Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

คม ชัด ลึก

จำนำข้าว'ทำรัฐขาดทุนพุ่ง2แสนล.

Submitted by info on Thu, 23/05/2013 - 11:50

โครงการจำนำข้าวปีการผลิต 54/55 คาดขาดทุน 2 แสนล้านบาท สูงกว่าที่กระทรวงการคลังคาดจะขาดทุน 7 หมื่นล้าน-1 แสนล้านบาท แย้มเงินอาจเหลือไม่พอใช้จำนำปีการผลิต 56/57

รายงานข่าวจากคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เปิดเผยว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวอยู่ระหว่างการสรุปปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวในฤดูการผลิต 2554/2555 เพื่อให้รับรู้ถึงผลของการดำเนินโครงการว่าเป็นอย่างไร หากเกิดผลขาดทุนจะต้องดำเนินการชำระผลขาดทุนผ่านระบบงบประมาณ ซึ่งต้องดูว่าจะเริ่มต้นในปีงบประมาณใด เป็นต้น

ทั้งนี้ เท่าที่ประเมินเบื้องต้นจากข้อมูลทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นจากกระทรวงพาณิชย์ ที่ทำหน้าที่ในการจำหน่ายข้าว หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ทำหน้าที่ในการรับจำนำข้าว คาดว่าโครงการดังกล่าวจะมีผลขาดทุนประมาณ 2 แสนล้านบาท

“ผลขาดทุนดังกล่าวเป็นการปิดบัญชี ณ สิ้นปีงบประมาณ 2555 หรือ ณ สิ้นเดือนกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งครอบคลุมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีและนาปรัง ในฤดูการผลิต 2554/2555 ซึ่งมีข้าวเปลือกเข้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดของรัฐบาลรวมทั้งนาปีและนาปรังจำนวน 22 ล้านตัน คิดเป็นเม็ดเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำประมาณ 3.2 แสนล้านบาท” รายงานข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า ผลการปิดบัญชีอย่างไม่เป็นทางการนั้น พบว่า ผลขาดทุนจากโครงการนี้มีสูงกว่าที่กระทรวงการคลังประมาณการไว้แต่เดิม ที่คาดว่าจะขาดทุนราว 7 หมื่นล้าน-1 แสนล้านบาท ทั้งนี้เพราะคณะกรรมการได้ประเมินจากปริมาณข้าวที่ขายออกไป คูณด้วยราคาที่ขายได้ ลบจากต้นทุนของโครงการนี้ และรวมกับผลขาดทุนจากข้าวที่ยังเหลืออยู่ในสต็อกของรัฐบาล โดยคูณด้วยราคาที่รัฐบาลไทยขายได้ ณ ปัจจุบัน

รายงานข่าวระบุด้วยว่า วงเงินหมุนเวียนที่ใช้ในโครงการจำนำข้าว 5 แสนล้านบาทนั้น อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการรับจำนำในฤดูการผลิตหน้า เนื่องจากเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวม 4 ฤดูการผลิต เป็นเงินเกือบ 6 แสนล้านบาท แต่จนถึงสิ้นปีนี้ กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะสามารถระบายข้าวและส่งเงินมาชำระหนี้ให้แก่โครงการนี้เพียง 2.2 แสนล้านบาทเท่านั้น

http://www.komchadluek.net/detail/20130523/159179/%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%872%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%A5..html#.UZ2f1JxaYas
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 7 reads

'เม็กซิโก'สั่งห้ามนำเข้าสัตว์น้ำเปลือกแข็ง

Submitted by info on Mon, 20/05/2013 - 13:35

'เม็กซิโก' สั่งห้ามนำเข้าสัตว์น้ำเปลือกแข็งทุกชนิด จากไทย-จีน-เวียดนาม-มาเลเซีย หลังตรวจพบเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุโรคตายด่วน

20 พ.ค.56 สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ค.56 สำนักงานแห่งชาติด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย และคุณภาพของการเกษตรและอาหารของประเทศเม็กซิโก (SENASICA) ได้ประกาศออกมาตรการด้านสุขอนามัยใหม่ ระบุห้ามนำเข้าสัตว์น้ำเปลือกแข็งทุกประเภทจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เวียดนาม มาเลเซีย และไทย หลังพบความเสี่ยงในการติดต่อของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio parahaemolyticus ที่เป็นสาเหตุของโรคตายด่วน (EMS) ในกุ้ง โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้ คือ

1. ห้ามนำเข้าสัตว์น้ำเปลือกแข็งที่ยังมีชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเพื่อการเพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์ การวิจัย เป็นอาหารสัตว์ อาหารสัตว์น้ำในฟาร์มเลี้ยง อาหารปศุสัตว์ เพื่อการจัดแสดง หรือเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อการตกแต่ง

2. ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเปลือกแข็ง ทั้งประเภทดิบ ทำแห้ง แช่เยือกแข็ง แช่แข็งหรือแช่เย็น ไม่ว่าจะเป็นประเภททั้งตัว ไม่มีหัว แกะเปลือกหรือไม่แกะเปลือก มีหรือไม่มีเครื่องใน หรือแบบ Bulk

3. สามารถนำเข้าสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็งได้หากมีใบรับรองสุขอนามัยแหล่งกำเนิดซึ่งระบุว่าสัตว์น้ำดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการทำให้สุกด้วยความร้อน 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 90 วินาที หรือขั้นตอนอื่นที่คล้ายคลึงกัน

http://www.komchadluek.net/detail/20130520/158934/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%87.html#.UZnDocqnd1k
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 9 reads

พาณิชย์จัดตลาดนัดทรัพย์สินทางปัญญาหวังต่อยอดการค้าและการส่งออก

Submitted by info on Fri, 17/05/2013 - 11:28

ศูนย์ฯ สิริกิติ์ 17 พ.ค.- นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานตลาดนัดทรัพย์สินทางปัญญา (IP FAIR 2013 ) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 17-19 พ.ค.นี้ โดยระบุว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนและให้ความสำคัญในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาแห่งชาติ” (ศปช.) ซึ่งได้ตั้งอนุกรรมการในการทำงาน 6 ชุด ถือเป็นการเริ่มต้นในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแม้เพิ่งจะเริ่มต้น พร้อมกันนี้ ยังได้ยกกรณีภาพยนตร์เรื่อง พี่มากพระโขนง ที่ทำรายได้เกินกว่า 500 ล้านบาท เพราะสามารถพลิกมุมในการนำเสนอมาเป็นเนื้อหาด้านพี่มากบวกกับความสามารถในการสร้างสรรค์จนได้ผลงานที่ใหม่

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า จะติดต่อไปยังบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นำผลงานการประกวดออกแบบชุดบรรจุภัณฑ์และเครื่องดื่มพร้อมบริการระดับอุดมศึกษาที่ชนะการประกวดไปเป็นภาชนะบรรจุอาหารบนเครื่องบินระหว่างประเทศของการบินไทย เนื่องจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและประชาสัมพันธ์ทรัพย์สินทางปัญญาด้วย ขณะเดียวกันเพื่อรณรงค์การไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจะร่วมกับดีแทคจัดทำสติกเกอร์ ซึ่งมีการใช้แพร่หลายบนสังคมออนไลน์ คาดว่าจะทำได้เร็ว ๆ นี้ และครอบคลุมผู้ใช้โทรศัพท์มากถึง 28 ล้านเครื่อง และเชื่อว่าการจัดงานตลาดนัดทรัพย์สินทางปัญญาจะก่อให้เกิดโอกาสสร้างตลาดทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากประชาสัมพัธ์ให้ผู้ซื้อต่างประเทศร่วมด้วย จะก่อให้เกิดการจับคู่ทางธุรกิจ

สำหรับการจัดงาน "ตลาดนัดทรัพย์สินทางปัญญา" ครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนร่วมชื่นชมพระปรีชาสามารถด้านทรัพย์สินทางปัญญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานทรัพย์สินทางปัญญาตามรอยพระยุคลบาท อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการส่งออกโดยการพัฒนาศักยภาพของนักประดิษฐ์ นักออกแบบ และประชาชนให้มีการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการ และการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาไทย อันจะเป็นการสร้างโอกาสให้นักประดิษฐ์ ผู้สร้างสรรค์ และเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา

ตลาดนัดทรัพย์สินทางปัญญา ชูแนวคิด Creative Innovation หรือนวัตกรรมไทย ก้าวไกลสู่สากล โดยชูจุดเด่นบนพื้นฐานของความเป็นไทย ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ซึ่งจะนำไปสู่ตลาดนานาประเทศต่อไป สำหรับกิจกรรมภายในงาน เช่น นิทรรศการผลงานทรัพย์สินทางปัญญาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นิทรรศการแสดงนวัตกรรมและผลงานทรัพย์สินทางปัญญา ที่มีศักยภาพทางการค้า และพื้นที่เจรจาธุรกิจ คลินิกให้คำปรึกษาและรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม การประกวดออกแบบชุดบรรจุภัณฑ์และเครื่องดื่มพร้อมบริโภคระดบอุดมศึกษา

http://www.mcot.net/site/content?id=5195af15150ba0d92d000094#.UZWxmcqnd1k
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 20 reads

'ไก่ศรีวิชัย'ทนโรค-ให้ไข่ดก-น้ำหนักดี

Submitted by info on Fri, 17/05/2013 - 11:24

สุพิชฌาย์ รัตนะ

'ไก่ศรีวิชัย' พันธุ์พื้นเมือง ทนโรค-ให้ไข่ดก-น้ำหนักดี

การเลี้ยงสัตว์ หรืออาชีพปศุสัตว์ สิ่งสำคัญคือการพัฒนาคุณภาพผลผลิต และต่อยอดสายพันธุ์เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ เพื่อรับกับทิศทางความต้องการของตลาดยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งประสบความสำเร็จในการคิดค้นปรับปรุงไก่สายพันธุ์ต่างๆ ให้ได้สายพันธุ์พื้นเมืองอย่าง "ไก่ศรีวิชัย" ที่กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญสร้างรายได้ให้ชุมชนได้สำเร็จ

โดยมี "สมหมาย คล้ายบ้านใหม่" หัวหน้าสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์นครศรีธรรมราช อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นหัวหอกในการก้าวสู่ความสำเร็จพัฒนาไก่เศรษฐกิจสายพันธุ์ "ไก่ศรีวิชัย" ซึ่งเป็นการผสมพันธุ์ไก่จากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่พื้นเมืองในท้องถิ่นอย่างน้อย 4 สายพันธุ์ เช่น ไก่คอล่อน ไก่แดง ไก่ชีและไก่สายพันธุ์ต่างประเทศ

"สมหมาย" เล่าว่า มีความพยายามคัดเลือกผสมพันธุ์และสร้างพันธุ์ไก่พื้นเมืองให้ได้สายพันธุ์ไก่ที่สามารถเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจและเหมาะกับสภาพพื้นที่นั้นๆ ให้มากที่สุด ซึ่งหากปรับปรุงสายพันธุ์ไก่คุณภาพดีได้แล้ว จะเป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าในการแปรรูปเป็นสินค้าจำหน่ายในท้องตลาดได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการผสมพันธุ์ให้ได้ไก่สายพันธุ์ดี กระทั่งประสบความสำเร็จจาก "ไก่ศรีวิชัย" ซึ่งเป็นไก่พื้นเมืองที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม สามารถเลี้ยงแบบธรรมชาติ

โดยเฉพาะในรูปการเลี้ยงปศุสัตว์อินทรีย์ ที่สำคัญให้ผลผลิตสูงกว่าไก่พื้นเมืองโดยทั่วไป ทั้งการให้ไข่ การเจริญเติบโตได้เร็ว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสายพันธุ์ไก่พื้นเมืองที่ยั่งยืน เป็นการลดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศอีกด้วย

หัวหน้าสถานีวิจัยกล่าวอีกว่า ความสำเร็จในการสร้างสายพันธุ์ "ไก่ศรีชัย" สามารถคัดเลือกผสมและปรับปรุงพันธุ์ไก่ได้ 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วย 1. ไก่พันธุ์ศรีวิชัยดำ คัดเลือกผสมพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์จากไก่คอล่อนและไก่พื้นเมืองภาคใต้ โดยน้ำหนักแรกเกิด 34 กรัม น้ำหนักที่ 1 สัปดาห์ 69 กรัม น้ำหนักที่ 20 สัปดาห์ 2,610 กรัม อายุเมื่อไข่ฟองแรก 22 สัปดาห์ จำนวนไข่เฉลี่ยต่อปี 100-120 ฟอง และน้ำหนักไข่ฟองแรกเฉลี่ย 42 กรัม

2.ไก่พันธุ์ศรีวิชัยแดงคัดเลือกผสมพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์จากไก่คอล่อนไก่พื้นเมือง (ไก่แดง)และไก่โรดไอร์แลนด์เรด น้ำหนักแรกเกิด 35 กรัม น้ำหนักที่ 1 สัปดาห์ 69 กรัม น้ำหนักที่ 20 สัปดาห์ 2,620 กรัม อายุเมื่อไข่ฟองแรก 21 สัปดาห์ จำนวนไข่เฉลี่ยต่อปี 130-180 ฟอง และน้ำหนักไข่ฟองแรกเฉลี่ย 42 กรัม และ 3.ไก่ศรีวิชัยขาวคัดเลือกผสมพันธุ์และปรับปรุงจากไก่พื้นเมืองคอล่อน ไก่พื้นเมือง (ไก่ชี) และไก่ไข่ลูกผสมทางการค้าน้ำหนักแรกเกิด 32 กรัม น้ำหนักที่ 1 สัปดาห์ 55 กรัม น้ำหนักที่ 20 สัปดาห์ 2,200 กรัม อายุเมื่อไข่ฟองแรก 21 สัปดาห์ จำนวนไข่เฉลี่ยต่อปี 140-200 ฟอง และน้ำหนักไข่ฟองแรกเฉลี่ย 35 กรัม

สมหมายกล่าวอีกว่า ปัจจุบันได้ทดลองให้เกษตรกรในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช นำไปเลี้ยงในชุมชนพบว่าได้ผลตอบรับดีมาก โดยเฉพาะจุดเด่นที่เป็นไก่พื้นเมืองที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เลี้ยงแบบธรรมชาติได้ ทำให้วันนี้ “ไก่ศรีวิชัย” นอกจากเป็นสายพันธุ์ชั้นดีคู่ท้องถิ่นแล้ว ยังเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจเพราะทั้งปริมาณน้ำหนักและยังให้ไข่ไก่เฉลี่ยเกือบ 200 ฟองต่อปี ดังนั้นเกษตรกรจึงมีรายได้ดีจากการเลี้ยงไก่สายพันธุ์นี้

ปัจจุบัน "ไก่ศรีวิชัย" จึงเป็นอีกหนึ่งผลงานการวิจัยเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์ไก่พื้นเมืองของไทยที่จะมีประโยชน์ต่อวงการปศุสัตว์ได้เป็นอย่างดี

http://www.komchadluek.net/detail/20130517/158476/%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B5.html#.UZWwk8qnd1k
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 19 reads

สู่'เออีซี'เกษตรกรจะอยู่อย่างไร

Submitted by info on Mon, 13/05/2013 - 10:38

ปัญญาพร สายทอง

นับถอยอีก 2 ปีบนเส้นทางเออีซี ภาคเกษตรไทยจะอยู่กันอย่างไร

เหลืออีก 1 ปี กับอีกกว่า 7 เดือน จะถึงวันที่ 1 มกราคม 2558 อันเป็นวันที่ 10 ประเทศสมาชิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม ลาว เมียนมาร์ และกัมพูชา จะกอดคอสู่เส้นถนนสายอาเซียน ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่หลายภาคส่วนต่างกังวลว่า ภาคเกษตรกร และประชาชนระดับรากหญ้าที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จะสามารถอยู่กับมรสุมเศรษฐกิจแบบการค้าเสรีนั้นได้อย่างไร จะปรับตัวให้อยู่รอดได้หรือไม่ หรืออาจจะล่มหายไป

เนื่องเพราะอย่าลืมว่า 10 ประเทศอาเซียนล้วนแต่เป็นประเทศเกษตรกรรม ยกเว้นประเทศสิงคโปร์ และบรูไนดารุสซาลามเท่านั้นที่จัดอยู่ในประเทศอุตสาหกรรม ฉะนั้นการรวมตัวของอาเซียน ภาคการเกษตรจะมีการแข่งอย่างรุนแรงแน่นอน

