วงเกิดอุทกภัย

แคมเปญดังกล่าว เรียกร้องให้ประชาชนทั่วไปร่วมลงชื่อผ่านทางเว็บไซต์ change.org เพื่อยุติการปลดนพ.วิทิต อรรถเวชกุล จากตำแหน่งผอ.องค์กรเภสัชกรรมโดยทันที

0000

นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี: ยุติการปลดหมอวิทิต จากตำแหน่ง ผอ.องค์การเภสัชฯ

คุณหมอวิทิต อรรถเวชกุล ถูกปลดจากตำแหน่ง ผอ.องค์การเภสัชกรรม ไม่ใช่แค่อีกหนึ่งเรื่องน้ำเน่าทางการเมือง แต่เป็นเกมส์ของกลุ่มธุรกิจยาข้ามชาติและการแพทย์พาณิชย์ เพื่อทำลายองค์การเภสัชกรรม

องค์การเภสัชกรรมเป็นกำลังหลักในการผลิตยาชื่อสามัญราคาถูกคุณภาพดี โดยเฉพาะยาจำเป็นช่วยชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และยังเป็นกำลังหลักในการจัดหายาของประเทศเพื่อประกันความมั่นคงว่า ต้องมียาใช้ยามจำเป็นหรือยามภัยพิบัติ

คุณหมอวิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เป็นผู้ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ มีความรู้ความสามารถ ดังกรณีบุกเบิกงานที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว เมื่อมาอยู่องค์การเภสัชกรรมได้ทำให้องค์กรพัฒนาอย่างก้าวกระโดดบนผลประโยชน์ของชาติ

คุณหมอวิทิตได้ทำงานร่วมกับบุคลากรเจ้าหน้าที่และสหภาพองค์การเภสัชอย่างทุ่มเท มีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย เช่น ทำให้ราคายาเป็นธรรม ส่งผลให้ราคายาทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่าง ประเทศต้องลดราคาลง ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ เข้าถึงยามากขึ้น อาทิ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลาสซีเมีย ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ในช่วงมหาอุทกภัยมีบทบาทโดดเด่นในการจัดหาเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่าง ๆ ทันที เช่น น้ำเกลือ วัคซีน น้ำยาล้างไต รวมถึงโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยาที่ได้การรับรองระดับมาตรฐานองค์การ อนามัยโลก WHO GMP ดำเนินโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก และการวิจัยวัคซีนทั้งชนิดเชื้อตายและเชื้อเป็นของไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก อีกทั้งยังทำหน้าที่จัดหาและสำรองยากำพร้าซึ่งเป็นยาที่มีการใช้ในจำนวนน้อย แต่จำเป็นต่อชีวิตของผู้ป่วย

ท่ามกลางความก้าวหน้าขององค์การ เภสัชกรรมที่มีคุณหมอวิฑิตเป็นผู้บริหารเช่นนี้ ได้สร้างผลสะเทือนต่อบริษัทยาข้ามชาติที่กำไรหดหายมหาศาล บริษัทวัคซีนที่ไม่ต้องการเห็นไทยพึ่งตัวเองได้ การแสวงหากำไรจากการจ่ายยาราคาแพงอย่างไม่สมเหตุสมผล และนักเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่หวังทำกำไรจากการแปรรูปองค์การเภสัชกรรม

แต่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติของผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำระดับสูง ทำให้องค์การเภสัชกรรมและคุณหมอวิทิตเสื่อมเสียชื่อเสียง และทำลายความเชื่อมั่นในคุณภาพของยาชื่อสามัญอย่างต่อเนื่อง

จนเมื่อวันศุกร์ที่ 17 พ.ค. 56 บอร์ดองค์การเภสัชกรรม ที่มีนพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธานมีมติปลด คุณหมอวิทิต ออกจากตำแหน่งอย่างไม่เป็นธรรม ไม่มีกระบวนการสืบสวนสอบสวนอย่างโปร่งใสเป็นธรรม และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง นอกจากนี้ บอร์ดพิจารณาวาระสำคัญเช่นนี้โดยที่ไม่มีรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงการรายงานผลการสอบสวนทางวาจาเท่านั้น

ตามกฎหมาย บอร์ดจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบ เราเชื่ออย่างจริงใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรีคนอื่นๆ ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในการแสวงประโยชน์ครั้งนี้ จึงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนยับยั้งการปลดหมอวิทิต โดยไม่เห็นชอบกับบอร์ด แล้วสั่งให้นำกลับไปสอบสวนอย่างโปร่งใส่ โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับสิทธิพื้นฐานและได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

http://www.prachatai.com/journal/2013/05/46815
  • ประชาไทออนไลน์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 12 reads

ดัน2ตำรับยาไทยเข้าสู่บัญชียาหลัก

Submitted by info on Fri, 17/05/2013 - 10:17

วิจัยพบยาหม้อ "พัทธะปิตตะ" รักษาโรคตับแข็ง และยาหม้อ "วรรณฉวี-เทพรังษี" รักษาโรคสะเก็ดเงินได้ผลดี สธ.เตรียมผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลัก ช่วยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงถึงปีละกว่า 2 แสนล้านบาท

