Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

คม ชัด ลึก

ท่องเที่ยวโอดไม่พร้อมรับมือเออีซี

Submitted by info on Sat, 26/03/2011 - 12:02

นายกฯ กระตุ้นท่องเที่ยวไทยใช้อินเทอร์เน็ตเสริมจุดแข็ง ปีหน้าตั้งเป้าดึงคนไทย 17 ล้านคนครั้ง ด้านเอกชนทั้งมัคคุเทศก์และโรงแรมยอมรับยังไม่พร้อมรับมือเออีซี ห่วงต่างชาติเข้ามาแย่งอาชีพคนไทย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาเปิดงาน "ASEAN e-Travel Mart 2010" จัดโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว ร่วมกับหน่วยงานสำคัญด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้ทุกฝ่ายเตรียมตัวรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 โดยระบุว่า การท่องเที่ยวไทยควรใช้ประโยชน์จากบริการอินเทอร์เน็ตร่วมกันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาเสริมจุดแข็งทุกด้าน ทั้งเรื่องธรรมชาติ บริการ ศิลปวัฒนธรรม เพราะออนไลน์เป็นไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล ที่ชอบหาข้อมูลท่องเที่ยวและวางแผนการเดินทางผ่านระบบออนไลน์

"อินเทอร์เน็ตจะช่วยกระตุ้นให้ภาคบริการและการท่องเที่ยวไทยมีอัตราการเติบโตในระยะยาวและช่วยลดต้นทุนการทำธุรกิจ ซึ่งการท่องเที่ยวก่อให้เกิดการจ้างแรงงานจำนวนมาก และปีนี้คาดว่านักท่องเที่ยวจะเพิ่มเป็น 16.5 ล้านคนครั้ง และในปี 2555 ตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเป็น 17 ล้านคนครั้ง" นายอภิสิทธิ์กล่าว

ขณะที่หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจร่วมกับพันธมิตรจัดสัมมนาท่องเที่ยวไทย พร้อมแค่ไหนรับมือเออีซี (การเปิดเสรีประชาคมอาเซียน) โดยนายวิโรจน์ สิตประเสริฐนันท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย และประธานสมาพันธ์เครือข่ายท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ในส่วนของมัคคุเทศก์ยังไม่เห็นด้วยกับเออีซี เพราะจะทำให้ไทยเสียเปรียบในอาชีพที่เคยสงวนสิทธิ์เพราะต่อไปต่างชาติมีสิทธิ์ที่จะมาสอบ ดังนั้น ภาครัฐจะต้องเร่งมือในการตั้งสภาวิชาชีพมัคคุเทศก์ให้แล้วเสร็จก่อนเปิดเสรี เพื่อสร้างมาตรฐานและดูแลผู้ประกอบการไทยซึ่งปัจจุบันมีบุคลากรในวิชาชีพนี้ ราว 4 หมื่นคน

ด้านนายอุดม ศรีมหาโชตะ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมเองก็ไม่พร้อมที่จะรับมือกับการเปิดเสรี โดยเตรียมที่จะหารือกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มเงื่อนไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับโรงแรม เช่น เรื่องการลงทุนควรมีการจำกัดพื้นที่ในการสร้างโรงแรมใหม่ๆ ในพื้นที่ที่ยังไม่เกิดปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย อย่างภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ตอนบน รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีการลงทุนเฉพาะโรงแรมระดับ 5 ดาวเท่านั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อการแข่งขันในโรงแรมขนาดกลางและเล็ก

  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 335 reads

ร้อยละ 83.4ค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไทย

Submitted by info on Sat, 26/03/2011 - 11:44

เอแบคโพลล์เผยผลสำรวจ เรื่องทัศนคติต่อการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยกรณีศึกษาตัวอย่าง ประชาชนอายุ 18-60 ปี ใน 17 จังหวัด พบร้อยละ 83.4ค้าน

(26มี.ค.) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ทัศนคติต่อการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน ประเทศไทย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18-60 ปีใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ นครนายก ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ สระแก้ว หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ขอนแก่น นครราชสีมา ยะลา สงขลา และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 3,807 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการในช่วง 1– 25 มีนาคม 2554

ผลการสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือกว่าร้อยละ 80 ติดตามข่าวสารเป็นประจำทุกสัปดาห์ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.4 ไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย ในขณะที่ร้อยละ 16.6 ยังคงเห็นด้วย แต่เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในจังหวัดที่ท่านพักอาศัย พบว่า มีเพียงร้อยละ 10.5 เท่านั้นที่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 89.5 ไม่เห็นด้วย

