Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

คม ชัด ลึก

'โกร่ง'เตือน!รบ.จะพังเพราะจำนำข้าว

Submitted by info on Wed, 03/10/2012 - 14:32

"โกร่ง" เตือนรัฐบาล ระวังพังเพราะโครงการรับจำนำข้าว ยันไม่ตอกย้ำไม่ซ้ำเติม

โครงการประชานิยมของรัฐบาลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย โดยเฉพาะการรับจำนำข้าวที่ต้องใช้เงินมหาศาลแต่ชาวนากลับได้ประโยชน์น้อยนั้น นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ให้สัมภาษณ์เครือเนชั่น เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ตอกย้ำในความไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว หลังจากที่เคยเขียนบทความเตือนรัฐบาลไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้า ซึ่งเขายังคงยืนยันหนักแน่นว่า "วันนี้ยังไม่ขอพูดอีก ไปหาอ่านเอาเอง"

"ผมไม่อยากให้สัมภาษณ์ เดี๋ยวจะเสียน้ำใจกับคนอื่น เรื่องนี้ผมได้เขียนไปแล้ว ไม่ตอกย้ำไม่ซ้ำเติม เพราะเขากำลังจะพังอยู่ และพังแน่ กับเรื่องนี้" นายวีรพงษ์ ระบุ

เมื่อถามย้ำว่าเคยแนะนำหรือให้ข้อคิดนายกรัฐมนตรีไปบ้างหรือไม่ ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี บอกว่า เรื่องนี้ได้ซีร็อกซ์ให้กับมือนายกรัฐมนตรี และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปแล้ว เขียนตอนที่รัฐบาลเข้ามาใหม่ๆ

"ถ้ารัฐบาลจะพังก็พังเพราะเรื่องนี้แหละ เพราะมันเป็นโครงการที่ควบคุมคอร์รัปชั่นไม่ได้ ให้แน่มาจากไหนก็ควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าจะถอยก็ต้องยกเลิกไปเลย" อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวหนักแน่น

รายงานข่าวแจ้งว่า นายวีรพงษ์ได้เคยเขียนบทความในคอลัมน์ "คนเดินตรอก" เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2554 เกี่ยวกับ "โครงการรับจำนำสินค้าเกษตร" ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย ระบุว่า เรื่องจำนำข้าวทำมาทุกรัฐบาล ที่สำคัญเรื่องข้าวมันผิดตั้งแต่ตั้งชื่อแล้วว่า "จำนำ" แต่การรับจำนำราคาต้องต่ำกว่าตลาด โดยหวังว่าคนจำนำจะมาไถ่ถอน แต่รัฐบาลดันรับจำนำตั้งราคาสูงกว่าราคาตลาด ทั้งที่สาระสำคัญของนิติกรรมเป็นการซื้อการขาย แต่ที่เป็นอยู่ทั้งสองฝ่ายไม่คิดจะมาไถ่ถอน "จะไถ่ถอนทำไมก็ราคาสูงกว่าราคาตลาด ผมว่าที่เป็นอยู่ไม่ใช่การจำนำแต่เป็นการซื้อขายมากกว่า"

ย้ำโครงการเปิดทางคอร์รัปชั่น

เนื้อหาบางตอนของบทความนายวีรพงษ์ ระบุว่า นโยบายรับจำนำสินค้าเกษตร เป็นนโยบายที่ล้มเหลวที่สุดผลประโยชน์ไม่ได้ตกถึงมือ เกษตรกรอย่างที่คิด ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับโรงสี ผู้ส่งออกลานตากมัน รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง พรรคพวกของนักการเมือง จึงไม่มีใครยอมเลิกโครงการนี้

"เมื่อข้าวเปลือกที่นำมาจำนำเป็นของรัฐบาล อาจจะมีข้าวจริงบ้าง ข้าวลมบ้าง กระทรวงพาณิชย์ก็เอาไปขายเป็นข้าวรัฐบาล โดยจะมีบริษัทส่งออกที่รู้กันกับรัฐมนตรี ไปเร่ขายในตลาดต่างประเทศ และกล้ารับคำสั่งซื้อเพราะรู้กันกับรัฐมนตรีว่าจะสามารถซื้อข้าวจากรัฐบาลได้ในราคาเท่าใด รายอื่นไม่กล้ารับคำสั่งซื้อ เพราะไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะขายให้หรือไม่ในราคาเท่าใด ผู้ส่งออกรายอื่นๆ จึงไม่อาจจะรู้ต้นทุนของตน ยกเว้นรายที่ทำมาหากินกับคนในรัฐบาล"

http://www.komchadluek.net/detail/20121003/141426/%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99!%E0%B8%A3%E0%B8%9A.%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7.html#.UGvpg1FvHAw
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 69 reads

อคินอัดรัฐบั่นทอนชุมชนทำภาษีที่ดินไม่คืบ

Submitted by info on Thu, 27/09/2012 - 16:59

วงเสวนาเร่งดันรัฐบาลเสนอภาษีที่ดิน-โฉนดชุมชนเป็นนโยบาย ลดเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ สำนักงานปฏิรูปเพื่อสังคมไทยที่เป็นธรรม ได้จัดการประชุมแสดงความคิดเห็นต่อการร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเรื่องที่ดิน โดยม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ อดีตคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาการปฏิรูปที่ดิน โดยชุมชนติดปัญหามาโดยตลอด เนื่องจากภาครัฐพยายามทำให้ชุมชนแตกแยก เพื่อให้สามารถปกครองได้ ขณะเดียวกัน แม้จะมีการพูดว่ามีการกระจายอำนาจแล้ว แต่การกระจายในรูปแบบของรัฐก็คือ นำอำนาจรัฐส่วนย้อยลงไปปกครองท้องถิ่นแทน สังเกตได้ชัดว่ารัฐดูดทรัพยากรจากท้องถิ่นเพียงฝ่ายเดียว

“ปัจจุบัน ชาวบ้านถูกร้องเรียนจากที่ดินจำนวนมาก เนื่องจากกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ยึดถือชุมชนเป็นพื้นฐาน ตามหลักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่มีนิยามคำว่าชุมชน หน่วยงานราชการก็เช่นกัน มีแต่ปัจเจกชนทั้งสิ้น ซึ่งผิด โลกปัจจุบัน เราไม่สามารถปล่อยให้รัฐส่วนกลางเข้ามากำหนดบทบาทเพียงฝ่ายเดียวอยู่แล้ว อันที่จริง ข้อเสนอคณะกรรมการปฏิรูปไม่ได้รุนแรงสุดโต่ง ไม่ว่าเรื่อง ตั้งธนาคารที่ดิน จำกัดขนาดที่ดิน ทุกอย่างเป็นทางสายกลางด้วยซ้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสไว้หลายครั้ง เรื่องการขีดเส้นแบ่งพื้นที่ เรื่องศาลยุติธรรม หรือเรื่องกระบวนการยุติธรรม แต่หน่วยงานทั้งหลายที่มีความจงรักถักดี กลับไม่ยอมรับ เราขีดรูปแบบประชาธิปไตยให้เป็นไปตามระบบทุนนิยมทั้งนั้น แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ก็ปล่อยให้บรรษัทใหญ่เป็นคนชี้นำสังคม อำนาจมากสุดจึงไม่ใช่ประชาชน ซึ่งชุมชนต้องรวมตัวกัน เพื่อไม่ให้รัฐคอยแต่จะกำจัดบทบาทคนจนเพียงอย่างเดียว”ม.ร.ว.อคินกล่าว

ขณะที่น.ส.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์ประจำเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าภาษีที่ดิน มีร่างพระราชบัญญัติรอไว้แล้ว ซึ่งผ่านการตรวจสอบคณะกรรมการกฤษฎีกาไปตั้งแต่ สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการสนับสนุนในร่างแถลงนโยบายในรัฐบาลชุดนี้ แต่ในทางปฏิบัติ กลับไม่ได้รับการยืนยันว่าจะทำต่อ จึงบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาไม่ได้ ทำให้ยังไม่ทราบว่าจุดยืนของรัฐบาลเกี่ยวกับภาษีที่ดินคืออะไร

