Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

คม ชัด ลึก

"กิตติรัตน์"ขอชูวิทย์ส่งข้อมูลข้าวต่างชาติสวมสิทธิจำนำ

Submitted by info on Fri, 07/10/2011 - 17:44

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการโครงการรับจำนำข้าวในวันที่ 7 ต.ค. ว่า ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะรับจำนำกี่ตัน เพราะรัฐบาลเปิดโอกาสให้โรงสีที่ไม่ร่วมโครงการ สามารถตั้งโต๊ะซื้อข้าวเองได้ ส่วนที่มีคนประเมินว่าจะมีข้าวเข้าโครงการรับจำนำ 8-20 ล้านตันนั้น ก็เป็นตัวเลขที่สามารถพูดกันไป ทั้งนี้แม้ผลผลิตข้าวในปีนี้บางส่วนจะลดลงเนื่องจากน้ำท่วม แต่เชื่อว่าหลังน้ำลดแล้ง ผลผลิตจะกลับมาดีขึ้น ส่วนตัวเชื่อว่าในปีนี้จะมีข้าวออกมาราว 30 ล้านตัน ส่วนตัวเลขงบประมาณที่ตั้งไว้ 4.3 แสนล้านบาท ก็เป็นเพียงแค่ตัวเลขสูงสุดที่หากชาวนานำข้าวทุกเม็ดมาจำนำกับรัฐบาลเท่านั้น เมื่อดำเนินการจริงอาจใช้งบไม่กี่หมื่นล้าน

ส่วนปัญหาเรื่องการนำข้าวจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ์ที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย นำมาเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ได้ประสานให้นายชูวิทย์นำข้อมูลมาให้แล้วว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่ใด มีใครเกี่ยวข้องบ้าง อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ เข้าไปตรวจสอบแล้วว่ามีปัญหาดังกล่าวจริงหรือไม่ ส่วนกรณีที่นายชูวิทย์ระบุว่า มี "เจ๊ ต." ที่มีสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองระดับชาติเป็นคนนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำมาสวมสิทธิเข้าโครงการรับจำนำข้าวนั้น ตนจะไม่พูดเรื่องชื่อย่อ ไม่ว่าเจ๊ ต. หรือใครก็ตาม รอให้รู้ชื่อจริง และข้อเท็จจริงก่อน จะมาเล่าให้ฟังทั้งหมด

  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 254 reads

มหันตภัย 4 สารพิษ...ฆ่าคน-แมลง-สิ่งแวดล้อม

Submitted by info on Wed, 31/08/2011 - 00:00

23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ด้านหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ริมถนนราชดำเนินคลาคล่ำไปด้วยตัวแทนเกษตรกรกว่า 100 คน ที่เดินทางมาจาก 8 จังหวัด พวกเขาร่วมกันชูป้ายประท้วงต่อต้านการนำเข้ายาฆ่าแมลง 4 ตัวจากต่างประเทศ...

หลายคนสงสัยว่าสารเคมี 4 ตัวนี้ร้ายแรงอย่างไร ?

"ปมปริศนามาจากคนงานผมเอง แม่บ้านคนนี้ทำงานปกติดีทุกวัน ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วย มีอยู่ช่วงหนึ่งขอลางานกลับบ้านนอกไปทำนา พอกลับมาเริ่มมีอาการหน้ามืดบ่อยๆ มึนๆ ผมเลยคุยสืบถามไปมา จนเริ่มสงสัยว่า เป็นเพราะยาฆ่าแมลงที่ใช้ในแปลงเกษตรหรือเปล่า เอามาอ่านดูถึงรู้ว่าชื่อคาร์โบฟูราน ผมเริ่มสนใจศึกษาอย่างละเอียด มันเป็นสารเคมีอันตรายมากนะ ทำลายต่อมหมวกไต ทำลายระบบสืบพันธุ์ และทำให้ดีเอ็นเอผิดปกติด้วย"

ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น เล่าถึงความเป็นมาของการสร้าง "เครือข่ายเฝ้าระวังสารเคมีการเกษตร" แหล่งชุมนุมของกลุ่มแพทย์ นักวิจัย นักวิชาการ เอ็นจีโอ ฯลฯ ผู้ต่อต้านการใช้สารเคมีในแปลงเกษตรโดยเฉพาะกลุ่มยาฆ่าแมลง

หมอปัตพงษ์อธิบายว่า เมืองไทยไม่เคยควบคุมการใช้สารเคมีเหล่านี้ ให้สิทธิพิเศษไม่ต้องเสียภาษี ขายได้ทุกที่ ขายได้กับทุกคน ซื้อขายอย่างอิสรเสรี โฆษณาเกินจริงสุดๆ ทำให้ตัวเลขใช้สารกำจัดศัตรูพืชพุ่งสูงถึงปีละกว่า 118 ล้านกิโลกรัม มูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มมากขึ้นจากปี 2540 กว่า 3 เท่า

ในจำนวนสารกำจัดศัตรูพืชทั้งหมด 118 ล้านกิโลกรัม มีสารเคมีหลายตัวที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสารพิษฆ่าแมลง 4 ตัว ที่หลายประเทศประกาศห้ามใช้เด็ดขาด คือ "คาร์โบฟูราน" "เมโทมิล" "ไดโครโตฟอส" และ "อีพีเอ็น" แต่กลุ่มธุรกิจค้าสารเคมีข้ามชาติจากอเมริกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น สามารถสั่งนำเข้ามาขายในไทยได้อย่างเสรี

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พ.ศ.2534 ยุโรปมีสารเคมีขึ้นทะเบียนอยู่ 1,000 กว่าตัว แต่หลังจากเปลี่ยนระบบขึ้นทะเบียนใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม ต้องมีรายงานพิษวิทยา การตรวจสารปนเปื้อนในพืชผักหรือผลผลิต การตกค้างในสิ่งแวดล้อม ทำให้สารเคมีที่ผ่านมาตรฐานเหลือเพียงแค่ 250 ตัวเท่านั้น และในวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบเข้มเพิ่มเติม ให้รัดกุมเข้มข้นกว่าเดิม เพื่อคุ้มครองสุขภาพคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม

โดยระบุห้ามขึ้นทะเบียนสารเคมีเกษตรที่มีลักษณะ 6 ประการคือ 1.ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ 2.ทำให้เป็นมะเร็งหรือเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ 3.มีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ 4.ตกค้างในสิ่งแวดล้อมยาวนาน 5.ตกค้างในสิ่งมีชีวิตได้ยาวนาน 6.ตกค้างในสิ่งมีชีวิตได้ยาวนานมาก

องค์การอนามัยโลกจําแนกระดับความพิษของสารเคมีเกษตรไว้ 4 ระดับคือ

(1a) ระดับมีอันตรายสูงมาก (Extremely hazardous)

(1b) ระดับอันตรายสูง (Highly hazardous)

(2) ระดับอันตรายปานกลาง (Moderately hazardous)

(3) ระดับอันตรายน้อย (Slightly hazardous)

(4) ระดับไม่น่าอันตราย (Unlikely to present a hazard in normal use)

เมื่อจัดกลุ่มของสารพิษทั้ง 4 ชนิดพบว่า "อีพีเอ็น" มีอันตรายสูงมากอยู่ในระดับ 1a ส่วน "คาร์โบฟูราน, เมโทมิล และ ไดโครโตฟอส" จัดอยู่ในระดับ 1b

จากรายงาน "สรุปการทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของอีพีเอ็น" โดย นพ.ประกิจ เชื้อชม รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม จ.อุบลราชธานี ระบุว่า เนื่องจากอีพีเอ็นมีความเป็นพิษอันตรายสูงมาก คือ "หนึ่งเอ" (1a) อเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและพม่าห้ามใช้ในประเทศแล้ว แต่ไทยยังวางขายได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ทั้งที่พิษร้ายทำให้คนสัมผัสปวดหัว อาเจียน ไอ และหยุดหายใจได้

งานวิจัยในสัตว์พบความผิดปกติในสมองหนู และระบบประสาทในไก่ แต่ดูเหมือนผู้เกี่ยวข้องในไทยยังไม่รับรู้อันตรายเพราะปี 2553 ยังอนุญาตให้บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งสั่งสารอีพีเอ็นจากเกาหลีมาขายในไทยจำนวน 1.5 แสนกิโลกรัม มูลค่ากว่า 53 ล้านบาท

รศ.ดร.ภญ.นาถธิดา วีระปรียากูร คณะเภสัชศาสตร์ ม.ขอนแก่น ทำรายงาน "สรุปการทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของคาร์โบฟูราน (Carbofuran)" ว่า มีพิษต่อสัตว์และมนุษย์ เกษตรกรสัมผัสสารนี้จะมีอาการพิษเฉียบพลัน เช่น คลื่นไส้ ปวดเกร็งท้อง เสียการทรงตัว หายใจลำบาก

ส่วนในสัตว์นั้นพบว่ามีพิษต่อตับและระบบสืบพันธุ์ของปลา และความผิดปกติในอสุจิหนู อเมริกาจึงสั่งห้ามใช้สารนี้ตั้งแต่ปี 2540 จากนั้นอีก 3 ปีอังกฤษสั่งห้ามใช้ในปี 2543 ส่วนไทยนั้นปี 2553 มีกลุ่มธุรกิจนำเข้าสารคาร์โบฟูรานจำนวน 5.3 ล้านกิโลกรัม มูลค่า 149 ล้านบาทเข้ามาขายให้เกษตรกรทั่วประเทศ

ทีมนักวิชาการจากเครือข่ายเฝ้าระวังสารเคมีเกษตร ประกอบด้วย ม.ราชภัฏอุบลราชธานี ม.มหาสารคาม ม.ขอนแก่น และสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ร่วมกันทดลองวิจัยในไทย พร้อมรายงานผลเบื้องต้นในหัวข้อ "ผลของสารคาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส อีพีเอ็น และ เมโทมิล ที่มีต่อความหลากหลายทางชีวภาพ" โดยใช้วิธีเก็บข้อมูลจากห้องแล็บและแปลงทดลองคะน้าทั้งหมด 39 แปลงใน จ.อุบลราชธานี

ผลปรากฏว่า สารเคมีทั้ง 4 ชนิดมีพิษหรือฆ่าแมลงหมดเกลี้ยง ทั้งหนอนกระทู้ผักและหนอนใยผักที่เป็นตัวทำลายผักคะน้า ขณะเดียวกันก็ฆ่า "แตนเบียน" ที่เป็นแมลงมีประโยชน์ในการคุมหนอน 2 ชนิดแรกเช่นกัน ทำให้เสียสมดุลของระบบนิเวศ

ล่าสุดทีมงานนักวิชาการข้างต้นกำลังศึกษาการตกค้างในสิ่งแวดล้อมทั้งดินและน้ำ แต่ระหว่างรอผลวิจัยนั้น ได้เสนอแนะในข้อสรุปว่า ประเทศไทยควรยกเลิกการนำเข้าและจำหน่ายสารพิษทั้ง 4 ชนิด และส่งเสริมให้ปลูกผักแบบอินทรีย์เพื่อสุขภาพของเกษตรกร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และรักษาสิ่งแวดล้อม

"ในต่างประเทศรู้มานานแล้วว่า 4 ตัวนี้มีพิษร้ายแรง งานวิจัยหลายชิ้นทั่วโลกยืนยันถึงอันตรายทั้งต่อเกษตรกรที่เป็นคนฉีดพ่น และปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมยาวนาน ทำลายวงจรชีวิตแมลงดีๆ และตกค้างในข้าวพืชผักที่มนุษย์กินเข้าไป ฯลฯ เป็นโอกาสดีที่กรมวิชาการเกษตรจัดระเบียบใหม่ กำหนดให้หลังวันที่ 22 สิงหาคม 2554 บริษัทที่จะนำเข้าสารเหล่านี้ต้องมาขอขึ้นทะเบียนใหม่หมด เครือข่ายหวังว่าหน่วยงานรัฐจะไม่อนุญาตให้นำเข้าสาร 4 ตัวนี้อีกต่อไป ไม่เช่นนั้นพวกเราคงต้องออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน บริษัทพวกนี้ได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการขายสารพิษให้เกษตรกรไทย" นพ.ปัตพงษ์ กล่าวยืนยันทิ้งท้าย