เมื่อจำแนกตามพื้นที่พักอาศัย พบว่า ส่วนใหญ่ของทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นประชาชนในเขตเทศบาล นอกเขตเทศบาล ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยสำรวจพบว่า ประชาชนที่มีกลุ่มคนไม่เห็นด้วยมากที่สุดคือ คนกรุงเทพมหานครที่มีอยู่มากสุดถึงร้อยละ 95.2 รองลงไปคือ คนในภาคใต้ร้อยละ 91.5 คนในภาคกลางร้อยละ 91.1 คนในภาคเหนือร้อยละ 90.0 และคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 85.8 ที่ไม่เห็นด้วยต่อการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่จังหวัดของตนที่พักอาศัยอยู่ขณะนี้ โดยผลสำรวจครั้งนี้จะนำไปให้ประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.abacpolldata.au.edu

จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 49.4 เป็นชาย ร้อยละ 50.6 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 8.3 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 21.4 อายุระหว่าง 20–29 ปี ร้อยละ 25.5 อายุระหว่าง 30–39 ปี ร้อยละ 24.8 อายุระหว่าง 40–49 ปี และ ร้อยละ 20.0 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 86.2 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 12.6 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 1.2 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 43.8 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 30.3 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 6.2 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 5.2 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.3 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 6.0 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 2.2 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ

  • คม ชัด ลึก
  • สิ่งแวดล้อม
  • 497 reads

สช.มุ่งบรรจุยาสมุนไพรไทยให้ได้ร้อยละ10

Submitted by info on Wed, 23/03/2011 - 14:22

สช.จัดเวทีเดินหน้าร่างแผนยุทธศาสตร์ ชาติภูมิปัญญาไท ฉบับที่ 2 ปี 2555-2559 เตรียมสรุปเสนอ ครม.เม.ย.นี้ หลังแผนยุทธศาสตร์แรกผ่านฉลุย ขณะที่ “อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ” เผย แผนใหม่กำหนดของบร้อยละ 0.5 ของงบสาธารณสุขทั้งประเทศใช้หนุน ทั้งจัดการองค์ความรู้ การพัฒนาและวิจัย ให้ไทยพึ่งตนเอง พร้อมเดินหน้าบรรจุยาสมุนไพรไทยให้ได้ร้อยละ 10 ของบัญชียาหลักแห่งชาติ

(22มี.ค.) ที่กระทรวงสาธารณสุข พญ.วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวในการประชุมสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นว่าด้วยแผนยุทธศาสตร์ชาติการพัฒนา ภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไท ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555-2559 ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกับสำกนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ว่า จากแผนยุทธศาสตร์ชาติการพัฒนาภูมิปัญญาไทฯ ฉบับแรก ปี 2550-2554 ได้เป็นร่มนโยบายที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งความสำเร็จมีทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ แต่ขณะเดียวกันก็มีอุปสรรคในการดำเนินงานทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ทั้งหมด ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ จึงจำเป็นที่จะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติฯฉบับที่ 2 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง และเป็นกรอบแนวทางเพื่อมุ่งไปสู่การพึ่งตนเองด้านสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไท ตามปรัชญาเศรษฐกืจพอเพียง

พญ.วิลาวัณย์ กล่าวว่า สำหรับแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ฉบับที่ 2 มี 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1 .การสร้างและจัดการความรู้ภูมิปัญญาไท โดยให้มีการจัดงบประมาณอย่างน้อยร้อยละ 0.5 ของงบด้านสาธารณสุขของประเทศมาสนับสนุนการวิจัยด้านแพทย์แผนไทย สร้างระบบและกลไกการวิจัยระดับชาติ ระดับภูมิภาค ตลอดจนพัฒนางานวิจัย 2. พัฒนาระบบสุขภาพชุมชนท้องถิ่น เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายหมอพื้นบ้าน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้มีคุณภาพมาตรฐาน และพัฒนาโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยต้นแบบ

3. การพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์แผนไทย ทั้งในระบบการสืบทอดหมอพื้นบ้านตามวิถีดั้งเดิมและระบบสถาบันการศึกษา พร้อมกำหนดโครงสร้างและกรอบอัตรากำลังคนเพื่อให้สถานภาพของบุคลากรด้านการ แพทย์แผนไทยมีความมั่นคงก้าวหน้า 4. พัฒนายาและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร โดยให้มีรายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติอย่างน้อยร้อยละ 10 ของรายการยาทั้งหมดจากปัจจุบันที่มีเพียง 19 รายการ รวมถึงส่งเสริมการพึ่งตนเองด้านสมุนไพรของชุมชน และจัดทำแผนอนุรักษ์สมุนไพรทั้งในธรรมชาติและชุมชน ตลอจนพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร 5. พัฒนาระบบและกลไกคุ้มครองภูมิปัญญาไทย การจัดทำข้อตกลงกับสำนักงานสิทธิบัตรระหว่างประเทศ การสร้างบทบาทเชิงรุกในเวทีเจรจาระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการคุ้มครอง ภูมิปัญญาไทย และ 6. การสื่อสารสาธารณะด้านการแพทย์แผนไทย เช่น การสื่อสารเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย

ด้าน นายวิสุทธิ์ บุญยะโสภิต ผู้อำนวยการสำนักสมัชชาสุขภาพ สช. กล่าวว่า ผลสำเร็จที่เกิดจากแผนยุทธศาสตร์ชาติฯฉบับแรก อาทิเช่น การเกิดสถาบันสุขภาพวิถีไทย การจัดการความรู้ระบบภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านอีสาน ส่วนการส่งเสริมการใช้และการพัฒนามาตรฐานบริการแพทย์แผนไทย ทาง สปสช.ได้จัดตั้งกองทุนพัฒนาการแพทย์แผนไทย เพื่อจ่ายสมทบให้กับสถานบริการสาธารณสุข ตั้งแต่ปี 2550 โดยในปี 2554 จัดสรรงบประมาณตามรายประชากรให้รายละ 6 บาท โดย 4.50 บาท สำหรับบริการนวดไทยเพื่อรักษาอาการปวด อัมพาต อัมพฤกษ์ การฟื้นฟูสุขภาพแม่หลังคลอด และอีก 1.50 บาท เพื่อส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพรในระบบบริการสาธารณสุข เกิดการเข้าถึงยาจากสมุนไพรมาก ขึ้น เป็นต้น สำหรับแผนยุทธศาสตร์ชาติการพัฒนาภูมิปัญญาไทฯ ฉบับที่ 2 คาดว่าในเดือนเมษายนนี้ และส่งเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อให้หน่วยงานและองค์กรต่างๆ นำไปดำเนินงานต่อไป

  • คม ชัด ลึก
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 434 reads

สกย.เดินหน้าประกวดราคากล้ายาง

Submitted by info on Wed, 23/03/2011 - 14:19

สกย.จำใจเปิดประกวดราคาต้นกล้ายางในโครงการ 8 แสนไร่ หลัง กนย.ไม่เพิ่มงบประมาณให้ตามที่ขอ ระบุหากไม่มีผู้เข้าร่วม เตรียมชงประธาน กนย.เสนอ ครม.อนุมัติงบโดยตรง ส่วนแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นไม่กระทบตลาดค้ายาง ยันพยุงราคาไม่ให้ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 120 บาท

นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้พิจารณางบประมาณในการจัดซื้อกล้ายางให้เกษตรกร ในโครงการส่งเสริมพื้นที่ปลูกยาง 8 แสนไร่ และได้อนุมัติซื้อกล้ายางต้น ละ 18 บาท โดย สกย. ได้ขอเพิ่มงบประมาณจัดซื้อต้นกล้าดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ กนย.เห็นว่ายังไม่สมควรเพิ่มงบประมาณในขณะนี้ และมอบหมายให้ สกย.ประกวดราคากลางต้นละ 18 บาทไปก่อน

"เหตุที่ขอเพิ่มงบประมาณ เพราะ สกย.เห็นว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะต้นทุนการผลิตกล้ายางราคาประมาณต้นละ 17 บาท หากรวมค่าดำเนินการ ราคากล้ายางจะอยู่ที่ต้นทุนละ 21.50 บาท ในแปลงผลิตของเอกชนราคาอยู่ที่ต้นละ 29 บาท รวมค่าดำเนินการจะอยู่ที่ต้นละ 35 บาท ขณะที่ราคากล้ายางในตลาดอยู่ที่ต้นละ 35-50 บาท" นายวิทย์กล่าว

ทั้งนี้ ในวันที่ 31 มีนาคม สกย.จะนำเสนอคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง (ก.ส.ย.) เพื่อดำเนินการตามมติดังกล่าว หากไม่มีผู้เข้าประกวดราคาเลย สกย.จะนำเรื่องนี้เสนอประธาน กนย.อีกครั้งเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี ขออนุมัติงบโดยตรงต่อไป

นายวิทย์กล่าวถึงผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นต่อตลาดค้ายางว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดค้ายาง เพราะประเทศญี่ปุ่นใช้ยางประมาณ 7% ของโลก และเหตุการณ์ไม่ได้กระทบโรงงานยางขนาด ใหญ่อย่างบริดจสโตน โตโยไทร์ แอน รับเบอร์ ซูมิโตโม รับเบอร์ อินดัสทรี โยโกฮามารับเบอร์ ซึ่ง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ทยอยเปิดดำเนินการแล้ว ซึ่งการชะลอการผลิตของโรงงานเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น

สำหรับญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ซื้อยางพาราจากไทยอันดับ 3 ประมาณ 2-3 แสนตัน ซึ่งลูกค้าที่สั่งซื้อยางพาราจากไทยมากที่สุด คือ ประเทศจีน ประกอบกับในช่วงนี้ เป็นช่วงปิดกรีดยางอยู่แล้ว ปริมาณยางพาราในตลาดน้อยจึงไม่มีผลกระทบต่อเกษตรกรและการค้ายาง หรือผลกระทบต่อราคายางของไทย

