Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

สิ่งแวดล้อม

‘เอ็นจีโอ’ หวั่นทุนจีนรุกกว้านซื้อที่ดินขอนแก่น ผุดนิคมอุตฯ สีเขียว-เหมืองโปแตช

Submitted by info on Sun, 12/05/2013 - 00:00

นายเดชา คำเบ้าเมือง
ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)

เลขาธิการ กป.อพช.อีสาน เผยข้อมูลแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ระบุทุนจีนสนใจทำโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.ขอนแก่น-สร้างนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ชี้ชาวบ้านถูกปิดกั้นข้อมูล เตรียมเกาะติดหวั่นผลกระทบตามมา

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 11 พ.ค.56 เวลา 09.00 น. นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ กป.อพช.อีสาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ได้รับทราบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่าขณะนี้มีนายทุนจากประเทศจีนให้ความสนใจที่จะทำโครงการเหมืองแร่โปแตช ที่ จ.ขอนแก่น โดยควบคู่ไปกับการสร้างนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ที่บริษัท เอดีเอส ของจีนได้มีการกว้านซื้อที่ดินใน ต.ท่าพระ อ.เมืองจำนวน 4-5 พันไร่ เตรียมไว้แล้ว

“มีการประกาศออกมาอย่างชัดเจนจากสถานกงสุลจีน ว่าทุนจีนต้องการที่จะลงทุนทำเหมืองแร่โปแตช ใน จ.ขอนแก่น ซึ่งจากข้อมูลเราก็พบว่าปัจจุบันได้มีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจหาแหล่งแร่ โดยบริษัท กรุงเทพโยธาอุตสาหการ จำกัด ในพื้นที่ ต.บ้านทุ่ม ต.บ้านหว้า อ.เมือง และ ต.บ้านฝาง ต.บ้านเหล่า อ.บ้านฝาง จำนวน 10 แปลง เนื้อที่จำนวน 100,000 ไร่” นายสุวิทย์กล่าว

เลขาธิการ กป.อพช.อีสาน กล่าวอีกว่า ภาคอีสานเป็นที่น่าจับตา เพราะว่าตอนนี้มีการเคลื่อนตัวของทุนจีนเข้ามาเป็นอย่างมาก โดยการชักนำของนักการเมืองร่วมกับนายทุนในนาม “สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน” ซึ่งมีนายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นนายกสมาคมฯ เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน รวมทั้งโครงการขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ในหลายพื้นที่ของภาคอีสานก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นจากการรุกเข้ามาของทุนจีน โดยเฉพาะการกว้านซื้อที่ดินเป็นจำนวนมากในจังหวัดที่สำคัญและเหมาะแก่การลงทุน ซึ่งส่งผลให้ที่ดินมีราคาสูงและมีแนวโน้มที่จะหลุดมือจากชาวบ้านไปเป็นของนายทุนเพื่อจะเข้ามาลงทุนโครงการต่างๆ

“ประเด็นก็คือชาวบ้านถูกปิดกั้นข้อมูล ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ดังนั้น เราจะต้องมีการติดตาม และตรวจสอบเพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วชุมชนอีสานจะมีผลกระทบตามมามากมาย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน คุณภาพชีวิต ฯลฯ”

ด้านนายบุญชู พันธ์ภักดี ผู้ประสานงานสภาองค์กรชุมชน ต.หนองแซง อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น เผยเปิดว่า ก่อนหน้านี้ อุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น และอบต.หนองแซง มีแผนที่จะผลักดันให้พื้นที่ป่าหนองเม็กหนองลุมพุก จำนวนกว่า 2,000 ไร่ ใน อ.บ้านแฮด เป็นพื้นที่ดำเนินโครงการจัดสร้างนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ชาวบ้านจึงคัดค้านเพราะหวั่นวิตกว่าจะมีผลกระทบ

อีกทั้งที่ดินส่วนใหญ่ก็เป็นเขต สปก.และพื้นที่ป่าสงวน จนกระทั่งเร็วๆ นี้ได้ทราบข่าวว่าจะมีการย้ายพื้นที่ไปสร้างที่ตำบลท่าพระ ซึ่งเป็นเขตติดต่อกัน ห่างจากตำบลหนองแซงประมาณ 10 กิโลเมตร

“ประธานสภาอุตสาหกรรมได้ประกาศออกมาว่าจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ในพื้นที่ ต.ท่าพระ และ ต.ดอนหัน โดยมีการซื้อที่ดินเอาไว้แล้วจำนวนมาก ขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่รู้ข้อมูลว่าจะมีโครงการอะไรในบริเวณนั้น ฉะนั้นในส่วนของภาคประชาชนจะต้องเฝ้าติดตามปัญหาร่วมกัน เพราะโครงการฯ จะส่งผลกระทบต่อพวกเราอย่างแน่นอน” นายบุญชูกล่าว

http://www.prachatai3.info/journal/2013/05/46692
  • ประชาไทออนไลน์
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 14 reads

ถอดสรุปประสบการณ์คดีคลิตี้: กว่าจะถึงคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

Submitted by info on Sat, 11/05/2013 - 00:00

นภัทร พิลึกนา
เจ้าหน้าที่โครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