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ ว่า ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้นำการแพทย์แผนไทยมาใช้ในโรงพยาบาล โดยได้ให้โรงพยาบาล 10 แห่งเปิดรักษาผู้ป่วยด้วยการแพทย์แผนไทย ใช้ยาสมุนไพรตำรับโดยตรง ทั้งแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ในจำนวนนี้เป็นโรงพยาบาลศูนย์ 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี พร้อมกับส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาแปรรูปสมุนไพรให้เป็นยาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีมูลค่าตกปีละกว่า 2 แสนล้านบาท

รมช.สาธารณสุขกล่าวว่า จากผลการศึกษาวิจัยการใช้ยาหม้อตำรับ “พัทธะปิตตะ” ซึ่งมีสมุนไพร 8 ชนิด รักษาโรคตับแข็ง และการใช้ยาหม้อตำรับ “วรรณฉวี-เทพรังษี” รักษาโรคสะเก็ดเงิน ระหว่างการแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน พบว่าได้ผลดี จึงเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันถึงประสิทธิภาพของยาสมุนไพรไทยในการรักษาโรคเรื้อรัง ขณะนี้นักศึกษาแพทย์ระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ระหว่างวิจัยคุณสมบัติตัวยาสมุนไพรที่ใช้ในตำรับทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งคาดว่าจะสำเร็จในปีนี้ พร้อมทั้งหาวิธีการพัฒนาให้สามารถรับประทานได้ง่าย และเตรียมผลักดันให้เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติด้วย

ด้าน นพ.ฉัตรชัย สวัสดิไชย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำคลินิกแพทย์แผนไทย รพ.พระปกเกล้า จันทบุรี กล่าวว่า จากการศึกษาใช้ยาสมุนไพรตำรับ “พัทธะปิตตะ” รักษาโรคตับแข็ง มีสมุนไพร 8 ชนิดเป็นหลัก เช่น หัวเต่ารั้ง หัวเต่าเกียด กำแพง 7 ชั้น หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ เป็นต้น แต่อาจเปลี่ยนสมุนไพรบางตัวให้เหมาะสมกับผู้ป่วยบางคน โดยต้มยา 1 ห่อต่อ 1 สัปดาห์ กินติดต่อกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผลการรักษาปรากฏว่าท้องและขายุบ ผลตรวจเลือดพบการทำงานของตับดีขึ้น จนเข้าสู่ระดับปกติในเดือนที่ 5 และต้องกินยาสมุนไพรต่อเนื่องจนครบ 8 เดือน จึงหยุดยาต้ม

“ในปี 2555 มีผู้ป่วยโรคตับแข็งมารับการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ รพ.พระปกเกล้า จำนวน 3,171 ราย รับการรักษาที่คลินิกแพทย์แผนไทย 456 ราย หรือร้อยละ 14 ซึ่งจากการติดตามผลการรักษาเกือบทั้งหมดอาการดีขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาตามหลักการแพทย์แผนไทย จำนวน 12 ครั้ง ครั้งละ 1,424 บาท ตลอดการรักษารายละประมาณ 17,088 บาท หากรักษาโดยใช้ยาแผนปัจจุบันจะตกประมาณ 24,000 บาท” นพ.ฉัตรชัยกล่าว

นพ.ฉัตรชัยกล่าวว่า เมื่อปี 2555 มีผู้ป่วยที่รักษาโรคสะเก็ดเงินกับแพทย์แผนปัจจุบันประมาณ 3,000 ราย และมีผู้ป่วยรักษาที่คลินิกแพทย์แผนไทย จำนวน 422 ราย โดยใช้ยาสมุนไพรตำรับชื่อว่า “วรรณฉวี-เทพรังษี” มีสมุนไพร 7-14 ชนิด เช่น โกฐหัวบัว โกฐกระดูก เทียนดำ เทียนข้าวเปลือก หัวตะเพียด หัวหนอนตายหยาก หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ เป็นต้น ผลการรักษาส่วนใหญ่อาการดีขึ้นและอาการดีมาก 72% รอยโรคสะเก็ดที่ผิวหนังทั่วตัวหายไปทั้งหมดประมาณ 20% โดยใช้เวลา 6-8 เดือน ค่ารักษาประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน หากใช้ยาแผนปัจจุบันรักษาจะตกรายละ 10,000-16,800 บาทต่อปี

http://www.thaipost.net/x-cite/170513/73665
  • ไทยโพสต์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 26 reads

ดันพ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม หวังลดเหลื่อมล้ำคนจนเข้าถึงสิทธิ

Submitted by info on Thu, 16/05/2013 - 11:06

เอกฉันท์รับรองมติสมัชชาฯ ดันพ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม ฉบับปชช. หวังคนจนรับเยียวยา-ลดเหลื่อมล้ำ-เข้าถึงสิทธิ ‘นพ.ชูชัย’ ชี้คลอดกม.ภาษีที่ดินไม่ได้ เหตุติดขัดคนเพียง 1% ที่เสียประโยชน์

วันที่ 15 พ.ค. 56 สำนักงานปฏิรูปเพื่อสังคมไทยที่เป็นธรรม (สปร.) ร่วมกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมเพื่อรับรอง (ร่าง) มติสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็น ‘การปฏิรูปกองทุนยุติธรรม เพื่อการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม’ ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