ส่วนการปรับตัวลดลงของราคายางในก่อนหน้านี้ กนย.ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งหมดแล้วและเห็นชอบร่วมกัน ที่จะรักษาเสถียรภาพราคายางให้อยู่ในอัตราไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 120 บาท โดยมีเป้าหมายราคายางที่กิโลกรัมละ 150 บาท

  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 406 reads

ชงลดชดเชยปาล์มขวดหวังกดราคาลง

Submitted by info on Wed, 23/03/2011 - 14:15

พาณิชย์ชงกนป.ปรับลดอัตราชดเชยปาล์มขวดฝาสีชมพู หลังพบราคาปาล์มสดปรับลดลงเหลือกิโลละ 5 บาท หวังกดราคาขายปลีกลงเหลือขวดละ 42 บาท

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 23 มีนาคมนี้กระทรวงพาณิชย์จะเสนอผลการผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มฝาสีชมพูให้คณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ (กนป.) รับทราบ รวมทั้งรายงานภาวะราคาและปริมาณผลปาล์มสดในปัจจุบัน ซึ่งเบื้องต้นพบว่าราคาผลปาล์มสด ได้ปรับลดลงมากปัจจุบันเหลือกิโลกรัมละ 5 บาท ต่ำกว่าราคาประกันที่กนป.กำหนดไว้ รวมทั้งราคายังมีการปรับลดลงมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงระหว่างที่โรงสกัดน้ำมันปาล์มที่เข้าร่วมโครงการกำลังเร่งระดมรับซื้อผลปาล์มในประเทศ เพื่อนำมาผลิตน้ำมันปาล์มจุก สีชมพูเพื่อจำหน่าย ดังนั้น กนป.อาจจะต้องมีการพิจารณาทบทวนเรื่องอัตราการชดเชยให้โรงสกัดใหม่จากเดิม ที่กำหนดให้การชดเชยลิตรละ 9.50 บาท โดยอาจจะต้องมีการปรับลดลงให้สอดคล้องกับต้นทุนราคาผลปาล์มสดที่ปรับลดลง

“รมว.พาณิชย์ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจจริงเรื่องราคาผลปาล์มสดที่ผ่านมา เนื่องจากพบว่าราคาตกต่ำลงเหลือกิโลกรัมละ 5 บาทตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม เพราะโรงสกัดมีการกดราคารับซื้อผลปาล์มสดจากเกษตรกร โดยจะขอดูหลักฐานการรับซื้อผลปาล์มสดย้อนหลังจากโรงสกัดแต่ละราย หากพบว่ารายใดรับซื้อผลปาล์มสดจากเกษตรกรในราคาที่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 7 บาท ตามที่กนป.กำหนดเพื่อนำมาผลิตปาล์มฝาชมพู อาจจะต้องถูกตัดจ่ายเงินชดเชยตามจริง" รายงานข่าวระบุ

ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าโรงสกัดที่เข้าร่วมโครงการผลิตฝาสีชมพูซื้อผลผลิตปาล์มสดเสร็จสิ้นวันที่ 17 มีนาคมแต่ราคาผลปาล์มสดในตลาดเริ่มตกต่ำมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม ดังนั้นโรงสกัดไม่ควรได้รับเงินชดเชยถึงขวดละ 9.50 เพราะรับซื้อผลปาล์มสด ในราคาเพียงกิโลกรัมละ 5 บาทเท่านั้น โดยกนป.อาจจะต้องลดอัตราเงินชดเชยลงขวดละ 5-6 บาท เพราะถือเป็นการเอาเปรียบงบประมาณภาครัฐและผู้บริโภค ส่วนการปรับลดราคาจากการคำนวณต้นทุนหากผลปาล์มสด ลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท จะทำให้ราคาขายปลีกปรับลดลงจากขวดละ 47 บาท เป็น 42 บาท หรือลดลงขวดละ 5 บาท แต่ต้องรอการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาน้ำมันพืชที่เตรียมประชุมใน เร็วๆ นี้อีกครั้ง

  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 334 reads

ชี้ไทยไร้ยุทธศาสตร์ตั้งรับทุนจีน

Submitted by info on Sat, 19/03/2011 - 09:09

"พรทิวา" จี้ผู้ประกอบการไทยอาศัยช่องทางค้าเสรีขยายลงทุนในจีนให้มากขึ้น พบมูลค่าการค้ารวมขยายตัวต่อเนื่อง ปี 53 สูงถึง 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ นักวิชาการเผยไทยยังไร้แผนตั้งรับทุนจีนที่กำลังรุกคืบ