คดีสารตะกั่วปนเปื้อนลำห้วยคลิตี้ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ชาวกะเหรี่ยงลุกขึ้นมาฟ้องหน่วยงานรัฐเพื่อปกป้องสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามรัฐธรรมนูญ จากกรณีโรงแต่งแร่ปล่อยสารตะกั่วลงลำห้วยที่ชุมชนใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนาน ซึ่งหลังจากใช้เวลาพิจารณาคดียาวนานกว่า 9 ปี ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 ให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้และชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวบ้านคลิตี้ล่าง ทำให้คดีนี้กลายเป็นคดีด้านสิ่งแวดล้อมคดีแรกในประเทศไทยที่มีคำพิพากษาศาลสูงวางบรรทัดฐานการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในเรื่องฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมทั้งชี้ให้เห็น “จุดอ่อน” ในการแก้ปัญหาการปนเปื้อนมลพิษของประเทศไทย

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม(EnLAW) ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้โดยตรง ผ่านคณะทำงานช่วยเหลือชุมชนคลิตี้ สภาทนายความ ได้ทำการถอดสรุปประสบการณ์การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมทั้งขั้นเตรียมฟ้อง การดำเนินการในคดี และเผยแพร่ให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของสังคม ด้วยเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในการปรับใช้กับการทำคดีด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งการขับเคลื่อนให้เกิดการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมซึ่งกำลังลุกลามไปในหลายพื้นที่และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นต่อไป

จุดเริ่มต้นของการฟ้องคดี

กรณีการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ แม้จะเริ่มเป็นที่รับรู้ต่อสาธารณชน ตั้งแต่ปี 2541 และหลากหลายหน่วยงานต่างก็ลงพื้นที่แก้ไขปัญหา แต่แล้วผ่านมา 5 ปี การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมยังคงไม่เห็นเป็นรูปธรรม ชาวบ้านหมู่บ้านคลิตี้ล่างยังคงเจ็บป่วย สัตว์น้ำยังคงอันตราย กรมควบคุมมลพิษซึ่งเคยประกาศแผนการฟื้นฟู กลับไม่ปฏิบัติตามแผนนั้น และเมื่อมีการทำหนังสือทวงถามให้ปฏิบัติหน้าที่ฟื้นฟูลำห้วย กรมควบคุมมลพิษก็นิ่งเฉยไม่ชี้แจงแต่อย่างใด นี่จึงเป็นเหตุให้ชุมชนคลิตี้ล่าง, EnLAW และคณะทำงานตัดสินใจยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

อย่างไรก็ตาม การฟ้องคดีเกี่ยวกับผลกระทบจากมลพิษนั้น จากบทเรียนการทำคดีโคบอลต์ 60 ทำให้เห็นว่าการฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายเพียงอย่างเดียวไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด และไม่สามารถบรรลุผลเพื่อประโยชน์สาธารณะในระยะยาวได้ การฟ้องในคดีนี้ จึงตั้งฐานจากการที่หน่วยงานรัฐละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่และไม่ควบคุมดูแลจนทำให้เกิดการปล่อยตะกอนตะกั่วลงสู่ลำห้วย ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์จากลำห้วยได้ตามปรกติอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่หน่วยงานของรัฐต้องคุ้มครอง เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ดังเดิม อันเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ทำไมจึงฟ้อง “กรมควบคุมมลพิษ”

ในการเตรียมคดี มีความพยายามในการศึกษาข้อกฎหมายเพื่อฟ้องกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.) เพราะเป็นหน่วยงานที่อนุมัติอนุญาตให้เกิดการทำเหมืองแร่ จึงต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น แต่สุดท้ายพบว่าไม่มีกฎหมายกำหนดให้กพร.มีอำนาจหน้าที่ฟื้นฟูมลพิษนอกเขตเหมืองแร่ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการซื่งกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ ประกอบกับข้อมูลจากคุณสุรพงษ์ กองจันทึกและองค์การพัฒนาเอกชนได้ชี้ให้เห็นว่ากรมควบคุมมลพิษยังไม่ได้เข้ามาติดตามควบคุมให้เกิดการฟื้นฟูลำห้วยอย่างเพียงพอ และมาตรา 96 , 97 พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 ที่ให้อำนาจหน่วยงานรัฐในการเรียกค่าเสียหายจากการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมจากผู้ก่อมลพิษได้ ดังนี้ จึงนำมาสู่ข้อสรุปที่จะฟ้องกรมควบคุมมลพิษ เพื่อให้กฎหมายที่บัญญัติได้นำมาบังคับใช้ และเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานในการบริหารงานของรัฐในการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมจากการปนเปื้อนสารพิษ