  • คม ชัด ลึก
  • จับตาบรรษัท
  • 242 reads

เกษตรกรประท้วง..จี้ยุติการขึ้นทะเบียนสารพิษฆ่าแมลง 4 ชนิด

Submitted by info on Mon, 29/08/2011 - 00:00

เครือข่ายเกษตรกร 8 จังหวัด ฮือประท้วงหน้า ก.เกษตรฯ จี้ยุติการขึ้นทะเบียนสารพิษฆ่าแมลงต้องห้าม 4 ชนิด หวั่นกระทบต่อสุขภาพและการส่งออก พร้อมให้กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยข้อมูลบริษัทสารเคมีข้ามชาติ

หลังจาก "คม ชัด ลึก" นำเสนอข้อมูลบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งต่างชาติและไทย พยายามยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนนำเข้ายาฆ่าแมลงพิษร้ายแรงที่หลายประเทศทั่ว โลกห้ามใช้ 4 ชนิด ได้แก่ "คาร์โบฟูราน, เมโทมิล, ไดโครโตฟอส และ อีพีเอ็น" นั้น ล่าสุดตัวแทนกลุ่มเกษตรกรพยายามกดดันไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนสารพิษร้ายแรง ทั้ง 4 ชนิดข้างต้น

จากที่กฎหมายกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป สารเคมีเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ฯลฯ ที่เคยขึ้นทะเบียนไว้กว่า 2 หมื่นรายการ จะถูกยกเลิก พร้อมให้ขึ้นทะเบียนใหม่ จะกำหนดระเบียบให้เข้มงวดกว่าเดิมนั้น "คม ชัด ลึก" ได้รับข้อมูลว่า มีบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ 3 แห่ง และบริษัทไทย 1 แห่ง มาขอขึ้นทะเบียนสารฆ่าแมลงพิษร้าย 4 ชนิดข้างต้นแล้ว 30 รายการ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาเอกสาร ล่าสุดตัวแทนเกษตรกรจาก 8 จังหวัด เดินทางมาเรียกร้องให้หยุดการขึ้นทะเบียนของบริษัทดังกล่าว

เวลา 10.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรทางเลือกจาก 8 จังหวัด ได้แก่ ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี และสงขลา กว่า 100 คน มาชูป้ายประท้วงที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีการปราศรัยให้หยุดขึ้นทะเบียนสารเคมีเกษตรอันตราย 4 ชนิด เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค

เนื้อหาป้ายประท้วงแสดงให้เห็นว่า หลายประเทศในยุโรป อเมริกา ห้ามใช้สารพิษทั้ง 4 ตัวนี้แล้ว แต่ทำไมประเทศไทยยังไม่ห้ามอย่างเด็ดขาด เช่น " ผักไทยอาบยาพิษ คนกินตาย คนขายเคมีรวย" "อียูไม่เอาผักไทย เพราะสารเคมีปนเปื้อน" "เบื้องลึกยาฆ่าแมลง อียูแบนผักไทย 22 ชนิด" "ไทยปล่อยให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีมาฆ่าประชาชน!" และ "ปลาตาย เกษตรตาย ผู้บริโภคตาย ใครรับเงินใต้โต๊ะ ?" ฯลฯ

ตัวแทนเกษตรกรผลัดกันขึ้นรถปราศรัย ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของสารพิษเหล่านี้ และย้ำว่า เกษตรกรหลายคนที่เคยใช้นั้น ได้รับผลข้างเคียงต่อระบบประสาทและทางเดินหายใจ ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้ เพราะมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้เกิดมะเร็งและทำลายระบบสืบพันธุ์ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็ห้ามใช้แล้ว ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย พม่า ฯลฯ

ต่อมาเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ได้เชิญผู้ประท้วงทั้งหมดขึ้นไปยังห้องประชุมชั้น 2 หลังจากนั้น นายสุรกิจ ลิ้มสิทธิกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ตัวแทนนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มารับจดหมายข้อเรียกร้องจากเครือข่าย

นายอุบล อยู่หว้า ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวว่า มีผู้ปราถนาดีให้ข้อมูลว่า กรมวิชาการเกษตรกำลังจะอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้าย แรงอย่างน้อย 3 ชนิด คือ "คาร์โบฟูราน, เมโทมิล และ ไดโครโตฟอส" ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงที่ทั่วโลกห้ามใช้ โดยผ่านการพิจารณาไปแล้วสองขั้นตอน คือขั้นตอนที่หนึ่ง การทดลองเบื้องต้น เพื่อดูข้อมูลพิษเฉียบพลันและพิษตกค้าง และขั้นตอนที่สอง การทดลองใช้ชั่วคราว เพื่อทราบข้อมูลพิษระยะปานกลางและเรื้อรังรวมถึงพิษตกค้าง เหลือเพียงการพิจารณาขั้นสุดท้ายคือขั้นตอนที่สาม เป็นการประเมินผลเพื่อจะขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย โดยคณะกรรมการจากกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะมีการอนุญาตให้ผ่านในเร็วๆ และหากมีการอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนจริง จะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าผักและผลไม้ของไทยไปต่างประเทศ เพราะอียูเคยตรวจพบสารเหล่านี้ในผักของไทยหลายชนิด และสั่งให้ยกเลิกการนำเข้าไปแล้ว

"ในจดหมายเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.ยุติการนำเข้าและขึ้นทะเบียนสารเคมีทั้ง 4 ตัวนี้ เพราะมีเอกสารวิชาการและงานวิจัยจากแพทย์ยืนยันถึงอันตรายชัดเจน 2.ให้กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยข้อมูลที่มาขอยื่นทะเบียนสำหรับสาร 4 ตัวนี้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเกิดพิษระยะสั้นและระยะยาว และให้เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาขึ้นทะเบียน เพื่อความโปร่งใส ให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบได้ และข้อสุดท้าย ให้ควบคุมการโฆษณาของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างเข้มงวด ป้องกันไม่ให้เกษตรกรเป็นเหยื่อโฆษณาเกินจริง เราจะให้เวลาหนึ่งเดือน ถ้ายังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดจะระดมเครือข่ายเกษตรกรมากดดันอีกครั้ง" ตัวแทนเกษตรกร กล่าว

นาย สุรกิจ ตัวแทนจากกระทรวงเกษตรฯ ได้รับหนังสือเรียกร้องจากเครือข่าย พร้อมกล่าวว่า จะเร่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากขึ้นทะเบียนไปแล้วจะยุ่งยากในการยกเลิก และขอพูดในนามของท่านรัฐมนตรีว่า ไม่มีโครงการจะสนับสนุนการใช้สารเคมีในการเกษตร หากมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า เช่น เกษตรอินทรีย์ แต่ต้องพิจารณาว่า หากยกเลิก 3 ตัวนี้ไปแล้วจะสามารถใช้ตัวอื่นแทนได้หรือไม่ ส่วนเรื่องการให้เปิดเผยข้อมูลเอกสารการขอขึ้นทะเบียนจากบริษัทเอกชนนั้น ต้องดูว่าจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับข้อมูลทางการค้าหรือไม่

ลุงบุญสม มาดขาว เกษตรกรจากยโสธร เล่าว่า เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เคยปลูกไร่อ้อยและมีแปลงผัก ทั้งกะหล่ำ ถั่วฝักยาว และแตงกวา ด้วยการใช้ยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ทั้ง "คาร์โบฟูราน" และ "เมโทมิล" เมื่อใช้ไปประมาณ 10 ปี เริ่มมีอาการปวดหัว ตาลอย วิงเวียน เป็นไข้บ่อย ส่วนภรรยาเป็นเนื้องอกในมดลูกด้วย จึงตัดสินใจเลิกใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด หันมากำจัดแมลงโดยวิธีธรรมชาติ อาการเจ็บป่วยต่างๆ หายไป อยากแนะนำให้เกษตรกรเลิกใช้ เพราะมันมีพิษต่อตัวเองและยังตกค้างในพืชผักที่ขายให้คนอื่นกินด้วย

  • คม ชัด ลึก
  • จับตาบรรษัท
  • 269 reads

เล่ห์บ.เคมีฝรั่งตีทะเบียน 3 พิิษขายเกษตรไทย

Submitted by info on Tue, 23/08/2011 - 00:00

บริษัทเคมีข้ามชาติดอดขอขึ้นทะเบียนสารพิษ 3 ตัว อเมริกาห้ามใช้แต่ผลิตส่งขายไทย เอ็นจีโอโวยขอดูเอกสารยืนยันความปลอดภัย สำนักควบคุมฯ แจงรอผลพิษวิทยา 30 รายการ

หลังจาก "คม ชัด ลึก" นำเสนอข้อมูลบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งต่างชาติและไทย พยายามยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนนำเข้ายาฆ่าแมลงพิษร้ายแรงที่หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้ 4 ชนิด ได้แก่ "คาร์โบฟูราน" "เมโทมิล" "ไดโครโตฟอส" และ "อีพีเอ็น" นั้น

ล่าสุดพบว่า มีบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ 3 แห่ง และบริษัทไทย 1 แห่ง มาขอขึ้นทะเบียนแล้ว ขณะที่สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรยืนยันว่ายังไม่ได้ออกใบอนุญาตให้นำเข้าสารทั้ง 4 ตัวแม้จะมีการยื่นขอถึง 30 รายการ

ตามที่กฎหมายกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป สารเคมีเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ฯลฯ ที่เคยขึ้นทะเบียนไว้กว่า 2 หมื่นรายการจะถูกยกเลิก พร้อมให้ขึ้นทะเบียนใหม่โดยกรมวิชาการเกษตรกำหนดระเบียบและวิธีการใหม่เข้มงวดกว่าเดิม หากสารเคมีตัวใดยังไม่ได้รับอนุญาตขึ้นทะเบียนใหม่ ห้ามนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่ม แต่ให้ขายได้เฉพาะสินค้าคงเหลืออยู่ในประเทศไทยเท่านั้น โดยเฉพาะสารเคมีพิษร้าย 4 ชนิด

"คม ชัด ลึก" ได้รับแจ้งว่ามีบริษัทข้ามชาติจาก 2 ประเทศคือ อเมริกาและไต้หวัน รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจเคมีเกษตรของไทย 1 แห่ง พยายามยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนสารเคมีพิษ 3 ชนิดจาก 4 ชนิดที่เฝ้าระวัง โดยมีรายละเอียดดังนี้

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 บริษัทข้ามชาติจากอเมริกา 1 แห่ง ยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียน คาร์โบฟูราน (carbofuran) สูตร 3 เปอร์เซ็นต์จีอาร์ (3% GR) พร้อมแจ้งว่ามีแหล่งผลิตจากอเมริกา เมื่อปี 2551 บริษัทเดียวกันนี้นำเข้าคาร์โบฟูรานมาขายในไทย 7 แสนกิโลกรัม มูลค่าไม่ต่ำกว่า 17 ล้านบาท นอกจากนี้เดือนกรกฎาคม 2554 บริษัทจากอเมริกาอีกแห่งหนึ่ง ยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียน เมโทมิล (methomyl) สูตร 40 เปอร์เซ็นต์ (40% SP) แหล่งผลิตจากอเมริกาและอินโดนีเซีย