“ภาษีที่ดินต้องมาจากสามฐาน รายได้ บริโภค ทรัพย์สิน มีการจัดเก็บอยู่แล้ว ทีเก็บจากฐานทรัพย์สินของไทย ยังไม่มีการเก็บอย่างแท้จริง มีแต่ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งล้าสมัย ไม่ได้มีการปรับเป็นปัจจุบันและจะเก็บบนมูลค่าของค่าเช่า ที่ผู้เสียภาษีรายงาน และไม่ได้มีมาตรการบังคับตรวจสอบ บทลงโทษก็ไม่รุนแรง โอกาสเลี่ยงก็เยอะมาก ทั้งนี้ ภายในร่างพรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นคนจัดเก็บ หากที่ดินปล่อยไว้ ไม่ได้ทำประโยชน์ 3 ปีแรก ให้จัดเก็บในอัตรา 0.5% ของฐานภาษี และหากยังไม่ได้ทำประโยชน์เป็นเวลาติดต่อกันให้เพิ่มอัตราภาษีอีก 1 เท่าในทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 2% ของฐานภาษี โดยให้อปท.จัดเก็บสูงกว่าอัตราดังกล่าวได้ แต่ต้องไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้” น.ส.ดวงมณีกล่าว

http://bit.ly/NSEVDD
  • คม ชัด ลึก
  • ที่ดิน
  • 100 reads

เขย่า!!งบ3หมื่นล้านอุ้มราคายาง

Submitted by info on Mon, 24/09/2012 - 13:40

เขย่างบ 3 หมื่นล้าน อุ้มราคายาง ช่วยเกษตรกรหรือเอื้อให้นายทุน
ดลมนัส กาเจ
รายงานพิเศษ

ในที่สุดมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 มีมติเห็นชอบให้องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 3 หมื่นล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 0% โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางต่อจากก่อนหน้านี้ที่เคยอนุมัติมาแล้ว 1.5 หมื่นล้านบาท

สำหรับงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ที่จะดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางในครั้งนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่รับผิดชอบองค์การสวนยาง และสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ระบุว่า จะรับซื้อยางพาราในราคานำตลาดประมาณ 3 แสนตัน เป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555-วันที่ 31 มีนาคม 2556 โดยจะทยอยขอเบิกจ่ายจากคณะรัฐมนตรีครั้งละ 5,000 ล้านบาท เพื่อทยอยรับซื้อยางพาราในราคานำตลาดครั้งละประมาณ 5 หมื่นตัน ในราคายางแผ่นดิบชั้น 3 กก.ละ 100 บาท และยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 กก.ละ 104 บาท

ทันทีที่ครม.ไฟเขียวงบ 3 หมื่นล้านบาทเพื่อเป็นการพยุงราคายางระลอกใหม่ แม้จะมีแกนนำชาวสวนยางบางส่วนเห็นดีด้วยอย่างนายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ที่มองว่า รัฐบาลเดินถูกทางแล้ว เพราะจะทำให้ราคายางพารากระเตื้องขึ้น แต่ก็ยังมีแกนนำเกษตรกรชาวสวนยางอีกส่วนหนึ่งมองว่า เป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด แก้ปัญหาเพียงเล็กน้อย เนื่องการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางที่รัฐบาลอนุมัติมาแล้ว 1.5 หมื่นล้านบาทก่อนหน้านี้ ยังค้างเงินที่ยังไม่จ่ายให้สถาบันเกษตรกรอีกหลายพันล้านบาท ที่สำคัญยังถูกมองว่า รัฐบาลแก้ปัญหาภาคการเกษตรเป็น 2 มาตรฐาน เสมือนหนึ่งชาวสวนยางพารานั้นเป็นลูกภรรยาน้อย

นายบุญส่ง ระบุว่า ก่อนหน้านี้ราคาซื้อขายยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ตกที่ราคากก.ละ 71 บาท หลังจากครม.อนุมัติงบ 3 หมื่นล้านบาท ราคายางในพื้นที่กระเตื้องขึ้นมาทันที ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กันยายน ราคาซื้อขาย กก.ละ 87 บาท ถือว่ารัฐบาลเดินถูกทางแล้ว เพราะขยายช่องทางในการรับซื้อยางจากเดิมให้เฉพาะสถาบันยางพาราที่เป็นชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยาง เพิ่มมาเป็นสมาคมชาวสวนยางในแต่ละจังหวัด รวมถึงองค์กรของวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มพัฒนาสวนยางสงเคราะห์ด้วย ซึ่งชาวสวนยางสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ทุกเมื่อ

ขณะที่มุมมองของ นายหลักชัย กิตติพล ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) ระบุก่อนหน้านี้ว่า ราคายางที่สูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องเป็นผลมาจากสถานการณ์การแก้ไขปัญหาสภาพเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป หรืออียู และสหรัฐอเมริกา เริ่มดีขึ้น ประกอบกับรัฐบาลไทยเห็นชอบให้ใช้งบประมาณเพื่อรับซื้อยางมากขึ้นนั่นเอง

ส่วนในมุมมองของผู้ที่คลุกคลีอยู่กับวงการยางพารามากว่า 30 ปี อย่าง นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงินการคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย กลับมองว่า งบประมาณที่จะใช้แก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่ ครม.อนุมัติครั้งล่าสุด 3 หมื่นล้านบาทจะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับชาวสวนยาง เพราะการนำมาใช้มีเงื่อนว่า ต้องขออนุมัติจากครม.นำมาใช้ครั้งละ 5,000 ล้านบาท หากขออนุมัติก้อนแรก 5,000 ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการที่จะใช้หนี้สถาบันเกษตรกรอีกหลายพันล้านบาท ที่เกิดจากการโครงการพยุงราคายางที่รัฐบาลอนุมัติมาคราวที่แล้ว 1.5 หมื่นล้านบาท เพราะเงินไม่เพียงพอ และโครงการที่แล้วผู้ได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่มเท่านั้น

นายอุทัย ระบุว่า การแก้ปัญหาราคายางของนายณัฐวุฒิ ที่รับผิดชอบทั้ง อ.ส.ย.และ สกย.ผิดพลาดมาตั้งแต่แรก ที่ได้ทำข้อตกลงร่วมกับประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียที่จะลดปริมาณการส่งออกยางทันที 3 แสนตัน โดยประเทศไทยต้องลดการส่งออกยางทันที 10% ถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเสียหายให้เกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก คนที่ได้เปรียบคืออินโดนีเซียที่ต้นยางจะผลัดใบในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งผลผลิตไม่มีอยู่แล้ว แต่ประเทศไทยมีผลผลิตยางออกสู่ตลาดมากที่สุดช่วงเดือนตุลาคม-มกราคมของทุกปี

"ถึงคราวโครงการรับจำนำข้าวอนุมัติงบไปกว่า 2 แสนล้านบาท แต่พยุงราคายางพาราให้มา 3 หมื่นล้าน และต้องขอทีละก้อนครั้งละ 5,000 ล้านบาท ทำเหมือนกับชาวสวนยางพาราเป็นลูกเมียน้อย ผมว่าเรื่องการแก้ปัญหายางพารา น่าจะให้เป็นบทบาทของบริษัทรวมทุนระหว่างประเทศ (ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย) หรือไอโค (IRCO) เราตั้งมากว่า 10 ปีแล้ว และอีกมุมหนึ่ง ผมเห็นเป็นอย่างยิ่งกับกฎเกณฑ์ที่เราตกลงกันที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2544 ผมไปร่วมประชุมด้วย ที่เราควรหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือลดการปลูกยางลง 10% ของไทยเราทำได้ง่าย คือลดในส่วนที่เป็นสวนยางของหน่วยงานรัฐ เช่นขององค์การส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป) มีแสนๆ ไร่ รวมทั้งของ สกย. ของ อ.ส.ย.และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อช่วยเกษตรกร นอกจากนี้รัฐบาลควรพิจารณาปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินเซส (CESS) เหลือกก.ละ 10 สตางค์แทนอัตราการจัดเก็บในปัจจุบัน เพื่อช่วยเกษตรกรอย่างแท้จริง" นายอุทัย กล่าว