เน้นฟื้นฟูลำห้วย แถมค่าเสียหาย

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น การฟ้องคดีนี้ มุ่งหวังให้มีการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้อย่างแท้จริง ดังนั้น คำฟ้องแรกจึงขอให้ศาลสั่งกรมควบคุมมลพิษปฏิบัติหน้าที่ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก แต่หลังจากยื่นฟ้องได้ไม่นาน กรมควบคุมมลพิษกลับยื่นคำให้การยืนยันว่าจะยุติการดำเนินการและปล่อยให้ฟื้นฟูตามธรรมชาติ ทำให้ชุมชนและภาคประชาชนไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจเช่นนี้ เพราะการจัดทำแผนการฟื้นฟูควรต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้เสียและต้องตั้งอยู่บนฐานความรู้ทางวิชาการ เมื่อไม่ได้เป็นเช่นนั้นจึงมีการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง เรียกค่าเสียหายจากการละเลยล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย เพื่อเร่งรัดให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว ทั้งยังเป็นการเยียวยาชาวบ้านจากการถูกละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญในระหว่างที่มีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ด้วย

สำหรับรายละเอียดค่าเสียหาย ชาวบ้านตกลงกันว่า ค่ากับข้าวที่ต้องจ่ายไปเนื่องจากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากลำห้วยนั้นจะเรียกจากหน่วยงานรัฐ ส่วนค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายไปจากการเจ็บป่วยด้านสุขภาพจะเรียกจากผู้ประกอบการ โดยคุณจีรวรรณ บรรเทาทุกข์ ได้เข้ามาช่วยเก็บข้อมูลการจ่ายค่าอาหารของชาวบ้านและนำมาเฉลี่ยโดยคิดค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน ซึ่งกรมควบคุมมลพิษต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวจนกว่าจะเข้ามาฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้และสภาพแวดล้อมบริเวณดังกล่าวให้กลับสู่สภาพเดิม

ต้องแสวงหา “เพื่อนร่วมทาง”

หลังยื่นฟ้องคดี ทีมทนายได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้านในเรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญและกระบวนการในชั้นศาล พร้อมกันนี้ได้ตั้งคณะทำงานในทางคดีโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมเข้ามาช่วย เพราะการต่อสู้ในทางคดีนอกจากจะมีเรื่องการละเลยล่าช้าในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมแล้วยังมีเรื่องวิธีการฟื้นฟูที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ต้องมีงานศึกษาหรืองานวิจัยเข้ามาให้น้ำหนัก ดังนั้น ทนายความจึงเชิญอาจารย์อาภา หวังเกียรติ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ จากมูลนิธิสืบนาคะเสถียรมาเป็นคณะทำงานและเสนอความเห็นทางวิชาการต่อศาล อย่างไรก็ตาม ในการทำคดีขณะนั้น ก็มีข้อจำกัดในการสร้างเครือข่ายนักวิชาการและรวบรวมองค์ความรู้เรื่องการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้เพื่อเสนอทางเลือกอื่น ๆ ต่อศาล รวมทั้งประเด็นคลิตี้ก็เริ่มถูกหลงลืมในหน้าสื่อสาธารณะ

คำตัดสินศาลชั้นต้น

ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อปี 2551 ใน 2 ประเด็นตามคำขอท้ายฟ้องคือ 1. กรมควบคุมมลพิษมีหน้าที่ที่จะต้องเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาจริง แต่มิได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าจนก่อให้เกิดความเสียหาย และ 2. ให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ชาวบ้านทั้ง 22 รายรายละ 33,783 บาท โดยยกคำขอในเรื่องค่าเสียหายในอนาคตของชาวบ้าน เพราะศาลเห็นว่าการปนเปื้อนในลำห้วยเริ่มเจือจางและใช้ประโยชน์ได้บางส่วนแล้ว

ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อ...

หลังมีคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ทีมทนายความเห็นว่าคำพิพากษาไม่ส่งผลให้เกิดการแก้ไขปัญหา เพราะศาลไม่ได้พิพากษาบังคับให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟู ทั้งที่มีคำวินิจฉัยว่ากรมควบคุมมลพิษล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ จึงนำมาสู่การยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในหลายประเด็น คือ1) ยืนยันว่ากรมควบคุมมลพิษละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เพียงแต่ล่าช้าดังที่ศาลชั้นต้นตัดสิน2) เรื่องค่าเสียหายในอนาคตจากการกระทำละเมิดที่ยังมีต่อเนื่องและชาวบ้านยังได้รับความเสียหาย และ3) ขอให้กรมควบคุมมลพิษเข้าดำเนินการฟื้นฟูโดยจัดทำแผนงานที่ชัดเจน และกำหนดมาตรการอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่ว โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน

ศาลสูงกลับคำตัดสิน

หลังพิจารณาคดีเกือบ 5 ปี ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองกลางในหลายประเด็นอันได้แก่ การชี้ว่ากรมควบคุมมลพิษละเลย/ล่าช้าการปฏิบัติหน้าที่ในหลายประเด็นสำคัญจนทำให้ชาวบ้านได้รับความเสียหายจนถึงปัจจุบัน จึงกำหนดให้กรมควบคุมมลพิษต้องกำหนดแผนการฟื้นฟู และตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยทุกฤดูกาลจนกว่าจะไม่เกินค่ามาตรฐาน โดยปิดประกาศผลการตรวจให้ชุมชนทราบ รวมทั้งให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้เงินเกือบ 4 ล้านบาท โดยรวมดอกเบี้ยและค่าเสียหายในอนาคตไว้ด้วย