ขณะที่บริษัทใหญ่ของไทยแห่งหนึ่งยื่นเรื่องขอนำเข้าเมโทมิลเช่นเดียวกันเมื่อเดือนมิถุนายน โดยแจ้งว่าแหล่งผลิตอยู่ในจีน ส่วนสารเคมีพิษร้าย "ไดโครโตฟอส" ที่มีโครงสร้างสารเคมีคล้ายกับโมโนโครโตฟอส (Monocrotophos) ซึ่งถูกห้ามใช้แล้วทั่วโลก และในประเทศไทยได้สั่งห้ามเข้าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะมีพิษรุนแรงทำให้ปวดศีรษะน้ำลายฟูมปาก กล้ามเนื้อชักกระตุก และทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็วนั้น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทข้ามชาติจากไต้หวันแห่งหนึ่ง ยื่นขอขึ้นทะเบียนเพื่อนำเข้าไดโครโตฟอส สูตร 33 เปอร์เซ็นต์ (33% W/V SL) โดยแจ้งแหล่งผลิตจากไต้หวัน

ด้าน วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ตัวแทนเครือข่ายเฝ้าระวังสารเคมีเกษตร กล่าวว่า หากมีบริษัทค้าสารเคมีข้ามชาติจากอเมริกาพยายามนำเข้าหรือขอขึ้นทะเบียนสารพิษ "คาร์โบฟูราน" ทางกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีอำนาจในการอนุญาตควรเปิดเผยข้อมูลด้านพิษวิทยาทั้งหมด

เนื่องจากสารตัวนี้ถูกห้ามใช้ในอเมริกาและสหภาพยุโรปมาหลายปีแล้ว และยังมีข้อกำหนดด้วยว่าห้ามผักหรือพืชผลที่ตรวจพบสารตัวนี้ตกค้างเข้าไปขายด้วย เกษตรกรไทยเคยได้รับผลกระทบแล้วจากการที่ยุโรประงับการนำเข้าพืชผักจากประเทศไทย เพราะตรวจพบสารตกค้างเป็นยาฆ่าแมลงคาร์โบฟูรานและเมโทมิล

"อาจมีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง ทำไมอเมริกาห้ามใช้ แต่ส่งออกมาขายให้ไทย ตามระเบียบใหม่แล้ว การขอขึ้นทะเบียนต้องมีเอกสารวิชาการ และรายการข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นพิษจากห้องแล็บที่ได้รับรองมาตรฐานจีแอลพี (Good Labboratory Practice : GLP) และผ่านการยืนยันถือเป็นเอกสารระหว่างประเทศ หากกรมวิชาการเกษตรบริสุทธิ์ใจจริง ก็ควรเปิดเผยเอกสารยืนยันความปลอดภัยออกมาให้ประชาชนรับรู้" นายวิฑูรย์กล่าว

นายธีระ รัตนพันธุ์ ผอ.สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ให้ข้อมูลว่า ล่าสุดมีบริษัททั้งของไทยและต่างชาติมายื่นขอขึ้นทะเบียนนำเข้าสารเคมีเกษตร 4 ชนิดข้างต้นจริง พบรายงานแล้ว 30 รายการ แบ่งเป็น "เมโทมิล" 16 รายการ "คาร์โบฟูราน" 9 รายการ และ "ไดโครโตฟอส" 5 รายการ ส่วน "อีพีเอ็น" ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนแต่อย่างใด ส่วนรายละเอียดของบริษัทที่มายื่นเรื่องนั้นยังเปิดเผยไม่ได้ แต่ 30 รายการนั้นอาจมีบางบริษัทที่ยื่นขอหลายรายการ ส่วนขั้นตอนกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา

"ต้องประเมินข้อมูลด้านพิษวิทยา ทั้งพิษเฉียบพลันและพิษเรื้อรัง ว่าปลอดภัยต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เอกสารทั้งหมดต้องส่งให้คณะอนุกรรมการอีกหนึ่งชุดพิจารณาก่อนอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนได้ เท่าที่เห็นข้อมูลล่าสุดยังไม่เห็นว่า 4 ตัวนี้ได้รับอนุญาตขึ้นทะเบียน เชื่อว่าอยู่ระหว่างการดูเอกสารด้านพิษวิทยา หรือในขั้นตอนของแปลงทดลอง และยังต้องผ่านคณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังด้วย เพราะทั้ง 4 ตัวอยู่ในบัญชีวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง 10 ชนิด" ผอ.ธีระกล่าว

เว็บไซต์กรมวิชาการเกษตรระบุรายชื่อวัตถุอันตรายที่เฝ้าระวัง 10 ชนิดคือ 1.คาร์โบฟูราน (carbofuran) 2.ไดโครโตฟอส (dicrotophos) 3 เมโทมิล (methomyl) 4.อีพีเอ็น (EPN) 5.บลาสติซิดิน เอส (blasticidin-SX) 6.อีโธโปรฟอส (ethoprofos) 7.โฟรมีทาเนต (fromethanate) 8.เมทิดาไธออน (methidathion) 9.อัลดิคาร์บ (aldicarb)10.อ๊อกซามิล (oxamyl)

ส่วน "คณะอนุกรรมการพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร" ได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร, ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุอันตรายทางการเกษตร, ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช, หัวหน้ากลุ่มกีฏและสัตววิทยา, หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัชพืช ฯลฯ

ทั้งนี้ ข้อมูลการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชปี 2553 นั้น มีกลุ่มบริษัทนำเข้าสารพิษร้าย 4 ชนิดข้างต้นพุ่งสูงถึงกว่า 7 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็น "คาร์โบฟูราน" มากถึง 5.3 ล้านกิโลกรัม เพื่อฉีดพ่นในนาข้าว แปลงข้าวโพด ถั่วฝักยาว แตงกวา ส้ม ส่วน "เมโทมิล" มีการนำเข้า 1.5 ล้านกิโลกรัม นิยมฉีดในแปลงส้มเขียวหวาน องุ่น ลำไย กะหล่ำปลี หัวหอม มะเขือเทศ "ไดโครโตฟอส" การนำเข้าในปี 2553 ถึง 3.7 แสนกิโลกรัม นิยมใช้กำจัดแมลงปากดูด ในแปลงปลูกข้าว กาแฟ ถั่วฝักยาก ผักกาด คะน้า อ้อย ฯลฯ และ "อีพีเอ็น" (EPN) นำเข้า 1.4 แสนกิโลกรัม นิยมใช้กำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย แมลงดำหนาม หนอนชอนใบ

  • คม ชัด ลึก
  • จับตาบรรษัท
  • 225 reads

จี้รัฐห้ามสารพิษฆ่าแมลง 4 ชนิด

Submitted by info on Mon, 22/08/2011 - 00:00

แฉ ! การตลาดใต้ดินขายสารพิษเกษตร เอ็นจีโอจี้รัฐห้ามขึ้นทะเบียนยาฆ่าแมลง 4 ชนิด จี้ออกก.ม.เอาผิดบริษัทขายสารเคมีพิษมอมเมาเกษตรกร หวั่นใช้เยอะทำแมลงดื้อยาส่งผลถึงคนกินผัก ประธานฯรับขาดเจ้าภาพควบคุมยาฆ่าแมลง

หลังจาก "คม ชัด ลึก" เสนอข้อมูลกลุ่มบริษัทขายยาฆ่าแมลง ที่ใช้กลยุทธ์การขายแบบลดแลกแจกแถม และสะสมแต้มแลกของรางวัล เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเกษตรกรตกเป็นเหยื่อทั่วประเทศ ส่งผลให้สินค้าขายดีจนตัวเลขการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชพุ่งสูงขึ้นทุกปี เฉพาะปี 2553 มีมูลค่าสูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท ล่าสุดนักธุรกิจรายหนึ่งออกมายอมรับว่า เคยขายยาฆ่าแมลงอันตราย 4 ชนิดที่หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้แล้ว พร้อมเปิดเผยเทคนิคการตลาดใต้ดิน ขณะที่เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคต่อต้านการอนุญาตนำเข้าสารพิษร้ายแรง หวั่นแมลงดื้อยาส่งผลถึงผู้บริโภค

นักธุรกิจเจ้าของบริษัทนำเข้าสารเคมีเกษตรรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจมีการแข่งขันสูงขึ้น โดยเฉพาะยาฆ่าแมลงเนื่องจากผู้ผลิตและจำหน่ายนั้นไม่ได้มีแค่กลุ่มถูกกฎหมายเท่านั้น ยังมีกลุ่มขายใต้ดินที่ไม่ต้องลงทุนด้านการตลาด ขายสินค้าไม่มีใบอนุญาต เพียงแต่ใช้เซลส์แมนหรือพนักงานขายเดินทางเข้าไปในหมู่บ้าน พูดคุยกับชาวไร่ชาวนาโดยตรง ซึ่งขบวนการขายยาฆ่าแมลงใต้ดินเหล่านี้มีหลายกลุ่ม ที่น่าเป็นห่วงคือการแนะนำให้ชาวบ้านซื้อสารเคมีพิษร้ายแรงโดยข้างกล่องหรือขวดไม่มีชื่อวิทยาศาสตร์ ไม่มีวิธีใช้หรือปริมาณผสมที่ถูกต้อง เสี่ยงต่อการใช้ผิดประเภท เช่น ฆ่าแมลงต่างชนิด หรือเหมาะกับใช้ในไร่นาแต่นำไปใช้ในแปลงปลูกผัก ฯลฯ

ปัญหาสารเคมีพิษร้าย 4 ชนิด ได้แก่ "คาร์โบฟูราน" "เมโทมิล" "ไดโครโตฟอส" และ "อีพีเอ็น" ที่หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้ แต่ประเทศไทยนำเข้าถึง 7 ล้านกิโลกรัมในแต่ละปีนั้น นักธุรกิจข้างต้นยอมรับว่า เคยสั่งบางตัวเข้ามาขายด้วย เนื่องจากกำจัดศัตรูพืชได้ผลชะงัดแมลงหายหมด ร้านค้าชอบสั่งซื้อไปขาย แต่ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีจะยิ่งส่งผลอันตราย เช่น "ไดโครโตฟอส"

เมื่อศึกษาสารเคมีชนิดนี้อย่างละเอียดจะรู้ว่าสารตั้งต้นมีโครงสร้างสารเคมีคล้ายกับ โมโนโครโตฟอส (Monocrotophos) ซึ่งถูกห้ามใช้ทั่วโลกและในประเทศไทยตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เพราะออกฤทธิ์รุนแรงต่อร่างกาย ทำให้วิงเวียนศีรษะ น้ำลายฟูมปาก กล้ามเนื้อกระตุก ชักตัวเขียวและหยุดหายใจได้ทันที เมื่อสารเหล่านี้มีพิษร้ายแรงก็ยิ่งเป็นที่นิยม เพราะฆ่าแมลงในไร่นาได้ผลชะงัด

"พวกเซลส์แมนจะเอาสินค้าไปโฆษณาว่าใช้ดี ออกใหม่ดีกว่ายี่ห้อเดิม ได้ผลทันใจ ราคาไม่แพง พอขายหมดก็ออกจากหมู่บ้านไป แต่พอถึงฤดูใช้จริงอาจไม่ได้ผล เพราะใช้กับแมลงผิดประเภท เกษตรกรไม่รู้เรื่อง ฉีดใส่เยอะๆ ในแปลงผัก ไม่กี่อาทิตย์เก็บขาย สารเคมียังตกค้างอยู่มาก ใครกินเข้าไปก็อันตราย พิษร้ายสะสมในร่างกาย ตอนนี้ผมตัดปัญหาไม่ขอขึ้นทะเบียนสาร 4 ชนิดนี้แล้ว และไม่สั่งเข้ามาขายด้วย" นักธุรกิจข้างต้นกล่าว

นางพุทธิณา นันทะวรการ นักวิจัยมูลนิธินโยบายสุขภาวะ กล่าวว่า กฎหมายกำหนดให้ภายหลังวันที่ 22 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เคยขอขึ้นทะเบียนไว้กว่า 2 หมื่นรายการจะถูกยกเลิก หากตัวใดยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนใหม่ก็ห้ามนำเข้าประเทศนั้น ส่วนตัวเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่กรมวิชาการเกษตรจะต้องกำหนดระเบียบและวิธีการใหม่ให้รัดกุมกว่าเดิม นอกจากนี้ยังต้องออกมาตรการป้องกันไม่ให้มีการโฆษณาขายสารเคมีพิษอย่างเสรีเหมือนที่ผ่านมา

"ไทยใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้นทุกปีเพราะ 1.ภาครัฐขาดมาตรการควบคุมดูแลการขายสารพิษเหล่านี้ 2. เกษตรกรมีพฤติกรรมชอบเสี่ยงโชค ชอบของถูกของแถม รางวัลต่างๆ การจัดเลี้ยงฟรี นอกจากนี้ยังเชื่อเพื่อน เชื่อร้านค้า อยากลองของใหม่ๆ 3.เมื่อฉีดพ่นสารเคมีแล้วต้องการเห็นผลทันทีทันใด ไม่ค่อยศึกษาวิธีใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง 4.สารกำจัดศัตรูพืชมีชื่อสามัญจำยากและชื่อการค้าจำนวนมากทำให้เกิดความสับสน ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐต้องจริงจังว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร ควรมีการออกกฎหมายเอาผิดสินค้าโฆษณาเกินจริง" นางพุทธิณากล่าว

สอดคล้องกับ ภญ.รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่ยอมรับว่ารู้สึกหนักใจกับกลุ่มธุรกิจขายสารเคมีเกษตรใช้กลยุทธ์การขาย และการโฆษณาเกินจริงหลอกลวงชาวไร่ชาวนา ให้ใช้ยาฆ่าแมลงผิดวิธีและใช้เกินความจำเป็น ที่น่าเป็นห่วงคือมีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าการใช้สารกำจัดศัตรูพืชอย่างผิดวิธี ทำให้แมลงในแปลงเกษตรเกิดการกลายพันธุ์หรือดื้อยา

เมื่อยาฆ่าแมลงตัวเดิมไม่ได้ผล ต้องใช้ตัวใหม่ที่มีพิษร้ายแรงขึ้น สารพิษเหล่านี้ก็จะตกค้างในสิ่งแวดล้อมและในพืชผลที่ผู้บริโภคซื้อมากิน จึงอยากขอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องรีบหามาตรการดูแล หรือออกกฎหมายห้ามค้าขายสารเคมีเกษตรได้เสรีเหมือนที่ผ่านมา ส่วนปัญหาสารเคมีพิษร้ายแรง 4 ชนิดที่พยายามขอขึ้นทะเบียนตามระเบียบใหม่นั้น ไม่ควรให้ขึ้นทะเบียนเด็ดขาดเพราะต่างประเทศห้ามใช้กันแล้ว หากอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนได้ กรมวิชาการเกษตรต้องเปิดเผยข้อมูลเอกสารด้านพิษวิทยา และการทดลองความปลอดภัยอย่างละเอียดด้วย เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถช่วยกันตรวจสอบได้ว่าปลอดภัยจริงหรือไม่

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการประสานนโยบายและแผนการดำเนินการว่าด้วยการจัดการสารเคมี กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีเจ้าภาพดูแลปัญหาสารเคมีเกษตรโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องโฆษณาเกินจริงหรือกลยุทธ์ส่งเสริมการขายมอมเมาชาวบ้าน เนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะคุมอยู่ เช่น สารเคมีหรือวัตถุอันตรายเกี่ยวกับอาหารและยารักษาโรคจะอยู่ภายใต้สำนักคณะกรรมการอาหารและยา หากเป็นสารเคมีอันตรายที่ใช้ในโรงงานจะอยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม หากเป็นสารวัตถุอันตรายเกี่ยวกับอาวุธ หน่วยงานของกระทรวงกลาโหมดูแล ส่วนสารเคมีเกษตรนั้นยังตกลงกันไม่ได้ว่า ในข้อเท็จจริงจะให้ใครดูแล เพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกร สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภคโดยตรง

"คุยกันมาหลายปีแล้วยังไม่ลงตัว หากเป็นไปได้อยากทำแบบต่างประเทศ คือมีหน่วยงานกลางดูแลโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีหรือวัตถุอันตรายประเภทใดก็ตาม ให้ผ่านหน่วยงานกลางเดียวกัน เพื่อให้ทำงานเป็นเอกภาพ การบังคับใช้กฎหมายก็จะได้ผลมากกว่าในปัจจุบัน" นพ.สุวิทย์กล่าวแนะนำ

  • คม ชัด ลึก
  • จับตาบรรษัท
  • 154 reads

วิถีชาวนากับสารพิษ ...ลุงนคร ผู้แพ้วิทยุ

Submitted by info on Sat, 20/08/2011 - 00:00

"เมล็ดข้าว" ที่ขุดพบในถ้ำปุงฮุง จ.แม่ฮ่องสอน ทำให้นักประวัติศาสตร์ตั้งสมมุติฐานว่า ดินแดนสยามทำนาปลูกข้าวมานานกว่า 5,500 ปี ในอดีตชาวนาไทยไม่เคยได้ยินคำว่าสารเคมี จนกระทั่ง 40 ปีที่ผ่านแล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ เข้าไปในหมู่บ้าน แนะนำเกษตรกรให้รู้จักสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจากต่างประเทศ หรือชาวบ้านเรียกสั้นๆ ว่า "ยาฆ่าแมลง" กับ "ยาฆ่าหญ้า" นับแต่นั้น "สารเคมี" ก็กลายเป็นลมหายใจของเกษตรกรไทย !?!

"ลุงนคร แก้วพิลา" ชาวนาวัย65 ปี จากหมู่บ้านโพธิ์ตะวันตก จ.สุพรรณบุรี ผู้เคยตกอยู่ในห่วงโซ่ขบวนการค้าสารเคมีพิษหลายสิบปี พิษร้ายจากสารเคมีเกษตรหลากหลายชนิด สะสมจนร่างกายทนไม่ไหวจนตัดสินใจถอนตัวจากวงจรอุบาทว์ นับตั้งแต่รู้จักสารเคมีตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบจากพ่อแม่ที่มีอาชีพทำนา

ลุงนคร เล่าว่า สมัยก่อนไม่มีใครรู้จักคำว่ายาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าหรือปุ๋ยเคมี ทั่วท้องนามีแต่แมลงตามธรรมชาติ พวกมันมาแอบกินต้นข้าวบ้างแต่ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนหญ้าก็ขึ้นตามธรรมชาติ แค่ใช้สองมือเดินไปถอนไปก็หมดแล้ว จวบจนกระทั่งเติบโตเป็นวัยรุ่นอายุประมาณ 17-18 ปี จึงได้ยินคำว่ายาฆ่าแมลงเป็นครั้งแรกในชีวิต

“ยังจำชื่อได้เลยว่า "เฮดดูนัน" ใช้ฆ่าปูที่มากัดกินต้นข้าว กระปุกเล็กๆ 12 บาท ใช้กับนาข้าว 5-6 ไร่ ต่อมามีเจ้าหน้าที่เกษตรมาสอนให้ใช้ปุ๋ยเคมี เขาบอกว่ารัฐบาลส่งเสริมจะช่วยเพิ่มผลผลิต พวกที่ทำข้าวนาปีก็เริ่มหันมาทำข้าวนาปรัง ปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง แต่ก่อนปุ๋ยถุงละ 100 กว่าบาท ถ้าแพงหน่อยก็ 200 กว่าบาท ต่อมาก็เริ่มมียาฆ่าแมลงมาโฆษณาขายขวดละ 200 กว่าบาท ฉีดครั้งเดียวฆ่าแมลงตายหมดเกลี้ยง แต่ใช้ไม่กี่ปีแมลงก็ดื้อไม่ยอมตาย ต้องซื้อมาฉีด 7-8 ครั้งกว่าจะตาย ทุกวันนี้ราคาขวดละ 3 พันกว่าบาทต่อลิตร”

แม้ราคาจะแพง แต่ลุงนครยอมควักเงินจ่ายเพราะความเคยชินและเชื่อว่าดีสำหรับผลผลิต ไม่เพียงแต่ลุงนครเท่านั้น ชาวนาทั้ง ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ต่างตกเป็นเหยื่อความเชื่อนี้ทั้งสิ้น ตลอด 30 ปีที่สารพิษตกค้างในร่างกาย ลุงนคร เริ่มมีอาการแสบตาบ่อยครั้ง ตัวร้อนวูบวาบ อ่อนเพลียและอาเจียนตลอดเวลา ส่วนภรรยาก็มีอาการคล้ายกัน หมอบอกว่าเกิดจากการใช้สารเคมีมากไป จนกระทั่งวันหนึ่งมูลนิธิข้าวขวัญมาสอนวิธีทำนาโดยไม่ใช้สารเคมี

“ลุงแอบไปเรียนกับเขา เขาใช้พวกมูลสัตว์ สมุนไพรมาไล่แมลง พอลองทำสักพัก ได้ผลดีไม่ต่างจากใช้สารเคมี เลยเริ่มทำปุ๋ยน้ำหมักด้วย ใช้หอยเชอรี่ ส่วนผสมมีกากน้ำตาล กล้วยสุก มะละกอ ฟักทอง ฯลฯ ของเหล่านี้ทำง่ายราคาไม่แพง พอไปบอกเพื่อนๆ แต่ไม่มีใครเอาด้วยวงแตกเลย สู้ไปซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงราคาเท่าๆ กัน มีส่วนลดและมีสะสมคะแนนด้วย แถมให้เครดิตเป็นปีไม่ต้องรีบจ่ายอีก

ลุงตัดใจเลิกยุ่งกับคนอื่น ทำเองคนเดียวมีความสุขดี ไม่เจ็บป่วยเป็นไข้ด้วย” ลุงนคร เหมือนได้ชีวิตใหม่ ขณะที่ชาวบ้านคนอื่นๆ ยังอยู่ในวังวนของสารเคมีจนร่างกายทรุดโทรมเจ็บป่วยกันมากบ้างน้อยบ้าง เพราะยังเชื่อโฆษณาว่ายาฆ่าแมลงได้ผลและปลอดภัย พร้อมสรุปทิ้งท้ายว่า “คำพูดของคนในวิทยุมันน่าเชื่อถือกว่าลุง”

... “ยาฆ่าแมลงยี่ห้อ...ไว้ใจมาหลายชั่วอายุคน กำจัดวัชพืชรวดเร็ว ไม่ทำลายพืชผล”

"ยาฆ่าแมลงยี่ห้อ...แบบใหม่ใช้แล้วได้ผลดี เหมาะสำหรับผู้ใช้ยาแบบเดิมแล้วไม่ได้ผล"

"ยาฆ่าหญ้ายี่ห้อ...หญ้าหน้าไหนตายไม่ฟื้น” ฯลฯ...

เสียงสปอตโฆษณาวิทยุชุมชนแห่งหนึ่ง ยังก้องอยู่ในความคิดของเกษตรกร และพร้อมจะตัดสินใจซื้อยาฆ่าแมลงยี่ห้อต่างๆ อย่าง เกษตรกรวัย 50 ปี ยอมรับว่า ก่อนจะตัดสินใจซื้อยาฆ่าแมลงยี่ห้อไหนนั้น จะฟังจากโฆษณาวิทยุและสอบถามเพื่อนบ้านเป็นหลัก ส่วนวิธีการใช้ตามฉลากก็ถูกปรับให้เข้ากับสถานการณ์ อย่างช่วงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดหนัก ก็ต้องผสมเยอะๆ แล้วไม่ต้องฉีดบ่อย เพราะค่าจ้างฉีดแพงถึงไร่ละ 50 บาท

"ราคาปุ๋ยกับยาฆ่าแมลงสูงขึ้นทุกปี จากที่นากว่า 40 ไร่ หากคำนวณต้นทุนค่าปุ๋ยปีละ 3 หมื่นบาท ถ้ารวมยาฆ่าหญ้า ค่าจ้างฉีด ฯลฯ ต้นทุนไม่น่าจะต่ำกว่าปีละแสนกว่าบาท หักทุกอย่างแล้ว เหลือเงินเป็นรายได้จริงๆ ไม่กี่หมื่นบาทต่อปี ถ้าไม่ใช้สารเคมีเลยรู้สึกเสี่ยงเกินไป จะได้ข้าวมากบ้างน้อยบ้างก็ดีกว่าถูกแมลงกินตายหมด" เกษตรกรวัย 50 ระบายความในใจ

ทั้งนี้ เมื่อปี 2543-2544 โครงการไอพีเอ็ม ดานิดา (IPM.Danida) หรือ โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรด้านการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช สำรวจปริมาณการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย พบว่า มีปริมาณการใช้ประมาณ 8.5 พันล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันตัวเลขปี 2553 กรมวิชาการเกษตรระบุว่ามีการนำเข้า 1.2 หมื่นกิโลกรัม มูลค่าเกือบ 1.8 หมื่นล้านบาท แสดงว่าภายใน 10 ปี เกษตรกรไทยใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 1 เท่า

คำถามคือ สารเคมีเหล่านี้ตกค้างอยู่ที่ไหน ?