โดยที่ประชุมรับรอง (ร่าง) มติ สมัชชาปฏิรูปฯ เพื่อการปฏิรูปกองทุนยุติธรรม ดังต่อไปนี้ 1.สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนยุติธรรม พ.ศ. .... ฉบับประชาชน ซึ่งมีหลักการสำคัญ ได้แก่

1.1 ยกระดับจากระเบียบกระทรวงเป็นพ.ร.บ. โดยให้กองทุนยุติธรรมมีสถานะเป็นนิติบุคคล เป็นอิสระ และสามารถรับช่วงสิทธิเพื่อไล่เบี้ยกับผู้ที่สมควรรับผิดชอบในความผิดอย่างแท้จริง 1.2 คณะกรรมการของกองทุนต้องประกอบด้วยตัวแทนจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ นักวิชาการ และภาคประชาชน ในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน เพื่อให้การพิจารณาช่วยเหลือเป็นไปอย่างโปร่งใส โดยผู้แทนจากภาคประชาชนให้เสนอโดยการคัดสรรจากกลไกของประชาชนเอง ทั้งนี้ตำแหน่งประธานและรองประธานต้องมาจากการสรรหาของคณะกรรมการกองทุนฯ

1.3 สร้างความยั่งยืนทางการเงินโดยการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทั้งต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินที่ได้รับจากการจัดสรรโดยรัฐเป็นหลัก และพึ่งงบประมาณจากแหล่งอื่นที่มีศักยภาพและมีความเชื่อมโยงกับกองทุนยุติธรรม โดยอยู่บนพื้นฐานของหลักการ “เฉลี่ยทุกข์-เฉลี่ยสุขในสังคม” เป็นสำคัญ 1.4 ขยายภารกิจของกองทุนยุติธรรม นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านการเงินหรือค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน กลุ่มคนไร้สัญชาติ ชนกลุ่มน้อย และผู้ด้อยโอกาส ในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ให้เป็นแหล่งเงินทุนในการเยียวยาผู้เสียหายหรือจำเลยที่ถูกยกฟ้องคดีอาญา ตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 รวมถึงให้กองทุนมีบทบาทในการสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้วย 1.5 ว่าด้วยเรื่องการเยียวยาค่าชดเชยแก่โจทก์ผู้ฟ้องที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว

2.สนับสนุนให้ภาคประชาสังคมและประชาชนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายในการสนับสนุน ‘ร่างพ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม ฉบับประชาชน’ ซึ่งเป็นสิทธิของชนชาวไทย ตามบทบัญญัติมาตรา 163 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 3.รับทราบว่ากระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการเสนอ ‘ร่างพ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม ฉบับกระทรวงยุติธรรม’ และเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการปรับปรุงร่างฯ ของกระทรวงฯ เพื่อให้สอดคล้องกับมติสมัชชาปฏิรูประดับประเทศครั้งที่ 1 และ 4.ขอให้สำนักงานปฏิรูปรายงานการดำเนินการในการประชุมสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ 3 พ.ศ.2556

ขณะที่เวทีเสวนา ‘กองทุนยุติธรรมกับการลดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม’ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ประธานดำเนินการประชุมสมัชชา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีประชาชนกว่า 50,000 คนถูกคุมขังและไม่มีเงินประกันตัว ซึ่งต้องช่วยเหลือโดยใช้งบประมาณปีละ 30 ล้านบาท ส่วนประชาชนที่ถูกจับเข้าคุก และพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้กระทำความผิดจริง รัฐต้องจ่ายค่าตอบแทนความเสียหายปีละ 300 ล้านบาท ดังนั้นกรณีเหล่านี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ควรเร่งแก้ไข

ทั้งนี้ยังกล่าวถึงร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าว่า กระทบประชาชนเพียง 1% ของประชากรทั้งประเทศ กับการเก็บภาษีที่ดินผู้ครอบครองที่ดินเกิน 50 ไร่ อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่สามารถผลักดันได้ รวมถึงกรณีการไม่รับร่างพ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับประชาชน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นวุฒิสมาชิกกลุ่มใดจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อชี้ว่าการไม่รับหลักการร่างกฎหมายประกันสังคมนั้นขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งกรณีข้างต้นอาจจะมีผลต่อการพิจารณากฎหมายฉบับประชาชนในอนาคตได้

ผศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท รองประธานดำเนินการประชุมสมัชชาฯ ในฐานะผู้ร่างพ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม ฉบับประชาชน กล่าวว่า ข้อจำกัดของกองทุนยุติธรรมในปัจจุบันคือ 1. กองทุนยุติธรรมเป็นระเบียบไม่ใช่กฎหมายทำให้สามารถยกเลิกได้ตลอด 2. ระบบกองทุน ยุติธรรมเป็นของภาครัฐ 100% ทำให้การดำเนินการล่าช้าไม่ตอบสนองต่อประชาชน 3. ขาดแหล่งเงินทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการช่วยเหลือของประชาชน รวมถึงปัญหาการจ่ายค่าเยียวยาผู้เสียหายกับจำเลยที่ศาลยกฟ้อง 4.ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน มีกองทุนรวมอยู่ศูนย์กลางกว่าจังหวัดจะส่งเรื่องเข้ามาที่กระทรวงยุติธรรม จึงใช้เวลาเป็นเดือน