และนี่คือบทเรียนและประสบการณ์ในการทำคดีคลิตี้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดนี้เสมือนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้เท่านั้น หลังจากนี้ กรมควบคุมมลพิษจะต้องเริ่มกำหนดแผนการฟื้นฟู โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และต้องมีการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องจนกว่าสารตะกั่วจะไม่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่ง EnLAW และเครือข่าย ในนามคณะทำงานติดตามการฟื้นฟูสายน้ำและชุมชนคลิตี้ภาคประชาสังคม จะได้ติดตามตรวจสอบการทำงานของกรมควบคุมมลพิษในเรื่องนี้ต่อไป

EnLAW หวังว่าคดีที่ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของสังคมไทยนี้ จะสะท้อนให้เห็น “บทเรียน” จากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ขาดการวางระบบและสร้างองค์ความรู้ทั้งเรื่องการตรวจสอบ การจัดการกับปัญหามลพิษที่รั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม และการเยียวยาความเสียหายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษในสิ่งแวดลอม รวมทั้งเป็นกรณีตัวอย่างให้เกิดการพัฒนาระบบการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยต่อไป

http://www.prachatai3.info/journal/2013/05/46684
  • ประชาไทออนไลน์
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 11 reads

กัมพูชาให้พื้นที่เขตลุ่มน้ำโขงเป็นแหล่งอนุรักษ์-จัดการน้ำ

Submitted by info on Thu, 09/05/2013 - 11:48

กัมพูชา 9 พ.ค.- รัฐบาลกัมพูชาประกาศให้พื้นที่ในเขตลุ่มน้ำโขงเป็นแหล่งอนุรักษ์และจัดการน้ำเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพและสัตว์น้ำ

พื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำโขงระยะทาง 56 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ระหว่างจังหวัดสตึงแตรง กับกรอแจะ ถือเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งป่าชายเลน แม่น้ำน้อยหลายสาย รวมทั้งเกาะแก่ง ซึ่งเอื้อต่อการดำรงชีวิตของสัตว์หลายสายพันธุ์ ที่แทบไม่มีหลงเหลืออยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลกัมพูชาเล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่ลุ่มน้ำแถบนี้ จึงประกาศอย่างเป็นทางการให้พื้นที่บริเวณดังกล่าว เป็นแหล่งอนุรักษ์และจัดการน้ำ เพื่อการฟื้นฟูพันธุ์พืชและสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด เช่น โลมาอิรวดี ตะพาบหัวกบ รวมทั้งนกช้อนหอยดำ

http://www.mcot.net/site/content?id=518b241e150ba053580003a1#.UYsqVcrTMmg
  • สำนักข่าวไทย
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 46 reads

ชี้ช่องว่างรื้อผังเมือง 29 จว. ‘ชลฯ-ระยอง’นิคมอุตฯจ่อเพิ่ม 3 หมื่นไร่ ไร้การควบคุม

Submitted by info on Wed, 08/05/2013 - 00:00

วสี ภูเต็มเกียรติ

นักวิชาการชี้ฉวยช่องว่างรอรื้อผังเมืองรวม 29 จังหวัด ชลฯ-ระยองเตรียมผุดนิคมอุตฯเพิ่ม 3 หมื่นไร่ ไร้การควบคุม เครือข่ายปชช.ตวอ.หวั่นการเคลื่อนไหวผลักดันพื้นที่เขียว ถูกใช้เป็นปมขัดแย้งชะลอผังเมืองต่อ

ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการผังเมืองอิสระ เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เปิดเผยกับศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน สำนักข่าวอิศรา ถึงความคืบหน้ากรณีเครือข่ายฯ ร้องเรียนไปยังนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่เดือนเมษายน 56 ให้เร่งรัดประกาศใช้ผังเมืองรวม 6 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ระยอง ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตราด สระแก้ว และชลบุรีโดยเร็ว ว่า ขณะนี้มีเพียงผังเมืองรวมจังหวัดฉะเชิงเทราที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ผังเมืองรวมจังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการขยายของนิคมอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง มีท่าทีว่ายังถูกชะลอรื้อผังฯทบทวนใหม่อยู่

โดยสถานการณ์การขยายพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดภาคตะวันออกขณะที่ยังไม่มีการประกาศใช้ผังเมืองรวมยังคงมีการผลักดันอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมจัดตั้งใหม่และนิคมฯเก่าที่ขยายพื้นที่เพิ่มหลายแห่ง เช่น นิคมฯไชโย นิคมซีพีแลนด์ นิคมฯปิ่นทอง4และ5 ฯลฯ ซึ่งเวลานี้ดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อยรอเพียงการประกาศจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยคาดว่าจะมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่รอประกาศกนอ.ทั้งสิ้นเพิ่มอีกประมาณ 20,000ไร่ ซึ่งหากรวมพื้นที่จังหวัดระยองจะมีนิคมอุตสาหกรรมที่รอจัดตั้งรวมประมาณ 30,000 ไร่ โดยคาดว่าจะประกาศได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