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ยังไม่มีใครที่จะสามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจน และที่น่าเป็นห่วงยิ่งในวันนี้ คำว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เป็นเพียงวลีหรือคำพูดประโยคหนึ่งเท่านั้นสำหรับคนที่อยู่ระดับหญ้า ภาคการเกษตร หากถึงเวลานั้น วันที่ 1 มกราคม 2558 วันแห่งการรวมตัวเป็นอาเซียนหนึ่งเดียว คำถามใครเล่าช่วยเหลือได้นอกจากตัวเองว่า พร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์การค้าเสรี และการหลั่งไหลของแรงงานจากประเทศในกลุ่มสมาชิกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

เสียงสะท้อนบนเวทีสัมมนาหัวข้อ "เกษตรอีสานกับการเข้าอาเซียน" ณ วิทยาลัยปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น เมื่อไม่นานนี้ ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมของชนชั้นล่างหรือระดับหญ้า ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นปัญหาต่างๆ ปัญหาความครอบงำธุรกิจของผู้ที่มีสายพานยาวกว่าในรูปแบบของปลาใหญ่กินปลาน้อย ปัญหาของความไม่รู้คำว่าเออีซี ที่เกิดจากรัฐเตรียมน้อย และปัญหาเรื่องของรอยช้ำของประวัติศาสตร์ ที่อาจทำให้เกิดความหวาดระแวง ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่จะทำให้ถนนสายอาเซียนจะไม่ราบรื่นนัก

นายอุบล อยู่หว้า ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน แสดงมุมมองว่า ความหมายของอาเซียนที่น่าจะมีความจริงที่สุด คือ การทลายกำแพงเพื่อให้ปลาตัวใหญ่กินปลาตัวเล็กในอ่างที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมได้อย่างไร้ขอบเขต เพราะการเปิดประชาคมอาเซียนเป็นการเอื้ออำนวยให้แก่การลงทุนของผู้ประกอบการที่มีความสามารถ อย่างไรก็ตาม อาเซียนเป็นเรื่องของการค้าการลงทุนที่จำเพาะแค่เพียงนักลงทุนหรือเรื่องเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมมายังประชาชนรากหญ้า โดยเฉพาะเกษตรกรที่นับวันรอวันที่กลายเป็นเหยื่อให้แก่ปลาตัวใหญ่ได้เข้ามาแย่งชิงพื้นที่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่น่าห่วงกว่านักลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน คือ ทุนจากประเทศจีน ที่มีทั้งกำลังคนและทุน เพื่อที่จะเชื่อมโยงตลาดและดันให้อาเซียนกลายเป็นตลาดของจีนไปโดยปริยาย เห็นได้จากเส้นทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศจีนมายังภูมิภาคอาเซียนเพื่อส่งขนสินค้ามาได้อย่างไม่มีอุปสรรค ตรงนี้เป็นการเสริมศักยภาพให้แก่ทุนจีนที่น่าเป็นห่วงหลังจากนี้ คือสินค้าเกษตรของไทยอาจจะถูกกลืนหายไป อย่างที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คือ ส้มเขียวหวาน ส้มบางมด ที่ถูกทดแทนด้วยส้มจีนที่มีรสชาติ และราคาที่ดีกว่าของไทย ปัญหาตรงนี้จะกลายเป็นปัญหาหลักของเกษตรกร

ด้าน นายบำรุง คะโยธา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสายนาวัง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เรื่องของอาเซียนนับได้ว่าเป็นเรื่องที่คนในท้องถิ่นของประชาชนโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา เกษตรกรต่างๆ ยังไม่ได้รับข้อมูลและบางรายอาจจะยังไม่รู้ด้วยว่าอาเซียนแท้จริงแล้วคืออะไร สรุปแล้วประเทศไทยไม่ได้เตรียมการที่จะรองรับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถึงแม้จะมีการจัดประชุมสัมมนา แต่ก็ไม่ได้เข้าถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง ขณะที่เพื่อนบ้านมีการเตรียมการรองรับเรื่องนี้มานานแล้ว

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การเปิดการค้าเสรี ไม่เคยจะประสบความสำเร็จเลยสักครั้ง เป็นการเร่งส่งให้ชาวนาชาวไร่หายไปเร็วขึ้น เพราะไม่สามารถสู้กับประเทศอื่นๆ ได้ เนื่องจากสินค้าใกล้เคียงกันแต่ตลาดเป็นตลาดแบบเดียวกัน อย่างเรื่องข้าว ราคาข้าวของประเทศเวียดนามต่ำที่สุด แต่มีผลผลิตมากที่สุดด้วยเช่นกัน ขณะที่ประเทศไทยผลิตข้าวได้ 380 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เวียดนามผลิตได้ 1,200 กิโลกรัม เห็นได้ว่าผลผลิตออกมาต่างกันมาก

ดังนั้นชาวไร่ชาวนาต้องเตรียมความพร้อมและหาวิธีที่จะดึงจุดเด่นของสินค้าให้ออกมาเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค อย่างไรก็ตามในภาคเกษตรกรรมที่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้นมาจะส่งผลให้เกษตรกรเป็นอย่างไรแน่ แต่ทั้งนี้ในภาคของประชาชนเอง การเตรียมความพร้อมทางด้านแนวคิด ก็เป็นอีกหนึ่งวีธีหนึ่งที่จะทำให้การอยู่ในสังคมอาเซียนอย่างสงบสุขมีปัญหาความขัดแย้งมารบกวนจิตใจ

ขณะที่ นายสุจิตต์ วงษ์เทศ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตใหม่ของคนไทยในยุคอาเซียนว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยในยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น คงไม่มั่นคงเหมือนดังกับไม่เคยมั่นคงมาแต่ไหนแต่ไร เนื่องจากต้องคอยกังวลถึงความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในจิตใจของแต่ละประเทศ อันเนื่องต้นเหตุมาจากประวัติศาสตร์ที่เป็นแบบอาณานิคม ที่มีพลังในการครอบงำคนในทุกระดับของทุกประเทศ

ถ้าการเปิดประชาคมอาเซียนปรารถนาความมั่นคงอย่างมีสันติภาพถาวร ทุกประเทศต้องทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของตนเองให้หลุดพ้นจากกรอบประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม คืนสู่ประวัติศาสตร์แบบอุษาคเนย์ โดยเลือกแต่สิ่งที่ดีเอามาปรับใช้ใหม่กับประชาคมอาเซียน ไม่แข่งขันเอาชนะเหมือนทุกวันนี้ เนื่องจากประวัติศาสตร์แบบอาณานิคมสอนให้คนส่วนใหญ่มองประเทศของตนเองเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่าประเทศอื่นๆ รอบข้าง

สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ความคิด การกระทำที่แสดงออกมาในเชิงดูถูกประเทศใกล้เคียงกัน และยกตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหากประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนยังไม่มีการชำระประวัติศาสตร์ให้มีความถูกต้อง หรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนที่จะเข้าไปรวมเป็นหนึ่งในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมไปถึงเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อที่จะให้อาเซียนสามารถอยู่อย่างสงบสุข และร่วมพัฒนาประเทศไปพร้อมๆ กันตามเจตนาของอาเซียนอย่างแท้จริง

นี่เป็นเสียงสะท้อนและมุมมองของแต่ละภาคส่วนบนเวทีแห่งนี้ พอสรุปได้ว่า การเข้าสู่เส้นทางถนนอาเซียนภายใต้กรอบเออีซีนั้น แม้เราจะทุบกำแพงกัน แต่นั่นใช่ว่าถนนสายอาเซียนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่เต็มไปเสี้ยนหนามที่เกิดจากความไม่รู้ของคนระดับหญ้า รอยร้าวจากประวัติศาสตร์ สุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์มีเพียงกลุ่มนายทุนที่มีความพร้อมและสายพานยาวเท่านั้น

http://www.komchadluek.net/detail/20130513/158247/%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3.html#.UZBfGsr2AWk
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 13 reads

ค้นพบสารนาโนให้มะนาวผลดก

Submitted by info on Tue, 07/05/2013 - 11:24

ค้นพบอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ พิชิตแคงเกอร์ - ให้มะนาวผลดก

หลังจากวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เพื่อคิดค้นและวิจัยหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเรียนรู้วิธีการปลูกมะนาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในที่สุดสามารถคิดค้นอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ได้สำเร็จ เมื่อนำมาฉีดพ่นต้นมะนาวทำให้ผลดกถึง 20% ผลมะนาวกลมใหญ่ ผิวเขียวมันเงางาม ผลการทดลองไม่พบรอยจุดนูนสีน้ำตาลตามผล และไม่ถูกทำร้ายจากเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคแคงเกอร์ในมะนาว แถมยังประหยัดต้นทุนถึง 75% อีกด้วย

ศ.ดร.จิติ หนูแก้ว คณบดีวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บอกว่า จากการที่ราคาผลมะนาวในท้องตลาดมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้งราคาที่ผลละ 7-10 บาท เนื่องจากในช่วงหน้าแล้งอากาศร้อน แห้งแล้ง เกษตรกรไม่สามารถปลูกมะนาวและได้ผลผลิตตามความต้องการของตลาด แต่พอเข้าหน้าฝน ต้นมะนาวก็จะถูกรบกวนจากโรคแคงเกอร์ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ผลผลิตลดลง ต้นทุนการผลิตสูง ทางวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีฯ จึงได้ร่วมกับศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เพื่อคิดค้นและวิจัยแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเรียนรู้วิธีการปลูกมะนาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดสามารถคิดค้นอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ที่ใช้กับต้นมะนาวได้สำเร็จ จากนั้นนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรใช้อนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ในการฉีดพ่นที่ต้นมะนาวในอัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ระยะเวลาในการฉีดพ่นทุก 10-15 วันต่อครั้ง พบว่า เมื่อใช้อนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์สามารถทำให้ผลมะนาวที่ได้มีขนาดใหญ่ขึ้น ผลกลมสวย ผิวเขียวมันเงางาม ไม่พบรอยจุดนูนสีน้ำตาลตามผล และไม่ถูกทำร้ายจากเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคแคงเกอร์ในมะนาวอีกต่อไป รวมถึงผลผลิตที่ได้มีปริมาณมากกว่าที่ไม่ได้ใช้อนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ถึง 20%

นอกจากนี้ยังทำให้ต้นทุนการปลูกมะนาวของเกษตรกรลดลงอีกด้วย เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้สารเคมีหลายชนิดในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช สารเคมีที่ชาวบ้านเรียกกันว่าสารเขียว หรือสารประกอบทองแดง เป็นสารเคมีที่นิยมกันมากในสวนมะนาว แต่สารเคมีประเภทนี้เป็นสารเคมีที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง หลังจากเกษตรกรเปลี่ยนมาใช้อนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ฉีดพ่นแทนก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีเหล่านี้อีกต่อไป ทำให้ลดต้นทุนลงได้ และยังได้ผลมะนาวที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย

ด้าน ธนภร ธนภัทรอภิเดชา เกษตรกรผู้ปลูกสวนมะนาวใน อ.ด่านช้าง บอกว่า ปลูกมะนาวมานานแล้ว แต่หลังจากปี 2554 ประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งโรคระบาด ทำให้ต้นทุนการปลูกสูง พอศูนย์วิจัยเกษตรฯด่านช้าง แจ้งมายังเกษตรกรว่า มีโครงการให้เกษตรกรได้มาเรียนรู้วิธีการปลูกมะนาวอย่างมีประสิทธิภาพ จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการทันที และได้นำแปลงมะนาวจำนวนกว่า 60 ไร่ เข้ารับการทดลองปลูก โดยใช้อนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ฉีดพ่นสารเคมีแบบดั้งเดิมที่เคยใช้อยู่ ปรากฏว่าหลังจากเริ่มทดลองเพียง 3 เดือน เริ่มเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ผลผลิตที่ได้ทั้งในเรื่องของคุณภาพและปริมาณ อีกทั้งลดต้นทุนด้วย จากเดิมมีต้นทุนในการดูแลต่อไร่ 100 บาท หลังจากมีการใช้อนุภาคนาโนฯ ทำให้ต้นทุนที่ใช้ลดลง เหลือเพียงไร่ละ 25 บาทเท่านั้น ส่งผลให้สวนของเขามีรายได้ตกเดือน 1 แสนบาท

ก็นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่เป็นความหวังของเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในอนาคตได้ หากสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดที่วิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบังกรุงเทพฯ หรือ โทร.0-2329-8000 ต่อ 3034 หรือศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรด่านช้าง โทร.0-2329-8000 ต่อ 3076

http://www.komchadluek.net/detail/20130507/157797/%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%81.html#.UYiBiMrTMmg
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 24 reads

เมื่อ 'ทุนไทย' ขยับ 'อาเซียน' สะเทือน

Submitted by info on Mon, 06/05/2013 - 12:56

อนัญชนา สาระคู

การขับเคลื่อนของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของไทยเห็นภาพชัดเจนขึ้น ภายใต้สภาวะตลาดการค้า การลงทุนที่กำลังเปิดกว้าง หลัง “อาเซียน” จะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเป็นทางการในปี 2558 ความถี่ของการขยับขยายเพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจมีบ่อยครั้งขึ้น ผ่านกลยุทธ์การลงทุนหลากหลายรูปแบบ ทั้งการลงทุนทางตรง และการเข้าซื้อกิจการ (เทคโอเวอร์) เพื่อเติบโตแบบก้าวกระโดด

เฉพาะในปีนี้ ซึ่งผ่านมาเพียง 4 เดือน มีดีลเทคโอเวอร์ใหญ่ๆ ที่สร้างความฮือฮาในแวดวงธุรกิจของไทย 2-3 ดีลติดๆ กัน ประเดิมที่ การจบด้วยชัยชนะของกลุ่มทุนจากเครือไทยเบฟ หรือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี หรือ “เจ้าสัวเจริญ” ที่สามารถเข้าไปผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟ แอนด์ เอ็น) ในสิงคโปร์ หลังจากบิดราคาแข่งเพื่อเสนอซื้อหุ้นดังกล่าวอยู่หลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่เมื่อปี 2555 จนประสบความสำเร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

มีตัวเลขการใช้เม็ดเงินเพื่อเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ปรากฏออกมามากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคราวๆ คิดเป็นเงินกว่า 3 แสนล้านบาท

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ของนายธนินท์ เจียรวนนท์ หรือ “เจ้าสัวธนินท์” ประกาศการเข้าซื้อหุ้นใน PING AN INSURANCE บริษัทประกันภัยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีน เป็นการซื้อหุ้นโดยบริษัทย่อยของเครือซีพี 4 บริษัท จากบริษัทในเครือฮ่องกง-เซี่ยงไฮ้ แบงก์ ด้วยวงเงินราว 2.82 แสนล้านบาท

ล่าสุดเมื่อหลังสงกรานต์ที่ผ่านมา เป็นดีลเทคโอเวอร์ใหญ่อีกครั้ง โดยบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น ขุมข่ายหลักด้านค้าปลีกของเครือซีพีอีกเช่นกัน โดยได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายหุ้นบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จากผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัท เอสเอชวี โฮลดิ้ง เอ็น.วี. โดยซื้อ?ัวเลขการใช้เม็ดเงินเพื่อเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ปรากฏออกมามากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคราวๆ คิดเป็นเงินกว่า 3 แสนล้านบาท

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ของนายธนินท์ เจียรวนนท์ หรือ “เจ้าสัวธนินท์” ประกาศการเข้าซื้อหุ้นใน PING AN INSURANCE บริษัทประกันภัยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีน เป็นการซื้อหุ้นโดยบริษัทย่อยของเครือซีพี 4 บริษัท จากบริษัทในเครือฮ่องกง-เซี่ยงไฮ้ แบงก์ ด้วยวงเงินราว 2.82 แสนล้านบาท

ล่าสุดเมื่อหลังสงกรานต์ที่ผ่านมา เป็นดีลเทคโอเวอร์ใหญ่อีกครั้ง โดยบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น ขุมข่ายหลักด้านค้าปลีกของเครือซีพีอีกเช่นกัน โดยได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายหุ้นบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จากผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัท เอสเอชวี โฮลดิ้ง เอ็น.วี. โดยซื้อหุ้นที่เอสเอชวีถืออยู่ทั้งหมดในแม็คโครทั้งทางตรงและทางอ้อม สัดส่วนรวม 64.35% เมื่อรวมกับที่ซีพีออลล์ที่จะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อย (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) ของแม็คโครแล้ว จะเป็นวงเงินซื้อขายสูงถึงกว่า 1.88 แสนล้านบาททีเดียว

