Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

สิ่งแวดล้อม

เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือองค์กรภาคีจี้ยุติแผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน

Submitted by info on Sat, 20/04/2013 - 19:53

แถลงการณ์ร่วมภาคประชาชนภาคเหนือ "ยุติการทำลายทรัพยากรธรรมชาติโดยแผนการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท"

ตามที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) ได้ทำแผนแม่บทเพื่อการบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ โดยใช้เงินกู้ 3.5แสนล้านบาท และว่าจ้างบริษัทเอกชนโดยเฉพาะจากต่างประเทศมาออกแบบและจัดการน้ำของคนไทยทั้งประเทศแผนงานดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของแม่น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆดังรายชื่อที่แนบมาตอนท้ายเป็นอย่างมาก พวกเรามีความเห็นร่วมกันอย่างชัดเจนว่าแผนงานดังกล่าวสร้างขึ้นโดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและจะสร้างผลกระทบอย่างมากต่อชาวบ้าน พวกเราขอเรียกร้องให้มีการยุติโครงการที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนในแผนโครงการงบประมาณ3.5 แสนล้านบาทดังกล่าว

พวกเราไม่เห็นด้วยในหลายเรื่องดังนี้

ประการแรกการดำเนินโครงการของกบอ.ผิดขั้นตอนกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ.2550การดำเนินงานตามโครงการของกบอ. มีความเร่งรีบ รวบรัดขั้นตอนไม่ได้ทำตามกระบวนการของการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA)และผลกระทบด้านสุขภาพ (EHIA)โดยละเลยขั้นตอนการวิเคราะห์โครงการ การจัดทำยุทธศาสตร์ การจัดทำแผนแม่บท การวิเคราะห์การลงทุนเป็นต้น

ประการที่สองภายใต้แผนทั้ง 9 โมดูลตามข้อเสนอและขอบเขตของงาน บางโครงการขาดรายละเอียดของโครงการและไม่มีกรอบเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน

ประการที่สามความไม่ชัดเจนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ องค์กรใดหรือองค์กรเอกชนผู้รับจ้าง(บริษัท) จะเป็นองค์กรหลักรับผิดชอบภายใต้แผนทั้ง9 โมดูล ตามข้อเสนอและขอบเขตของงาน

ประการที่สี่การละเลยกระบวนการมีส่วนร่วม และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบอย่างรอบด้านรวมถึงการละเลยที่จะรับฟังเสียงของทุกฝ่ายถึงข้อกังวล ข้อห่วงใยตามหลักวิชาการและสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น

ประการที่ห้าภายใต้แผนงานทั้ง 9 โมดูลบางโมดูลไม่มีความจำเป็นและเร่งรีบดำเนินโครงการ นอกจากนี้โครงการยังใช้งบประมาณที่สูงไม่มีความคุ้มทุน และมีความซ้ำซ้อนของการใช้งบประมาณในหลายหน่วยงาน ซึ่งมีแผนงานอยู่แล้วและเห็นควรใช้งบประมาณประจำปีที่มีอยู่แทน

ประการที่หกตามข้อเสนอและขอบเขตของงาน (TOR) ทั้ง9 โมดูลที่ได้มีการจ้างบริษัทจากต่างประเทศมาออกแบบก่อสร้างระบบบริหารการจัดการน้ำและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยกบอ.ได้ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานจากเดิมที่ให้หน่วยงานภาครัฐรับผิดชอบมาเป็นให้บริษัทที่ได้รับสัมปทานเป็นฝ่ายจัดการเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจนถึงการออกแบบและก่อสร้าง รวมไปถึงให้บริษัทรับผิดชอบการเวนคืนที่ดินการหาพื้นที่อพยพ ซึ่งจะกระทบต่อชุมชนและวิถีชีวิตอย่างรุนแรงยากแก่การเยียวยา

พวกเราขอย้ำอย่างชัดเจนว่าขอให้รัฐบาลยุติโครงการที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและชุมชน โดยแผนการจัดการน้ำ 3.5แสนล้านบาท

หากรัฐบาลไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้องดังกล่าวเรามีมติร่วมกันอย่างชัดเจนว่า

1. จะทำหนังสือคัดค้านอย่างเป็นทางการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2. ไม่ให้ความร่วมมือในการดำเนินการของภาครัฐ

3. จะดำเนินการตามมาตรการอื่นๆตามมติของเครือข่ายต่อไป

ภาคประชาชนภาคเหนือ

20 เมษายน 2556

ริมกว๊านพะเยา

ลงชื่อ

1. กลุ่มคัดค้านเขื่อนโป่งอาง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

2. กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แจ่ม อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

3. กลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการแม่ขาน ต.ออบขาน จ.เชียงใหม่

4. กลุ่มรักบ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง

5. เครือข่ายลุ่มน้ำอิงตอนบน จ.พะเยา

6. เครือข่ายลุ่มน้ำอิงตอนปลาย จ.เชียงราย

7. คณะกรรมการคัดค้านเขื่อน ต.สะเอียบ จ.แพร่

8. เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ

http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n6_20042013_01
  • ประชาธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 36 reads

ชาวประมงร้อง แนวกันคลื่นลม ทำลายชาวเล

Submitted by info on Thu, 04/04/2013 - 09:01

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ชุมชนชาวประมงพื้นบ้านในหมู่ที่ 5 และ 6 ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช กำลังมีโครงการสร้างแนวกันคลื่นลม โดยกรมเจ้าท่า โดยชาวประมงระบุว่าทำให้ได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่สามารถนำเรือเข้ามาจอดยังริมตลิ่งในหมู่บ้านได้ เนื่องจากจะกระแทกกับหินที่ทางโครงการนำมาเป็นฐานในการวางถุงทรายขนาดใหญ่เพื่อเป็นแนวกันคลื่น โดยใช้วิธีการขุดทรายจากชายหาดเดิม เอาทรายบรรจุในบิ๊กแบ็กนำมาเรียงกันซ้อนกันจนสูงกว่า 5 เมตร ทำให้ชายหาดเสียสภาพไปอย่างสิ้นเชิง

นายอะหมัด จรเมือง ประธานกลุ่มธนาคารปูบ้านหนองมนต์ ต.เกาะเพชร ระบุว่า โครงการนี้ไม่ได้ศึกษาผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ถามถึงความต้องการของชาวบ้าน จุดที่ชาวบ้านต้องการกลับไม่มีโครงการ ที่ไม่ต้องการก็มาขุดทรายชายหาด แล้วนำมาบรรจุถุงขนาดใหญ่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นเป็นแนวกันคลื่น ใช้งบประมาณสูงมาก 11 ช่อง ใช้งบถึง 15 ล้านบาท และชายหาดเดิมที่ถูกขุดทรายไปก็เสียสภาพ ไม่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกแล้ว