ดร.สมนึก กล่าวเพิ่มเติมต่อกรณีล่าสุดซึ่ง 29 จังหวัดขอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองรื้อผังเมืองรวมจังหวัดมาพิจารณาใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 (จาก 24 ขั้นตอน) ว่า ต่อสถานการณ์ดังกล่าวเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกที่เดินหน้าชุมนุมเรียกร้องให้มีการประกาศใช้ผังเมืองรวมจังหวัดในหลายครั้งเพื่อป้องกันการรุกของพื้นที่อุตสาหกรรมในพื้นที่เกษตร จะยังไม่เคลื่อนไหวใด ๆ ในเวลานี้ โดยจะขอดูท่าทีและประเมินสถานการณ์ไปก่อน เนื่องจากถูกโจมตีว่าการเรียกร้องของเครือข่ายฯแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม นำไปสู่ข้ออ้างในการแก้ไขผังเมืองรวมจังหวัดใหม่ในหลายพื้นที่ ซึ่งตนเห็นว่าแม้ชาวบ้านไม่ออกมาเรียกร้องก็ยังจะมีการชะลอการประกาศใช้ผังเมืองรวมจังหวัดไว้เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 29 จังหวัดที่ขอให้มีการรื้อผังเมืองพิจารณาใหม่ ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี เพชรบูรณ์ กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น ชลบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ ตาก นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี พิจิตร มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ลพบุรี ลำพูน ศรีสะเกษ สกลนคร สงขลา สตูล สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุโขทัย สุราษฎร์ธานี และอำนาจเจริญ

ทั้งนี้นับจากมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 45 ให้กรมโยธาฯ เร่งจัดทำผังเมืองรวมจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ปัจจุบันมีผังเมืองรวมจังหวัดประกาศใช้เพียง 9 จังหวัด ได้แก่ ได้แก่ ภูเก็ต สิงห์บุรี สระบุรี เชียงใหม่ ยโสธร นครนายก ปราจีนบุรี และราชบุรี และล่าสุดคือ จังหวัดฉะเชิงเทรา

http://www.isranews.org/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1/item/21035-newscommu080513.html
  • ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 12 reads

ชาวโพนพิสัย หนองคาย สุดทน ม็อบต้านบ่อขยะ อบต.กลางป่าโคกใหญ่

Submitted by info on Wed, 08/05/2013 - 00:00

เดชา คำเบ้าเมือง
ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

ชาวบ้านโพนพิสัย หนองคาย ร้อง อบต.ทิ้งขยะกลางป่าโคกใหญ่ ทำลายแหล่งน้ำแหล่งอาหารกว่า 450 ไร่ ทนกลิ่นเหม็นมลพิษเชื้อโรครุมเร้ากว่า 14 ปี อำเภอรับตั้งกรรมการดูแล

วันที่ 7 พ.ค.56 ชาวบ้านจากพื้นที่ ต.สร้างนางขาว อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ในนามกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมป่าโคกใหญ่ กว่า 100 คน นำโดยนายวิรัตชัย โยธวงศ์ ประธานกลุ่ม ชุมนุมที่หน้าบริเวณที่ทำการ อบต.วัดหลวง เพื่อเรียกร้องให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)วัดหลวง และนายอำเภอโพนพิสัยแก้ไขปัญหาบ่อขยะของอบต.ที่นำไปทิ้งบริเวณป่าโคกใหญ่ ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับ ต.สร้างนางขาว

ชาวบ้านยื่น 5 ข้อเรียกร้องต่อ อบต.วัดหลวง และอำเภอโพนพิสัย 1.ให้หยุดการนำเอาขยะไปทิ้งบริเวณพื้นที่ป่าโคกใหญ่ทันที 2.ให้นำขยะไปทิ้งบริเวณอื่นไม่ใช่ป่าโคกใหญ่ 3. ให้ดำเนินการกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยในพื้นที่บ่อขยะป่าโคกใหญ่ให้ถูกสุขลักษณะ และเป็นไปตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ข้อ 4.ให้ อบต.และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องนำเอารายงานผลการวิจัยท้องถิ่น โครงการศึกษาผลกระทบของบ่อขยะป่าโคกใหญ่ต่อลำห้วยบ้านน้อยและสุขภาพชุมชนบ้านโพธิ์ศรี มาใช้เป็นแนวทางดำเนินการแก้ไขปัญหาพื้นที่บ่อขยะป่าโคกใหญ่ 5.ให้ตั้งคณะกรรมการร่วม 2ตำบลพิสูจน์ผลกระทบจากบ่อขยะ

นายวิรัตน์ชัย กล่าวว่าเมื่อปี พ.ศ.2542 อบต.วัดหลวงได้จัดให้บริเวณพื้นที่ป่าโคกใหญ่ ซึ่งอยู่ในเขตติดต่อกับ ต.สร้างนางขาว เป็นสถานที่ทิ้งขยะของตำบล จนกระทั่งในปัจจุบันการทิ้งขยะของ อบต.วัดหลวง มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงส่งผลให้ชุมชนใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อน และมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