รองประธานฯ กล่าวอีกว่า เป้าหมายสำคัญของการยกร่างพ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม คือ การลบความเหลื่อมล้ำทางโอกาสของประชาชน โดยมีข้อเสนอในการปฏิรูปกองทุนยุติธรรมมีดังนี้ 1. ให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนยุติธรรมให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล เพื่อให้เกิดความคล่องตัวของการดำเนินงานให้รวดเร็วโดยสามารถตรวจสอบได้ อย่างโปร่งใส 2.ขยายภารกิจของกองทุนยุติธรรมให้กว้างขึ้น เพราะปัจจุบันกองทุนยุติธรรมให้การช่วยเหลือด้านค่าทนายความ ค่าขึ้นศาล หรืออื่นๆในการดำเนินคดี โดยให้เพิ่มเรื่องของการเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยที่ถูกยกฟ้องคดีอาญา เช่นการถูกขังในเรือนจำระหว่างรอคำพิพากษาของศาลและสุดท้ายศาลตัดสินว่าไม่ มีความผิด 3.ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการและภาคประชาชน.

ด้านนางทัศนา นาเวศน์ ผู้แทนชุมชนบ้านทับยาง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ชุมชนที่ได้รับผลกระทบกรณีปัญหาการบุกรุกที่ดินและการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ กล่าวว่า พื้นที่บ้านทับยางประสบปัญหาการถูกไล่รื้อที่ดินสัมปทานเหมืองแร่เก่าจากกลุ่มนายทุน ซึ่งชุมชนได้รับความช่วยเหลือในการต่อสู้คดีจากกองทุนยุติธรรม อาทิ ค่าเดินทาง ค่ากระบวนการศาล หรือค่าเอกสาร อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าปัจจุบันการให้ความช่วยเหลือจากกองทุนฯ ยังเข้าไม่ถึงประชาชนมากนัก โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย จึงเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมส่งผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายลงพื้นที่ให้ความรู้ประชาชนในชุมชน พร้อมให้อำนาจหน่วยงานส่วนท้องถิ่นในการรับเรื่องร้องเรียนและแก้ปัญหาด้วย

อาจารย์ไพสิฐ พาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวว่า ควรเปลี่ยนระบบแนวคิดของกองทุนยุติธรรมใหม่ โดยมองในแง่การเข้าถึงสิทธิของประชาชนมากกว่าการสงเคราะห์ด้วยเงิน ที่สำคัญ ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการยุติธรรม โดยการลดขั้นตอนพิจารณาคดีทางเทคนิคลง พร้อมขยายช่องทางเข้าถึงความช่วยเหลือของประชาชน

ขณะที่นางนงภรณ์ รุ่งเพ็ชรวงศ์ ผอ.กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันมีสถิติการขอรับบริการกองทุนยุติธรรม ทั้งสิ้น 9,721 ราย แต่เงินในการให้ความช่วยเหลือทางคดียังไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงเสนอให้เงินกองทุนยุติธรรมควรมาจากหลายแหล่ง โดยไม่อิงกับระเบียบราชการ เพื่อให้เพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชน และต้องกระจายอำนาจไปสู่ภูมิภาคด้วย

http://www.isranews.org/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/item/21169-%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E-%E0%B8%A3-%E0%B8%9A-%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4.html
  • ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 16 reads

สธ.ชี้ไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วสุดในอาเซียน-จับมือรัฐบาลญี่ปุ่นพัฒนารูปแบบบริการ

Submitted by info on Wed, 15/05/2013 - 15:48

ณัฐญา เนตรหิน

กระทรวงสาธารณสุขไทยจับมือรัฐบาลญี่ปุ่น พัฒนารูปแบบการจัดบริการระยะยาวที่บ้านสำหรับกลุ่มผู้สูง อายุที่ต้องพึ่งพิงช่วยเหลือตนเองได้บางส่วนหรือไม่ได้เลย ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 1 ล้านคน

ทั่วประเทศใช้เวลาศึกษา 5 ปี ระหว่างพ.ศ. 2556-2560 ใน 6 จังหวัด นำร่องระบุขณะนี้ไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วที่สุดในอาเซียน ประชากรวัยเด็กลดลง ในระยะยาวเตรียมวางแผนเพิ่มจำนวนบุตรเฉลี่ยของหญิงไทยจาก 1.5 คน เป็น2.1 คน เพื่อให้โครงสร้างประชากรไทยสมดุล

วันนี้ (15 พฤษภาคม 2556) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์กทม.นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพร้อมด้วยนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเปิดประชุมระดับชาติ(National Conference)โครงการพัฒนารูปแบบบริการระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงรวมทั้งกลุ่มอายุอื่นที่ต้องการความช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน(THE PROJECT OF LONG-TERM CARE SERVICE DEVELOPMENT FOR THE FRAIL ELDERLY AND OTHER VULNERABLE PEOPLE : LTOP)โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นและไทย โดยมีหน่วยงานเข้าประชุมได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นายแพทย์ประดิษฐ กล่าวว่าประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน จากรายงานการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ล่าสุดในปี 2554 พบว่ามีประชากรสูงอายุประมาณร้อยละ 12ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 9 ล้านคนและพบว่าผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป เพิ่มจากร้อยละ 10ของประชากรสูงอายุทั้งหมดในปี 2543 เป็นร้อยละ 13 ในปี 2553โดยอัตราเกิดของไทยลดลง หญิงวัยเจริญพันธุ์ไทยอายุ 15-49 ปี1 คนมีบุตรเฉลี่ย 1.5 คน ทำให้โครงสร้างประชากรไทยอยู่ในสภาวะไม่สมดุล สัดส่วนระหว่างผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปกับเด็กอายุ 0-14 ปี ลดลงอย่างรวดเร็วจาก 1:2.56 ในปี 2543 เป็น 1:1.49 ในปี 2553

นายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อว่า ในการรับมือกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุของไทย ได้มียุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยบูรณาการร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐเอกชนและชุมชนมี 2 มาตรการ โดยมาตรการระยะสั้นเน้นการจัดบริการการดูแลระยะยาวโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ส่วนในระยะยาวได้มียุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยการเพิ่มจำนวนบุตรเฉลี่ยของหญิงไทยให้สูงขึ้นจาก 1.5 เป็น 2.1เพื่อให้โครงสร้างประชากรมีความสมดุลลดภาระครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ และเน้นการส่งเสริม สุขภาพกายและจิตใจของผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุมีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต (Productivity)ยาวนานมากขึ้น มอบหมายให้ นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้อำนวยการและนายแพทย์ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้จัดการโครงการ(Project Manager)

ทางด้านนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และอาสาสมัครโดยเฉพาะผู้สูงอายุกลุ่มที่ต้องพึ่งพิง ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวซึ่งกลุ่มนี้มีประมาณ1 ล้านคน มี 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ต้องพึ่งพาคนอื่นเมื่อออกนอกบ้าน มีประมาณร้อยละ 10 หรือประมาณ 900,000 คน และประเภทนอนติดเตียง ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ มีประมาณร้อยละ 1 หรือประมาณ 90,000 คน ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะไม่ต้องการการดูแลทางการแพทย์ แต่ต้องการการดูแลที่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหรือตลอดอายุขัยจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญซึ่งปัจจุบันพบว่าเป็นภาระที่หนักของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวขนาดเล็กดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงต้องเตรียมความพร้อมด้านระบบบริการผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิง 2 กลุ่มนี้โดยร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น รวมทั้งภาครัฐ เอกชน จัดระบบดูแลหลายด้านไปพร้อมๆ กัน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมมีระยะเวลาดำเนินการระหว่าง พ.ศ.2556-2560

โครงการดังกล่าวนำร่องดำเนินการ 6 แห่ง ได้แก่ขอนแก่นเชียงราย สุราษฎร์ธานีนนทบุรีนครราชสีมา และกรุงเทพมหานคร โดยเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการพัฒนารูปแบบบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพและสวัสดิการสังคมเชิงบูรณาการสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย ได้ร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นระยะเวลาดำเนินการระหว่าง พ.ศ.2550-2553ในพื้นที่เดิมเพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่กับครอบครัว ชุมชน อย่างอบอุ่นตลอดไปหากสำเร็จไทยจะเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องการจัดระบบการดูแลผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิง ให้แก่ประเทศอาเซียนด้วย

สำหรับการประชุมระดับชาติ ครั้งที่ 1 นี้มีการบรรยายทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวจากประเทศญี่ปุ่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่นำร่อง และการจัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่นวัตกรรมของแต่ละพื้นที่

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=182970:2013-05-15-06-50-24&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524
  • ฐานเศรษฐกิจ
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 22 reads

ผลสำรวจ นศ.แพทย์ มข. ระบุหากไม่มี P4P แพทย์จะอยู่ รพ.ชุมชน ต่อ 10 ปี

Submitted by info on Wed, 08/05/2013 - 00:00

นศ.แพทย์ ขอนแก่นสำรวจ P4P กับการตัดสินใจทำงานใน รพ.ชุมชน พบแพทย์เกือบ 90% ไม่เห็นด้วย และหากมีการใช้ P4P ต่อ จะทำให้แพทย์เลือกตัดสินใจทำงาน รพ.ชุมชนต่ออีก 2 ปี และจะลาออก ไปเรียนต่อ หรือย้ายเข้าทำงานในเมือง ชี้ P4P ทำให้ชนบทขาดแคลนแพทย์มากกว่าเดิมจากปัจจุบันที่มีแพทย์ทำงานในชนบท 17% เท่านั้น

ผศ.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ทำการสำรวจเรื่อง อิทธิพลของนโยบายการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงานต่อการตัดสินใจปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนของแพทย์ ซึ่งทำการสำรวจโดยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 22-25 เม.ย.56 กับกลุ่มตัวอย่างแพทย์ชนบทในโรงพยาบาลชุมชน (รพ.ชุมชน) สังกัดกระทรวงสาธารณสุข 250 คน จาก 50 โรงพยาบาล เพื่อศึกษาอิทธิพลของนโยบาย P4P ต่อการตัดสินใจปฏิบัติงานต่อใน รพ.ชุมชนของแพทย์ และเพื่อให้ทราบผลการตัดสินใจของแพทย์ภายหลังจากใช้นโยบาย P4P