"ที่สำคัญกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวเลที่มีอาชีพประมงพื้นบ้านอย่างมาก เพราะต้องเดือดร้อนที่ไม่สามารถนำเรือเข้าออกได้ตามปกติ เรืออาจจะไปชนก้อนหินแตกได้ง่าย เชื่อว่าการก่อสร้างเช่นนี้กำลังมีการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะรองรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินริมทะเลหัวไทร ซึ่งทาง กฟผ.เคลื่อนไหวเงียบๆ มาตลอด" นายอะหมัดระบุ

http://www.thaipost.net/x-cite/040413/71787
  • ไทยโพสต์
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 42 reads

ซับน้ำตาเกษตรกรเลี้ยงหอยชายฝั่ง

Submitted by info on Mon, 01/04/2013 - 18:37

กัมปนาท ขันตระกูล

ซับน้ำตาเกษตรกรเลี้ยงหอยชายฝั่ง วอนรัฐช่วยหลังรอ 4 เดือนยังไร้วี่แวว

ปัญหาหนักอกของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงชายฝั่งในอ่าว ก.ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี และ จ.สมุทรสงคราม ในขณะนี้คือความเดือดร้อนจากเหตุการณ์แพลงตอนบูม เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้เวลาล่วงเลยกว่า 4 เดือนแล้ว แต่เกษตรกรผู้ประสบภัยยังไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐ มีการโยนความรับผิดชอบกันไปมาระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ทั้งในส่วนของจังหวัด กรมประมง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ขณะที่เกษตรกรทวงถามไปทางจังหวัดหลายครั้ง ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงชายฝั่งในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม กว่า 500 คน หมดความอดทน ได้ยกขบวนไปประท้วงที่หน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งนายธนน เวชกรกานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงมาเจรจากับตัวแทนเกษตรกร แต่คำตอบของทางราชการไม่ถูกใจ เกษตรกรทั้ง 500 คน ได้แห่ไปปิดถนนพระราม 2 ตรงทางเข้าเมืองแม่กลอง นานกว่า 2 ชั่วโมง สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน และวันที่ 21 มีนาคม ได้ไปประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาล และท้ายที่สุด กลุ่มแกนนำที่ปิดถนนพระราม 2 ถูกตำรวจเรียกไปแจ้งข้อหาดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ในส่วนของ จ.เพชรบุรี ซึ่งมองดูสงบเงียบ แต่ที่จริงแล้วเกษตรกรมีการเคลื่อนไหวประชุมปรึกษาหารือ ติดตามข้อมูลข่าวสารมาตลอด และคนเมืองเพชรทำท่าจะทนไม่ไหว เตรียมการจะไปประท้วงหน้าศาลากลาง และอาจเลยไปถึงทำเนียบรัฐบาล

สมศักดิ์ ชูวงศ์ รองนายกเทศมนตรีตำบลบางตะบูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ในฐานะเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลในอ่าวบางตะบูนเสียเพราะแพลงตอนบูม เมื่อปลายปี 2555 ที่ผ่านมา กล่าวถึงการช่วยเหลือจากภาครัฐว่า ตอนนี้ ผ่านมา 4 เดือนแล้ว ชาวบ้านยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ผู้ที่ประสบความเดือดร้อนกำลังจะหมดความอดทน เพราะได้ติดต่อสอบถามไปยังอำเภอและจังหวัดแล้ว ได้รับคำตอบว่า ตอนแรกส่งเรื่องไปที่กรมประมง แต่ทางกรมประมงให้ใช้งบกรมบัญชีกลาง และทางกรมบัญชีกลางไม่ได้ส่งเรื่องมาที่จังหวัดเพชรบุรี ให้ใช้เงินของจังหวัดเพชรบุรี แต่ทางกรมบัญชีกลางไม่ทำเรื่องมาว่าให้ผู้ว่าฯ เป็นคนจ่าย ถ้ากรมบัญชีกลางบอกว่าให้ผู้ว่าฯ จ่าย ผู้ว่าฯ ก็สามารถจ่ายได้ โยนกันไปโยนกันมา เกษตรกรที่ประสบความเดือดร้อนได้ปรึกษาหารือและตกลงกันแล้วว่าจะให้เวลาทางจังหวัดอีก 10 วัน หลังวันที่ 10 เมษายน 2556 ถ้าไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากทางจังหวัดก็จะรวมตัวกันไปประท้วงที่ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี หากไม่ได้ผลจะรวมตัวกันไปที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งตอนนั้นอาจมีเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยชาวจังหวัดสมุทรสงครามที่ได้รับความเดือดร้อนออกมาสมทบ

“ในส่วนของ จ.เพชรบุรี เราทำถูกต้องตามระเบียบ แต่ทางราชการเกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา โยนกันไปมาว่าใครจะเป็นคนจ่าย ตอนแรกที่เราไม่กระตือรือร้น เพราะทางผู้ใหญ่บอกว่าให้รอก่อน ผมก็เลยบอกให้ชาวบ้านรอก่อน ที่ผ่านมายังไม่ได้ค่าชดเชยสักบาทสักสลึงเดียว และเกษตรกรยังไม่ได้เลี้ยงหอยรอบใหม่เลย เพราะไม่มีเงิน อย่าเลี้ยงใหม่เลย แค่เอาเปลือกหอยที่ตายขึ้นยังไม่มีเงินเลย เพราะค่าเอาหอยขึ้นคอกหนึ่งต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท บางคนไม่มีเงิน หอยคอกหนึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ แต่รัฐจะจ่ายคนละไม่เกิน 50,000 บาท ของผมนี่มี 3 แปลง มีทั้งหอยแมลงภู่ หอยกระปุก หอยแครง มี 3 แปลง ชื่อผมชื่อเดียว แต่เขาก็จ่ายผมแปลงเดียวแค่ 5 ไร่ ไม่ได้จ่ายทุกแปลง ได้เงินแค่ 40,000 กว่าบาท ทำให้ไม่มีเงินทุนพอมาซื้อพันธุ์หอยลงใหม่ ต้องไปหาเงินทุนจากที่อื่น อย่างไรก็ตามถึงได้น้อยก็ขอให้ได้เอามาเยียวยาก็ยังดี” สมศักดิ์กล่าว

ประทีป เข็มกำเนิด ผู้ทรงคุณวุฒิสภาเกษตรกรด้านการประมง จังหวัดสมุทรสงคราม ผู้ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวติดตามเกษตรกรชาวจังหวัดสมุทรสงครามจะต่างจากเกษตรกรชาวจังหวัดเพชรบุรี เนื่องจากบางส่วนไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ คนกลุ่มนี้น่าสงสาร หลายคนไปกู้เงินมาเลี้ยงหอยในที่สาธารณะ เมื่อหอยตายก็ไม่มีเงินคืนเจ้าหนี้ แต่กลุ่มเกษตรกรของสมุทรสงครามทั้งที่ได้ขึ้นทะเบียนและไม่ได้ขึ้นทะเบียนคุยกันแล้วจะไม่ทิ้งกัน เพราะลงทะเบียนมีอยู่ 800 ไม่มีทะเบียนมีอยู่ 1,600 ราย เกษตรกรที่มาเรียกร้องไม่ได้ไปขอความเป็นธรรม แต่ไปขอความช่วยเหลือ ซึ่งหากรัฐบาลไม่ช่วยเราคงไม่ยุติการเรียกร้อง