“บ่อขยะส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว การเผาขยะเกิดควันฟุ้งกระจายปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนและเกิดโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้พื้นที่ป่าโคกใหญ่ 450 ไร่ ที่เคยเป็นแหล่งอาหารทางธรรมชาติที่ชาวบ้านได้อาศัยกินและขายเป็นรายได้เสริมต้องถูกทำลายลง สิ่งสกปรกเชื้อโรคและสารพิษต่างๆไหลลงสู่ลำห้วยทำให้น้ำเสีย สัตว์น้ำเป็นโรคตายจำนวนมาก ชาวบ้านที่เคยลงหาปลา กุ้ง หอย มาเป็นอาหารก็ไม่กล้า”

นายวิรัตน์ชัย กล่าวต่อว่าที่ผ่านมาบ่อขยะบริเวณป่าโคกใหญ่ ไม่มีการจัดการให้เป็นไปอย่างถูกสุขลักษณะ ซึ่งชาวบ้านเคยร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนำเสนอรายงานผลการวิจัยท้องถิ่นให้ใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

“กว่า 14 ปีแล้วที่บ่อขยะสร้างความเดือดร้อน วันนี้พวกเราทนไม่ได้จึงเดินทางมาเรียกร้อง หากไม่ได้รับการตอบสนองก็จะเดินทางเข้าอำเภอต่อ” นายวิรัตน์ชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีการเจรจาระหว่างฝ่ายชาวบ้านกับส่วนราชการในท้องถิ่น ได้แก่ อบต.วัดหลวง กำนันตำบลวัดหลวง และเทศบาลตำบลสร้างนางขาว โดยมีปลัดอำเภอโพนพิสัย เป็นคนกลางเจรจาและรับข้อเรียกร้องจากกลุ่มชาวบ้าน พร้อมทั้งทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน การชุมนุมจึงยุติ

นายอัศวิน หินเธาว์ ปลัดอำเภอโพนพิสัย กล่าวว่าผลการปรึกษาหารือสรุปว่า อบต.วัดหลวงรับข้อเสนอจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมป่าโคกใหญ่ทั้ง 5 ข้อไว้พิจารณา และทางอำเภอโพนพิสัยจะแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาบ่อขยะ โดยมีตัวแทนจากทุกฝ่ายเข้าร่วมประชุม 9 พ.ค.56 ที่ อบต.วัดหลวง

“เห็นใจชาวบ้านที่เดือดร้อนมานาน จะทำรายงานให้ทางอำเภอและจังหวัดทราบ ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อยุติและไม่ยืดเยื้อ” นายอัศวินกล่าว

http://www.isranews.org/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1/item/21034-ponpisai080513.html
  • ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 10 reads

เมื่อ 'ปุ๋ยเคมี' ล้นโลก..!

Submitted by info on Mon, 06/05/2013 - 15:52

ธาตุไนโตรเจนคือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเกษตร เป็นกุญแจสู่ความอุดมสมบูรณ์ในโลกที่หิวกระหายและมีประชากรล้นหลามของเรา หากปราศจากธาตุชนิดนี้ กลไกการสังเคราะห์แสงจะไม่สามารถทำงานได้ ไม่มีการก่อตัวของโปรตีน และไม่มีพืชชนิดใดเจริญเติบโตได้ ข้าวโพด ข้าวสาลี และข้าวเจ้า ซึ่งล้วนแต่เป็นพืชผลเติบโตเร็วที่มนุษยชาติต้องพึ่งพาเพื่อความอยู่รอด จัดอยู่ในกลุ่มพืชที่กระหายไนโตรเจนมากที่สุด

โรงงานขนาดยักษ์ดักจับก๊าซไนโตรเจนซึ่งเป็นก๊าซเฉื่อยจากชั้นบรรยากาศ แล้วบังคับให้รวมตัวทางเคมีกับไฮโดรเจนในก๊าซธรรมชาติ เกิดเป็นสารประกอบไวปฏิกิริยาที่พืชต้องการ ปุ๋ยไนโตรเจนที่ได้จากกระบวนการดังกล่าวใช้กันทั่วโลกมากกว่า 100 ล้านตันต่อปีและช่วยกระตุ้นให้ได้ผลผลิตมหาศาล หากปราศจากปุ๋ยไนโตรเจน อารยธรรมมนุษย์คงไม่เป็นเช่นที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน พูดง่ายๆก็คือ ดินบนโลกของเราไม่สามารถปลูกอาหารได้มากพอจะเลี้ยงมนุษย์ทั้ง 7,000 ล้านคนได้ กระนั้น ไนโตรเจนกำลังทำให้สัตว์ป่าในทะเลสาบและปากแม่น้ำขาดอากาศหายใจน้ำบาดาลปนเปื้อน และแม้กระทั่งทำให้อากาศโลกร้อนขึ้น

ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเรื่องไนโตรเจนปรากฏให้เห็นเด่นชัดที่สุดในจีน เนื่องจากจีนมีที่ดินเพาะปลูกจำกัด เมื่อจำนวนประชากรของประเทศพุ่งพรวดถึง 300 ล้านคนระหว่างปี 1970 ถึง 1990 การเกษตรแบบดั้งเดิมของจีนจึงต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อก้าวให้ทันการขยายตัวดังกล่าว