ส่ง”แม็คโคร”ทัพหน้าสู่เออีซี

“บิ๊ก ดีล” ครั้งหลังสุดนี้ ได้สร้างความคึกคักในแวดวงธุรกิจค้าปลีกค้าส่งไม่น้อย หลังจากเมื่อปลายปี 2553 บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำอันดับ 2 ในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตของไทย ประกาศเข้าซื้อกิจการคาร์ฟูร์ ในประเทศไทย ด้วยมูลค่า 35,500 ล้านบาท

โดย “ซีพี ออลล์” เป็นบริษัทหลักธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่ายของเครือซีพี ล่าสุดมีชื่อติดอยู่ใน 2,000 บริษัทมหาชนที่มีขนาดใหญ่สุดในโลก ซึ่งจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์อีกด้วย ขณะที่ “แม็คโคร” เป็นผู้นำในธุรกิจศูนย์จำหน่ายสินค้าระบบสมาชิก แบบชำระเงินสดและบริการตนเองใน ปัจจุบันมี 58 สาขาในไทย และยังได้ขยายธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส เน้นจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารสด แช่แข็งและอาหารแห้ง วัตถุดิบ และเครื่องปรุง เจาะกลุ่มผู้ประกอบการอาหาร ธุรกิจใหม่ดังกล่าวปัจจุบันมี 2 สาขาในไทย และอีก 1 สาขาในเวียดนาม

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจของ “ดีลใหญ่” นี้ คือ ที่มาที่ไป ซึ่งเกิดจาก “สัญญาใจ” ระหว่างกันล้วนๆ โดย “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บมจ.ซีพี ออลล์ ที่บินตรงจากฮ่องกงหลังลงนามในสัญญาซื้อขายกับตัวแทนกลุ่มบริษัท เอสเอชวี เพื่อมาแถลงข่าวด่วนเมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา เล่าว่า ท่านประธานธนินท์ และประธานคนเก่าของเอสเอชวี เป็นเพื่อนกันมานานกว่า 20 ปี และเคยคุยกันไว้ว่า “หากจะต้องขายก็ต้องชวนซีพีก่อน”

โดยเครือซีพีเองที่เป็นผู้ชักชวนกลุ่มเอสเอชวี สัญชาติเนเธอร์แลนด์ให้เข้ามาเปิดธุรกิจแม็คโครในไทยเมื่อ 25 ปีก่อน และในปีเดียวกันนั้น กลุ่มซีพี ยังได้เปิดบริการร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น

ดีลที่เกิดจากสัญญาใจ จึงจบลงอย่างสวยงามในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งจากการบอกกล่าวของผู้บริหารเซเว่นฯ บอกว่า ใช้เวลาเพียง 10 วันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีข่าวรั่วไหลผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ไปบ้างแล้วเมื่อต้นเดือนเมษายน และทางเอสเอชวีได้ปฏิเสธข่าวดังกล่าว ส่วนราคาที่ตกลงซื้อขายกันที่หุ้นละ 787 บาท สูงกว่าราคาตลาด ก็ว่ากันว่า “แพง” แม้จะเทียบกับผลการดำเนินงานของแม็คโครที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ในมุมมองของ “เจ้าสัวธนินท์” ออกมาการันตีด้วยตัวเองว่า “ของแพงในวันนี้จะเป็นของถูกในวันหน้า”

สะท้อนถึง “แพง” ก็เหมือน “ไม่แพง” เพราะอาจแพงในวันนี้แต่จะคุ้มค่าในอนาคต ชี้ชัดว่าเครือซีพีเห็นศักยภาพของแม็คโคร ที่มีผลกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง มีลูกค้าที่หลากหลายตั้งแต่กลุ่มแม่ค้า ร้านโชห่วย ไปจนถึงระดับร้านอาหาร และภัตตาคาร ตลอดจนศักยภาพในด้านการขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม “เออีซี” ขณะที่ เซเว่นฯ มีข้อจำกัด สามารถขยายสาขาได้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น

โดย “ก่อศักดิ์” กล่าวไว้ชัดเจนว่า ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่นอีเลฟเว่น ในฐานะผู้นำในธุรกิจค้าปลีกคนไทย เห็นโอกาสดีของผู้ผลิตสินค้าไทยที่จะนำผลิตภัณฑ์ออกไปจำหน่ายในตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน แต่เซเว่นฯ ยังขาดช่องทางจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น สยามแม็คโคร จึงจะเป็นทัพหน้าในการกระจายสินค้าสู่ตลาดเออีซีและประเทศจีน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า ที่ต้องการสินค้าไทยสูง และคาดว่าจะเริ่มเปิดตลาดที่เวียดนามและลาวได้ก่อน

เบื้องต้นแม็คโครจะเป็นช่องทางกระจายสินค้าจากไทยทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบเกษตร อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็งไปทั่วภูมิภาคอาเซียน

ไทยเบฟก้าวกระโดดสู่อาเซียน

มาที่ดีลของกลุ่มไทยเบฟ หลังจากลุ้นกันอยู่นานตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนสรุปผลสำเร็จได้ด้วยวงเงินมหาศาลกว่า 3 แสนล้านบาท นับเป็นการซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภาคธุรกิจของสิงคโปร์ จนปัจจุบันกลุ่มไทยเบฟถือหุ้นในเอฟแอนด์เอ็น ด้วยสัดส่วน 90% และยังได้ปรับโครงสร้างทีมบริหารไปแล้วเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

โดยเอฟแอนด์เอ็น มีธุรกิจในมือทั้งที่เป็นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีอายุเก่าแก่กว่า 130 ปี ทำให้วงการค้าปลีกมองกันว่า ไทยเบฟ จะใช้เอฟแอนด์เอ็นเป็นใบเบิกทางสู่ “เออีซี” เช่นกัน

และการคาดการณ์ดังกล่าวหนักแน่นมากขึ้น จากการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดของ “วิเชฐ ตันติวานิช” ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ที่ระบุว่า "เอฟแอนด์เอ็น" เป็นแบรนด์ที่แข็งแรงในระดับอาเซียนและเอเชีย การจะขยายตลาดสินค้าของกลุ่มไทยเบฟ เข้าไปในหลายๆ ตลาดของภูมิภาคนี้ การได้อาเซียนแบรนด์อย่างเอฟแอนด์เอ็น มาเสริมทัพ จะทำให้การขยายทำได้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ธุรกิจหลังของไทยเบฟ ปัจจุบันยังคงมาจากสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กว่า 90% ซึ่งเป้าหมายที่จะปรับพอร์ตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และนอนแอลกอฮอล์ให้มาเป็น 70 ต่อ 30 ภายใน 3 ปีนั้น การได้ธุรกิจเอฟแอนด์เอ็นเข้ามาก็จะทำให้แผนดังกล่าวทำได้เร็วขึ้น

ทุนไทยเร่งขยายเครือข่าย

นอกจากนั้น ยังได้เห็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทยอีกหลายกลุ่มที่เริ่มขยับตัว ทั้งการปรับโครงสร้างองค์กร และการเตรียมเงินลงทุน พร้อมเปิดแผนการลงทุนครั้งใหญ่ เพื่อรองรับกับการเปิด “เออีซี” ที่อาเซียนทั้ง 10 ประเทศจะรวมตัวกันเป็นหนึ่ง เป็นฐานการผลิตเดียวกัน ตลาดเดียวกัน อย่างเป็นทางการในปี 2558 ทำให้น่าจะได้เห็นการลงทุนขนาดใหญ่ๆ ภายใน 2-3 ปีนี้ ต่อเนื่องอีกหลายดีลทีเดียว

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มเอสซีจี ปรับโครงสร้างการบริหารงานภายใน โดยรวม 3 ธุรกิจ ได้แก่ ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างและจัดจำหน่ายเข้าด้วยกัน ซึ่ง “กานต์ ตระกูลฮุน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้ชัดว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์เชิงรุกในการขยายธุรกิจในอาเซียน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการลงทุน ทั้งยังบอกอีกว่า การเข้าซื้อกิจการยังเป็นเป้าหมายสำคัญของทางกลุ่มเพื่อการขยายการเติบโตของธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