“หากเกษตรกรชาวจังหวัดเพชรบุรีไปเรียกร้องที่หน้าทำเนียบ พวกเราเอาด้วย เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าไม่ช่วยกันอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าต่างคนต่างทำ เรื่องแบบนี้ต้องช่วยกัน สมุทรสงครามเต็มใจ 100 เปอร์เซ็นต์” ประทีปกล่าว

ด้าน มณเฑียร ทองนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่าในเรื่องการช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงหอย ได้ประสานกับอธิบดีกรมประมง และอธิบดีรับปากว่าจะช่วย ซึ่งจังหวัดเพชรบุรีโชคดีที่มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติเกษตรกรมีการลงทะเบียนไว้ชัดเจน สามารถใช้เงินงบกลางฉุกเฉินได้ ซึ่งต่างจากจังหวัดอื่น ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนผู้เลี้ยงหอยไว้ การไปขอใช้เงินงบกลางคงขอได้ไม่มาก แค่รายละประมาณ 5,000 บาท ซึ่งชาวบ้านคงไม่ยอม และขอเลียนแบบจังหวัดเพชรบุรี ทำให้การจ่ายเงินของรัฐบาลล่าช้า

“ของเราทำถูก ต้องมีการขึ้นทะเบียนผู้เลี้ยงหอยไว้ชัดเจน มีการสำรวจความเสียหาย และมีการทำประชาคม ซึ่งผ่านไปด้วยความเรียบร้อย แต่จังหวัดใกล้เคียงอย่างสมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ได้ทำไว้ แต่มาขอเลียนแบบเรา ทางกรมประมงจึงต้องลงมาสำรวจความเสียหายที่แท้จริง ส่งผลให้ของเราช้าไปด้วย แต่ผมยืนยันว่าของเราได้แน่นอน แต่อาจช้าหน่อย” ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงชายฝั่งในจังหวัดสมุทรสงครามและเพชรบุรี ผ่านมากว่า 4 เดือนแล้ว แต่ยังไร้วี่แววที่จะได้รับการเยียวยาจากภาครัฐ และถ้าหากอีก 10 วันข้างหน้ายังไม่ได้รับการช่วยเหลือ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงชายฝั่งคงไปประท้วงหน้าศาลากลางจังหวัด และหากไม่ได้รับการชี้แจงที่ดีก็จะยกขบวนไปเรียกร้องหน้าทำเนียบรัฐบาลอย่างแน่นอน

http://www.komchadluek.net/detail/20130401/155170/%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87.html#.UVlwvVfTMmg
  • คม ชัด ลึก
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 35 reads

'กองทุนสิ่งแวดล้อม' ปรับแผนยุทธศาสตร์ หนุนเครือข่าย ทสม.สร้างจิตสำนึกรักธรรมชาติ

Submitted by info on Fri, 22/03/2013 - 09:43

'กองทุนสิ่งแวดล้อม' ปรับแผนยุทธศาสตร์ หนุนเครือข่าย ทสม.สร้างจิตสำนึกรักธรรมชาติ
ทีมข่าวภูมิภาค

ปัจจุบันสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของไทยอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วงทรัพยากรธรรมชาติที่เคยมีอยู่ลดลงอย่างรวดเร็ว น่าใจหาย เช่น พื้นที่ป่าไม้ที่เคยมีอยู่ราว 171 ล้านไร่ หรือ 53.3% เมื่อปี 2540 ปัจจุบันเหลืออยู่ไม่ถึง 25% สัตว์ป่า 562 ชนิด ถูกคุกคามจนใกล้สูญพันธุ์ ปริมาณน้ำต่อหัวของประชากร 3,877 ลบ.ม. ต่อคน ต่อปี และมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ทรัพยากรดินมีอยู่ 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการทำการเกษตรมากกว่าครึ่ง และอัตราการพังทลายของดินมีสูงถึง 108 ล้านไร่ ต่อปี ปัญหามลพิษ เช่น น้ำเสีย พบว่ามีน้ำที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐานถึงร้อยละ 37 ปัญหามลพิษทางอากาศ มีมากในเขตเมืองบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น ปัญหาขยะมูลฝอยจากชุมชนทั้งประเทศมีมากถึง 37,879 ตันต่อวัน ทั้งยังพบปัญหาของเสียอันตรายที่เกิดจากการประกอบการอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย

ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พุทธศักราช 2535 ได้กำหนดให้มีการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 4.5 พันล้านบาท มาเป็นทุนประเดิมในการจัดตั้งเป็นกองทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา กองทุนสิ่งแวดล้อมได้มีการสนับสนุนเงินกองทุน ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนภาคเอกชน เพื่อการรักษาหรือจัดการด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ทั่วประเทศไปแล้วกว่า 200 โครงการ รวมเป็นเงินกว่า 10,000 ล้านบาท

และด้วยวัตถุประสงค์สำคัญของโครงการสองประการคือ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่อย่างรวดเร็ว และยั่งยืน กับการสนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชนหรือระดับท้องถิ่นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ จึงทำให้เกิดแนวคิดที่ผนวกการดำเนินการของกองทุนเข้ากับ เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน หรือ ทสม. ที่มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่สำคัญ ทสม.ทำงานสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ จึงรู้ปัญหาดีที่สุด

นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การเกิดขึ้นของ ทสม. คือความตั้งใจของกระทรวงฯ ที่ต้องการจะให้คนในพื้นที่เป็นผู้ที่จะคอยติดตามสอดส่องปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนเอง พร้อมทั้งสามารถประสานงานกับหน่วยงานผู้รับผิดชอบส่วนกลาง เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วนั้นล้วนแล้วแต่สอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินการของกองทุนสิ่งแวดล้อม

“แต่ด้วยข้อกำหนดของการใช้เงินกองทุนที่ต้องดำเนินการผ่านหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจากภาครัฐนั้น ไม่รวมถึงเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) อันเป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดตั้งขึ้นตามระเบียบกระทรวงฯว่าด้วยอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน พ.ศ. 2550 ทำให้ ทสม. อันเป็นเครือข่ายประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของกระทรวงฯ ไม่สามารถใช้กองทุนสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้”

’นอกเหนือจากการดำเนินการเพื่อสร้างและขยายเครือข่าย ทสม. จนครบทั้ง 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) แล้ว ในปีนี้ทางกระทรวงฯจะมีการยกระดับเครือข่าย ทสม. จากการกำกับดูแลของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขึ้นมาสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยตรง อันจะทำให้ ทสม. ยุคใหม่ สามารถรองรับภารกิจต่าง ๆ ของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งหนึ่งในการเพิ่มศักยภาพของ ทสม. เหล่านี้ก็คือการสนับสนุนให้เขาสามารถเข้าถึงแหล่งทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้โดยตรง“