รัฐบาลจีนทำทุกวิถีทางเพื่อให้พืชผลได้รับปุ๋ยไนโตรเจนมากพอ ระหว่างปี 1975 ถึง 1995 มีการสร้างโรงงานผลิตไนโตรเจนขึ้นหลายร้อยแห่ง ทำให้ผลิตปุ๋ยได้มากขึ้นถึงสี่เท่า ส่งผลให้จีนกลายเป็นผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบัน เกษตรกรบางคนใช้ปุ๋ยไนโตรเจนถึง 150-300 กิโลกรัมต่อไร่ ในจำนวนนี้มีน้อยคนนักที่คิดว่าตนกำลังก่อผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม

ทว่านักวิทยาศาสตร์กลับเห็นต่างออกไป ตามไร่นาที่บริหารจัดการอย่างเข้มข้น “มีการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินขนาดถึงร้อยละ 30 - 60 เชียวนะครับ” จวีเสี่ยวถัง จากมหาวิทยาลัยเกษตรแห่งชาติจีนในกรุงปักกิ่ง กล่าว เมื่อโปรยลงในไร่นา สารประกอบไนโตรเจนจะกระจายสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้โลกเราเปลี่ยนไป ไนโตรเจนส่วนหนึ่งถูกชะจากไร่นาลงสู่แม่น้ำลำธารโดยตรง หรือไม่ก็รั่วไหลสู่อากาศ บางส่วนมนุษย์หรือสัตว์ในฟาร์มกินเข้าไปในรูปของเมล็ดพืช แต่หลังจากนั้นก็ถูกปล่อยกลับสู่สิ่งแวดล้อมในรูปของสิ่งปฏิกูลหรือมูลสัตว์จากฟาร์มหมูและฟาร์มไก่ทั่วโลก

การสำรวจทะเลสาบระดับชาติจำนวน 40 แห่งในประเทศจีนเมื่อไม่นานมานี้พบว่า กว่าครึ่งได้รับผลกระทบจากปริมาณไนโตรเจนหรือฟอสฟอรัสที่สูงเกินไป (ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบมักเป็นสาเหตุของปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งในทะเลสาบ) น้ำปนเปื้อนจะก่อให้เกิดเขตมรณะที่สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชเกิดการสะพรั่ง ตายลง และเน่าเปื่อย ทำให้ออกซิเจนถูกใช้จนหมดและส่งผลให้ปลาขาดอากาศหายใจ

ความต้องการอาหารของเราไม่ใช่สาเหตุเพียงประการเดียวของปัญหานี้ การเผาไหม้ที่ขับเคลื่อนรถยนต์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าปล่อยไนโตรเจนออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ และเมื่อสารประกอบเหล่านั้นกลับลงมาสู่โลกในรูปของน้ำฝนก็ทำหน้าที่เป็นปุ๋ยเช่นกัน ทั่วทั้งโลก ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันคิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณไนโตรเจนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ในแต่ละปี

แบคทีเรียในดินที่กินไนเตรตเป็นอาหารสามารถเปลี่ยนไนโตรเจนในรูปแบบที่สร้างปัญหานี้กลับสู่รูปแบบดั้งเดิม นั่นคือก๊าซไนโตรเจนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเป็นองค์ประกอบเกือบร้อยละ 80 ของบรรยากาศ

อย่างไรก็ตามแบคทีเรียเหล่านี้ยังปล่อยไนตรัสออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวฉกาจออกมาด้วยเล็กน้อย ในอนาคตอันใกล้ จีนและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมีแนวโน้มว่าจะใช้ไนโตรเจนมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง ประชากรโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และนับวันเนื้อสัตว์มีแต่จะยิ่งได้รับความนิยม การเลี้ยงหมูหรือวัวต้องใช้ผลผลิตทางการเกษตรปริมาณสูงกว่าการใช้ธัญพืชเหล่านั้นมาเลี้ยงผู้คนโดยตรงหลายเท่าตัว

เราพอจะมองเห็นหนทางแก้ปัญหาได้ในไร่แห่งหนึ่งนอกเมืองฮาร์แลน เมืองเล็กๆ ทางตะวันตกของรัฐไอโอวา ที่นี่มีวัวและเล็มทุ่งหญ้าเขียวขจีอยู่ 90 ตัว และมีหมูสองสามร้อยตัวคุ้ยเขี่ยฟางอยู่กลางท้องทุ่งอัลฟัลฟา ข้าวโพด ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต และข้าวบาร์เลย์