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "อาเซียน-จีน โอกาสประเทศไทย" จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ว่าข้อตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ)อาเซียน-จีน เป็นข้อตกลงที่สำคัญมากของอาเซียน โดยเป็นข้อตกลงแรกที่อาเซียนลงนามกับคู่ค้า มีผลตั้งแต่ปี 2548 ทำให้การค้าขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับไทยที่เมื่อปี 2546 ก่อนข้อตกลงมีผลบังคับใช้ มีมูลค่าการค้ารวม 1.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 2.53 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2549 ล่าสุดปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 4.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ จีนให้ความสำคัญกับข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน มากโดยในปี 2553 จีนให้อาเซียนกู้ 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้จีนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนนี้ด้วย ขณะที่การลงทุนของไทยไปจีนยังต่ำมาก แต่เชื่อว่านักธุรกิจไทยมีศักยภาพสูง จึงอยากจะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงอาเซียน-จีน ให้เป็นแต้มต่อในการเข้าไปลงทุน

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ทุนจีนที่กำลังรุกเข้ามาในไทยที่เห็นได้ชัด คือโครงการไชน่า คอมเพล็กซ์ และการลงทุนรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งมองว่าจีนมี ยุทธศาสตร์ในการรุกคืบเข้ามาในอาเซียนอย่างมีรูปแบบ แผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าจะแล้วเสร็จในช่วงเดียวกับการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (เออีซี) มีผลบังคับใช้ในปี 2558 ประเด็นที่ตั้งคำถามในขณะนี้คือว่าไทยจะใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้อย่างไร และมีแผนรับมือหรือตั้งรับกับทุนจีนและสินค้าต้นทุนต่ำจากจีนแล้วหรือยัง ซึ่งตนมองว่าในขณะนี้ยังไม่มี

  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 360 reads

อคส.ลุยตั้งโต๊ะรับซื้อดันราคาข้าวนำร่องก่อน2จังหวัด-พาณิชย์มองลงแค่ช่วงสั้น

Submitted by info on Fri, 18/03/2011 - 14:30

พาณิชย์มองราคาลดลงแค่ระยะสั้น หวังปรับเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ ด้าน อคส.ตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวแทรกแซงราคาข้าวเปลือกนาปรัง นำร่องใน 2 จังหวัด "นครสวรรค์-พิษณุโลก" คาดเริ่มปลายสัปดาห์หน้า ก่อนขยายไปกลุ่มเป้าหมาย 26 จังหวัด

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การปรับลดลงของราคาข้าวใน ประเทศขณะนี้ น่าจะเป็นเพียงการตอบสนองต่อภาวะตลาดโลกที่ชะลอตัว เนื่องจากพ่อค้าและผู้นำเข้าส่วนใหญ่ต่างรอซื้อข้าวของเวียดนามที่จะออกสู่ ตลาดปริมาณกว่า 12 ล้านตันในเดือนมีนาคม-พฤษภาคมนี้ และยังมีปัญหาทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำเข้าข้าว รวมทั้งผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่คือ ฟิลิปปินส์ ยังคงชะลอการนำเข้า

"กระทรวงพาณิชย์มีการติดตามราคาข้าวใน ตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่าสถานการณ์ชะลอตัวจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นประมาณ 1-2 เดือนเท่านั้น เมื่อผ่านช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว สถานการณ์ตลาดข้าวโลกโดยรวมจะกลับสู่ภาวะปกติและมีทิศทางที่ดีอย่างต่อ เนื่องจนถึงสิ้นปี โดยมั่นใจว่าราคาข้าวในประเทศมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นภายในเดือนพฤษภาคมนี้" นางพรทิวากล่าว

นายอนุกูล แต้มประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า อคส.ได้ออกประกาศเชิญชวนโรงสีข้าว เข้าร่วมโครงการแทรกแซงตลาดรับซื้อข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2553/2554 โดยขณะนี้มีโรงสีใน จ.นครสวรรค์ และพิษณุโลกสนใจเข้าร่วมโครงการกับ อคส.แล้ว คาดว่าจะเปิดโต๊ะรับซื้อได้ในช่วงปลายสัปดาห์หน้า ซึ่งได้กำหนดราคารับซื้อตามเกณฑ์ราคาอ้างอิงข้าว และน่าจะมีโรงสีข้าวในกลุ่มเป้าหมาย 26 จังหวัดปลูกข้าว มาดำเนินการตั้งโต๊ะรับซื้อ เพื่อให้เกษตกรสามารถขายข้าวได้ในราคาที่ภาครัฐกำหนดไว้ สำหรับการรับซื้อในครั้งนี้ ได้แบ่งโครงการแทรกแซงเป็น อคส. เข้าไปรับซื้อประมาณ 1 ล้านตัน และผ่านองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) อีก 1 ล้านตัน รวมเป็น 2 ล้านตัน ใช้งบประมาณของทั้ง 2 หน่วยงาน รวม 2 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ อคส.อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการจำหน่ายสินค้าแบบขายปลีก หลังจากที่ผ่านมา สินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย เกิดปัญหาการขาดแคลน และมีราคาจำหน่ายในท้องตลาดเกิดกว่าราคาที่ภาครัฐกำหนด ทำให้เกิดความปั่นป่วนหาซื้อยาก ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้บริโภค ดังนั้น อคส.จึงมีแนวความคิดที่จะเป็นผู้จัดหาและกระจายสินค้า โดยผ่านช่องทางเครือข่ายของ อคส. ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 320 reads

สหกรณ์ฯยางขาดทุนยับ40บาท/ก.ก.