สอดคล้องกับแนวคิดของ นายเพิก เลิศวังพง หัวพรรคพรรคยางพาราไทย และอดีตประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ที่มองว่า งบ 3 หมื่นล้านบาท ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาราคายางได้ เพียงแต่บรรเทาเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเป็นเงินที่น้อยนิดเมื่อเทียบกับโครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินกว่า 2 แสนล้านบาท อย่างคราวที่แล้วที่รัฐบาลอนุมัติเงินเพื่อแก้ปัญหาราคายาง 1.5 หมื่นล้าน เป็นการช่วยเฉพาะกลุ่มที่เป็นสถาบันการเงินและนายทุนที่พรรคพวกของนักการเมือง แต่เกษตรกรรายย่อยกลับไม่ได้ประโยชน์ ถือเป็นนโยบาย 2 มาตรฐานที่เห็นได้ชัด

"ผมไม่ทราบว่าจะเอาเงินมาจากไหน อย่างคราวที่แล้วเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ช่วยได้ไม่กี่วันเงินก็หมดแล้ว แถมยังติดหนี้เกษตรกรเสียอีก อย่างที่ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางจังหวัดจันทบุรีที่ผมเป็นประธานอยู่ ก็ยังค้างอีก 120 ล้านบาท ฉะนั้นกองทุนสงเคราะห์ชาวสวนยางเลิศวังพงของผมที่ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี จะไม่ขอร่วมกับโครงการนี้ เพราะผมเห็นว่าเป็นนโยบายที่ผิดพลาด เปิดโอกาสให้ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มนายทุน แม้กระทั่งวิธีการประมูลปุ๋ยที่ให้เกษตรกร ผมเห็นหลายเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล ผมกำลังประชาสัมพันธ์สำนักกองทุนสงเคราะห์ชาวสวนยางจังหวัดต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายไม่ให้ร่วมกับโครงการนี้" นายเพิก กล่าว

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากแกนนำเกษตรกร ที่มีมุมมองแตกต่างกัน ซึ่งเสียงสะท้อนเหล่านี้ก็จะเป็นอีกแนวทางที่รัฐบาลควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ และนำไปแก้ปัญหาอย่างเสมอภาค เพราะทุกครั้งที่รัฐอนุมัติงบช่วยเหลือเกษตรกรนั้น มักจะถูกมองว่า เป็นการเอื้อที่ให้นายทุนได้ประโยชน์มากกว่าเกษตรกรนั่นเอง

http://www.komchadluek.net/detail/20120924/140703/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2!!%E0%B8%87%E0%B8%9A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87.html#.UF__PlFvHAw
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 116 reads

ไขน็อต!ขรก.แรงงานรับค่าจ้าง300

Submitted by info on Thu, 20/09/2012 - 18:00

'เผดิมชัย' มอบนโยบายผู้บริหาร-ขรก.กระทรวงแรงงาน เน้นทำงานแบบบูรณาการ เตรียมตั้งรับค่าจ้าง 300 บาท พัฒนาแรงงานรับเออีซี จัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ดูแลแรงงานไปทำงานต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 55 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.รง.) กล่าวมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารระดับสูงและหัวหน้าส่วนราชการทั่วประเทศ ถึงแนวทางการปฏิบัติราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ที่กระทรวงแรงงาน ว่า อยากให้ทั้ง 5 หน่วยงาน ทั้งสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กรมการจัดหางาน (กกจ.) กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) สรุปผลการดำเนินการในช่วงปีงบประมาณที่ผ่านมา เพื่อนำมาปรับปรุงกับการทำงานในปีงบต่อไป รวมทั้งต้องบูรณาการกันทำงาน และมีการเชื่อมโยงกันทั้งหน่วยงานภายในและภายนอก โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

นายเผดิมชัย กล่าวอีกว่า นโยบายที่ตนอยากให้ผู้บริหารและข้าราชการทุกกรมร่วมกันผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1. การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นเป็นวันละ 300 บาท ใน 70 จังหวัด ที่จะเริ่มในวันที่ 1 มกราคม 2556 อยากให้ กสร.ตรวจสอบสถานประกอบการกลุ่มเสี่ยงที่จะไม่ปรับขึ้นค่าจ้างโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี รวมทั้งจัดตั้งศูนย์โปร่งใสกระทรวงแรงงานให้ครบทุกจังหวัด เพื่อรับเรื่องร้องเรียน ให้คำปรึกษา และรับฟังผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้าง และกพร.ต้องเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเพิ่มผลิตภาพ

2. การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งกระทรวงแรงงานต้องเข้มงวดกรวดขันตรวจสอบไม่ให้มีการใช้แรงงานเด็ก รวมทั้งเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานภายนอกเช่น กระทรวงมหาดไทย (มท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อปลดล็อกประเทศไทยพ้นจากการจัดอันดับการเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเรื่องการค้ามนุษย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระดับ 2 โดยตั้งเป้าหมายว่า ปีหน้าจะลดการถูกจัดอันดับให้เหลือเพียงระดับ 1 และอนาคตจะไม่ให้ถูกจัดอันดับ เพราะหากไทยไม่สามารถชี้แจงในเวทีโลกได้ย่อมส่งกระทบต่อการค้าและการส่งออกสินค้าเพราะถูกกีดกันทางการค้า

3. การพัฒนาแรงงานเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะพัฒแรงงานกว่า 38 ล้านคนให้มีทักษะภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียนโดยนำเอามืออาชีพมาอบรมความรู้เรื่องอาเซียน ไอที และทัศนคติที่ดีในการทำงานโดยจะตั้งศูนย์พัฒนาแรงงานเพื่อเตรียมรองรับเออีซีในทุกจังหวัด 4. การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว จะเร่งพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวทั้งกัมพูชา พม่า และลาวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ หลังจากนั้นการนำเข้าแรงงานต่างด้าวต้องผ่านระบบเอ็มโอยูระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการอบรมพัฒนาทักษะฝีมือก่อนเข้ามาทำงานในไทย

5. การเพิ่มประสิทธิภาพและปรับระบบบริหารประกันสังคมโดยให้ สปส.จัดทำโครงการเพื่อสังคมทั้งการให้ทุนแก่บุตรหลานผู้ประกันตนมาเรียนแพทย์ พยาบาล โครงการปล่อยกู้ให้แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ โดยมอบหมายให้ นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดรง.ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม เร่งสร้างความเข้าใจกับบอร์ดสปส. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว และแก้ปัญหาการค้างชำระเงินสมทบของฝ่ายนายจ้างที่ค้างอยู่กว่า 4 พันล้านบาทให้น้อยลงโดยปีหน้าตั้งเป้าจะติดตามทวงหนี้ให้ได้กว่า 2 พันล้านบาท

6. การจัดระบบแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศโดยดูแลไม่ให้ถูกเรียกเก็บค่าหัวคิว เสียค่าใช้จ่ายเกินความเป็นจริง รวมทั้งให้กกจ.จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จเพื่อรองรับคนหางานเดินทางไปทำงานต่างประเทศให้ครบ 10 แห่งเน้นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น บุรีรัมย์ อุดรธานี ขอนแก่น รวมทั้งมีเครือข่ายดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศในด้านเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ ขณะเดียวกันการส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศเน้นภาคบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่แรงงานไทยถนัดและมีรายได้สูง