โดยผลการสำรวจพบว่า แพทย์ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 89.5 ไม่เห็นด้วยกับการนำนโยบาย P4P มาใช้ในรพ.ชุมชน เหตุผลคือ 1.ไม่มีเวลาจดแต้มและเสียเวลาทำข้อมูลเพิ่ม และกังวลต่อการจดแต้มซึ่งทำให้เวลาดูแลผู้ป่วยลดลง 2.ไม่มีรูปแบบที่เป็นรูปธรรมและยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าดีจริง 3.แพทย์ไม่เกื้อกูลกัน ความสัมพันธ์แพทย์แพทย์ แพทย์กับผู้ป่วยเปลี่ยนไป ขณะเดียวกันยังพบว่า นโยบาย P4P มีผลต่อการเลือกสถานที่ปฏิบัติงาน ร้อยละ 46.4 หากไม่ใช้นโยบาย P4P จะทำให้แพทย์เลือกตัดสินใจปฏิบัติงานต่อในโรงพยาบาลชุมชนเป็นเวลา 10 ปี ในขณะที่หากใช้นโยบาย P4P จะทำให้แพทย์เลือกตัดสินใจปฏิบัติงานต่อในโรงพยาบาลชุมชนเป็นเวลา 2 ปี โดยผู้ที่ตอบว่านโยบาย P4P มีผลทำให้ระยะเวลาในการปฏิบัติงานในรพ.ชุมชนลดลงนั้น เลือกลาออกจากราชการมากที่สุด คือ ร้อยละ 32.6 รองลงมาเลือกไปเรียนต่อ ร้อยละ 31.4 และย้ายเข้าทำงานในเมืองร้อยละ 26.7

“ทั้งนี้จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ.2553 ประเทศไทยมีแพทย์ 22,019 คน ในจำนวนนี้เป็นแพทย์ที่ให้บริการในสถานพยาบาลชนบท 3,919 คน หรือร้อยละ 17.8 ของแพทย์ทั้งหมด ซึ่งดูแลประชากรร้อยละ 54 ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวที่ไม่เหมาะสมระหว่างแพทย์ในเมืองกับชนบท และหากมีการใช้นโยบาย P4P ต่อ ก็จะทำให้การกระจายตัวนี้มีความไม่สมดุลมากขึ้น และทำให้ชนบทขาดแคลนแพทย์มากกว่าเดิม หลายรัฐบาลที่ผ่านมาใช้เงินไปมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาทเพื่อผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท ถ้านโยบาย P4P มีผลทำให้แพทย์ไหลออกจากชนบท ก็นับว่าการลงทุนจำนวนมหาศาลที่ผ่านมาไร้ผลโดยสิ้นเชิง” ผศ.นพ.ปัตพงษ์ กล่าว

http://www.prachatai3.info/journal/2013/05/46628
  • ประชาไทออนไลน์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 28 reads

ชี้หลักประกันสุขภาพไทยเหลื่อมล้ำ แนะยุบเลิกสวัสดิการข้าราชการ

Submitted by info on Tue, 07/05/2013 - 10:06

น.ส.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผอ.วิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นำเสนอเรื่อง "กลไกการอภิบาลระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ" ภายในการประชุมวิชาการ การวิจัยระบบสุขภาพประจำปี 2556 "จัดการความรู้สู่ระบบสุขภาพที่เป็นธรรม" ว่า มิติความเหลื่อมล้ำในระบบประกันสุขภาพไทย 3 กองทุนหลัก คือ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ ประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก 1.สิทธิประโยชน์ เช่น การคุ้มครองบุคคลในครอบครัว ยาและเวชภัณฑ์ การชดเชยความเสียหายจากการรักษาพยาบาล 2.คุณภาพในการรักษาพยาบาล และ3.ภาระค่าใช้จ่ายเบี้ยประกัน

น.ส.เดือนเด่นกล่าวว่า ข้อเสนอแนะในการลดความเหลื่อมล้ำต้องดำเนินการ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ต้องมีระบบประกันสุขภาพระบบเดียว โดยอาจไม่ต้องรวมกองทุน แต่ต้องพิจารณาในเรื่องการเบิกจ่ายจะเป็นระบบเหมาจ่ายหรือจ่ายตามจริง การคลังจะเป็นงบประมาณ เงินสมทบ หรือร่วมจ่ายของผู้ป่วย การคุ้มครองตั้งแต่ระยะเวลาที่คุ้มครองและสมาชิกครอบครัวที่คุ้มครอง 2.ต้องมีชุดสิทธิประโยชน์มาตรฐานชุดเดียว และ 3.สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มเติมจากชุดสิทธิประโยชน์มาตรฐาน ผู้ประกันตน หรือนายจ้างมิใช่รัฐจะต้องเป็นผู้จ่าย เพื่อที่จะให้ประชาชนทุกคนได้รับการอุดหนุนด้านบริการสุขภาพที่เท่าเทียมกัน

"การยุบเลิกระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ อาจพิจารณาที่จะยุบเลิกแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยการให้ข้าราชการหรือพนักงาน ลูกจ้างบรรจุใหม่อยู่ภายใต้ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยจ่ายเงินชดเชยการเสียสิทธิด้วยการเพิ่มเงินเดือน ส่วนข้าราชการรายเดิมให้เลือกที่จะใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลหรือเงินชดเชย สำหรับการอภิบาลระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ควรมีหน่วยงานที่เป็นอิสระสังกัด สธ. ดูแล มีการจัดเก็บภาษีสุขภาพ ระบบการเบิกจ่ายเป็นแบบเหมาจ่ายรายหัวและตามกลุ่มโรคร่วม ต้องมีศูนย์ข้อมูล มีหน่วยตรวจสอบคุณภาพการรักษาพยาบาล เป็นต้น" ดร.เดือนเด่นกล่าว

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk56ZzVNekl6T0E9PQ==&sectionid=
  • ข่าวสด
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 16 reads

หวั่นแพทย์ไหลออกนอก หลังเปิดเออีซี

Submitted by info on Fri, 03/05/2013 - 12:35

รพ.กรุงเทพ หวั่นบุคลากรทางการแพทย์ของไทยไหลออกนอกประเทศ หลังเปิดเออีซี เหตุเป็นที่ต้องการของอาเซียน

นพ.ชาตรี ดวงเนตร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ-การแพทย์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BGH เครือโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 จะทำให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจโรงพยาบาลรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายแรงงานระดับบุคลากรทางการแพทย์ของไทย ที่มีแนวโน้มจะเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศ เพราะส่วนใหญ่เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของประเทศในอาเซียน

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าจะมีชาวต่างชาติเข้ามารับบริการทางการแพทย์ในไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อสูง ปรากฎการณ์ดังกล่าวจะทำให้สัดส่วนคนไข้ชาวต่างชาติในภาพรวมเพิ่มสูงขึ้น จากที่มีอยู่ในสัดส่วน 25% และคนไทย ในสัดส่วน 75% และยังตั้งเป้าในประเทศ จะมีโรงพยาบาลในเครือรวมทั้งสิ้น 50 แห่ง ขณะที่สาขาในภูมิภาคอาเซียนขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

ส่วนการแข่งขันของธุรกิจโรงพยาบาลของไทยนั้น ยังไม่พบการแข่งขันกันเองภายในเครือ ประกอบด้วย กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช กลุ่มโรงพยาบาลรอยัล กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล และรพ.นครธน โดยจำเป็นจะต้องร่วมมือและช่วยเหลือกันมากขึ้น เพื่อไม่ให้บุคลากรทางการแพทย์ของไทยไหลออกนอกประเทศ

ทั้งนี้ ในส่วนของโรงพยาบาลเปาโล จะเน้นจับกลุ่มคนไข้ระดับกลางทั้งผู้ถือบัตรประกันสังคม และบัตรทองมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสเนื่องจากเป็นตลาดใหญ่และมีประชากรจำนวนมาก โดยเปิดแบรนด์ใหม่ 3 แห่ง ภายในพื้นที่โรงพยาบาลในเครือ ที่มีอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต ระยอง และพัทยา เพื่อใช้เครื่องมือและบุคลากรแพทย์ร่วมกันได้

http://bit.ly/13QKlUs
  • กรุงเทพธุรกิจ
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 32 reads

เริ่มแล้ว ปี 57 ผลิตแพทย์เพิ่ม ตั้งเป้าเพิ่มอีก 5,001 คน

Submitted by info on Thu, 02/05/2013 - 00:00

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ.ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการผลิตแพทย์ กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และมหาวิทยาลัยพะเยา ตั้งเป้าผลิตแพทย์ 5 รุ่น เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2556-2560 จำนวน 1,170 คน เพื่อเติมเต็มแพทย์ในระบบและกระจายแพทย์ลงสู่ชนบท

นพ.ประดิษฐเปิดเผยว่า ขณะนี้มีแพทย์ลาออกจากระบบบริการเฉลี่ยปีละ 500 คน สธ.จึงจำเป็นต้องผลิตแพทย์เพิ่มเติมป้อนเข้าสู่ระบบ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 เห็นชอบอนุมัติในหลักการโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย พ.ศ.2556-2560 จำนวน 9,039 คน ประกอบด้วย โครงการผลิตแพทย์เพิ่มของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 4,038 คน และโครงการผลิตแพทย์ชนบทเพิ่มของ สธ. 5,001 คน ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 41,000 ล้านบาท

นพ.ณรงค์กล่าวถึงโครงการผลิตแพทย์เพิ่มของ สธ. ว่า เป็นความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ ศธ. 14 แห่ง เริ่มตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา โดยการคัดเลือกนักเรียนจากพื้นที่ชนบท รับทุน สธ.เพื่อเรียนแพทย์เป็นเวลา 6 ปี และมีสัญญาผูกพันให้กลับไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลที่อยู่ในสังกัดในพื้นที่ หลังสำเร็จการศึกษาอย่างน้อย 3 ปี โดยการจัดการเรียนการสอนชั้นปีที่ 1-3 เรียนที่มหาวิทยาลัยคู่ความร่วมมือ ส่วนชั้นปีที่ 4-6 เรียนที่ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก ในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งจากเดิมมี 34 แห่ง แต่ปัจจุบันมี 37 แห่ง จนถึงขณะนี้มีแพทย์จบจากโครงการนี้ไปแล้ว 3,921 คน