ด้วยเหตุดังกล่าว ภายใต้กรอบการดำเนินการของกองทุนสิ่งแวดล้อม ช่วงปี 2557-2559 ฉบับร่าง ที่กำลังอยู่ระหว่างการระดมความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการกองทุนสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาตินั้น จึงได้มีนโยบายที่จะให้การสนับสนุน ทสม. ให้สามารถขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินโครงการด้านการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการปรับตัวเพื่อรับมือต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยธรรมชาติ ด้านการอนุรักษ์และคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ ด้านการส่งเสริมของชุมชนในการจัดการทรัพยากรน้ำ ด้านการกัดเซาะชายฝั่งและการพังทลายของดิน ด้านการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

’การกำหนดให้ ทสม. สามารถขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมได้โดยตรงในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ ทสม. ซึ่งเป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มาจากประชาชนทั่วประเทศ ให้มีบทบาทในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเองเพิ่มมากขึ้น อันถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติเป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป“ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวสรุป

http://www.dailynews.co.th/thailand/192017
  • เดลินิวส์
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 40 reads

เครือข่ายลุ่มน้ำโขงเตรียมยื่นอุทธรณ์ค้านสร้างเขื่อนไซยะบุรี

Submitted by info on Thu, 14/03/2013 - 00:00

ณัฐดนัย ใหม่ซ้อน ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน

เครือข่ายปชช.ลุ่มน้ำโขงเตรียมยื่นอุทธรณ์ค้านสร้างเขื่อนไซยะบุรี หลังศาลปค.ยกฟ้อง จี้บรรจุเป็นคดีสิ่งแวดล้อม ระบุชาวบ้านเดือดร้อน-วิถีชีวิตเปลี่ยน

วันที่ 14 มี.ค. 56 เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ออกแถลงการณ์ ‘ชาวบ้านลุ่มน้ำโขงเดินหน้าอุทธรณ์คดี ฟ้องเขื่อนไซยะบุรี’ โดยระบุว่า เมื่อ 7 ส.ค. 55 เครือข่ายฯ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง กรณีโครงการทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยศาลได้มีคำสั่งเมื่อ 15 ก.พ. 56 ไม่รับคำฟ้อง จึงจำเป็นต้องยื่นอุทธรณ์ เพื่อโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว และอธิบายให้ศาลปกครองได้เข้าใจข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนลุ่มน้ำโขง โดยต้องบรรจุเป็นคดีสิ่งแวดล้อม

“การซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี ระหว่างกฟผ.กับบริษัท ไซยะบุรีพาวเวอร์ จำกัด นำมาซึ่งการก่อสร้างเขื่อนที่จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำโขงตอนล่าง ทำลายความมั่นคงทางอาหาร แหล่งรายได้ต่าง ๆ รวมถึงรากฐานทางวัฒนธรรม ดังนั้นจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” แถลงการณ์ระบุ

นอกจากนี้วันที่ 15 มี.ค. 56 จะยื่นคำร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ด้วย เพื่อให้ตรวจสอบความถูกต้องของโครงการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรีมายังสถานีไฟฟ้าแรงสูงเลย 2 เนื่องจากไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน การให้ข้อมูลข่าวสาร และไม่แน่ใจว่าได้มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายฯ จะยื่นอุทธรณ์ให้ยุติการสร้างเขื่อนไซยะบุรี วันที่ 19 มี.ค. 56 วันเดียวกัน ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านแม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนา ‘เขื่อนไซยะบุรี:ไทย บรรษัทบริบาล คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และการเมืองระหว่างประเทศ” ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องในวัน ‘หยุดเขื่อนโลก’ ซึ่งตรงกับวันที่ 14 มี.ค. ของทุกปี

นายอิทธิพล คำสุข เลขานุการเครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า คนบางกลุ่มมองแม่น้ำโขง เป็นสายน้ำที่ไหลทิ้งไปโดยไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องสร้างแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ เพื่อเกิดประโยชน์ทางมูลค่า ซึ่งแตกต่างจากชาวบ้านที่มองในเชิงคุณค่า เปรียบแม่น้ำโขงเป็นสายเลือด โดยฤดูแล้งจะพากันไปขุดบ่อน้ำ เพื่อนำมาใช้อุปโภคบริโภค รวมถึงเป็นแหล่งทำมาหากิน ทำประมงพื้นบ้าน และใช้พื้นที่ริมฝั่งปลูกพืชผักสวนครัว แต่เมื่อจีนมีการสร้างเขื่อนทางตอนบนของแม่น้ำโขง 4 เขื่อน ส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำเริ่มแห้งขอด บางพื้นที่ในไทยถึงขั้นไม่มีน้ำอุปโภคบริโภค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ต้องเสียงบประมาณในการขุดคลองชักน้ำ ปลาเริ่มขยายพันธุ์น้อยลง

ประกอบกับผลการศึกษาของคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติ (MRC) ระบุการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่างอาจทำให้ปลาสูญพันธุ์ถึง 41 ชนิด โดยเฉพาะปลาบึก เพราะเขื่อนกีดขวางเส้นทางการอพยพของปลา ดังนั้นเครือข่ายภาคประชาชนหวั่นว่าการสร้างเขื่อนไซยะบุรีนั้นอาจส่งกระทบได้ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาเปิดเผยข้อมูลเขื่อนไซยะบุรี แต่กลับได้รับคำตอบว่า เป็นความลับของคู่สัญญาสัมปทาน ซึ่งเราเชื่อว่าสาเหตุที่เข้าไม่ถึงข้อมูล เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ ทุน และอำนาจรัฐที่ทับซ้อนอยู่

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาคุณค่า การพัฒนา และผลกระทบในลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า คงยากที่จะยุติการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีที่ได้สร้างไปแล้ว นอกจากต้องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล และกฟผ. ล้มเลิกสัญญาการสั่งซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนดังกล่าว ซึ่งเป็นต้นตอของการก่อสร้างทั้งหมด ส่วนเมื่อล้มเลิกแล้ว ลาวจะขายไฟฟ้าให้ใครก็เป็นสิทธิของประเทศ

ขณะที่นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผอ.เครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง กล่าวว่า การสร้างเขื่อนไซยะบุรีมีผู้ร่วมลงทุน 4 บริษัทจากไทย ได้แก่ บริษัท ช. การช่าง จำกัด, นที ชินเนอร์ยี่, ผลิตไฟฟ้า จำกัด และพี.ที.คอนสตรัคชั่น แอนด์อิริเกชั่น จำกัด โดยรวมตัวจดทะเบียนเป็นบริษัท ไฟฟ้าไซยะบุรี จำกัด ขึ้นมาดำเนินการ ซึ่งมีแหล่งเงินกู้ของโครงการมาจากธนาคารกรุงไทย, กรุงเทพ, ไทยพาณิชย์, ออมสิน และกสิกรไทย ซึ่งเป็นสัญชาติไทย จะเห็นว่าการปล่อยเงินกู้ของธนาคารไทยนั้นไม่ปฏิบัติตามหลักการธนาคารโลก ที่มีเกณฑ์ว่าธนาคารจะปล่อยกู้ให้เฉพาะโครงการที่เป็นมิตรกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยต้องบรรจุหลักการดังกล่าวไว้ในนโยบายซีเอสอาร์ แต่ธนาคารไทยไม่เคยปฏิบัติตาม ทั้งที่มีการประชาสัมพันธ์ความเป็นบรรษัทบริบาลมากมาย ดังนั้นคนไทยจะต้องลุกขึ้นเรียกร้องจริยธรรมจากธนาคารเหล่านี้ถึงแนวทางดังกล่าว เพราะหวั่นว่าอนาคตการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีจะส่งผลกระทบเหมือนเขื่อนปากมูลได้