7. การขยายโครงการโรงงานสีขาวปลอดยาเสพติดเพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันดูแลป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาดในโรงงาน 8. การผลักดันระบบแรงงานสัมพันธ์ในสถานประกอบการและสร้างความปลอดภัยในการทำงานให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และ 9. การเพิ่มทางเลือกในการมีงานทำ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและว่างงานโดยรง.จะพัฒนาระบบการจัดหางาน โดยรง.จะร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อจับคู่ตำแหน่งงานให้เหมาะสมกับบัณฑิตปริญญาตรีว่างงานและนักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบในแต่ละปี การอบรมอาชีพอิสระให้แก่ผู้ว่างงาน รวมทั้งการนำเข้าแรงงานต่างด้าว เช่น บังกลาเทศมาทำงานด้านประมงในไทย

"ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารและข้าราชการของรง.ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคนั้นผมยืนยันให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนโดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก อาจจะมีคนบาดเจ็บบ้าง แต่ผมก็ต้องทำ เพื่อให้งานกระทรวงเดินหน้าไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้ข้าราชการของรง.ทั้ง 5 หน่วยงานทำงานกันแบบเอื้ออาทร เอื้ออำนวย บูรณาการและเชื่อมโยงงานกันเพื่อให้เป็นเอกภาพและทำงานในเชิงรุก ขอให้คิดว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ถ้ากรมใดเสียหาย กระทรวงและประเทศชาติจะเสียหายตามไปด้วย"

http://www.komchadluek.net/detail/20120920/140510/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%95!%E0%B8%82%E0%B8%A3%E0%B8%81.%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87300.html#.UFr23FFvHAx
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 85 reads

'รับจำนำ'ฉุดส่งออกข้าวให้แพ้คู่แข่ง

Submitted by info on Mon, 17/09/2012 - 14:59

ชี้ชัดอนาคตส่งออกข้าวไทย 'รับจำนำ' ตัวฉุดให้แพ้คู่แข่ง
ดลมนัส กาเจ

หลังจากมีการคาดคะเนกันว่า ในปี 2555 ประเทศไทยอาจเสียแชมป์ในการส่งออกข้าวไปยังตลาดโลก มีปริมาณการส่งออกเพียง 6.5 ล้านตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาถึง 39% ขณะที่เวียดนามที่ตัวเลขการส่งออกข้าวพุ่งสูงถึง 7 ล้านตัน ในปีนี้ ตามด้วยอินเดียที่ทำสถิติส่งออกข้าว 7 ล้านตันต่อปี เช่นกันนั้น ทำให้หลายภาคส่วนเริ่มห่วงสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดโลกในอนาคต ล่าสุดสถาบันคลังสมองของชาติ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “อนาคตตลาดส่งออกข้าวไทยจะก้าวไปอย่างไร” ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

การสะท้อนความคิดเห็นบนเวลาทีเสวนาครั้งนี้ค่อนข้างจะชัดเจนว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นการบ่อนทำระบบกลไกของตลาดข้าว ที่ทำให้ราคาข้าวของไทยถีบตัวสูงขึ้น จนทำให้กลุ่มประเทศคู่ค้าหันไปสนใจข้าวจากประเทศคู่แข่งสำคัญของไทย โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ที่คาดกันว่าจะเบียดไทยให้เสียแชมป์ส่งออกข้าวมากที่สุดในตลาดโลก

รศ.ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. ระบุว่า จากปัญหาผลกระทบของตลาดส่งออกข้าวไทยในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีเวทีสาธารณะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้เกี่ยวข้อง และหวังจะได้ข้อเสนอแนะเพื่อหาทางออกอย่างชาญฉลาดในการพัฒนากลไกตลาดส่งออกข้าวของไทย รวมถึงการดำเนินแนวนโยบายของภาครัฐต่อการเสริมสร้างตลาดส่งออกข้าวระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยหวังว่าในอนาคตจะมีการดำเนินกิจกรรมเป็นระยะ เพื่อสื่อสารความรู้และข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้อง

ด้าน ผศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงนโยบายรับจำนำข้าวที่มีผลกระทบต่อตลาดข้าวไทย ทั้งราคาข้าวไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เพราะโครงการรับจำนำข้าวส่งผลให้ทุกอย่างสูงขึ้น และอาจทำให้เกษตรกรไทยติดนิสัยในเรื่องการรับความช่วยเหลือแทรกแซงราคาจากภาครัฐเมื่อราคาสินค้าตกต่ำ และอาจกลายเป็นธรรมเนียมของประเทศไทย

"โครงการนี้ทำให้ราคาที่เกษตรกรขายได้กับราคาแทรกแซงห่างออกไปมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำหนดราคารับจำนำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดของไทยสูงขึ้น เนื่องจากราคารับจำนำมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาข้าวในตลาด รวมถึงราคาข้าวในตลาดโลกด้วย ที่สำคัญไทยได้เสียส่วนแบ่งตลาดให้แก่เวียดนามที่มีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาการผลิตและมีความพยายามลดต้นทุนการผลิตข้าว ทำให้ข้าวของเวียดนามมีคุณภาพดีขึ้น แม้ว่าจะยังต่ำกว่าไทย แต่ด้วยราคาที่ข้าวไทยสูงกว่า ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนหันไปซื้อข้าวจากเวียดนามมากขึ้น" ผศ.ดร.อัทธ์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.อัทธ์ได้เสนอแนะให้รัฐบาลนำระบบสนับสนุนรายได้โดยตรงแก่เกษตรกร โดยไม่ควรตั้งราคาส่วนต่างให้สูงกว่าตลาดมาก และตั้งเงื่อนไขให้เกษตรกรที่สามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มคุณภาพการผลิต ได้รับการสนับสนุนมากกว่าเกษตรกรทั่วไป และควรนำเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำมาทำโครงการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรที่ขาดที่ดินทำกินและสนับสนุนการจัดการชลประทาน รวมทั้งดำเนินการควบคู่ไปกับการส่งเสริมการพัฒนาการผลิตข้าว โดยกำหนดแผนยุทธศาสตร์การตลาดข้าวในระยะยาว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ขายข้าวได้ในราคาที่สูง และสามารถพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูกในระยะยาวได้ด้วย

ส่วน รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ให้มุมมองว่า แม้ไทยจะมีสต็อกข้าวเป็นอันดับ 4 ของโลก สูงกว่าเวียดนาม โดยมีแอฟริกาและประเทศตะวันออกกลางเป็นลูกค้าสำคัญ แต่ในอาเซียนเวียดนามส่งออกข้าวสูงกว่าไทย จึงนับเป็นอันตรายต่อตลาดข้าวไทย ดังนั้นเราจะต้องดูแลคุณภาพข้าว มิฉะนั้นจะเสียตลาดข้าวได้ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิและข้าวนึ่ง

"ในปี 2554 รัฐบาลรับจำนำไม่จำกัดปริมาณในราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท สำหรับข้าวเจ้า และข้าวหอมมะลิตันละ 2 หมื่นบาท ทำให้ก้าวสู่การเป็นตลาดข้าวเปลือกผูกขาดโดยรัฐ และเป็นการดึงข้าวจากตลาดแข่งขันของเอกชนไปสู่รัฐ โดยคาดว่าจะใช้งบ 3 แสนล้านบาท เมื่อสิ้นฤดูนาปรังในปีนี้ โอกาสที่ภาครัฐจะขายข้าวได้ราคาสูงมีน้อย และขาดทุนจากการขายข้าวที่ซื้อเก็บในสต็อกขั้นต่ำประเมินไว้ที่ 8 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท เหตุใดรัฐไม่ร่วมมือกับเอกชนในการหาตลาดเพื่อระบายข้าวออกในระดับราคาที่เหมาะสมเพื่อลดการสูญเสีย ที่สำคัญผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่รัฐรับซื้อข้าวในลักษณะของสินค้าคละทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพข้าวในสต็อก เพราะพันธุ์ข้าวปะปนกัน โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพข้าว" รศ.สมพร กล่าว