  • คม ชัด ลึก
  • จับตาบรรษัท
  • 180 reads

แฉกลยุทธ์มอมเมา"เหยื่อ"ธุรกิจยาฆ่าแมลง

Submitted by info on Fri, 19/08/2011 - 00:00

บริษัทสารเคมียักษ์ใช้ "กลยุทธ์แจกทั้งบ้าน" ดึงลูกค้าทั้งสะสมแต้มแลกทองคำ ตู้เย็น ทัวร์ต่างประเทศ หลัง 22 ส.ค.หวั่นสารเคมีใต้ดินทะลักจากจีนอินเดีย ตัวแทนกลุ่มธุรกิจเสนอให้มีผู้เชี่ยวชาญประจำเหมือนเภสัชกรในร้านขายยา

ตามที่ "คม ชัด ลึก" เสนอข่าวกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ด้านสารเคมีเกษตรพยายามยื่นขอขึ้นทะเบียนยาฆ่าแมลงพิษร้ายแรงที่หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้ 4 ชนิด ได้แก่

"คาร์โบฟูราน" "เมโทมิล" "ไดโครโตฟอส" และ "อีพีเอ็น" นั้น ล่าสุดพบว่าตามร้านค้าต่างจังหวัดยังคงมีวางขายทั่วไป ขณะที่นักวิจัยเผยถึงเบื้องหลังธุรกิจค้ายาฆ่าแมลงในหมู่บ้าน มักใช้การมอมเมาให้ชาวไร่ชาวนาสะสมแต้มหวังของรางวัล โดยไม่คำนึงถึงปัญหาการใช้ยาฆ่าแมลงเกินความจำเป็นในพื้นที่เกษตร ต้นเหตุทำแมลงดื้อยาต้องใช้สารเข้มข้นมากขึ้นทุกปี จนส่งผลร้ายต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภครวมถึงสิ่งแวดล้อม

นางพุทธิณา นันทะวรการ นักวิจัยมูลนิธินโยบายสุขภาวะ เปิดเผยว่า เครือข่ายเฝ้าระวังการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือยาฆ่าแมลงมีข้อมูลวิจัยชี้ชัดว่า 10 ปีที่ผ่านมาเกษตรกรไทยมีแนวโน้มใช้สารพิษเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ตัวเลขนำเข้าในปี 2542 ประมาณ 6,000 ล้านบาท ในปี 2553 เพิ่มสูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท แต่ที่น่ากังวลมากที่สุดคือ

"กลยุทธ์การขาย" ของกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ที่ดึงลูกค้าให้ซื่อสัตย์กับสินค้าตัวเอง จากอดีตที่เคยลดราคาและแจกของแถม ส่งชิ้นส่วนชิงโชค หรือผ่อนจ่ายค่าสินค้า แต่ปัจจุบันรูปแบบการขายเพิ่มแรงจูงใจมากขึ้น โดยใช้กลยุทธ์สะสมแต้มหรือสะสมคะแนนเพื่อแลกสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด หรือแม้แต่แลกทองและทัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศ

นักวิจัยข้างต้นอธิบายถึง "กลยุทธ์แจกทั้งบ้าน" ว่า ปัจจุบันชาวไร่ชาวนาจะสมัครเป็นสมาชิกร้านขายยาฆ่าแมลงในหมู่บ้าน เมื่อถึงเวลาฉีดยาฆ่าแมลงก็จะไปเบิกสินค้าล่วงหน้า เจ้าของร้านจะแนะนำยี่ห้อที่ได้แต้มสะสมมาก โดยไม่คำนึงว่าเหมาะกับพื้นที่ไร่นา ชนิดพืชที่ปลูกหรือแมลงที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนั้นหรือไม่ ถ้าใครทำแต้มสะสมถึงเป้าที่กำหนด ก็จะนำมาแลกพัดลม ทีวี ตู้เย็น หม้อหุงข้าว แชมพู ยาสระผม สบู่ แปรงสีฟัน ฯลฯ ถือเป็นเทคนิคการขายที่อันตราย เพราะยาฆ่าแมลงไม่ใช่สินค้าที่ควรใช้จำนวนมาก หรือใช้โดยไม่ระมัดระวัง เนื่องจากอาจเกิดสารพิษตกค้างในพืชผล และสิ่งแวดล้อม รวมถึงตัวเกษตรกรที่ต้องฉีดพ่นสารเคมีจำนวนมากด้วย

"ร้านค้าใหญ่ๆ จะมีบัตรสะสมแต้มแลกของรางวัล บางครั้งก็แจกสร้อยทอง ถ้าเจ้าของร้านมียอดขายทะลุเป้า จะได้ไปเที่ยวต่างประเทศเป็นรางวัล นอกจากนี้ยังมีระบบขายตรง ส่งคนไปชักชวนถึงหน้าบ้าน ให้เกษตรกรเป็นคนขายยาฆ่าแมลงเสียเอง เพื่อจะได้สะสมแต้มได้เงินค่าตอบแทนสูงๆ ถ้าใครชวนเพื่อนบ้านมาสมัครเป็นสมาชิกขายตรง ก็จะได้คะแนนเพิ่ม ตลาดแข่งขันรุนแรง ทำให้เกษตรกรตกเป็นเหยื่อแบบไม่รู้ตัว ยิ่งอยากได้คะแนนก็ยิ่งซื้อยิ่งใช้ จนเกินความจำเป็น สุดท้ายแมลงก็ดื้อยา จำเป็นต้องใช้สูตรเข้มข้นมากขึ้นถึงจะตาย ต้นทุนก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ สินค้าที่แลกมาก็ไม่คุ้มเงินที่จ่ายไป สุดท้ายสารพิษเหล่านี้ก็ตกค้างในข้าวในผัก คนกินได้รับอันตราย" นางพุทธิณากล่าว

ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ออกสำรวจตลาดค้าสารเคมีเกษตรใน อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พื้นที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” แหล่งปลูกข้าวที่ได้ผลผลิตสูงสุดของประเทศ พบว่าร้านค้าสารเคมีเกษตรในหมู่บ้านรอบอำเภอเมือง เกือบทุกหมู่บ้านมีร้านขายยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้า มีทั้งร้านค้าขนาดเล็กไปจนถึงตึกแถวหลายห้อง ภายในร้านจะมีขวดและกระป๋องยาฆ่าแมลงชนิดต่างๆ วางเรียงกันในตู้ให้เลือกไม่ต่ำกว่า 200 ยี่ห้อ ผู้สื่อข่าวพบว่า หลายร้านวางขายยาฆ่าแมลง 4 ชนิดทั้ง คาร์โบฟูราน (carbofuran), เมโทมิล (methomyl), ไดโครโตฟอส (dicrotophos), และอีพีเอ็น (EPN) ที่หลายประเทศทั่วโลกห้ามขายแล้วเนื่องจากมีพิษร้ายแรงต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ยาฆ่าแมลงพิษร้ายแรงทั้ง 4 ชนิดข้างต้น มีทั้งขวดใหญ่และขวดเล็ก หรืออาจแบ่งใส่ถุงพลาสติกหนา ราคาประมาณ 100-500 บาท แล้วแต่ปริมาณ ส่วนใหญ่คนขายจะถามลูกค้าว่าต้องการเอาไปใช้กับแปลงปลูกอะไร ก่อนจะแนะนำสินค้าที่ขายดีโดยผู้ซื้อจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่เข้ามาซื้อยี่ห้อที่ตนคุ้นเคย ส่วนกลุ่มที่ 2 จะมาขอคำปรึกษาว่ายี่ห้อไหนขายดี และยาฆ่าแมลงอะไรมีคุณสมบัติพิเศษอย่างไร แต่เมื่อผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์ผู้ขายก็ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล

เนื่องจากเป็นคนแปลกหน้าไม่คุ้นเคย ร้านขายยาฆ่าแมลงแห่งหนึ่งยอมรับว่ามีระบบการสะสมแต้มแลกของรางวัลจริง แต่เป็นร้านใหญ่ที่มีระบบเงินผ่อน หากเป็นร้านเล็กๆ จะให้ซื้อเงินสด เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสารเคมีฆ่าแมลง 4 ชนิดข้างต้นว่ามีขายหรือไม่ เจ้าของร้านก็ปฏิเสธที่จะขายพร้อมบอกให้ไปหาซื้อที่ร้านอื่นแทน

จากการตรวจสอบกลยุทธ์การค้าของบริษัทขายยาฆ่าแมลงพบว่า ปัจจุบันมี 4 รูปแบบ คือ

1.เพิ่มจำนวนร้านขายสารเคมีเกษตรกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ ทุกวันจะมีพนักงานขายออกไปแนะนำสิ้นค้าใหม่ๆ นอกจากนี้ยังวางขายสารเคมีพิษในสหกรณ์การเกษตรอำเภอ สหกรณ์เกษตรเพื่อการตลาด (สกต.)

2.สร้างทีมดาวกระจายเร่ขาย ใช้วิธีไปหาถึงไร่นาโดยตรง แล้วสาธิตสินค้า พร้อมแจกให้ลองใช้ฟรีๆ หากบริษัทใดมียาฆ่าแมลงตัวใหม่อาจใช้วิธีเปิดอบรม แล้วมีสิ่งของตอบแทนเพื่อให้เกษตรกรยอมทดลองใช้

3.กลยุทธ์ขายตรง รูปแบบคล้ายกับการขายเครื่องสำอางหรืออาหารเสริม หากใครเป็นสมาชิกต้องใช้สินค้าของบริษัทเท่านั้น หากชักชวนเพื่อนมาสมัครได้ก็มีเงินค่าตอบแทนและโบนัสเพิ่มทวีคูณ ในแต่ละปีจะมีรางวัลทัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศล่อใจหรือจัดเลี้ยงโต๊ะจีน

4.กลยุทธ์พันธะสัญญา มักเจาะจงใช้กับร้านยี่ปั๊ว หรือร้านค้าย่อย เป็นกลุ่มผู้ขายในพื้นที่ เช่น ลดราคาถูกเป็นพิเศษ หรือให้เครดิตระยะยาว บางครั้งอาจขอให้พ่อค้าขายยาฆ่าแมลงพ่วงกับเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรต้องการซื้อ ฯลฯ

นางวิไล (นามสมมติ) ชาวนารายหนึ่งเปิดเผยว่า ซื้อสารเคมีฆ่าแมลงกับร้านค้าเจ้าประจำ เพราะมีคะแนนสะสม ถ้าซื้อถึง 1 หมื่นบาทจะได้ 40-50 คะแนน ถ้าเก็บได้ไม่เยอะก็แลกได้ของเล็ก ๆ เช่น กระติกน้ำแข็ง ขัน ถังพลาสติก ถ้าเก็บคะแนนได้เยอะก็แลกซื้อตู้เย็น ทีวี ตู้กับข้าว ฯลฯ พร้อมยืนยันว่าข้าวของเครื่องใช้ส่วนใหญ่ในบ้าน ได้มาจากคะแนนสะสมจาการซื้อยาฆ่าแมลง และเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน

ดร.วีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า ภาพรวมประเทศไทยมีการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชประมาณ 1.5-2.0 หมื่นล้านบาทต่อปี วัตถุดิบที่นำเข้าจะผ่านขั้นตอนการผลิตก่อนจำหน่ายให้เกษตรกร คิดเป็นมูลค่าธุรกิจไม่ต่ำกว่า 2.0-2.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มสารกำจัดวัชพืชหรือยาฆ่าหญ้าร้อยละ 50 ยาฆ่าแมลงร้อยละ 30 เป็นสารป้องกันกำจัดโรคพืชร้อยละ 15 และอื่นๆ อีกประมาณร้อยละ 5

ดร.วีรวุฒิยอมรับว่า ที่ผ่านมาการแข่งขันทางการตลาดมีสูง มีการบวกกำไรตั้งแต่บริษัทนำเข้า โรงงานผลิต ร้านค้าใหญ่ ร้านค้าย่อย ธุรกิจขายตรง ฯลฯ ที่น่าเป็นห่วงคือ ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป กรมวิชาการเกษตรออกคำสั่งให้เปลี่ยนวิธีการขึ้นทะเบียน โดยจะยกเลิกทะเบียนเดิมทั้งหมดในวันที่ 22 สิงหาคม 2554 แล้วให้ขึ้นทะเบียนใหม่ แม้จะให้เวลาเตรียมตัวมา 3 ปีแล้ว แต่ขั้นตอนยุ่งยากทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ทัน อาจทำให้สินค้าผิดกฎหมายหรือยาฆ่าแมลงใต้ดินที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานถูกลักลอบนำเข้ามาวางขายแทน ทั้งของประเทศจีนและอินเดีย

"ขั้นตอนขึ้นทะเบียนยุ่งยากมาก มีไม่ถึง 40 รายการเท่านั้นที่ผ่าน สุดท้ายเกษตรกรจะเดือดร้อนเพราะสินค้าจะราคาสูงขึ้น หลังวันที่ 22 สิงหาคมคาดว่ามีผู้ได้รับความเดือดร้อนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นราย บางบริษัทต้องปิดกิจการ หรือเลิกจ้างคนงาน พวกเซลล์ขายของจะตกงานด้วย สำหรับปัญหากลยุทธ์แข่งขายยาฆ่าแมลงในชุมชนหรือหมู่บ้านนั้น ยอมรับว่ามีจริงๆ วิธีแก้ปัญหาคือต้องเข้าไปควบคุมร้านค้าปลีกให้ได้มาตรฐาน คนขายต้องรู้จักสารเคมีเกษตรอย่างดี ควรผ่านการอบรมเพื่อช่วยแนะนำชาวไร่ชาวนาให้ซื้อและใช้อย่างถูกวิธี หรือถ้าจำเป็นก็อาจเสนอให้มีผู้เชี่ยวชาญประจำเหมือนร้านขายยาต้องมีเภสัชกรประจำตามเวลาที่กำหนด" นายกสมาคมกล่าวแนะนำ

  • คม ชัด ลึก
  • จับตาบรรษัท
  • 225 reads

แฉธุรกิจยาพิษฆ่าแมลงหมื่นล้าน(2) : ผักปลอดสาร...อันตรายกว่า!!

Submitted by info on Wed, 17/08/2011 - 20:16

ตะลึงพบผักปลอดสารมีเคมีพิษที่ทั่วโลกห้ามใช้ สุ่มตรวจเจอกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ แนะอย่าไว้ใจโฆษณา เตือนพริกขี้หนู คะน้า กวางตุ้ง ถั่วฝักยาว อันตราย แพทย์ชี้สารเคมีเกษตรทำเด็กพิการแต่กำเนิด ด้านสำนักควบคุมยอมรับมีบริษัทยื่นขอขึ้นทะเบียนสารพิษ 3 ชนิด

หลังจาก "คม ชัด ลึก" เสนอข่าวบริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนกำลังยื่นเรื่องขอนำเข้ายาฆ่าแมลงสารเคมีพิษ ร้ายแรงที่หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้ โดยปีที่แล้วประเทศไทยนำเข้าถึง 7 ล้านกิโลกรัมนั้น

ล่าสุดมีการตรวจพบผักสดที่วางขายตามท้องตลาดและซูเปอร์มาร์เก็ต มีสารพิษถึง 4 ชนิด ได้แก่ "คาร์โบฟูราน" "เมโทมิล" "ไดโครโตฟอส" และ "อีพีเอ็น" ตกค้างอยู่จำนวนมาก ในขณะที่สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรเตือนหลัง วันที่ 22 สิงหาคม ห้ามนำเข้าหากไม่ได้ขึ้นทะเบียนใหม่ พร้อมตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษเพื่อพิจารณาก่อนออกใบอนุญาต

แหล่งข่าวในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยข้อมูลต่อ "คม ชัด ลึก" ว่า เมื่อกลางปีที่ผ่านมามีการสุ่มตรวจสารเคมีตกค้างในผักสดตามท้องตลาดและ ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งพบว่ามีสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงตกค้างในผักเกินขีด อันตรายหลายเท่า แม้กระทั่งในผักที่ได้รับการรับรองว่าเป็นผักปลอดภัยก็พบยาฆ่าแมลงจำนวนมาก เช่นกัน เมื่อนำตัวอย่างผักไปตรวจอย่างละเอียดพบมีสารเคมีพิษร้ายแรงที่ทั่วโลกห้าม ใช้ตกค้างอยู่หลายชนิด

"ที่น่าเป็นห่วงคือผักที่วางขายใส่ถุง ประทับตราปลอดภัยด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตรภายใต้สัญลักษณ์ตัวคิว "Q" หรือผักที่ได้รับรองคุณภาพ (quality) ว่าเป็นอาหารเซฟตี้หรืออาหารปลอดภัย (Food Safety) นั้นกลับพบยาฆ่าแมลงตกค้างเกินระดับที่กำหนดไว้ จากข้อมูลเบื้องต้น ผักร้อยละ 40 ที่วางขายในตลาด มีสารเคมีพิษร้ายแรงตกค้างเกินกว่าที่มาตรฐานกำหนด" แหล่งข่าวกล่าว

จากการสุ่มตรวจผักกว่า 50 ชนิด มี 8 ชนิดที่พบสารเคมีพิษตกค้างมากที่สุดคือ 1.พริกขี้หนู 2.คะน้า 3.กวางตุ้ง 4.ถั่วฝักยาว 5.มะเขือเทศ-มะเขือเปราะ 6.ผักชี 7.กะหล่ำปลี และ 8.แตงกวา โดยพื้นที่สุ่มตรวจทั้งกทม. ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี นครปฐม ระยอง ปราจีนบุรี ฯลฯ และจำนวนผักที่ส่งตรวจทั้งหมดพบว่ามีผักเพียงร้อยละ 3-4 เท่านั้น ที่ตรวจไม่พบสารเคมีตกค้าง ผักร้อยละ 60 พบสารเคมีตกค้างแต่ไม่เกินมาตรฐานกำหนด และร้อยละ 40 พบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานและบางชนิดตรวจพบเป็นสารเคมีพิษร้ายแรง ที่ห้ามใช้ในหลายประเทศทั่วโลกด้วย

สำหรับรายละเอียดของสารเคมีพิษอันตรายข้างต้นที่ตรวจพบนั้น มี 4 ชนิดคือ คาร์โบฟูราน (carbofuran), เมโทมิล (methomyl), ไดโครโตฟอส (dicrotophos), อีพีเอ็น (EPN) จากการตรวจผัก 39 ตัวอย่าง พบ "สารไดโคโตฟอส" ตกค้างจำนวน 7 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 18 ส่วน "สารอีพีเอ็น" ตกค้าง 4 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 10 "สารเมโทมิล" และ "คาร์โบฟูราน" พบชนิดละ 1 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 3

"ตัวเลขนี้เป็นเรื่องน่าตกใจพอสมควร เพราะสุ่มตรวจผักแค่ 39 ถุง แต่พบว่ามี 13 ถุงที่เจอสารพิษอันตรายที่ต่างประเทศห้ามใช้ จากวันนี้ไปคงต้องลงพื้นที่เอาตัวอย่างผักมาตรวจมากกว่านี้ เพราะสารเหล่านี้ถ้าคนซื้อผักกินเข้าไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย และคงต้องมีการตรวจสอบพวกผักที่อ้างว่าได้มาตรฐานผักปลอดภัยด้วย เพราะอาจเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค นึกว่าซื้อผักแพงขึ้นแล้วจะปลอดภัยจากสารเคมีพิษจริงๆ กับเจอสารพิษร้ายแรงไม่แพ้กัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาเอาจริงกับปัญหาเหล่านี้ เพราะสารเคมีพิษอยู่ในผักที่เรากินทุกวัน มันทำให้ตายได้" แหล่งข่าวข้างต้นกล่าวเตือน

ด้าน นพ.พิบูล อิสระพันธ์ รองผู้อำนวยการ สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่าการผักผลไม้ที่มีสารเคมีเกษตรตกค้างอย่างต่อ เนื่องหลายปี จะทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ สารเคมีในยาฆ่าแมลงจะทำลายเอนไซม์ "โคลีนเอสเตอเรส" ที่ช่วยไม่ให้ประสาทถูกกระตุ้นมากเกินไป ถ้าขาดเอนไซม์ตัวนี้ระบบต่อมสมองจะทำงานผิดปกติ เกิดอาการ ตื่นเต้น ใจร้อน หงุดหงิด ฯลฯ ล่าสุดงานวิจัยพบว่าสารเคมีฆ่าแมลงสะสมในร่างกายของแม่ตั้งครรภ์ จะทำให้ทารกพิการตั้งแต่กำเนิดด้วย อยากเสนอให้หน่วยงานสาธารณสุขทำวิจัยเรื่องนี้ เพราะคนไทยกินผักผลไม้อาบสารพิษต่อเนื่องมาหลายสิบปีแล้ว

นายอานัติ วิเศษรจนา ผอ.สำนักควบคุมมาตรฐานสินค้าเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรใช้สารเคมีทำการเกษตรหลายรูปแบบ ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า ยากำจัดวัชพืช สารกำจัดแมลง ฯลฯ แต่สารที่อันตรายสุดคือสารป้องกันศัตรูพืช หรือที่ชาวบ้านเรียกง่ายๆ ว่า "ยาฆ่าแมลง" ล่าสุดจากการสำรวจตลาดขายอาหารพบสารต้องห้ามในผักหลายชนิด รวมทั้งสารเคมีร้ายแรง 4 ชนิดข้างต้นด้วย แต่ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้เพราะอยู่ในช่วงวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไร่สวน ทำให้รู้ว่าเกษตรกรเกือบทุกคนใช้ยาฆ่าแมลงผิดวิธี ทำให้มีสารพิษตกค้างในพืชผักเกินมาตรฐานหลายเท่า ขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันแก้ปัญหานี้

นายธีระ รัตนพันธุ์ ผอ.สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีทะเบียนการค้ากว่า 2.7 หมื่นฉบับ ขณะที่กระแสห่วงใยเรื่องความปลอดภัยในผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้น ด้วย เมื่อปี 2551 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 โดยกำหนดให้ทะเบียนวัตถุอันตรายเดิมได้ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2554 เท่านั้น ถ้าใครต้องการนำเข้า ผลิต จำหน่ายสารเคมีฆ่าแมลงต้องมายื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนใหม่ โดยเปิดให้ยื่นมา 3 ปีแล้วตั้งแต่ปี 2551 ปัจจุบันมีผู้มายื่นขอขึ้นทะเบียนประมาณ 2,500 ฉบับ และผ่านการอนุมัติแล้ว 20 กว่ารายการ ที่เหลืออยู่ในขั้นตอนพิจารณา สาเหตุที่ล่าช้าเนื่องจากต้องดูเอกสารพิษตกค้างอย่างละเอียด รวมถึงผลประเมินจากแปลงทดลองด้วย