นอกจากนี้ควรผลักดันให้มีการทบทวน MRC โดยใช้หลักกฎหมายและหลักปฏิบัติเรื่องแม่น้ำนานาชาติแท้จริง โดยเฉพาะหลักปฏิบัติเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดน รวมถึงการทำโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ที่ต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งด้านกฎหมายและการมีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ต้องไม่ดำเนินการใด ๆ ที่จะมีผลผูกพันทางกฎหมายต่อภาคเอกชน จนกว่าจะมีกระบวนการทางสาธารณะที่ได้ข้อยุติแล้ว

http://www.isranews.org/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1/item/19976-%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5.html
  • ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 29 reads

เตรียมขอหมายค้นนาเกลือโนนไทย2แห่ง

Submitted by info on Wed, 13/03/2013 - 17:21

อุตสาหกรรมโคราช เตรียมขอหมายศาลเข้าตรวจค้นนาเกลือที่โนนไทย 2 แห่งเลี่ยงพบพรบ.โรงงาน

นายจิราวัธน์ อารีย์ หัวหน้าฝ่ายโรงงานอุตสาหกรรม ปฏิบัติราชการแทนอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหานาเกลือชุดใหม่ แต่ก็เตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะการตรวจสอบนาเกลือ 2 แห่ง ซึ่งมีพื้นที่กว่า 400 ไร่ ในพื้นที่ ต.บ้านวัง อ.โนนไทย ที่มีการลักลอบเปิดดำเนินการทั้งที่ไม่มีใบอนุญาตจากอุตสาหกรรมจังหวัดฯ ซึ่งทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฯ เคยแจ้งความดำเนินคดีมาแล้ว 2 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2548 แต่เมื่อสำนวนถึงอัยการ ก็ถูกตีกลับ ล่าสุดเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ได้รวบรวมข้อมูลและหลักฐาน เพื่อเตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับนาเกลือ 2 แห่ง ที่ ต.บ้านวัง อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา

ทั้งนี้ให้เหตุผลว่าสถานประกอบการดังกล่าว ไม่เข้าข่ายโรงงานอุตสาหกรรม เพราะมีคนงานไม่ถึง 7 คน และมีเครื่องจักรไม่เกิน 5 แรงม้า พร้อมทั้งปฏิเสธว่าไม่มีการสูบน้ำเกลือขึ้นมาแต่อย่างใด เป็นเพียงการรับซื้อน้ำเกลือจากพื้นที่อื่นมาทำนาเกลือเท่านั้น นอกจากนี้นาเกลือทั้ง 2 แห่งดังกล่าว ยังได้มีการแบ่งเป็นแปลงย่อยๆ ให้เป็นชื่อของลูกจ้างกว่า 10 ราย เพื่อเลี่ยง พรบ.โรงงานอุตสาหกรรม จึงทำให้คดีหยุดชะงักลง แต่ขณะนี้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฯ ก็พยายามรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน และเตรียมที่จะขอหมายศาลเข้าไปตรวจค้นอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามในส่วนภาพรวมของปัญหานาเกลือใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.โนนไทย อ.โนนสูง และ อ.พระทองคำนั้นมีนาเกลืออยู่ทั้งหมด 23 แห่ง ที่ยังประกอบกิจการอยู่ โดยมีอยู่ 1 แห่ง ที่ ต.สำโรง อ.โนนไทย ซึ่งมีนายกิตติ เลิศวสินธุ์ เป็นเจ้าของ ที่ตรวจพบว่ามีปัญหาน้ำไหลซึมออกมาสู่พื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน เป็นจำนวนมาก ซึ่งทางอุตสาหกรรมจังหวัดฯ ก็ได้ออกหนังสือสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2556 เป็นต้นมา หากไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ ก็จะสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการทันที

http://bit.ly/ZHB4LL
  • โพสต์ทูเดย์
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 44 reads

แม่เฒ่าวัย 86 เฮชนะคดีผลกระทบนากุ้ง ศาลสั่งชดใช้ 1 ล้าน ชาวบ้านฮือฟ้องศาลปค.

Submitted by info on Thu, 07/03/2013 - 00:00

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ผู้สื่อข่าว ข่าวสด ประจำจังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า ชาวทองหลางพัฒนา จ.นครราชสีมา ได้มาร่วมยินดีกับนางน้อย มีพวง อายุ 86 ปี ชาวบ้านทองหลางพัฒนา หมู่ 19 ต.สายออ อ.โนนไทย หลังจากเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม ตัดสินให้ชนะคดีทางแพ่ง กรณีนากุ้งของนายไกรสร โชติชาครพันธ์ บริเวณ ต.สายออ อ.โนนไทย สร้างความเสียหายให้พื้นที่นาของนางน้อย จำนวน 45 ไร่ โดยสั่งนายไกรสร ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง คือวันที่ 17 ธ.ค.2553 รวมทั้งจ่ายค่าทนายความ 20,000 บาทให้นางน้อยด้วย

ทั้งนี้นางน้อย เปิดเผยว่าดีใจมากที่ชนะคดี และพร้อมจะต่อสู้หากคู่กรณีจะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา เพราะมั่นใจว่าข้อมูลและหลักฐานมีพร้อมทุกอย่าง หากได้เงินจากการชนะคดี จะนำเงิน 2 แสนบาทไปใช้หนี้ ธ.ก.ส. ส่วนที่เหลือจะนำไปทำบุญและซื้อที่ไว้สำหรับทำการเกษตรต่อไป

ด้านนายถาวร เพชรขุนทด แกนนำเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากนาเกลือในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.โนนไทย อ.โนนสูง และ อ.พระทองคำ เปิดเผยว่า ชัยชนะของนางน้อย เหมือนเป็นชัยชนะของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 3 อำเภอ ดังนั้น จึงเป็นขวัญกำลังใจให้ทุกคนลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง โดยขณะนี้ทางเครือข่ายฯ กำลังรวบรวมเอกสารและหลักฐาน ประกอบไปด้วย ข้อมูลจากการสำรวจด้านธรณีวิทยาของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, รายชื่อผู้ได้รับความเดือดร้อน และจำนวนพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ยื่นเสนอต่อนายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าฯนครราชสีมา เพื่อหาแนวทางให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนในครั้งนี้

แต่หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ก็จะฟ้องร้องต่อศาลปกครองจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเอาผิดกับ 7 หน่วยงานของรัฐ ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบไปด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, กรมควบคุมมลพิษ, กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ 5 ตำบล พร้อมกันนี้เตรียมที่จะฟ้องศาลจังหวัดนครราชสีมา ให้ดำเนินคดีทางแพ่งต่อผู้ประกอบการนาเกลือ นากุ้ง โดยขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน 10,006 ไร่ เป็นเงินมูลค่ากว่า 280 ล้านบาท โดยคิดจากจำนวนปีที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ปี 2545 รวมเป็นระยะเวลา 10 ปี บวกกับจำนวนผลผลิตที่เสียหายเฉลี่ยต่อปี ไร่ละประมาณ 4,200 บาท

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk1qWXlPRFF6TXc9PQ%3D%3D&subcatid
  • ข่าวสด
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 41 reads

ขุดคลองแสนล้าน หวั่นได้ไม่คุ้มเสีย!