ในมุมมองของ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ในฐานะประธานสภาเกษตรกร เห็นว่า เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่กำลังเผชิญอยู่คือ สัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรต้องทำก่อน ดังนั้นเมื่อรัฐบาลเสนอนโยบายที่จะทำให้เกษตรกรที่ยากลำบากมานาน จึงได้รับการตอบรับ เว้นแต่ว่าใครจะเสนอนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและกระทบใจเกษตรกรได้มากกว่า เขาคิดว่ามี 2 โจทย์ที่ควรศึกษา คือ ผลกระทบจากนโยบายรับจำนำ โดยเฉพาะในระยะยาวชาวนาจะได้หรือเสีย และในสถานการณ์เช่นนี้เราจะอยู่อย่างไร โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก

ขณะที่ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า นโยบายนี้ไม่ได้แก้ปัญหาให้กลุ่มเกษตรกรที่ยากจนอย่างแท้จริง และเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม โดยในด้านเศรษฐกิจนั้นคาดว่าจะขาดทุนนับแสนล้านบาท เท่ากับร้อยละ 1.2 ของจีดีพี หรือร้อยละ 2.5 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งหากขาดดุลเกินร้อยละ 5 ต่อเนื่องกันจะเกิดอันตรายต่อฐานะการคลังของประเทศ และเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ วิธีเดียวที่จะเป็นไปได้คือ ขายข้าวในโครงการออกไปให้ได้เท่ากับที่รับซื้อมา เพื่อไม่ให้ราคาข้าวสูงกว่าราคาตลาดโลก

หากประมวลจากความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนที่สะท้อนความเห็นบนเวทีเสวนาในครั้งนี้ การที่รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายรับจำนำข้าว ไม่เพียงทำให้ราคาข้าวไทยสูงขึ้น จนเสียตลาดให้ประเทศคู่แข่งแล้ว ยังจะก่อให้เกิดอันตรายต่อฐานะการคลังของประเทศ และเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ฉะนั้นวิธีเดียวที่จะเป็นไปได้ คือ ขายข้าวในโครงการรับจำนำออกไปให้ได้เท่ากับที่รับซื้อมานั่นเอง

http://www.komchadluek.net/detail/20120917/140195/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%89%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%87.html#.UFbXwVFvHAw
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 75 reads

'โอตอง'สารสกัดจากสมุนไพรไทย

Submitted by info on Wed, 12/09/2012 - 12:33

'โอตอง' สารสกัดจากสมุนไพรไทย ผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัย 'ยูแคนดู'
สุรัตน์ อัตตะ

หลังจาก ดร.ณสพน โพธิวิจิตร จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ รศ.พิมพร ลีลาพรพิสิษฐ์ ได้ศึกษาวิจัยสารสกัดจาก "แก่นมะหาด" สมุนไพรไทยที่มากด้วยคุณค่า จนมีการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ล่าสุดสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูแคนดูได้นำสารสกัดจากแก่นมะหาดและสมุนไพรอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น มะขามป้อม ขมิ้น มะระขี้นก ฯลฯ มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ "โอตอง" (Otong)

ศ.เกียรติคุณ ดร.ณสพน โพธิ์วิจิตร ประธานสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูแคนดู กล่าวในงานการประชุมการสนับสนุนนักวิจัยและงานวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมไทย โดยระบุว่า ขีดความสามารถด้านการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในภาพรวมแล้วประเทศไทยควรเน้นการแข่งขันด้านการผลิตสินค้า โดยต้องสร้างแนวทางในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการผลิตในรูปแบบของตัวเองและสร้างแบรนด์สินค้าที่เป็นของตนเอง โดยคุณภาพสินค้าจะต้องอยู่ในระดับบีบวกขึ้นไป

นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐจะต้องร่วมกับภาคเอกชนในการสนับสนุนงานวิจัย โดยมีอาจารย์และนักวิจัยตามสถาบันศึกษาเป็นตัวกลาง ส่วนแนวทางในการพัฒนางานวิจัยนั้น ทุกภาคส่วนต้องมากำหนดโจทย์และปรึกษาหารือร่วมกัน อีกทั้งตัวนักวิจัยเองจะต้องเรียนรู้ด้านธุรกิจด้วย เพื่อให้งานวิจัยที่ออกมานั้นตรงตามเป้าหมายและเป็นไปตามความต้องการของตลาด

ศ.เกียรติคุณ ดร.ณสพน ย้ำว่า ปัญหาหรืออุปสรรคต่อการพัฒนางานวิจัยของไทยในปัจจุบันนี้ก็คือ ส่วนใหญ่นักวิจัยยังคงมุ่งเน้นงานวิจัยด้านกลไกการออกฤทธิ์ (Mechanism) ยังไม่เน้นทางด้านนวัตกรรม (Innovation) จึงทำให้ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง นอกจากนั้นงานวิจัยของไทยยังขาดการแลกเปลี่ยนด้านข้อมูล ทำให้การต่อยอดของงานวิจัยไม่ก้าวหน้า เพราะต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ หน่วยงานของรัฐควรเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ โดยภาครัฐควรจะเป็นผู้วางแผนและกำหนดกรอบของงานวิจัยให้สถาบันต่างๆ เพื่อไม่ให้งานวิจัยซ้ำซ้อน โดยงานวิจัยเรื่องเดียวกันอาจแบ่งให้หลายๆ สถาบันร่วมกันทำวิจัย

"ผมมีความภาคภูมิใจมากที่ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูแคนดูได้รับคัดเลือกให้มาจัดแสดงในงานประชุมของนักวิจัยครั้งนี้ เป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและเบาหวาน รวมไปถึงสารออกซีเลสเวอราทอล (Oxyresveratrol) ที่สกัดได้จากแก่นมะหาด ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านวัยชรา ภายใต้ชื่อโอตอง (Otong) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ล่าสุดของสถาบัน"

ประธานสถาบันวิจัยเปิดเผยต่อว่า สารออกซีเรสเวอราทรอล (oxyresveratrol) จากแก่นมะหาดนั้น มีโครงสร้างทางโมเลกุลขนาดเล็ก ออกฤทธิ์แอนติออกซิแดนท์ ช่วยต่อต้านขบวนการเกิดไกลเคชั่นสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวานและริ้วรอยเหี่ยวย่นมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องดื่มสมุนไพรโอตอง และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติช่วยขจัดอนุมูลอิสระในร่างกาย โดยสารออกซีเรสเวอราทรอลมีความสามารถในการจับกับอนุมูลอิสระได้ดีกว่า Resveratral ถึง 4 เท่าในปริมาณที่เท่ากัน โดยโอตอง 30 มิลลิลิตร มีประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระได้เทียบเท่ากับ Resveratral ในไวน์แดงถึง 100 ลิตร

นอกจากนี้สถาบันยังคิดค้นผลิตภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์พร้อมไวท์ พลัส (prompt vite+) ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสมุนไพรช่วยดูแลน้ำหนัก ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สาเหตุของโรคอ้วน ไขมันอุดตันในเส้นเลือดและไขมันส่วนเกินอีกด้วย

นับเป็นอีกก้าวของนักวิจัยไทยและสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูแคนดู ได้พัฒนาพืชสมุนไพรไทยหลากหลายชนิดมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์จนประสบความสำเร็จ ภายใต้ผลิตภัณฑ์ที่ชื่อโอตอง (Otong)

http://www.komchadluek.net/detail/20120912/139824/%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.html#.UFAeDFFvHAw
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 96 reads

'คาร์บอนเครดิต'สร้างรายได้ชุมชน

Submitted by info on Fri, 07/09/2012 - 11:11

บูรณาการวิจัย 'คาร์บอนเครดิต' เพิ่มค่าป่าไม้-สร้างรายได้ชุมชน
สุรัตน์ อัตตะ

ภารกิจของกรมป่าไม้ภายใต้การบริหารของอธิบดีคนปัจจุบัน "สุวิทย์ รัตนมณี" ไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันและรักษาป่าของประเทศไม่ให้ถูกทำลายไปมากกว่านี้เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับนโยบายการทำงานแบบบูรณาการของหน่วยงานภายในองค์กร ล่าสุดได้มอบนโยบายให้หน่วยป้องกันรักษาและควบคุมไฟป่าเป็นผู้ช่วยนักวิจัยในการเก็บข้อมูลการเจริญเติบโตของต้นไม้ในป่าสงวนแห่งชาติทั่วประเทศ 1,221 ป่า มีพื้นที่กว่า 67.7 ล้านไร่เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาวิจัยคาร์บอนเครดิตในเนื้อไม้ โดยนำร่องที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ชย.3 จ.ชัยภูมิ

สุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวถึงภารกิจของกรมป่าไม้ว่ามีภารกิจในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่สำคัญ 4 ด้านคือ การป้องกันปราบปรามผู้กระทำผิดด้านกฎหมายป่าไม้ การฟื้นฟูดูแลทรัพยากรป่าไม้ในรูปแบบต่างๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและส่งเสริมพัฒนางานวิจัยเพื่อต่อยอดและใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการดำเนินงานต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ โดยมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ในกรมป่าไม้บูรณาการในการดำเนินการร่วมกันเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ ประหยัดเวลาและบุคลากร รวมทั้งช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ของสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าที่ปฏิบัติงานอยู่ที่หน่วยป้องกันรักษาป่าทั้ง 491 แห่งทั่วประเทศจะได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการวัดการเจริญเติบโตของต้นไม้ การจดบันทึกข้อมูล รวมทั้งการศึกษาชนิดไม้ต่างๆ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ทั้ง 1,221 ป่า โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัยให้กับนักวิชาการของสำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ ซึ่งจะนำข้อมูลในภาคสนามไปวิเคราะห์โดยใช้สมการแอลโอเมตริกที่เหมาะสมเพื่อใช้ประโยชน์ผลผลิตของป่าแต่ละชนิดแต่ละแห่งต่อไป

อธิบดีกรมป่าไม้เผยอีกว่าสำหรับการดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการวัดการเจริญเติบโตของต้นไม้ในป่าสงวนแห่งชาติได้ดำเนินการนำร่องที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ชย.3 จังหวัดชัยภูมิ เป็นแห่งแรก ทั้งนี้ สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ จะกำหนดเป็นแผนงานในการดำเนินการในปี 2556 โดยให้หน่วยป้องกันรักษาป่าทุกหน่วยได้มีโอกาสมาฝึกอบรมการสำรวจชนิดไม้ การศึกษาการเจริญเติบโต การบันทึกข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัยให้กับนักวิชาการของกรมป่าไม้

อย่างไรก็ตามกรมป่าไม้คาดว่าข้อมูลที่สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าและสำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ร่วมมือกันในการดำเนินงานในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการประมาณตารางปริมาตรไม้ในป่าธรรมชาติของประเทศ ทำให้สามารถคาดการณ์และวางแผนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของกรมป่าไม้และประเทศไทยในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคาร์บอนเครดิตด้วย

ขณะที่ อำนวยพร ชลดำรงค์กุล นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านจัดการและควบคุมป่าไม้กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมกิจกรรมของหน่วยป้องกันและรักษาป่า ชย.ที่ 3 จ.ชัยภูมิ โดยระบุว่าขณะนี้กรมป่าไม้มีแนวคิดใหม่ที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ทั้งในกรมป่าไม้เองและหน่วยงานข้างนอกเพื่อป้องกันและรักษาป่าของประเทศไม่ให้ถูกทำลายไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะการให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมภายใต้โครงการราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า(รสทป.) ซึ่งเป็นโครงการตามแนวพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จนถึงปัจจุบันมีราษฎรที่ได้รับการฝึกอบรมเป็น รสทป.แล้วทั้งสิ้น 145,000 คน

"ในส่วนงานวิจัยคาร์บอนเครดิตในเนื้อไม้ที่กรมป่าไม้ได้นำร่องที่หน่วยป้องกันและรักษาป่า ชย.ที่ 3 จ.ชัยภูมิก็จะทำให้ชาวบ้านรู้ค่าของไม้และในอนาคตสามารถตีมูลค่าเป็นตัวเงินได้ จะแรงจูงใจให้ชาวบ้านมาช่วยกันดูแลรักษาป่า อีกทั้งยังนำข้อมูลที่ได้คิดค่าเสียหายกับคนที่บุกรุกทำลายป่าได้ด้วย" อำนวยพรกล่าวย้ำ

นับเป็นอีกก้าวของกรมป่าไม้ในการประสานทำงานแบบบูรณาการมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกัน ฟื้นฟูและดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นสำคัญ

http://www.komchadluek.net/detail/20120907/139456/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99.html#.UElzUZZvHAw
  • คม ชัด ลึก
  • โลกร้อน
  • 142 reads

'รับจำนำข้าว'ทางออกประเทศเกษตรกรรม?

Submitted by info on Thu, 06/09/2012 - 11:44

ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการ
ปิดประเด็น

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้อ่าน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ พบข่าวที่นายจอม ประสิทธิ์ รมว.พาณิชย์กัมพูชาออกมาเผยว่า ภายในสิ้นปีนี้กัมพูชาจะส่งออกข้าวไปจีนให้ได้ 3 แสนตัน ซึ่งภัยแล้งอย่างหนักในปีนี้ทำให้คาดว่าจีนซื้อข้าวไปแล้ว 2 ล้านตันจากประเทศต่างๆ โดยเมื่อปี 2554 กัมพูชาได้ลงทุน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระบบชลประทาน เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าว และผลักดันการส่งออกโดยรวมให้ได้ 1 ล้านตันภายในปี 2559

เราอาจรู้สึกว่าเราไม่ค่อยได้มองว่าประเทศกัมพูชาเขาเป็นคู่แข่งด้านการส่งออกข้าวสักเท่าไหร่ แต่พอเห็นรัฐบาลเขาตื่นตัวก็อดไม่ได้ที่จะหันมามองตัวเราบ้าง จริงๆ แล้ว แม้จีนไม่ประสบปัญหาภัยแล้ง แต่ผมก็เชื่อว่าในอนาคต ประเทศจีนจะต้องเป็นประเทศที่นำเข้าข้าวเพื่อให้คนของเขาบริโภคอย่างมหาศาล ทำไมหรือครับ? ตอนนี้จีนแม้จะผลิตข้าวได้เป็นอันดับหนึ่งของโลกคือปีละประมาณ 140 ล้านตัน แต่ข้าวที่ผลิตได้จำนวนมหาศาลนี้ เพียงพอเพียงแค่บริโภคกันในประเทศเท่านั้น ไม่เหลือที่จะส่งออก...

ท่านผู้อ่านลองนึกดูนะครับ ถ้าแรงงานจีนเข้าเมืองมาทำงานกันมากขึ้นตามกระแสการเติบโตของประเทศ แล้วใครจะปลูกข้าวให้คนจีนรับประทานกันเองครับ...กัมพูชาเขาเริ่มมีแผนการส่งออกไปจีนแล้ว เขาเริ่มมีแผนชลประทานระยะ 5 ปีแล้ว ลองมาดูของเราบ้างครับ

ประเทศไทยปลูกข้าวได้ประมาณปีละ 30 ล้านตัน พอนำไปสีเป็นข้าวสารแล้วก็จะเหลือน้ำหนักประมาณ 20 ล้านตัน ข้อมูลจาก Foreign Agriculture Service, United States Department of Agriculture พบว่าในจำนวนข้าว 20 ล้านตันที่เราผลิตได้ เราใช้บริโภคในประเทศกับส่งออกพอๆ กัน คือประมาณอย่างละ 10 ล้านตันต่อปี แต่ที่น่าสังเกตคือ “สต็อกข้าว” ครับ...สต็อกข้าว เราเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่าตัวในระยะเวลาไม่ถึง 4 ปี เมื่อพิจารณากับตัวเลขการบริโภคข้าวภายในประเทศที่ระดับราว 10 ล้านตันในแต่ละปีแล้วพบว่า เรามีข้าวอยู่ในสต็อกตอนนี้ มากพอที่จะให้พี่น้องชาวไทย 68 ล้านคนรับประทานกันได้ราว 1.2 ปี นับเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในโลก

แรงงานเราเกือบ 40% ของไทยเราทำเกษตรกรรม ผมเชื่อครับว่า ไม่ว่าจะเป็นการรับจำนำข้าว หรือการประกันราคาข้าว ทุกรัฐบาลมีความตั้งใจที่ดีที่จะช่วยเหลือรายได้พี่น้องเกษตรกร ซึ่งถ้าเราวัดความสำเร็จของนโยบายกันตรงที่พี่น้องเกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น การดำเนินนโยบายก็จะออกมาในแนวว่า ทำอย่างไรเราถึงเอาเงินใส่มือพี่น้องเกษตรกรให้ได้มากๆ สุดท้ายแล้วเงินที่ใส่มือพี่น้องเกษตรกรก็เป็นเงินของประเทศ

แต่ถ้าเรามองว่าตอนนี้คนในโลกบริโภคข้าวไทยเรา 2.2% ถ้าเราทำให้คนในโลกรับประทานข้าวเราได้ 2.5% สต็อกของเราจะลดลงปีละเกือบ 1,400 ล้านตันต่อปี...ราคาข้าวในประเทศเราก็จะสูงขึ้น ภาระการจำนำข้าวเราก็จะลดลง การส่งออกเราก็จะดีขึ้น...แน่นอนครับ อาจจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดเพราะราคาข้าวส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยตลาดโลก แต่การเริ่มวางแผนการผลิตและการตลาดระยะปานกลางดังเช่นที่ประเทศกัมพูชากำลังทำ อาจเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นครับ

http://www.komchadluek.net/detail/20120906/139339/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1.html#.UEgpbJZvHAw
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 52 reads

ชี้ชะตา'เมโทมิล'ต้นทุนผลิตมะม่วง

Submitted by info on Tue, 04/09/2012 - 11:38

เตรียมประชาพิจารณ์สารเคมี 4 ชนิด ชี้ชะตา 'เมโทมิล' ต้นทุนผลิตมะม่วง

จากกรณีที่ตัวแทนจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกประเทศไทย ได้เรียกร้องให้กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการไม่ให้มีการผลิต นำเข้าและจำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง 4 ชนิด ได้แก่ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น โดยทันที เพื่อคุ้มครองสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภคที่ได้รับพิษภัยจากสารเคมีดังกล่าว

จิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดวัตถุอันตรายเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวัง โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ผู้ประกอบการผลิตและนำเข้าวัตถุอันตราย นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนหน่วยงานราชการอื่นๆ กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าเกษตร กลุ่มผู้บริโภค และกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้และไม่ใช้วัตถุอันตราย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดวัตถุอันตรายเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวัง

ทั้งนี้ จากความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เสนอให้มีการจัดกลุ่มหลักเกณฑ์ที่มีความคล้ายกันให้อยู่รวมเป็นข้อเดียวกัน และจัดเรียงลำดับความสำคัญของหลักเกณฑ์การพิจารณาให้เป็นวัตถุอันตรายที่อยู่ในรายการเฝ้าระวัง ซึ่งผลจากการจัดกลุ่มได้รวมหลักเกณฑ์ในการพิจารณาวัตถุอันตรายเพื่อการเฝ้าระวังเหลือ 7 ข้อจากเดิมที่มี 12 ข้อ

จิรากร เปิดเผยต่อว่า จากกรณีที่มีการเรียกร้องไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง 4 ชนิด คือ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็นนั้น ขณะนี้มีความเป็นไปได้ว่าวัตถุอันตราย 2 ชนิด ได้แก่ ไดโคโตรฟอส และอีพีเอ็น อาจถูกเปลี่ยนแปลงระดับการควบคุมเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (วัตถุอันตรายที่ห้ามมิให้มีการผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครอง) เนื่องจากมีข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์เฝ้าระวัง โดยกรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของวัตถุอันตรายทั้ง 4 ชนิด เข้าสู่กระบวนการจัดทำประชาพิจารณ์เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน คาดว่าน่าจะดำเนินการจัดประชาพิจารณ์ได้ภายในเดือนกันยายน 2555 และจะสรุปผลการทำประชาพิจารณ์ดังกล่าว เสนอเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้พิจารณาต่อไป

“ขอยืนยันว่าปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรยังไม่มีการออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนให้แก่สารเคมีทั้ง 4 ชนิดให้แก่ผู้ประกอบการรายใดทั้งนั้น โดยข้อมูลล่าสุดในขณะนี้มีวัตถุอันตรายที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วรวมจำนวนทั้งสิ้น 1,618 ทะเบียน แยกเป็นสารกำจัดวัชพืช 849 ทะเบียน สารกำจัดแมลง 419 ทะเบียน สารป้องกันกำจัดโรคพืช 286 ทะเบียน และสารชนิดอื่น 64 ทะเบียน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ขณะที่ มนตรี ศรีนิล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งออกมะม่วงบ้านโป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และกรรมการสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย เห็นด้วยที่กรมวิชาการเกษตรเตรียมจัดทำประชาพิจารณ์การขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง 4 ชนิดดังกล่าว และหนึ่งในนั้นคือเมโทมิล สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของต้นทุนการผลิตและคุณภาพของผลผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งปัจจุบันในตลาดต่างประเทศก็ให้การยอมรับ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของมะม่วงไทย

"เห็นด้วยอย่างยิ่งหากมีการเปิดทำประชาพิจารณ์ แต่ขอให้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนจริงๆ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ใช้ เพราะไม่เช่นนั้นจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในระยะยาวได้" มนตรีกล่าวทิ้งท้าย

http://www.komchadluek.net/detail/20120904/139183/%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87.html#.UEWFRpZvHAw
  • คม ชัด ลึก
  • จับตาบรรษัท
  • 85 reads

จับตา!ข้าวหอมเวียดนามตั้งเป้าล้มไทย

Submitted by info on Mon, 03/09/2012 - 13:47

จับตาข้าวหอมพันธุ์ใหม่เวียดนาม อีก 8 ปี ตั้งเป้าล้มข้าวหอมมะลิไทย
ดลมนัส กาเจ

แม้การประกวดข้าวที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เมื่อ 4 ปีก่อน ที่มีการนำตัวอย่างข้าวทั่วโลกกว่า 30 สายพันธุ์มาจัดอันดับ โดยพิจารณาจากรสชาติ สี และคุณภาพ ในงานการประชุมข้าวโลกโดยองค์กรไรซ์ เทรดเดอร์ ข้าวหอมมะลิของไทยสูญเสียตำแหน่งแชมป์ข้าวรสชาติดีที่สุดในโลกให้แก่ข้าว เพียร์ล ปาว ซาน (Pearl Paw San) ของพม่า ที่คว้ารางวัลข้าวรสชาติดีที่สุดไปครองเนื่องจากไม่มีการใส่ส่วนผสมอื่นใดก็ตาม แต่ นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ์ อธิบดีกรมการข้าว ยืนยันว่าข้าวไทยยังเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลก แต่ก็น่าจับตามองประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่แอบซุ่มวิจัยข้าวหอมมาแข่งกับประเทศไทยโดยตรง และประกาศจะล้มข้าวหอมมะลิของไห้ได้ในเร็วๆ นี้

"ผมเพิ่งเดินทางไปประเทศเวียดนามเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ทราบว่าขณะนี้ประเทศเวียดนามกำลังวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมคล้ายข้าวหอมมะลิไทย และมีแปลงทดลองในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ที่สำคัญเวียดนามประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาจะล้มข้าวหอมมะลิของไทยภายใน 8 ปีข้างหน้า หรือในปี 2020 (2562) ตรงนี้เราไม่ควรประมาท เพราะภาคการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวของเวียดนามกำลังมาแรง" นายชัยฤทธิ์ กล่าวในรายการ "เกษตรทำกินกับคม ชัด ลึก" ทางช่องระวังภัยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