Submitted by info on Tue, 15/03/2011 - 19:14

ศูนย์ข่าวภาคใต้ - กลุ่มสหกรณ์กองทุนสวนยาง จ.สงขลา ขาดทุนยับ 40 บาท/กิโลกรัม เหตุต้นทุนวัตถุดิบสูง เผยผู้ส่งออกหยุดซื้อ เหตุสต็อกล้น สกย.ส่งเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะหยุดการผลิตป้องกันขาดทุน

นายวลิต ขวัญสุข ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยาง บ้านป่ายาง จำกัด อ.บางกล่ำ จ.สงขลา เปิดเผย "ผู้สื่อข่าว" สหกรณ์ทำธุรกิจด้วยการรับซื้อน้ำยางจากเกษตรเพื่อนำมาผลิตเป็นอย่างแผ่นรม ควัน ซึ่งผลกระทบจากการราคาปรับลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทางสหกรณ์ฯมียางแผ่นรมควันเหลืออยู่ในสต็อกที่ไม่สามารถนำออกไปขาย ได้ประมาณ 10,000 กิโลกรัม

"เหตุที่เราไม่สามารถขายได้เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่เราซื้อมาสูง ในขณะที่ราคายางแผ่นรมควันตอนนี้ลดลงมา เฉลี่ยหากเราขายวันนี้เราจะขาดทุนกิโลกรัมละ 40 บาททันที ตอนนี้ไม่รู้จะทำยังไง เพราะขายก็ขาดทุน"

ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือตอนนี้ยางแผ่นรมควันที่ผลิตแล้วไม่สามารถนำไปขายที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ ได้ เนื่องจากไม่มีพ่อค้าที่เข้ามาประมูลยางแผ่นรมควันที่ตลาดแห่งนี้ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้ทางตลาดกลางไปร้องขอให้บริษัทเอกชน 1 รายเข้ามาทำการซื้อ ทำให้มีการกดราคา จึงไม่สามารถขายได้

นายนิยม ขวัญรัตน์ ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทอนไม้ไผ่จำกัด อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา กล่าวว่า โชคดีที่กลุ่มได้หยุดการผลิตมาประมาณ2 เดือน เนื่องจากประสบปัญหาขาดคนงาน แต่กลุ่มสหกรณ์อีก 2 กลุ่ม ในพื้นที่ ซึ่งจากสอบถามทั้ง 2 กลุ่ม ได้รับผลกระทบ จากราคายางที่ปรับ
ลดลง กลุ่มละประมาณ 500,000 บาท

"โชคดีที่กลุ่มของผมหยุดไปก่อนที่จะเกิดปัญหา ไม่งั้นเดือดร้อนแน่ เพราะราคามันไม่แน่นอน ขายไม่ได้ ผู้ส่งออกไม่ซื้อ ร้านค้ากดราคา"

นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ ผอ.สกย.สงขลาเขต 1 กล่าวว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่เพื่อไปดูแลกลุ่มสหกรณ์ฯของเกษตรกร โดยขอให้หยุดการรับซื้อและผลิตยางแผ่นรมควันในช่วงนี้ เนื่องจากเสี่ยงที่เกิดปัญหาขาดทุน เนื่องจากราคายางที่แกว่งในแต่ละวัน

"ประมาณ 1 เดือนมาแล้ว ที่ผู้ส่งออกยางในจ.สงขลา หยุดซื้อยางเนื่องจากไม่มีที่เก็บ เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ส่งออกมีการซื้อจำนวนมาก แต่หลังจากที่เกิดปัญหาจีนชะลอการซื้อ และสหรัฐอเมริกา ทำให้ผู้ส่งออกมียางในสต็อกจนล้นโกดัง และไม่สามารถส่งออกได้"

ทำให้ภาพที่เคยเกิดขึ้นคือมีรถยนต์เข้าคิวกันหน้าโรงงงานรับซื้อยางเป็นแถว ยาวเป็นกิโลเมตรตอนนี้ไม่มีแล้ว ทำให้ราคายางปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว และล่าสุดแผ่นดินไหว และสึนามิที่ญี่ปุ่น

  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 382 reads

ราคายางลดกระทบเกษตรกรไม่มีเงินผ่อนอีแต๋น

Submitted by info on Tue, 15/03/2011 - 19:10

หนองคาย - เกษตรกรชาวสวนยางเมืองหนองคายเดือดร้อนเช่นกัน หลังราคายางลดฮวบ เหตุต้องผ่อนดาวน์รถเพื่อใช้ในการขนน้ำยาง วอนรัฐรีบดำเนินการ ก่อนเปิดกรีดยางในเดือนหน้านี้