Submitted by info on Wed, 06/03/2013 - 11:32

วิกฤติน้ำปี พ.ศ.2554 ทำให้รัฐบาล ผุดโครงการ “ป้องกัน” น้ำท่วมขึ้นมาหลายรูปแบบ

หนึ่งในนั้นคือโครงการอีเมอร์เจนซี่ สปีดเวย์ ซึ่งยังอยู่ในระหว่างศึกษาข้อมูล ก่อนกู้เงิน 350,000 ล้านดำเนินการต่อไป โครงการนี้จะสรุปในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2556 ถ้าเป็นไปตามฝันก็จะดำเนินโครงการขุดคลองผันน้ำด้านตะวันออกและตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยาให้แล้วเสร็จภายในอีก 5 ปี

กลิ่นอายของโครงการขุดคลองสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งเกิดความสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินการ และวิธีการป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะเหมือนจะปัจจุบันทันด่วนเกินไป จึงมีการพบปะกันระหว่างเครือข่ายผู้อาจได้รับผลกระทบจากโครงการที่ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

นายกมล เปี่ยมสมบูรณ์ ตัวแทนชาวตำบลหอมเกร็ด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการแม่น้ำสายใหญ่ แท้จริงผลกระทบจะโยงใยไปยังลำน้ำต่างๆ กันทั้งหมด ถ้ากระทำอย่างเร่งรัดและเร่งรีบ เกรงว่าจะมีการยัดไส้ ตัดแปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการทำประชาพิจารณ์อาจจะไม่โปร่งใส

นายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.จังหวัดสมุทรสงคราม แสดงความห่วงใยว่า เนื่องจากวิกฤติน้ำปี พ.ศ.2554 รัฐบาลยังไม่ได้วิเคราะห์ ถอดบทเรียนออกมาให้ชัดเจนว่าเกิดจากอะไรแน่ แต่เหมือนจะใช้วิกฤติ

ให้ชาวบ้านมึนงงอยู่กับตัวเลขเงินกู้ 350,000 ล้าน จนลืมสาเหตุว่า ที่น้ำท่วมเสียหายนั้นมาจากอะไร อาจจะวิธีบริหารจัดการ หรืออะไรก็ตาม

และเดี๋ยวนี้ “เขามาออก พ.ร.ก.เงินกู้ 350,000 ล้าน เพื่อมาใช้กับ 8 ลุ่มน้ำอย่างปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา สะแกกรัง ท่าจีน ป่าสัก บางปะกง พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 158,000 ตร.กม. เป็นเนื้อที่ประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศ ตรงนี้เขาจะใส่เงินลงไปกว่า 300,000 ล้าน ส่วนอีก 17 ลุ่มน้ำที่เหลือ เขาจะใส่เงินลงไป 50,000 ล้าน”

เงินกู้กว่า 300,000 ล้าน จะนำมาใช้มากที่สุดคือ ผันน้ำปีกตะวันออกกับตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยการขุดลำน้ำสายใหม่ประมาณ 120,000 ล้าน รวมค่าเวนคืนอะไรเสร็จ และยังบวกด้วยถนนระดับประเทศอีก 4 เลน ทั้งสองข้างอีกด้วย

ทรรศนะต่อโครงการนี้ ส.ว.แม่กลองบอกว่า “การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เมื่อบวกเศรษฐกิจเข้าไปด้วยมันจะยุ่ง เพราะโครงการที่ผุดขึ้นมา มันจะเป็นลำน้ำดินกว้างรัศมีประมาณ 300 เมตร เดิมกรมชลประทานเคยทำโครงการนี้ไว้ก่อนในชื่อโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบริหารจัดการน้ำพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก”

โดย “ชลประทานเขาใช้หลักคิดว่า นครสวรรค์จะรับน้ำได้ 3,500 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่ปีที่เกิดอุทกภัยสูงถึง 5,400 ลบ.ม.ต่อวินาที มันเกินไป 1,900 ลบ.ม.ต่อวินาที เขาคิดหยาบๆ ว่า จะแบ่งน้ำออกสองข้างเจ้าพระยาฝั่งละ 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที”

เส้นทางน้ำฝั่งตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยา จะปล่อยไปทางป่าสัก บางปะกง เพื่อออกทะเล ส่วนฝั่งตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา “เนื่องจากมีเครือข่ายชลประทานเยอะมาก ถ้าผ่าไปจะยุ่งกันใหญ่ เขาจะชักน้ำจากแม่น้ำปิงช่วงเข้านครสวรรค์ มาลงเหนือเขื่อนแม่กลอง”

ชักน้ำลงมาเหนือเขื่อนแม่กลองแล้ว จะส่งผลอย่างไร

สุรจิตตอบว่า “ปีที่ผ่านมา แม่กลองปล่อยน้ำประมาณ 1,300 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่ความจุของแม่กลองประมาณ 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำท่าจีนปล่อยได้ประมาณ 300 ลบ.ม.ต่อวินาที แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างประมาณ 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่ช่วงนครสวรรค์ถึงอยุธยาตรงคุ้มสำเภาล่มพื้นที่แคบความจุจะเหลือประมาณ 2,000 ดังนั้น แม้จะผ่านนครสวรรค์มาได้ 3,500 ลบ.ม.ต่อวินาที อยุธยาก็ยังรับไม่ได้อยู่ดี ทางออกอาจจะทำทางเบี่ยงบางบาล-บางไทร หรือไม่ก็ตาม”

แต่การระบายน้ำปีกตะวันตก จากประสบการณ์เมื่อปีที่ผ่านมา เพราะ “ระบายน้ำมามาก เกิดวิกฤติหอยตาย เพราะถ้าน้ำจืดลงมาช่องเดียวใหญ่ๆ แล้วอยู่นานๆ จะมีผลต่อทะเล”

โครงการขุดคลองผันน้ำ ช่วงนี้ฝ่ายรัฐกำลังลงพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม “ผมอยากตั้งคำถามว่า เส้นทางน้ำใหม่ถ้ามีน้ำเกินถึงจะมีน้ำเข้ามา และมีประตูเปิด-ปิด มันเป็นคลองดิน ก็ต้องวิเคราะห์ว่ามีดินเหนียว ดินทรายมีผลอย่างไร เมื่อมาตัดกับลำน้ำจะดูแลอย่างไร มันคือแม่น้ำใหญ่ ถ้าไปตัดกับแม่น้ำเล็กๆ ของเก่าจะทำอย่างไร มันไม่กระชากน้ำมาด้วยหรือ ทั้งหลักการและเทคนิคมีประเด็นที่ชาวบ้านควรจะได้มีส่วนร่วม”