สำหรับข้าวหอมของเวียดนามนั้น เมื่อปี 2550 หนังสือพิมพ์เวียดนามอีโคโนมิคไทมส์ ลงตีพิมพ์ว่า โดยอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนามว่า นักวิทยาศาสตร์ของกระทรวงเกษตรเวียดนาม กำลังซุ่มวิจัยและทดลองข้าวสายพันธุ์ใหม่ๆ หลายสายพันธุ์มาตั้งแต่ปี 2548 รวมทั้งมีการทดลองปลูกข้าวหอม 6 สายพันธุ์ ซึ่งเตรียมส่งเสริมให้ชาวนาปลูกในพื้นที่ 7 จังหวัด บริเวณที่ราบปากแม่น้ำโขง หรือเขตแม่โขงเดลต้า ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ นอกจากนี้เวียดนามสามารถปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ไฮบริด หรือลูกผสมได้ไร่ละถึง 2,000 กิโลกรัม ซึ่งนับเป็นก้าวครั้งสำคัญของผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก

นายชัยฤทธิ์ ระบุว่า แม้จะมีการอ้างว่าข้าวหอมมะลิของไทยสูญเสียตำแหน่งแชมป์ข้าวรสชาติดีที่สุดในโลกให้แก่ข้าว Pearl Paw San ของพม่า ก็ตาม แต่เขายืนยันว่าข้าวไทยยังเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลก เขาจะไม่ยอมให้เสียแชมป์ทั้งที่ข้าวที่มีรสชาติดีที่สุด การการส่งออกมากที่สุดในโลก ขณะนี้กรมการข้าวได้กำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยข้าว พ.ศ.2555-2559 เน้น 3 ด้าน คือ ยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาข้าว ยุทธศาสตร์การผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว และยุทธศาสตร์การต่างประเทศของกรมการข้าว เพื่อเป็นการรองรับการรวมประเทศในกรอบของประชาคมเศษรฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เพราะถึงเวลานั้นประเทศผู้ผลิตต้องการแข่งขันที่สูงขึ้นแน่นอน

"ตอนนี้กรมข้าวเรามีนักวิจัยรุ่นใหม่ถึง 164 คน พร้อมที่จะเดินหน้างานวิจัยเพื่อพัฒนาข้าวของไทย ผมยืนยันได้ว่าเราได้เปรียบประเทศอื่นทั่วโลก ตอนนี้คู่แข่งของเราในอาเซียนมีประเทศเวียดนามกับประเทศพม่า หากระดับโลกมีจีนกับอินเดียเพิ่มขึ้น แต่เรายังได้เปรียบประเทศเหล่านี้หลายเท่า เพราะเรามีข้าวที่เก็บไว้ในศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีกว่า 2 หมื่นสายพันธุ์ ในจำนวนนี้เป็นข้าวพื้นเมืองกว่า 1.7 หมื่นสายพันธุ์ และที่กรมวิชาการเกษตรประกาศรับรองสายพันธุ์ข้าวแล้ว 120 สายพันธุ์เป็นข้าวพื้นเมือง 57 สายพันธุ์ และข้าวลูกผสมอีก 63 สายพันธุ์ถือว่ามากพอที่จะให้เกษตรกรเลือกนำไปปลูกในพื้นที่เหมาะสม อนาคตเราจะนำสายพันธุ์ใดก็ได้มาต่อยอด หรือทำเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เพื่อพัฒนาข้าวไทยให้ผลผลิตอย่างน้อยไร่ละ 800 กก." อธิบดีกรมการข้าวกล่าว

กระนั้นการที่จะทำให้ข้าวไทยต้องเป็นหนึ่งของโลก จึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วย โดยเฉพาะชาวนาต้องมุ่นเน้นในการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ข้าวที่ผ่านมาตรฐานจีเอพี (GAP) หรือข้าวอินทรีย์ เน้นในเรื่องสุขภาพผู้บริโภค และให้ข้าวเป็นยา เป็นต้น นอกจากนั้นหาแนวทางลดต้นทุน โดยเฉพาะสารเคมีและปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตถึง 35% เพื่อจะได้แข่งในตลาดโลกได้ ซึ่งทราบกันดีว่าปัจจุบันประเทศคู่แข่งในการผลิตข้าวอย่างเวียดนามมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า

สอดคล้องกับ ดร.เอนก ศิลปพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร สายงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร (ซีพีเอส) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการงานวิจัยและพัฒเมล็ดพันธุ์ข้าวของซีพีเอส ก็มั่นใจว่าการที่เวียดนามวิจัยพันธุ์ข้าวหอมเพื่อแข่งกับข้าวหอมมะลิไทย คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะข้าวหอมมะลิที่จะให้คุณภาพดีต้องมีสภาพภูมิอากาศลักษณะคล้ายกับภาคอีสานของไทยโดยเฉพาะพื้นที่เขตทุ่งกุลาร้องไห้ ที่มีสภาพกลางคืนเย็นแต่จะร้อนในเวลากลางวัน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับข้าวเวียดนามคือให้ผลผลิตที่จะเหนือกว่าของไทย เนื่องจากระบบชลประทานค่อนข้างจะสมบูรณ์ โดยเฉพาะในเขตแม่โคขงเดลต้า จุดนี้มีแนวโน้มสูงที่เวียดนามจะกลายเป็นประเทศที่ส่งข้าวออกมากที่สุดในโลกแทนไทยได้เพราะข้าวเวียดนามให้ผลผลิตที่ไร่ละ 875 กก. แต่ผลผลิตเฉลี่ยของข้าวไทยอยู่ที่ไร่ละ 461 กก.ขณะที่จีนอยู่ที่ไร่ละ 1,054 กก.ไร่ และอินโดเนีเซียไร่ละ 774 กก.นอกจากนี้เวียดนามมีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสมมาจากจีนที่ให้ผลผลิตสูงด้วย ตรงนี้จะทำให้ไทยเสียเปรียบได้

"การแก้ปัญหาของไทยคือต้องมีการวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง ทนต่อโรค เปลี่ยนวิธีการทำนาจากนาหว่านมาเป็นนาดำ อย่างของซีพี ตอนนี้มีการพัฒนาเมล็ดที่ได้รับการรับรองจากกรมข้าวแล้วคือ ซีพี 304 เป็นพันธุ์ข้าวลูกผสมให้ผลผลิตดี ซึ่งจากการนำไปปลูกในพื้นที่ อ.บางเลน ได้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละ 1,200-1,400 กก. แต่ต้องปลูกในพื้นที่เขตชลประทาน อีกสายพันธุ์เป็นพันธุ์พื้นที่เมือง ซึ่งเกษตรกรนำไปปลูกสามารถเก็บเมล็ดเองได้คือ ซีพี 111 ให้ผลผลิตไร่ 1,000-1,200 กก. " ดร.เอนก กล่าว

ก่อนหน้านี้ ดร.เอนก เขียนบทความลงในซีพี อี-นิวส์ (CP e-NEWS) ว่าในปีนี้ 2012 เวียดนามที่ตัวเลขการส่งออกข้าวพุ่งสูงถึง 7 ล้านตันต่อปี แม้แต่อินเดียก็ก้าวขึ้นมาเบียดเวียดนาม ทำสถิติส่งออกข้าว 7 ล้านตันต่อปีเช่นกัน ขณะที่ไทยการส่งออกลดลงเหลือ 6.5 ล้านตันต่อปี โดยลดลงจากปีที่ผ่านมาถึง 39%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยจะได้เปรียบทั้งความหลากหลายของสายพันธุ์ และสภาพภูมิประเทศที่เหมาะกับการทำนา แต่เมื่อคู่แข่งประกาศศักดาพร้อมที่จะล้มแชมป์ข้าวไทยให้ได้ ก็ไม่ควรประมาทเป็นอย่างยิ่ง

http://www.komchadluek.net/detail/20120903/139129/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B2!%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.html#.UERRsZZvHAw
  • คม ชัด ลึก
  • จับตาบรรษัท
  • 170 reads
  • « first
  • ‹ previous
  • …
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content