"บริษัทที่นำเข้าและผลิตก่อนวันที่ 22 สิงหาคม 2554 จะได้รับอนุญาตให้ขายจนกว่าสินค้าจะหมด แต่หลังจากวันที่ 22 สิงหาคมแล้ว ถ้าไม่มีใบทะเบียนใหม่ก็ห้ามนำเข้าและผลิตรวมถึงจำหน่ายด้วย หลายคนอ้างว่าจะทำให้ยาฆ่าแมลงขาดตลาด หรือผู้ประกอบการเดือดร้อนเพราะอนุมัติล่าช้า ซึ่งก็พยายามอธิบายว่า ที่ผ่านมาไม่มีการควบคุมทำให้การใช้ยาฆ่าแมลงเกินความจำเป็น และการขอขึ้นทะเบียนก็ทำได้ง่าย มีชื่อทางการค้ามากมาย สร้างความสับสนให้เกษตรกร ระเบียบใหม่จะรัดกุมและเข้างวดขึ้น เป็นผลดีกับทุกฝ่าย ที่อ้างว่าสินค้าจะขาดตลาดคงไม่ใช่เรื่องจริง เพราะดูตัวเลขสต็อกของแต่ละบริษัทแล้ว น่าจะเหลือขายได้อีกเป็นปี คงมีการเก็งกำไรตุนไว้ อยากเพิ่มราคาขายให้สูงขึ้น เริ่มมีการปล่อยข่าวลือว่าสินค้าจะขาดตลาด คงหวังให้เกษตรกรยอมจ่ายแพงขึ้น" นายธีระกล่าว

ผอ.ธีระระบุอีกว่า สารเคมีฆ่าแมลงอันตราย 4 ตัวข้างต้นในหลายประเทศห้ามใช้ แต่ประเทศไทยยังไม่ได้ประกาศห้าม จนถึงวันที่ 5 สิงหาคมมีบริษัทมายื่นคำขอขึ้นทะเบียนตามระเบียบใหม่แล้ว 3 ตัวคือ คาร์โบฟูราน เมโทมิล และไดโครโตฟอส ส่วน อีพีเอ็น ยังไม่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณา อาจมีการตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมาดูแล ขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะอนุญาตหรือไม่

ด้าน น.ส.รพิจันทร์ ภูริสัมบรรณ นักวิจัยด้านสารเคมีเกษตร มูลนิธิชีววิถี กล่าวว่าการขึ้นทะเบียนสารเคมีพิษ 4 ชนิดข้างต้น ควรมีหลักฐานยืนยันความปลอดภัยเสียก่อน ไม่ทราบว่าบริษัทที่มายื่นจะเอาหลักฐานเรื่องความปลอดภัยมาจากไหน เพราะทั่วโลกไม่ให้ใช้แล้ว โดยเฉพาะตัวคาร์โบฟูรานที่อเมริกาห้ามใช้ แต่บริษัทนำเข้ามาจากอเมริกาเอามาให้เกษตรกรไทยใช้ได้อย่างไร อันตรายเกิดกับผู้บริโภค หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องระวังเอกสารที่มายื่นน่าเชื่อถือหรือไม่ จึงอยากเสนอให้เปิดเผยออกมาทั้งหมด เพื่อให้นักวิชาการช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง

  • คม ชัด ลึก
  • จับตาบรรษัท
  • 331 reads

แฉธุรกิจยาพิษฆ่าแมลงหมื่นล้าน (1)

Submitted by info on Wed, 17/08/2011 - 20:13

แฉบริษัทเอกชนนำเข้ายาฆ่าแมลงพิษร้ายแรง 2 ชนิดปีละ 7 ล้านกก. แพทย์ตะลึงเจาะเลือด 3 พันคนพบร่างกายผิดปกติถึง 54% ทำอสุจิอ่อนแอ ระบบสืบพันธุ์ผิดปกติและมีลูกยาก เตือนชาวบ้านแปลงเกษตรจะกลายเป็นที่ทดลองสารพิษ นักวิจัยพบปีเดียวนำเข้าสารพิษทางการเกษตรถึง 1.8 หมื่นล้านบาท

ประเทศไทยกำลังกลายเป็นเมืองนำเข้ายาฆ่าแมลงพิษร้ายแรง หลังพบบริษัทยักษ์ใหญ่ 2 แห่งนำเข้าสาร "คาร์โบฟูราน" และ "เมโทมิล" ถึงปีละ 7 ล้านกิโลกรัม จนนักวิจัยเป็นห่วงว่าจะทำให้เกษตรกรเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันสหภาพยุโรป ตรวจพบสารตกค้างในพืชผักและงดนำเข้าจากประเทศไทยแล้ว ขณะที่เครือข่ายเอ็นจีโอคัดค้านไม่ให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีอันตรายที่ห้ามจำหน่ายต่างประเทศ

"คม ชัด ลึก" ได้รับข้อมูลว่า ตามที่กฎหมายกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป วัตถุอันตรายทางเกษตร หรือสารเคมีเกษตรที่เคยขอขึ้นทะเบียนไว้กว่า 2 หมื่นรายการ จะถูกยกเลิกพร้อมกับให้มีการขึ้นทะเบียนใหม่ โดยกรมวิชาการเกษตรได้กำหนดระเบียบและวิธีการใหม่ให้รัดกุมกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการซื้อขายสารเคมีอันตรายอย่างเสรีเหมือนในอดีตนั้น ขณะนี้มี 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการค้าสารเคมีเกษตร กำลังยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนยาฆ่าแมลง 2 ชนิด คือ ที่หลายประเทศทั่วโลกห้ามนำเข้าและห้ามใช้ในไร่นาและแปลงเกษตรทั่วไป คือ "คาร์โบฟูราน" และ "เมโทมิล"

เนื่องจากมีหลักฐานยืนยันว่าสารพิษ 2 ชนิดข้างต้น ทำให้เกิดอันตรายต่อเกษตรกร เพราะพิษตกค้างนาข้าวและสวนผักเป็นระยะเวลานานด้วย หากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนจะทำให้สารเคมีพิษ 2 ตัวนี้จริง อันตรายจะเกิดขึ้นทั้งกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งสินค้าเกษตรไปขายยังต่างประเทศด้วย เนื่องจากสหภาพยุโรปเคยระงับการนำเข้าพืชผักจากประเทศไทย เพราะตรวจพบสารตกค้างเป็นยาฆ่าแมลงคาร์โบฟูรานและเมโทมิล

แต่ทว่า กรมวิชาการเกษตรได้อนุญาตให้ผ่านขั้นตอนแรกไปแล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนการยื่นเอกสารเกี่ยวกับความเป็นพิษเฉียบพลันและอันตรายตกค้างในสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนต่อไป คือการทดลองใช้ในแปลงเกษตร พร้อมแสดงความเป็นห่วงว่า ชาวบ้านในพื้นที่อาจไม่รู้ว่ากำลังกลายเป็นแหล่งทดลองสารพิษตัวนี้ จึงอยากให้มีการตรวจสอบและเปิดเผยว่ามีการทดลองสารพิษทั้ง 2 ชนิดในพื้นที่เกษตรจังหวัดใด

ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ตรวจสอบพบว่า ขณะนี้มีบริษัท 2 แห่ง คือบริษัทต่างชาติ และบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการสารเคมีของไทยขอยื่นเรื่องขึ้นทะเบียนสารพิษดังกล่าวจริง โดยบริษัทแรกยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2554 เพื่อนำเข้าสารเคมีชื่อ คาร์โบฟูราน (carbofuran) สูตร 3 เปอร์เซ็นต์จีอาร์ (3% GR) พร้อมแจ้งว่ามีแหล่งผลิตจากอเมริกา ส่วนบริษัทของไทยนั้นยื่นเรื่องเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขอนำเข้าสารเคมีชื่อ เมโทมิล (methomyl) สูตร 40 เปอร์เซ็นต์ (40% SP) แหล่งผลิตจากเมืองจีน โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาจากสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร

นพ.พิบูล อิสระพันธ์ รองผู้อำนวยการ สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สารฆ่าแมลงกำลังจะฆ่าคนไทยเนื่องจากตรวจพบว่าผู้ใช้สารโดยตรงเช่น เกษตรกรและผู้รับสารทางอ้อม คือผู้บริโภค มีตัวเลขการสะสมของสารเคมีอันตรายในร่างกายสูงกว่าระดับปกติมาก โดยงานวิจัยล่าสุดปี 2554 ระบุว่าจากการเจาะเลือดกลุ่มตัวอย่างเกือบ 3,000 คน พบว่า ร้อยละ 54 มีความผิดปกติ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาเมื่อปี 2540 พบเพียงร้อยละ10 ซึ่งตัวเลขเหยื่อสารเคมีเหล่านี้สูงขึ้นทุกปี

"สารเคมีพิษเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อร่างกายคน ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง สารเหล่านี้ถ้าเข้าไปสะสมในร่างกายจะเป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ เช่น กระตุก ชัก และทำให้ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย บางคนเกิดภาวะผิดปกติทางจิตใจ อารมณ์หงุดหงิด ใจร้อน กระวนกระวาย และที่สำคัญคือถ้าสะสมในร่างกายเป็นเวลานานจะทำให้เป็นมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ที่พบล่าสุดคือทำให้ระบบสืบพันธุ์ผิดปกติ อสุจิอ่อนแอ ไม่สังเกตหรือว่าตอนนี้คนไทยมีลูกยากขึ้นมาก" นพ.พิบูล กล่าว

น.ส.รพิจันทร์ ภูริสัมบรรณ นักวิจัยด้านสารเคมีเกษตร มูลนิธิชีววิถีให้ข้อมูลว่า ในปี 2553 มีการนำเข้าสารเคมีเกษตรจากต่างประเทศปริมาณสูงถึง 118 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท สำหรับสารพิษอันตรายทั้ง 2 ชนิดนี้ข้างต้นนั้น หลายประเทศทั่วโลกประกาศห้ามใช้เด็ดขาด เช่น อเมริกา สหภาพยุโรป อังกฤษ เยอรมนี แคนาดา ออสเตรเลีย แม้แต่ในมาเลเซียประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็ห้ามใช้แล้ว เนื่องจากมีผลวิจัยยืนยันแน่ชัดว่าสารพิษทั้ง 2 ตัวที่นำมาเป็นส่วนผสมหลักของยาฆ่าแมลงนั้น ทำให้เกิดพิษเฉียบพลันกับระบบประสาท เช่น หายใจไม่ออก สูญเสียการทรงตัว คลื่นไส้ และส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ในมนุษย์ มีพิษต่อยีนและต่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกาย นอกจากนี้ยังส่งผลต่อสัตว์ปีกในแปลงเกษตรและสิ่งมีชีวิตในน้ำด้วย เพราะเป็นสารพิษร้ายแรงทำให้ฆ่าทั้งศัตรูพืชและแมลงทุกชนิดในรัศมีที่ใช้ ในเมืองไทยนั้น "คาร์โบฟูราน" ถูกฉีดพ่นในนาข้าว แปลงข้าวโพด ถั่วฝักยาว แตงกวา ส้ม ส่วน "เมโทมิล" (methomyl) นิยมฉีดในแปลงส้มเขียวหวาน องุ่น ลำไย กะหล่ำปลี หัวหอม มะเขือเทศ

"ที่น่าตกใจคือ เฉพาะปี 2553 มีกลุ่มบริษัทนำเข้าคาร์โบฟูรานมากถึง 5.3 ล้านกิโลกรัม ส่วนเมโทมิล มีการนำเข้า 1.5 ล้านกิโลกรัม เมื่อนำเข้ามาขนาดนี้แสดงว่ามีการส่งขายให้เกษตรกรทั่วประเทศไทย เมื่อหลายประเทศห้ามใช้เพราะพิสูจน์แน่ชัดแล้วว่าเป็นสารพิษอันตราย การที่มีบริษัทเอกชนมาขอขึ้นทะเบียนจึงเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้านและควรเปิดเผยข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วย" นักวิจัยด้านสารเคมีเกษตร กล่าว