เค้าโครงขุดคลองใหม่ ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา งบประมาณรวม 120,000 ล้าน แต่น้ำหนักลงมาทางฝั่งตะวันตก ถ้าเป็นไปตามโครงการฝันจริง นายสุรจิตบอกว่ามีข้อกังวลอย่างน้อย 6 ประการด้วยกัน

1. จะระบายน้ำอย่างไรไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม เพราะอ่าว ก.ไก่กว้างยาวด้านละ 100 กม.มีแม่น้ำมาลงอยู่แล้ว 5 สายได้แก่ บางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และเพชรบุรี เมื่อเพิ่มมาอีก 1 สายจะกระทบกับอะไรบ้าง

ประเด็นนี้ “ถ้าสะสางแม่น้ำเล็กแม่น้ำน้อยที่มีอยู่แล้วให้น้ำไหลคล่อง จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าหรือไม่ แล้วโครงข่ายอย่างคลองต่างๆ เช่น คลองสุนัขหอนที่ตื้นเขิน คูคลองในกรุงเทพฯ ถ้าสะสางแล้วจะรับเพิ่มได้อีกเท่าไหร่ ไปรวมกับคลองอื่นๆอีก พื้นที่ระบายน้ำก็จะเพิ่มอีกมาก การมีแม่น้ำสายใหญ่ขึ้นมามันสมเหตุผลหรือไม่ แล้วถ้าปล่อยน้ำไหลลงมาตรงๆ รวดเดียว มันจะกระทบอย่างไร”

2. การมีลำน้ำใหญ่ผุดขึ้นมา จะไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร 3. การปิดล้อม การกั้นน้ำทำอย่างไร 4. การรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทำได้อย่างไร ในเวลาอันรวดเร็ว 5. ความคุ้มค่าของโครงการ อยู่ตรงไหน ถ้าน้ำมีไม่มาก คลองขุดแต่ไม่ได้ใช้ จะรักษาคลองนั้นอย่างไร เพราะเราก็ไม่รู้ว่าน้ำจะท่วมมหาศาลอย่างปี 2554 อีกเมื่อใด และ 6. ถ้าแม่น้ำใหม่ขาดน้ำ จะต้องดึงเอาน้ำจากแม่น้ำต่างๆ อย่างแม่กลองเข้าไปหล่อเลี้ยงหรือไม่ หรือวางมาตรการรองรับเรื่องนี้ไว้อย่างไร

ข้อกังวลทั้ง 6 ประการ เป็นทั้งของ ส.ว.สุรจิต และเครือข่ายชาวบ้านที่อาจได้รับผลกระทบจากการขุดคลองผันน้ำจากเจ้าพระยาส่งตรงไปยังท้องทะเล

ผลกระทบเนื่องจากการระบายน้ำลงทะเลมากผิดปกติ มีผลต่อวิถีชีวิตชาวบ้านปลายน้ำอย่างไร

ชาวบ้านดอนมโนราห์ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงครามบอกว่า กรณีปล่อยน้ำจืดลงทะเลมาก ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวบ้าน อย่างอาชีพทำนาเกลือ ปีนี้แม้จะถึงฤดูการทำนาเกลือแล้ว แต่ยังทำไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะน้ำทะเลไม่เค็มเหมือนปีก่อนๆ ทำให้กระทบไปถึงแรงงานในอาชีพทำนาเกลืออีกด้วย

การขุดคลองขนาดใหญ่ขึ้นมา ย่อมกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมิต้องสงสัย

ดังนั้น นอกจากรัฐต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบและโปร่งใสแล้ว ยังต้องฟังเสียงชาวบ้าน และอธิบายให้สังคมกระจ่างใจด้วย

http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/330437
  • ไทยรัฐ
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 45 reads

สภาพัฒน์ฯ เสนอย้ายชุมชนหนีมลพิษมาบตาพุด

Submitted by info on Fri, 01/03/2013 - 00:00

ณัฐดนัย ใหม่ซ้อน

สถานการณ์มลพิษมาบตาพุดยังวิกฤต สภาพัฒน์ฯ เสนอย้ายชุมชนหนี เอ็นจีโอชวนเฝ้าระวัง ‘อุตฯ ทวาย’ กระทบแหล่งอาหารไทย จี้รัฐดูแลคดีสังหารผู้ใหญ่จบฉะเชิงเทรา

วันที่ 1 มี.ค. 56 ศูนย์วิจัยเปิดมินามาตะศึกษา ม.คุมาโมโตกักกุเอ็ง ญี่ปุ่น ร่วมกับศูนย์ประสานงานการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม และมูลนิธิบูรณะนิเวศ จัดประชุมระหว่างประเทศ ‘การสื่อสารความเสี่ยง:แนวทางสร้างอนาคตมาบตาพุด ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สืบเนื่องจากพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ห้วยโป่ง เนินพระ ทับมา มาบข่า และบ้านฉาง จ.ระยองเป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดของไทย ขณะเดียวกันกลับประสบปัญหาเกิดสารปนเปื้อนแพร่กระจายในท้องถิ่น จนประชาชนต้องทยอยออกจากพื้นที่ แต่ยังมีประชาชนกลุ่มหนึ่งรวมตัวเรียกร้องให้ภาครัฐและเอกชนตระหนักต่อการแก้ไขปัญหา แม้จะได้รับการตอบสนองจนเกิดระบบติดตามการปล่อยมลพิษในอากาศ น้ำ การกัดเซาะชายฝั่งทะเล แต่ไม่สามารถหยุดยั้งการลงทุนอุตสาหกรรมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้าถ่านหิน

นางเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ เปิดเผยว่า สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับปัญหาผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุด หากไม่ได้รับการแก้ไข จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม รวมทั้งการแก้ไขปัญหามาบตาพุดจะเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งหากการดำเนินงานไม่ประสบความสำเร็จ จะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและเป็นอุปสรรคในการเปิดพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมหลักแห่งใหม่ของประเทศในระยะต่อไป

ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาอย่างจริงจัง เรื่อง การโยกย้ายชุมชนออกจากพื้นที่ เนื่องจากปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมแต่ละแห่งปล่อยมลพิษออกมาไม่เกินมาตรฐาน แต่เมื่อตรวจวัดมลพิษในพื้นที่รวมทุกโรงงานแล้ว กลับพบค่าเกินมาตรฐาน การแก้ไขโดยการลดและขจัดมลพิษอาจใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่การย้ายชุมชนออกจากพื้นที่อาจใช้งบประมาณน้อยกว่า โดยอาจกำหนดเป็นการดำเนินการในระยะยาวและต้องมีการสำรวจความเห็นของประชาชนด้วย