ก่อนหน้านี้ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้ประกาศทิศทางธุรกิจและการลงทุนประจำปี 2556 ภายใต้หัวข้อ “เออีซี ชาเลนจ์” นำทีมโดย “สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์” ประธานกรรมการบริหาร โดยแถลงต่อสื่อมวลชนว่า เซ็นทรัลกรุ๊ปมีเป้าหมายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจีนแล้ว จะมุ่งขยายตลาดอาเซียน ทั้งการลงทุนเอง ร่วมทุนกับพันธมิตรธุรกิจท้องถิ่น การเข้าซื้อกิจการและควบรวมกิจการ โดยได้เตรียมความพร้อมด้านยุทธศาสตร์และแผนธุรกิจต่อการบุกตลาดอาเซียนอย่างจริงจังนับจากนี้

ทั้งจะใช้ความได้เปรียบของความเป็นองค์กรธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีเชื่อเสียงของ “เซ็นทรัล” ในการสรรหาพันธมิตรธุรกิจที่ดี

ล่าสุด “กอบชัย จิราธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น ยังให้สัมภาษณ์ว่า แผนในระยะ 5 ปีนี้ จะเปิดบริการศูนย์การค้าเซ็นทรัลในอาเซียน 2-3 แห่งเป็นอย่างน้อย โดยมุ่งเจาะตลาดประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นหลัก แต่ละแห่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 4-5 พันล้านบาท และยังคาดว่าจะสรุปภายในปีนี้ได้ 1 โครงการ

แนะเอสเอ็มอีจับกลุ่มรุกเออีซี

อย่างไรก็ตาม การรุกเข้าไปในอาเซียนดูจะมีแค่กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของไทยเท่านั้น ขณะที่กลุ่มธุรกิจและกลาง และย่อมยังเห็นน้อยมาก

โดย “อัทธ พิศาลวนิช” ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มีเพียงกลุ่มทุนรายใหญ่ในภาคการผลิต ก่อสร้าง ค้าปลีก ค้าส่ง เท่านั้นที่รุกออกไปสู่อาเซียน แต่ยังไม่เห็นธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะใช้โอกาสของการเปิดตลาดเสรีได้อย่างเต็มที่นัก จึงเสนอว่า หากเป็นไปได้ กลุ่มทุนขนาดใหญ่ต่างๆ น่าจะนำซัพพลายเชนของตนเองออกไปเปิดตลาดในเออีซีด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้มองว่า ธุรกิจขนาดกลางที่มีแบรนด์ติดตลาดในระดับประเทศ และเป็นที่รู้จักในตลาดประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว เช่นกลุ่มน้ำผลไม้ น้ำกะทิ สามารถออกไปขยายการลงทุนได้ เพราะมีแบรนด์เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก การจะเข้าไปยังตลาดเออีซีอาจจะยาก เพราะแบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จัก จึงแนะนำว่าต้องขยับแบรนด์ของตนเองให้ขึ้นจากระดับท้องถิ่นมาสู่ระดับภูมิภาค และระดับประเทศให้ได้เสียก่อน หรืออีกทางออกหนึ่งคือ เอสเอ็มอี สามารถรวมตัวกันไปลงทุนเช่าพื้นที่เป็นศูนย์การค้าสินค้าไทยโดยเฉพาะได้

http://www.komchadluek.net/detail/20130506/157719/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99.html#.UYdE58rTMmg
  • คม ชัด ลึก
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 15 reads

ชาวสวนปาล์มบุกยื่น5ข้อจี้ปัญหาราคาดิ่งเหว

Submitted by info on Thu, 02/05/2013 - 14:39

เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ห้องทำงาน ผวจ.ตรัง ศาลากลาง จ.ตรัง ชั้น 2 นายชัยฤทธิ์ ถ่ายย้วน นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.ตรัง พร้อมด้วยสมาชิก 9 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกเรียกร้องรัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาผลปาล์มน้ำมันตกต่ำ พร้อมข้อเสนอ 5 ข้อและหนังสือคัดค้านการอนุญาตนำเข้าเมล็ดปาล์มจากพม่าและกัมพูชาผ่านไปยัง รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อนายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผวจ.ตรัง เพื่อส่งผ่านไปยังรัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหา แต่นายธีระยุทธ ติดภารกิจ จึงได้มอบหมายให้นายไชยยศ ธงไชย รอง ผวจ.ตรัง มารับเรื่องแทน โดยมีสำนักงานพาณิชย์ จ.ตรังและสำนักงานการค้าภายใน จ.ตรัง เข้ารับทราบปัญหาความเดือดร้อนของชาวปาล์มน้ำมัน

นายชัยฤทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน จ.ตรังมีพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันทั้งจังหวัดประมาณ 3 แสนไร่ และมีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน จ.ตรัง จำนวน 3,500 ครัวเรือน มีปริมาณผลผลิตออกสู่ท้องตลาด 2.9 ตันต่อไร่ แต่ที่ผ่านมากลับได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากราคาที่ตกต่ำ ซึ่งขณะนี้ราคาหน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มรับซื้อ กก.ละ 2.80 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตปัจจุบัน 3.90 บาท ขาดทุน กก.ละ 1.10 บาท ทางสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.ตรัง สภาเกษตรกร จ.ตรัง เครือข่ายสหกรณ์รวบรวมผลผลิตปาล์ม จ.ตรัง จึงได้ประชุมร่วมเพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว พร้อมกับได้เสนอแนวทางแก้ไข 5 ข้อไปยังรัฐบาล เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน ประกอบด้วย 1.ให้ประกันราคาผลปาล์มทะลาย ณ จุดรับซื้อ กก.ละ 5 บาท 2.เร่งดำเนินการนำน้ำมันปาล์มไปใช้เป็นพลังงานทดแทน B7 ให้มากขึ้น มิใช่ประกาศเป็นนโยบายแล้วให้รอ 3.เร่งแก้ปัญหาการส่งออกน้ำมันดิบ (CPO) 2 แสนตัน เพื่อดึงน้ำมันออกจากสต๊อค ซึ่งหลีกเลี่ยงการมาทำตลาดแข่งกับพ่อค้าภายในประเทศ 4.เร่งออกกฎหมาย พรบ.ปาล์มน้ำมัน และ 5.จัดตั้งกองทุนน้ำมันปาล์ม และดำเนินการให้มีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ไม่น้อยกว่า 5 แสนตัน โดยมีตัวแทนเกษตรกรเป็นกรรมการร่วม

ในส่วนของการอนุญาตนำเข้าเมล็ดปาล์มจากพม่าและกัมพูชา เพื่อการอุตสาหกรรมนั้น ชาวสวนปาล์ม จ.ตรัง ไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านให้รัฐบาลยกเลิกประกาศทั้ง 2 ฉบับ เนื่องจากความเป็นจริงปัจจุบันน้ำมันปาล์มสต๊อกภายในประเทศเกินความต้องการปริมาณมาก รัฐบาลไม่สามารถระบายหรือจำหน่ายออกจากสต๊อก เป็นเหตุให้ปริมาณน้ำมันปาล์มล้นตลาดและทำให้ราคาเมล็ดปาล์มทะลายในประเทศราคาตกต่ำ ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลพิจารณาข้อเรียกร้องและแนวทางแก้ไขตามที่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน จ.ตรังเสนอไป และให้แจ้งผลความคืบหน้าให้กับชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.ตรังทั้ง 3 แห่งทราบโดยด่วน

ด้านนายไชยยศ กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจพี่น้องเกษตรกรชาวปาล์มน้ำมัน จ.ตรัง ที่ได้รับผลกระทบจากราคาตกต่ำ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเฉพาะ จ.ตรัง แต่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งในส่วนของจังหวัดก็มิได้นิ่งนอนใจพยายามผลักดันหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด แต่การจะแก้ไขปัญหาผลผลิตตกต่ำเฉพาะจังหวัดคงยากที่จะดำเนินการแก้ไข ต้องให้เป็นระดับรัฐบาลดำเนินการ ซึ่งหลังจากนี้ตนจะเร่งดำเนินการส่งข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อที่ทางชาวสวนปาล์ม จ.ตรัง เสนอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาปาล์มราคาตกต่ำไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยเร็วที่สุด เพื่อให้หน่วยงานดังกล่าวแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน

มีรายงานว่า ในวันที่ 3 พ.ค.นายชัยฤทธิ์ ถ่ายย้วน นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.ตรัง และนายชัยวัฒน์ โภคาวัฒนา จะเดินทางไปยื่นหนังสือเปิดผนึกต่อคณะอนุกรรมการพลังงานของวุฒิสภาที่ กทม.พร้อมกับตัวแทนจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ

http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=680038&lang=T&cat=
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 22 reads

นำร่องหมู่บ้านปลอด'เพลี้ย-ข้าววัชพืช'

Submitted by info on Mon, 29/04/2013 - 11:49

ดลมนัส กาเจ

นำร่องหมู่บ้านปลอด 'เพลี้ย-ข้าววัชพืช' ขจัดมหันตภัยร้ายคุกคามชาวนาไทย

แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศกสิกรรม มีการทำนามายาวนาน ดั่งสำนวนโบราณที่ว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ซึ่งเป็นสำนวนที่บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของผลผลิตข้าวไทย สินค้าส่งออกของประเทศมูลค่าปีละกว่า 2 แสนล้านบาท แต่กระนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชาวนาไทยมักประสบปัญหาการทำนาข้าวมากมาย ทั้งจากภัยธรรมชาติ และจากการกระทำของชาวนาเอง ที่เอื้อต่อการเกิดศัตรูพืชในนาข้าว โดยเฉพาะการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และข้าววัชพืช คิดมูลค่าความเสียหายอย่างมหาศาล

ข้อมูลจากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลครั้งแรกเมื่อปี 2518-2527 และรุนแรงที่สุดระหว่างปี 2552-ปัจจุบัน มีพื้นที่เสียหายทั้งหมดกว่า 5 ล้านไร่ คิดมูลค่าราว 2.6 หมื่นบาท ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นาชลประทานเขตภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง ต่อมาขยายไปยังภาคภาคตะวันตก และภาคตะวันออก กระทั่งปี 2556 สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ล่าสุด ณ วันที่ 10 เมษายน 2556 มีการระบาด 12,009 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่พื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ และนครศรีธรรมราช เช่นเดียวกับการระบาดของข้าววัชพืช จากการเก็บข้อมูลของกรมการข้าว พบว่า ตั้งแต่ปี 2518 ที่เกิดการระบาดข้าววัชพืช หรือ “weedy rice” ในนาข้าว จ.ปราจีนบุรี ต่อมาระบาดรุนแรงอีกครั้งเมื่อปี 2544 ก่อนลุกลามในทุกภาคของประเทศไทยถึง 64 จังหวัด กินเนื้อที่กว่า 20 ล้านไร่ คิดมูลค่าความเสียหาย 1.35 หมื่นล้านบาท

นั่นแสดงให้เห็นว่า ปัญหาต่างๆ ที่เริ่มเกิดขึ้นช่วงปี 2518 สอดคล้องกับการยืนยันของ นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาแห่งประเทศไทย ว่า การเกิดแมลงศัตรูพืชและวัชพืชหลังจากที่ชาวนาเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำนาจากเดิมที่ทำนาดำหันมาทำนาหว่านราว 30 ปีก่อน

"การทำนาในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่างกัน คือสมัยก่อนจะทำนาดำ อาศัยน้ำจากธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำฝนเป็นหลัก มีบางพื้นที่ติดกับแม่น้ำลำคลอง จะทำนาปีละ 2 ครั้ง แต่ปัจจุบันระบบชลประทานดีขึ้น ทำให้ชาวนาเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำนาจากเดิมทำนาดำ เพราะมีเวลาเพียงพอ จึงหันมาทำนาหว่าน เพราะต้องแข่งกับเวลาที่ต้องทำนาปีละ 3 ครั้ง จึงมีการใช้สารเคมีที่เกินกว่าจำเป็น ทำให้มีปัญหามากมาย โดยเฉพาะในเรื่องศัตรูพืชที่มาทำลายของต้นข้าวทั้งที่เป็นแมลศัตรูพืชและวัชพืช เกิดจากที่เกษตรกรไม่มีการพักนา เก็บเกี่ยวเสร็จอีก 7 วันไถ่กลบและปลูกข้าวใหม่ ทั้งที่น่าจะทิ้งช่วงสัก 2 เดือน เพื่อตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้" นายประสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทั้งปัญหาการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำและข้าววัชพืชนั้น กรมการข้าวมีการติดตามและแก้ปัญหามาตลอด ล่าสุด นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว ยืนยันว่า จะใช้งบประมาณปี 2556 เพื่อดำเนินการเชิงรุก ด้วยการตั้ง "หมู่บ้านปลอดเพลี้ย" ที่มีปัญหาการระบาดรุนแรงและเป็นพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชนจังหวัดละ 5 หมู่บ้าน ใน 3 จังหวัด และตั้ง "หมู่บ้านปลอดข้าววัชพืช" โดยการคัดเลือกพื้นที่ที่มีข้าววัชพืชระบาดรุนแรงและเป็นพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชนใน 2 จังหวัด คือ ปทุมธานี และสุพรรณบุรี

นายชัยฤทธิ์ กล่าวว่า จากบทเรียนจากการติดตามศึกษาสภาพการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในรอบที่ 4 ตั้งแต่ปี 2552-ปัจจุบัน มีพื้นที่ระบาดเสียหายแล้วประมาณ 5 ล้านไร่ ทำให้ผลผลิตชาวนาเสียหายเฉลี่ย 60% มูลค่าความเสียหายราว 2.6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นในปีงบประมาณ 2556 นี้ โดยเฉพาะฤดูนาปีที่กำลังจะถึงราวมิถุนายนนี้ ทางกรมการข้าวเร่งปราบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้อยู่หมัด โดยใช้กลยุทธ์การควบคุมด้วยมาตรการทางวิชาการควบคู่มาตรการเชิงรุก “1 ลด 2 งด 3 เพิ่ม” คือ

ลด เป็นการลดอัตราการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เหลือ 15-20 กก./ไร่ หรือถ้าทำนาดำอาจใช้เพียง 7-10 กก. /ต่อไร่ หากเกษตรกรปฏิบัติตามได้จะประหยัดเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ไร่ละอย่างน้อย 300 บาท, งด คือ งดใช้สารเคมีฆ่าแมลงในระยะข้าวอายุน้อยกว่า 40 วัน งดใช้อบาเม็กติน และไซเพอร์เมทรินในนาข้าว และ เพิ่ม คือ เพิ่มการปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดด เช่น พันธุ์ กข.47 และพันธุ์ที่กรมการเพิ่งประกาศครั้งสุดคือพันธุ์ กข.49 ซึ่งถือเป็นสุดยอดของการต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เพิ่มการปลูกพืชมีดอกบนคันนาเพื่อรักษาสมดุลศัตรูข้าว เพิ่มการสำรวจตรวจเยี่ยมแปลงนาสม่ำเสมอ หรือใช้กับดักแสงไฟ

"มาตรการทั้งหลายทั้งปวงที่กรมการข้าวเห็นว่าการกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้คือ การเลือกพันธุ์ข้าวที่ต้านทานต่อการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทางกรมการข้าวจะมีการวิจัยปรับปรุงข้าวอย่างต่อเนื่อง อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมาก ชาวนาลงทุนน้อยคือผมไปดูงานจากต่างประเทศมาพบว่า การพืชตามคันนา เป็นพืชดอกสีขาว สีชมพู ต้นอะไรก็ได้ พบว่ามีแมลงศัตรูธรรมชาติ ที่จะไปทำลายตัวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นอย่างดี ต่อไปเราจะส่งเสริมส่วนนี้อย่างจริงจังครับ" นายชัยฤทธิ์ กล่าว