น.ส.รพิจันทร์กล่าวต่อว่า นอกจากคาร์โบฟูรานและเมโทมิลที่ถูกประกาศเป็นสารพิษอันตรายห้ามใช้ในแปลงเกษตรแล้ว ยังมีสารอีก 2 ตัวที่ต้องจับตามองว่าจะมีการแอบไปขอขึ้นทะเบียนหรือไม่ คือ "ไดโครโตฟอส" (dicrotophos) และ "อีพีเอ็น" (EPN) ซึ่งสารตัวแรกมีการนำเข้าในปี 2553 ถึง 3.7 แสนกิโลกรัม นิยมใช้กำจัดแมลงปากดูด ในแปลงปลูกข้าว กาแฟ ถั่วฝักยาก ผักกาด คะน้า อ้อย ฯลฯ ส่วน "อีพีเอ็น" นำเข้า 1.4 แสนกิโลกรัม นิยมใช้กำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย แมลงดำหนาม หนอนชอนใบที่พบในแปลงข้าว ข้าวโพด แตง ไม้ดอก ไม้ประดับ ฯลฯ โดย 2 ตัวนี้หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้เช่นกัน เนื่องจากมีพิษร้ายแรงต่อเกษตรกรและผู้บริโภค แต่เมืองไทยยังอนุญาตให้ขายได้ ดังนั้นรัฐบาลควรกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสารพิษอันตรายทั้ง 4 ชนิดข้างต้น

  • คม ชัด ลึก
  • จับตาบรรษัท
  • 472 reads

"ธนาคารต้นไม้"นำร่อง984สาขาทั่วไทย ปลดล็อก"บ้าน-ที่ดิน"เกษตรกรหลุดมือ

Submitted by info on Mon, 25/07/2011 - 12:03

สุรัตน์ อัตตะ

จากแนวคิด "พงศา ชูแนม" อดีตหัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ จ.ชุมพร เจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียว และผู้นำการประชาสัมพันธ์เพื่อการป้องกันบุกรุกป่า องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ที่ปัจจุบันรั้งตำแหน่งรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารต้นไม้ที่ว่า "ต้นไม้ควรมีค่า ขณะที่มีชีวิต ไม่ใช่ต้องตัดตายเสียก่อนจึงมีค่า"

โดยแนวคิดดังกล่าวได้เกิดเป็นรูปธรรมครั้งแรกเมื่อปี 2548 มีรูปแบบโครงสร้างด้วยการนำต้นไม้ที่ปลูกมาฝากไว้ที่ธนาคารแล้วแปลงมูลค่าเป็นทรัพย์สิน มีชื่อว่า "ธนาคารต้นไม้" ภายใต้สโลแกน "พอเพียง มั่งคั่ง ยั่งยืน" มีการบริหารจัดการโดยคณะกรรมการชุมชนที่เป็นเครือข่ายชาวบ้าน จากนั้น ไสว แสงสว่าง อดีตผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาหลังสวนในขณะนั้นและเจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียวอีกรายนำไปต่อยอดกับลูกค้า ธ.ก.ส.ในพื้นที่ ภายใต้ชื่อโครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ธนาคารต้นไม้ โดยมีหลักการว่า

"ที่ผ่านมารัฐบอกว่าการดูแลป่าเป็นหน้าที่ของรัฐ ตั้งหน่วยงานใช้งบประมาณมากมาย แต่ยิ่งทำป่ายิ่งหมด เราคิดว่าน่าจะส่งเสริมประชาชนที่ปลูกและดูแลต้นไม้ในพื้นที่ตัวเอง จ่ายเงินให้ต้นละ 100 บาทสำหรับต้นไม้อายุ 6 เดือนถึง 1 ปี ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มมูลค่าเมื่อต้นไม้อายุมากขึ้น ราคานี้เราได้จากกรมป่าไม้ที่คำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการปลูกป่าของภาครัฐ นี่คือการทำให้ต้นไม้มีค่าขณะมันมีชีวิต จากเดิมที่มีค่าต่อเมื่อแปรรูปขายเท่านั้น ถ้าทำได้จะแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินเกษตรกร รัฐจะได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มโดยไม่ต้องจ้างใครปลูกป่า แถมได้คนดูแลฟรีๆ ผลต่อเนื่องคือคนไม่เข้าไปตัดไม้ในป่าธรรมชาติอีกด้วย"

พงศา ย้อนอดีตให้ฟังอีกว่า หลังธนาคารต้นไม้มีความเข้มแข็งและขยายสาขาไปทั่วประเทศ ในที่สุดคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ ที่มีตนเองเป็นกรรมการอยู่ด้วยนั้น ได้เสนอแนวคิดนี้ต่อรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จนมีการประกาศเป็นวาระแห่งชาติว่าด้วย "การปลูกต้นไม้ใช้หนี้" เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 โดยมีงบประมาณสนับสนุนจากโครงการพัฒนาชุมชน/หมู่บ้านตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ปัจจุบันมีธนาคารต้นไม้กว่า 3,000 สาขากระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ภายใต้การนำของพงศา ชูแนม หากแต่เป็นการขับเคลื่อนโดยเครือข่ายชาวบ้าน ไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาสนับสนุน แม้ว่าจะบรรจุอยู่ในวาระแห่งชาติแล้วก็ตาม ถึงแม้ที่ผ่านมารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะประกาศเป็นนโยบาย พร้อมตั้งคณะกรรมการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน แต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อธ.ก.ส.ไม่ปฏิบัติตามหลักการที่คณะกรรมการธนาคารต้นไม้วางไว้ในทุกหัวข้อ

"ตอนแรกทำไมเรามุ่งเป้าไปที่ ธ.ก.ส. ก็เพราะเป็นหน่วยงานรัฐและประชาชนส่วนใหญ่เป็นหนี้กับธ.ก.ส. ถ้าเราตีค่าต้นไม้เป็นอสังหาริมทรัพย์ เอาเข้าธนาคารน่าจะดีกว่าบ้านและที่ดิน ต้นไม้ก็อยู่ที่เดิม เป็นทรัพย์ไม่เคลื่อนที่เหมือนกัน แต่วันนี้คุณเอาเฉพาะดินกับบ้าน เวลายึดคุณยึดไปเลย ประชาชนก็สูญเสียที่ดินทำกิน ต่อไปนี้เราจะเอาต้นไม้ไปเข้าธนาคารแทน คิดบนพื้นฐานที่ว่าถ้าเอาต้นไม้ยุติธรรมกับธนาคารไหม มันอยู่ที่เดิมเหมือนกับบ้านและที่ดิน ดินมันเท่าเดิม 15 ปีมันก็ไม่เพิ่มขึ้น แต่ต้นไม้มูลค่าเพิ่มขึ้นและอยู่ที่เดิมด้วย หลักคิดง่ายๆ ต้นไม้เอาเข้าธนาคาร น่าจะดีกว่าที่ดินหรือบ้านด้วยซ้ำไป"

พงศาแจงข้อดีการใช้ต้นไม้ค้ำประกันแทนบ้านและที่ดิน เพราะจะช่วยให้ชาวบ้านไม่สูญเสีย มีที่ดินทำกิน หากมีปัญหาในเรื่องหนี้กับธนาคาร ซึ่งในแง่เศรษฐกิจ ชาวบ้านก็จะมีรายได้ตลอดเวลา ในที่สุดจะก้าวพ้นจากความยากจน แต่การปลูกต้นไม้ตามแผนดังกล่าวจะต้องมีเงื่อนไขว่าไม่โค่นต้นไม้เก่าทิ้ง แต่ให้ปลูกเพิ่มหรือเสริมต้นไม้เก่าที่ปลูกอยู่ก่อนแล้ว โดยใช้พันธุ์ไม้ที่มีความเกื้อกูลกันหรืออยู่ร่วมกันได้

ขณะที่ประเทศชาติก็ได้ต้นไม้ โดยรัฐไม่ต้องสูญเสียเงินลงทุน เพราะประชาชนเป็นผู้ลงทุนให้แทน อย่างไรก็ตามแม้รัฐจะรับรองเป็นมูลค่าในบัญชีธนาคารต้นไม้แล้วก็ตาม แต่รัฐยังไม่ได้ออกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นรัฐจึงควรตอบแทนประชาชนด้วยการจ่ายดอกเบี้ยแทนประชาชนด้วย โดยการตีมูลค่าจากต้นไม้ที่ปลูกไว้ในแต่ละปีด้วย

ส่วนประชาชนที่ไม่เป็นหนี้ รัฐก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้เหมือนกัน แต่เป็นเงินฝากในอัตราเท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ประชาชนจ่ายกับ ธ.ก.ส.ซึ่งเป็นการจัดสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน ทั้งยังเป็นแรงจูงใจในการปลูกต้นไม้ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เมื่อมีต้นไม้เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าที่ดินนั้นโดยการครอบครองของใครก็ตาม ถือว่าเป็นต้นไม้ของประเทศไทย

"เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2553 ธ.ก.ส.ประกาศว่าจะทำเอง จึงไม่ส่งรายงานให้รัฐบาล แต่เขากลับไม่ได้ทำทุกข้อ คณะกรรมการธนาคารต้นไม้ไม่ยอม เป็นการบีบเราไม่ให้เกิด จนเกิดแตกหัก สุดท้ายก็เลยมาจับมือกองทุนฟื้นฟู โดยให้กองทุนฟื้นฟูเข้าไปซื้อหนี้ก่อน แล้วผลักดันให้กองทุนฟื้นฟูรับ ยังไงผมเชื่อ 100% ว่าธนาคารต้นไม้มันต้องเกิด ถ้าไม่เกิดถือเป็นความล้มเหลวของชาติ จะปล่อยให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดินทำกินปีละแสนครัวเรือนไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเชื่อว่าไม่กี่ปีที่ดินก็จะตกไปอยู่ในมือของนายทุนหมดแน่" รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารต้นไม้กล่าวย้ำ

ธนาคารต้นไม้ภายใต้สโลแกน "พอเพียง มั่งคั่ง ยั่งยืน" นอกจากจะนำมาซึ่งความความมั่งคั่งยั่งยืนแล้ว ยังช่วยชะลอภาวะโลกร้อนและช่วยให้เราสามารถส่งมอบแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ให้แก่คนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปด้วย

984 สาขาถวายองค์ราชันย์
วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อ.ยักษ์ มหา"ลัยคอกหมู ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการธนาคารต้นไม้กล่าวถึงโครงการนำร่องธนาคารต้นไม้ 984 สาขาต้นแบบเพื่อถวายองค์ราชันย์ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา หรือ 7 รอบในปี 2554 นี้ ว่าขณะนี้คณะกรรมการได้เร่งดำเนินการสำรวจสาขาที่มีความพร้อมมากที่สุดและได้ดำเนินการตามหลักการของธนาคารต้นไม้ในทุกขั้นตอนมาเป็นแบบอย่างในโครงการนำร่องดังกล่าว

"ขณะนี้เรามีภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนในด้านงบประมาณบางส่วน แต่สิ่งสำคัญทุกคนจะต้องมีส่วนร่วม มีใจที่จะทำให้มันเกิดให้ได้ เพราะผลที่ได้รับทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ชาวบ้านก็ได้ต้นไม้ ประเทศชาติก็ได้ผืนป่า ภาคเอกชนก็ได้คาร์บอนเครดิตไป ไม่มีใครเสียอะไรเลย ถามว่าทำไมต้องนำร่องที่ 984 สาขาก่อน เพราะปีนี้ในหลวงรัชกาล 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา พวกเราจึงถือตัวเลขนี้เป็นเลขมหามงคลจะได้มีกำลังใจในการทำงานต่อไป" อ.ยักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

  • คม ชัด ลึก
  • สิ่งแวดล้อม
  • 311 reads
  • « first
  • ‹ previous
  • …
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10
  • 11
  • 12
  • 13
  • 14
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content