ศ.ดร.ฮานาดะ มาซาโนริ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเปิดมินามาตะศึกษา ม.คุมาโมโตกักกุเอ็ง ญี่ปุ่น กล่าวว่า ไทยมีข้อด้อยในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัดกับแหล่งอุตสาหกรรม จึงเอื้อต่อการปล่อยของเสียได้ง่าย ประกอบกับประชาชนในพื้นที่ขาดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ไม่สามารถโต้แย้งกับนักวิชาการหรือบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ได้ดี นอกจากนี้ยังพบว่า การศึกษารายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ของไทยยังไม่เข้มข้นและสอดคล้องกับความเป็นจริงของพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่มักสนับสนุนพวกพ้องในระบบทุน จึงไม่แน่ใจว่าในอนาคตระบบดังกล่าวจะยังสามารถนำมาใช้ได้อีกหรือไม่ สำหรับระบบการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและมลพิษอุตสาหกรรมยังมีน้อยและไม่บังคับใช้จริงจัง

ผศ.ปราณี พันธุมสินชัย อดีตคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีการเปิดเผยข้อมูลอีเอชไอเอต่อสาธารณชนแล้ว แต่ประชาชนยังขาดความเข้าใจศัพท์ทางเทคนิคต่าง ๆ องค์กรอิสระจึงเข้ามาช่วยตีความเนื้อหา แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ส่วนการกำหนดบทลงโทษแหล่งอุตสาหกรรมที่กระทำความผิดนั้นไม่ควรกำหนดเพดานอัตราจ่ายขั้นสูง เช่น ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท เพราะเมื่อระยะเวลาล่วงเลยไป ค่าเงินดังกล่าวจะต่ำลง ผู้ประกอบการจึงละเลยได้ง่าย แต่ควรเปลี่ยนกำหนดอัตราจ่ายขั้นต่ำ เช่น ปรับขั้นต่ำ 2 หมื่นบาท เพื่อศาลจะได้ตีความปรับสูงสุดได้ตามความเหมาะสม

“ประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย 4 เสา ได้แก่ เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม แต่น่าแปลกใจว่าไม่มีเรื่องสิ่งแวดล้อมบรรจุในหลักการจริงจัง แล้วจะถามหาความยั่งยืนของประชาชนในภูมิภาคได้อย่างไร” อดีตคกก.สิ่งแวดล้อมฯ กล่าว

นางภารนี สวัสดิรักษ์ เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม กล่าวว่า ชุมชนตกเป็นเหยื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมของชาติ มิใช่การเสียสละอย่างที่กล่าวอ้าง โดยเฉพาะกรณีมาบตาพุด ซึ่งตนยืนยันว่าไม่ควรมีการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดอีก นอกจากนี้การสนับสนุนการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและเขตอุตสาหกรรมทวายของไทย โดยยอมให้มีการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบผ่านพื้นที่ของประเทศเรา จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอาหารได้ เพราะอาจมีสารพิษรั่วไหล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมมีการเสนอความเห็นให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เร่งผลักดันนโยบายลดมลพิษจากกากของเสียอุตสาหกรรมที่มีการลักลอบทิ้งและกำจัดไม่ถูกวิธี โดยควรให้นิคมอุตสาหกรรมแต่ละแห่งมีบ่อฝังกลบขยะสารพิษเอง (1 นิคมฯ 1 บ่อกลบขยะ) และรัฐบาลควรให้ความดูแลชาวบ้านที่ออกมาต่อต้านการก่อสร้างบ่อฝังกลบขยะในชุมชน เพราะเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ อย่างไรก็ตาม อยากให้เร่งติดตามตัวคนร้ายที่สังหารนายประจบ เนาวโอภาส อายุ 42 ปี (ผู้ใหญ่จบ) ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 14 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ภายหลังเป็นแกนนำต่อต้านการทิ้งกากอุตสาหกรรมและขยะเคมีพิษจนเสียชีวิตด้วย

http://www.isranews.org/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1/item/19712-%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AF-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%94.html
  • ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 41 reads

นักอนุรักษ์เฮ! ศาลปกครองให้เพิกถอน มติตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ กก.สิ่งแวดล้อม

Submitted by info on Thu, 28/02/2013 - 00:00

คดีเอ็นจีโอสิ่งแวดล้อมฟ้องศาลปกครอง ร้อง ครม.แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองกลางให้เพิกถอนมติ มีผลทันทีนับแต่วันที่ 4 ธ.ค.50 เป็นต้นมา

วันนี้ (28 ก.พ.56) นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่าเมื่อเวลา 10.00 น. ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีที่สมาคมฯ และองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ได้ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ต่อศาลปกครอง ฐานเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จากกรณี คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.50 มีมติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ชุดใหม่ 8 คนแทนชุดเดิมที่หมดวาระลงเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 50 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้องค์กรนักอนุรักษ์ไม่ยอมรับและนำข้อพิพาทมาฟ้องต่อศาลปกครองกลาง จนศาลได้มีคำพิพากษาเพิกถอนมติดังกล่าวในวันนี้

นายศรีสุวรรณ กล่าวให้ข้อมูลว่า ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ) กำหนดให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ต้องมีตัวแทนจากภาคเอกชนไม่เกิน 8 คน และกึ่งหนึ่งต้องแต่งตั้งจากบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมที่จดทะเบียนกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ แต่คณะรัฐมนตรีกลับหยิบยกรายชื่อบุคคลอื่น ซึ่งไม่ได้มาจากการเสนอชื่อขององค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมมาแต่งตั้ง

ทั้งนี้ องค์กรนักอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีมติร่วมกันเสนอรายชื่อตัวแทนให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีทั้งหมด 4 คน คือ ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ว่าที่ ร.ต.สุรพล ดวงแข นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ และ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ

แต่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นแต่งตั้ง กลับไม่มีรายชื่อผู้แทนองค์กรเอกชนทั้ง 4 คน โดยบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง คือ นายพนัส ทัศนียานนท์ นางปราณี พันธุมสินชัย นายสนิท อักษรแก้ว นายจงรักษ์ ผลประเสริฐ และนายประสงค์ เอี่ยมอนันต์

ตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ จึงไม่อาจถือได้ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้แทนภาคเอกชนแต่อย่างใด อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 12 แห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลปกครองกลางจึงมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 275/2556 พิพากษาเพิกถอนมติการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว และให้มีผลทันทีนับแต่วันที่ 4 ธ.ค.50 เป็นต้นมา

นายศรีสุวรรณ กล่าวด้วยว่า การที่ศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว ต้องพิจารณาต่อไปว่า การดำเนินการกระทำนิติกรรม หรือมีมติใดๆ ของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งถูกเพิกถอนมติการแต่งตั้งไปนั้น จะถือได้ว่าเป็นมติที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นโมฆะหรือไม่ โดยเฉพาะการให้ความเห็นชอบในโครงการหรือ EIA ต่างๆ ที่สมาคมฯ ฟ้องร้องเพิกถอนต่อศาลอยู่หลายคดี อาทิ โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง และโครงการต่างๆ ทั่วประเทศซึ่งจะต้องถือว่าโมฆะตามไปด้วย

http://www.prachatai3.info/journal/2013/02/45543
  • ประชาไทออนไลน์
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 26 reads
  • « first
  • ‹ previous
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content