ส่วนมาตรการการปฏิบัติงานเชิงรุกที่กรมการข้าวเร่งดำเนินการในปีงบประมาณ 2556 คือ การตั้งหมู่บ้านนำร่องปลอดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โดยคัดเลือกหมู่บ้านที่มีปัญหาการระบาดรุนแรงและเป็นพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชนจังหวัดละ 5 หมู่บ้าน ใน 3 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี นครนายก และชัยนาท รวม 15 หมู่บ้าน โดยมีชาวนาอาสา 75 คน เป็นแกนนำถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมทำแปลงเรียนรู้การใช้เครื่องมือและเก็บข้อมูล เพื่อติดตามพยากรณ์และเตือนภัยการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเป็นผู้นำทางวิชาการในการแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจในระดับชุมชน นอกจากนี้ได้ส่งเสริมสาธิตการใช้เครื่องดูดแมลง (Giant Light tap) เพื่อการขยายผลโดยท้องถิ่น จำนวน 2,000 เครื่อง เป็นต้น

ขณะที่ปัญหาการระบาดของวัชพืชนั้น อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ปัญหาข้าววัชพืช ที่ชาวบ้านเรียกว่า ข้าวหาง ข้าวนก ข้าวดีด ข้าวเด้ง ข้าวลาย หรือ ข้าวแดง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยชาวนาต่อปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด กรมการข้าวจึงเร่งแก้ไขปัญหา ซึ่งจากการติดตามประเมินพื้นที่ระบาดของข้าววัชพืช ในปี 2555 พบมีพื้นที่การระบาดในทุกภาค รวม 64 จังหวัด มีพื้นที่การระบาดไม่ต่ำกว่า 20 ล้านไร่ โดยมีการระบาดรุนแรงประมาณ 3 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายประมาณ 13,500 ล้านบาท" อธิบดีกรมการข้าวกล่าว

ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2556 กรมการข้าวจึงเร่งดำเนินจัดตั้ง "หมู่บ้านปลอดข้าวดีดข้าวเด้ง" หรือข้าววัชพืช โดยให้ชุมชน องค์กรส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหา โดยการคัดเลือกพื้นที่ที่มีข้าววัชพืชระบาดรุนแรงและเป็นพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชนใน 2 จังหวัด คือ ที่ปทุมธานี ที่ ต.คอไห อ.ลำลูกกา และ ต.สวนพริกไทย อ.เมือง ส่วนที่ จ.สุพรรณบุรี ที่ อ.เดิมบางนางบวช เพื่อกำจัดข้าววัชพืชอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการที่กรมการข้าวกำลังเดินหน้า หวังที่จะพิชิตมหันตภัยร้ายเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและข้าววัชพืชในอนาคต

http://www.komchadluek.net/detail/20130429/157118/%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A.html#.UX3608rTMmg
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 28 reads

เคลือบ'เมล็ดพันธุ์'ไทยทำ-ลดต้นทุน

Submitted by info on Wed, 24/04/2013 - 08:37

กวินทรา ใจซื่อ

เคลือบ 'เมล็ดพันธุ์' ไทยทำ ลดต้นทุน - ฝีมือเท่าต่างชาติ

การทำเกษตรกรรมนั้น เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพถือเป็นหัวใจสำคัญเพราะเมล็ดที่ดีทำให้เปอร์เซ็นต์การงอกสูง ช่วยลดต้นทุนการผลิต และทำให้เกิดผลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาพบว่าเมล็ดพันธุ์มีทั้งโรคและแมลงกัดกิน ซึ่งการป้องกันเกษตรกรจะนำเมล็ดคลุกกับสารป้องกันศัตรูพืช บางครั้งไม่สม่ำเสมอ บวกกับเมล็ดพันธุ์พืชบางชนิดมีขนาดเล็ก การคลุกเองอาจทำให้สูญเสียเมล็ดพันธุ์ที่มีราคาแพงได้

จากปัญหาที่เกิดขึ้น รศ.ดร.บุญมี ศิริ ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้คิดค้นเครื่องเคลือบและพอกเมล็ดเพื่อลดการสูญเสีย โดยในประเทศไทยการใช้เครื่องเคลือบ เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่นำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาเมล็ดพันธุ์ ซึ่งแต่เดิมเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่เครื่องมีความซับซ้อน ขนาดใหญ่ ราคาแพงมาก การทดลองสูตรการเคลือบแต่ละครั้งต้องลงทุนทั้งเมล็ด สารเคลือบในปริมาณมาก ทำให้ไม่คุ้มค่ากับการทดลอง จึงมีแนวคิดผลิตใช้เอง

“เมล็ดมะเขือเทศ แตงกวา ถั่วประเภทต่างๆ และเมล็ดดอกไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาสูงเริ่มตั้งแต่แสนบาทขึ้นไป ด้วยเหตุนี้การรักษาเมล็ดพันธุ์จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเพาะปลูก และการดูแลรักษา การรักษาเมล็ดพันธุ์มีทั้งการเคลือบด้วยโพลิเมอร์และการพอกโดยนำวัสดุ เช่น ดิน แกลบ หรือขุยมะพร้าวนำมาพอกเมล็ดพันธุ์ขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้น ทดลองคิดค้นทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า” รศ.ดร.บุญมี แจง

พร้อมยังบอกถึงขั้นตอนการเคลือบและพอกเมล็ดพันธุ์ ว่า เริ่มจากที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์มาแล้วต้องทำความสะอาด จากนั้นนำไปลดความชื้น เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้น แล้วจึงคัดแยกเมล็ดให้มีขนาดใกล้เคียงกัน จึงเข้าสู่กระบวนการเคลือบหรือการพอกเมล็ดพันธุ์ โดยแบ่งได้ 3 ขั้นตอน เริ่มจากการนำเมล็ดพันธุ์ใส่เข้าไปในเครื่อง จากนั้นพ่นสารโพลิเมอร์เพื่อเคลือบให้ติดผิวเมล็ด

ขั้นตอนที่สองใช้สารออกฤทธิ์ในการป้องกันโรค แมลง เชื้อรา หรือช่วยกระตุ้นการงอกให้เพิ่มขึ้น และสารแต่งเติม เช่น การใช้สี เคลือบให้มันวาว มีความเรียบเนียน เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้แก่เมล็ดและบริษัท รวมถึงเป็นการประกันคุณภาพสินค้าว่ามีคุณภาพ จะมั่นใจในคุณภาพเมล็ด ป้องกันการปลอมปน สำหรับสูตรการเคลือบนั้นไม่ตายตัว จะใช้สารทั้ง 3 ตัวนี้ต่างกันขึ้นกับพื้นผิวและขนาดเมล็ดพืช

รศ.ดร.บุญมี บอกอีกว่า ตลอดการทดลอง 9 ปี มีเครื่องนวัตกรรมที่ตนเองคิดค้นขึ้นแล้ว 5 รุ่น แต่ละรุ่นมีขนาดที่ต่างกัน โดยเครื่องแรกนั้นมีขนาดใหญ่และไม่สามารถเคลือบเมล็ดได้อย่างที่คิดจึงปรับปรุงให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทั้งนี้ เครื่องเคลือบเมล็ดที่นำเข้าราคาเริ่มต้นที่ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป ทว่า คนไทยออกแบบและผลิตได้เองในราคา 3 แสนบาท ซึ่งถูกกว่าถึง 5 เท่า

"ขณะนี้ได้คิดค้นเครื่องที่มีขนาดเล็กลง เพื่อการใช้งานได้จริง เหมาะกับเกษตรกรรายย่อย โดยเครื่องขนาดเท่าบาตรพระในราคาลงทุนกว่า 1 หมื่นบาท อีกทั้งได้ผลิตเครื่องทั้งขนาดใหญ่ เล็ก ด้วย โดยลักษณะถังผสมเป็นแบบกลมและแบบหกเหลี่ยม เพื่อให้การเคลือบทั่วถึง" รศ.ดร.บุญมี ย้ำ

ปัจจุบันมีบริษัทสนใจเครื่องเคลือบเมล็ดข้าวโพดหวานแบบอุตสาหกรรมขนาดย่อม ที่เคลือบได้เร็วมากขึ้นใช้เวลาเพียง 30 วินาที ตั้งระบบอัตโนมัติในการทำงาน เคลือบได้ครั้งละ 2-3 ตันติดต่อกัน เมื่อเคลือบเสร็จสิ้นสามารถนำเมล็ดไปเพาะปลูกได้ ซึ่งถือเป็นการคิดค้นเทคโนโลยีการเคลือบเมล็ดพันธุ์ โดยคนไทยที่ทันสมัยที่สุดในประเทศ

http://www.komchadluek.net/detail/20130424/156741/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99.html#.UXc2NcrTMmg
  • คม ชัด ลึก
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 34 reads
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content