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะเริ่มรับนักศึกษาแพทย์เข้าเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 โดย ม.พะเยา 270 คน ม.เทคโนโลยีสุรนารี 720 คน ม.นราธิวาสราชนครินทร์ 180 คน สธ.ได้ตั้งศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิกเพิ่มเป็นสถานที่ฝึกงานภาคคลินิก 4 แห่ง คือ รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่ รพ.พะเยา จ.พะเยา รพ.ชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ และ รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส เมื่อสิ้นสุดโครงการในปี 2566 จะมีแพทย์ที่จบจากโครงการนี้เข้าสู่ระบบ 5,001 คน ทำให้สัดส่วนการดูแลของแพทย์ต่อประชาชนดีขึ้น คือ 1 ต่อ 1,500 คน จากเดิม 1 ต่อ 4,837 คน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1367493493&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 15 reads

ชุมนุมร้อง รบ.หั่นแหลก 10เท่า 'งบหนุนขบวนชุมชน' ประกาศม็อบใหญ่ 29พ.ค.

Submitted by info on Wed, 01/05/2013 - 11:05

ธนธรณ์ แซ่อึ้ง

เครือข่ายชุมชน 4 ภาค ชุมนุมหน้าทำเนียบฯร้อง ‘ครม.ยิ่งลักษณ์’ ตัดงบพัฒนาองค์กรชุมชนลง 10 เท่าจาก 5,000 พันล้านบาท เหลือ 500 ล้านบาท ประกาศระดมม็อบใหญ่ 7 พันคนขอคำตอบ 29 พ.ค.

วันที่ 30เม.ย. 56 ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายองค์กรชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งประเทศไทย และตัวแทนชาวบ้าน4ภาค 200 คน ชุมนุมยื่นหนังสือเรียกร้องต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) 23เม.ย.56 ตัดลดงบประมาณสนับสนุนการทำงานขององค์กรชุมชนจาก 5,183ล้านบาท เหลือ 569ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการสวัสดิการชุมชนถูกตัดไปกว่า1200ล้านบาท

โดยนางมุกดา อินต๊ะสาร แกนนำผู้ชุมนุมและผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชนกล่าวถึงข้อเรียกได้แก่ 1.ขอให้รัฐบาลกำหนดนโนบายสนับสนุนการจัดการชุมชนท้องถิ่นขององค์กรชุมชนในทุกมิติ 2.ขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนเพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณปี 2557 เพื่อสนับสนุนการทำงานขององค์กรชุมชน เช่น การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น สนับสนุนสวัสดิการชุมชน โครงการบ้านมั่นคง บ้านมั่นคงชนบทเพื่อผู้ยากจนและด้อยโอกาสในชนบท

“เราต้องการให้รัฐบาลทบทวนงบประมาณสนับสนุนการทำงานขององค์กรชุมชน เพื่อให้ขบวนการชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างต่อเนื่อง เราก็ต้องการทำงานร่วมกับรัฐบาลและทุกภาคส่วน” นางมุกดากล่าว

โดยในช่วงเช้านายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือร้องเรียนดังกล่าว และกล่าวว่าจะส่งต่อถึงนายกรัฐมนตรีภายในวันนี้ และเปิดเรื่องนี้ในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ซึ่งหากปรับเพิ่มงบไม่ได้จริงๆ ยังมีอีกหนึ่งช่องทางคือ ครม.อาจเสนอขอจากงบประมาณกลางที่คณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร แปรญัตติปรับลดจากแต่ละส่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์ชลน่านได้ ประสานไปยังนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ซึ่งได้นัดพบตัวแทนผู้ชุมนุมในช่วงบ่ายที่รัฐสภา เพื่อรับหนังสือเรียกร้องดังกล่าวโดยนายวราเทพ กล่าวว่า จะเสนอต่อนายกรัฐตรี แต่จะให้ปรับเปลี่ยนในขั้นตอนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีวันนี้ไม่ทัน เพราะลงมติเห็นชอบไปแล้วในช่วงเช้า ตามขั้นตอนกฎหมายต้องให้หน่วยงานต้นสังกัดคือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)เสนอเรื่องขึ้นมาใหม่

“ต้องรอการพิจารณาจากสภาผู้แทนฯ ที่จะพิจารณาทุกรายละเอียดว่าจะตัดงบส่วนไหนและเอามาเปลี่ยนแปลงญัตติสนับสนุนโครงการไหน ตอนนี้แนะนำให้คุยกับ พม.ก่อน เพราะเป็นหน่วยงานตั้งงบส่วนนี้”นายวราเทพกล่าว

ด้านพรเทพ บูรณบุรีเดช ผู้แทนสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) กล่าวว่าในวันที่29พ.ค.จะกลับมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง พร้อมกับตัวแทนชาวบ้านอีกกว่า 7,000คน เพื่อยืนหยัดเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการตัดลบงบประมาณการพัฒนาชุมชนดังกล่าวใหม่

ทั้งนี้ เครือข่ายองค์กรชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งประเทศไทย ประกอบ ด้วย เครือข่ายสวัสดิการชุมชน สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) คณะประสานงานองค์กรชุมชน (คปอ.) เครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ (คทช) ที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล

http://www.isranews.org/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/item/20907-dssss.html
  • ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 37 reads
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content