อ.สังคม จ.หนองคาย เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีเกษตรกรปลูกยางพารา ซึ่งจากราคายางที่ลดลงทำให้เกษตรกรผู้ทำสวนยางได้รับผลกระทบ โดยนายสำราญ ปานสีดำ อายุ 49 ปี ราษฎรบ้านโนนสว่าง ต.บ้านม่วง อ.สังคม และเป็นฝ่ายการตลาดกลุ่มออมทรัพย์ยางพาราบ้าน โนนสว่าง บอกว่า จากราคายางที่ลดลงอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบกับชาวบ้านรวม 3 กลุ่ม ๆ แรก คือ เจ้าของสวนยางที่เป็นพ่อค้ารายย่อยที่รับซื้อยางไว้เก็งกำไร โดยรับซื้อไว้ในราคา 176-177 บาท เมื่อราคายางลดลงต้องประสบกับภาวะขาดทุน กลุ่มที่ 2 ชาวสวนยางที่จัดซื้อรถอีแต๊กสำหรับขนน้ำยางจากสวน ในราคาคันละประมาณ 250,000 บาท ด้วยเงินดาวน์ เมื่อราคายางลดลงจะส่งผลกระทบกับเงินค่างวด ส่วนกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มผู้รับจ้างทำสวนยาง ซึ่งโดยปกติรายได้จะแบ่งครึ่งกับเจ้าของสวนยาง เมื่อราคายางลดก็จะได้รับส่วนแบ่งที่น้อยลง จนไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย

"อีก ทั้ง ขณะนี้ได้เกิดมีฝนตกลงมาในขณะที่ต้นยางกำลังผลัดใบทำให้เกิดเชื้อรา ใบหงิกงอและหล่น ซึ่งจะมีผลกับน้ำยางที่จะเปิดกรีดในอีก 1 เดือนข้างหน้า จึงขอให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องราคายาง หากราคายางต่ำกว่า กก.ละ 100 บาท เกษตรกรลำบากแน่นอน"นายสำราญ บอก

ในขณะที่นายสุระจิต โฉมมงคล ประธานกลุ่มออมทรัพย์ยางพารา บ้านโนนสว่าง กล่าวว่า ราคายางพาราที่ ลดลงถือว่าเป็นเรื่องปกติ และไม่ได้รับผลกระทบเพราะเป็นช่วงปิดหน้ายาง อีกทั้งก่อนหน้านี้ชาวบ้านก็มีเงินทุนที่ได้จากราคายางที่สูงอยู่แล้ว และเชื่อว่าการเปิดหน้ายางในอีก 1 เดือนข้างหน้าราคายางจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย ซึ่งทางกลุ่มออมทรัพย์จะทำความเข้าใจกับสมาชิกฯ ให้ทำเป็นยางแผ่นเพราะจะได้ราคาที่ดีกว่า และในช่วงที่ราคายางตกต่ำหากสมาชิกมีความจำเป็นหรือเดือดร้อนทางกลุ่มออม ทรัพย์ จะจัดหาเงินกู้จาก ธกส.ให้ ซึ่งทางกลุ่มฯมีเงินกู้ส่วนนี้อยู่แล้วประมาณ 3 ล้านบาท

  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 340 reads

อย.สั่งคุมเข้มอาหารที่นำเข้าจากญี่ปุ่น

Submitted by info on Tue, 15/03/2011 - 19:03

อย. สั่งคุมเข้มนำเข้าอาหารจากประเทศญี่ปุ่น หลังจากมีข่าวการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีจากเหตุการณ์โรงงานไฟฟ้า พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่นระเบิด ให้ทุกด่านเข้มงวดตรวจสอบอาหารที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ไทยส่งภาพถ่ายจากดาวเทียมธีออสให้ญี่ปุ่น เอ็นจีโออีสานเตรียมเปิดเวทีให้ความรู้นิวเคลียร์

(15มี.ค.) นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดำเนินการเฝ้าติดตามสถานการณ์การแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีในประเทศ ญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมดำเนินการตรวจสอบอาหารนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นอย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยตามนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานยืนยันการแพร่กระจายสารกัมมันตรังสีอย่างแน่ชัดก็ ตาม

อย.ได้มีมาตรการเฝ้าระวังโดยแจ้งไปยังด่านอาหารและยาทุกแห่งให้เข้มงวด ตรวจสอบ และเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงในการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ได้แก่ ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อาทิ เนื้อสัตว์ นม ผลิตภัณฑ์ที่มีนมเป็นส่วนประกอบ รวมถึงอาหารทะเล และสาหร่ายทะเลแห้ง

โดยในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 16 มีนาคม 2554) อย. จะประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในการสุ่มตรวจวิเคราะห์ ผลิตภัณฑ์อาหารที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทางอากาศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการเฝ้าระวังอันตรายจากการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีใน อาหาร และในวันเดียวกัน เวลา 13.30 น. อย.ยังได้เชิญผู้ประกอบการนำเข้าอาหารจากประเทศญี่ปุ่นร่วมประชุมเพื่อแจ้ง ให้ทราบถึงสถานการณ์และมาตรการดำเนินการติดตามเฝ้าระวัง พร้อมทั้งหารือ ถึงการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทุกรายการ ณ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และหากผู้ประกอบการนำเข้าอาหารจากประเทศญี่ปุ่นรายใดสนใจสามารถเข้าร่วม ประชุมได้ในวันและเวลาดังกล่าว

เลขาธิการ อย. กล่าวต่อไปว่า ขอให้ผู้บริโภคอย่าได้ตื่นกลัว ขอให้รับฟังข้อมูลข่าวสารให้รอบด้าน ซึ่ง อย. จะมีการตรวจสอบอาหารที่นำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจและความปลอดภัยกับผู้บริโภค

ไทยส่งภาพถ่ายจากดาวเทียมธีออสให้ญี่ปุ่น

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ สทอภ. (GISTDA) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวถึงการช่วยเหลือประเทศญี่ปุ่นจากภัยพิบัติ สึนามิ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2554 ว่า ขณะนี้ได้จัดส่งภาพถ่ายจากดาวเทียมธีออสของประเทศไทยให้ประเทศญี่ปุ่นไป แล้วกว่า 55 ภาพ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนรับมือ เพื่อประกอบการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยได้ส่งมอบให้หน่วยงาน JAXA เพื่อนำไปประสานช่วยเหลือต่อไป

ภาพถ่ายจากดาวเทียมธีออสทั้ง 55 ภาพที่ส่งให้แก่ญี่ปุ่นนั้น สามารถวิเคราะห์ได้ถึงภาพพื้นที่เดิมก่อนเกิดสึนามิ ที่จะแสดงให้รู้ว่าพื้นที่นั้นๆ เดิมเป็นพื้นที่อะไร อาทิ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โรงงาน หรือบ้านเรือนที่อยู่อาศัย โดยพื้นที่ที่โดนสึนามิจะแสดงเส้นสีแดงบนภาพถ่าย ร่วมถึงการวิเคราะห์ความขุ่นของน้ำที่บ่งบอกถึงตะกอนของสิ่งปลูกสร้างที่ถูก น้ำพัดไปและเมื่อน้ำลดลง น้ำจะกวาดตะกอนเหล่านี้กลับลงทะเลไปด้วยทำให้เกิดเป็นขยะในทะเลได้

สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ภัยพิบัติจากธรรมชาติที่ร้าย แรงมากสำหรับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหากมีเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทาง สทอภ.มีความพร้อมและยินดีในการให้ความช่วยเหลือ โดยการส่งภาพถ่ายดาวเทียมที่ทันต่อเหตุการณ์ให้เป็นระยะๆ

ทั้งนี้ การจัดส่งภาพถ่ายดาวเทียมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมมือกับโครงการ Sentinel Asia ซึ่งเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อมุ่งนำเทคโนโลยีด้าน WEB-GIS และเทคโนโลยีอวกาศด้านการสำรวจระยะไกลไปใช้ประโยชน์ในการจัดการภัยพิบัติ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้กับประเทศสมาชิกกว่า 25 ประเทศทั่วโลก

เอ็นจีโออีสานเตรียมเปิดเวทีให้ความรู้นิวเคลียร์

การออกมาเคลื่อนไหวของเครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อแสดงการคัดค้านไม่เห็นด้วยและต้องการให้รัฐบาลทบทวนการก่อสร้างที่อาจ จะมีขึ้นทุกแห่งในประเทศไทย โดยต้องคำนึงถึงความต้องการและความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลักนั้น นาย สุวิทย์ กุหลาบวงศ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ อีสาน กล่าวว่า มีข้อมูลว่ากระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ทำการศึกษาและสำรวจพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน 3 จังหวัด คือ อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ และ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี โดยตั้งข้อสังเกตว่า ทุกพื้นที่จะอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ ที่ผ่านมามีการพูดคุยถึงความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยมาโดยตลอด แต่พบว่าในประเทศไทยยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ว่าการสร้าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะมีความปลอดภัยสูงสุด

สำหรับข้ออ้างที่กระทรวงพลังงานและ กฟผ.ใช้เป็นข้ออ้างสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ เพราะต้องจัดหาไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ในอนาคต นั้น นายสุวิทย์ เห็นว่าการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ น่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะประเทศเรามีการทดลองนำพลังงานชีวภาพอื่นๆมาใช้เกิดประโยชน์เป็นจำนวน มาก การสร้างโรงไฟฟ้าจึงไม่มีความจำเป็น ในอนาคตจะจัดเวทีให้ความรู้เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับประชาชนอย่างรอบด้าน

  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • 272 reads
  • « first
  • ‹ previous
  • …
  • 9
  • 10
  • 11
  • 12
  • 13
  • 14
  • 15
  • 16
  • 17
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content