รอนและมาเรีย รอสมันน์ ไม่โปรยปุ๋ยไนโตรเจนลงในท้องทุ่งเหล่านี้ แต่เลือกเติมไนโตรเจนลงไปด้วยวิธีทางชีววิทยาแทน โดยอาศัยแบคทีเรียตรึงไนโตรเจนที่อาศัยอยู่ในปมรากของพืชวงศ์ถั่ว เช่น ถั่วเหลืองกับอัลฟัลฟา และพืชคลุมดินอย่างโคลเวอร์ ซึ่งรอน รอสมันน์ปลูกไว้ในฤดูใบไม้ร่วง เพียงเพื่อจะไถพรวนกลับลงไปในดิน ก่อนจะปลูกข้าวโพดในฤดูใบไม้ผลิ ไนโตรเจนบางส่วนในดินจะกักเก็บอยู่ในข้าวโพดซึ่งเขานำไปเลี้ยงหมู สุดท้ายไนโตรเจน ส่วนใหญ่ก็มาลงเอยอยู่ในปุ๋ยคอกและย้อนกลับไปสู่ไร่ของเขา แล้ววัฏจักรทั้งหมดนี้ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

เรื่อง แดน ชาร์ลส์ ภาพถ่าย ปีเตอร์ เอสสิก ข้อมูลจากนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย http://www.ngthai.com/Index.aspx

http://www.thairath.co.th/content/life/341980
  • ไทยรัฐ
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 19 reads

WWF เปิดรายงานอนุภาคลุ่มน้ำโขงฯเสี่ยงสุญเสียพื้นที่ป่ามากกว่า1ใน3ภายใน2ทศวรรษ

Submitted by info on Thu, 02/05/2013 - 00:00

ณัฐญา เนตรหิน

อนุภาคลุ่มน้ำโขงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สุ่มเสี่ยงที่จะสูญเสียพื้นที่ป่ามากกว่าหนึ่งในสามภายในสองทศวรรษ หากรัฐบาลในอนุภาคนี้ไม่สามารถเพิ่มการปกป้อง ให้คุณค่า และฟื้นทุนธรรมชาติ รวมทั้งเปิดรับการเติบโตสีเขียว นี่คือคำเตือนในรายงานฉบับใหม่ของ WWF

การวิเคราะห์ของ WWF เผยให้เห็นถึงพื้นที่ป่าธรรมชาติในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่มีอยู่ราว 637 ล้านเฮคเตอร์ (3,981,250,000 ไร่) หรือเกินครึ่งหนึ่งของที่ดินทั่วอนุภาคอยู่เล็กน้อย แต่คาดว่าจะสูญเสียพื้นที่ป่าไปอย่างรวดเร็ว หากอัตราการทำลายป่ายังคงอยู่ในระดับนี้ ระหว่างปี 2516 ถึง 2552 ประเทศทั้ง 5 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงสูญเสียพื้นที่ป่าไปราวๆหนึ่งในสามของผืนป่าที่เหลือทั้งหมด ในช่วงเวลาดังกล่าว กัมพูชาเสียพื้นที่ป่าไปร้อยละ 22 ของพื้นที่ป่าที่บันทึกไว้ได้ในปี 2516 ลาวและพม่าสูญเสียป่าไปร้อยละ 24 ส่วนไทย และเวียดนามสูญเสียป่าไปร้อยละ 42

พื้นที่บริเวณกว้างใหญ่ที่เชื่อมต่อกับป่าผืนหลักก็ลดลงอย่างมากทั่วภูมิภาค จากร้อยละ 70 ในปี 2516 เหลือร้อยละ 20 ในปี 2552 ป่าผืนหลักคือพื้นที่ป่าอย่างน้อย 3.2 ตารางกิโลเมตรที่ไม่ถูกรบกวน แต่หากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ WWF คาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 อนุภาคลุ่มน้ำโขงจะมีพื้นที่ป่าที่ให้ที่อาศัย และให้ประชากรสัตว์ป่าหลากหลายดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืนเหลือ เพียงร้อยละ 14

“ตอนนี้ประเทศลุ่มน้ำโขงกำลังอยู่บนทางแยก” ปีเตอร์ คัทเตอร์ ผู้จัดการฝ่ายอนุรักษ์ภูมิประเทศ WWF อนุภาคลุ่มน้ำโขงกล่าว “ทางหนึ่งนำไปสู่การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพและวิถีชีวิต แต่หากมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิด ชอบแล้ว ภูมิภาคนี้จะสามารถเดินสู่หนทางที่จะสร้างความอุดมสมบูรณ์และอนาคตที่มั่งคั่งให้แก่ประชาชนของพวกเขา”

ในรายงาน “ระบบนิเวศในลุ่มแม่น้ำโขง : อดีตที่ผ่านมา สถานะปัจจุบัน และอนาคตที่จะเป็นไป” มีการวิเคราะห์ถึงสถานะในปัจจุบันและความเป็นไปได้ในอนาคตของป่าผืนสำคัญในภูมิภาค รวมทั้งระบบนิเวศน้ำจืด รวมถึงสัตว์ที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ ที่อาศัยในระบบนิเวศนั้น

ในรายงานเสนอภาพความน่าจะเป็นของระบบนิเวศในภูมิภาค 2 รูปแบบ รูปแบบหนึ่งเป็นความคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2573 ภายใต้แบบจำลองการเติบโตแบบไม่ยั่งยืน ในกรณีที่การทำลายป่าและความเสื่อมโทรมตลอดทศวรรษที่ผ่านมายังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่วนความเป็นไปได้อีกรูปแบบหนึ่งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าอัตราการตัดไม้ลดลงร้อยละ 50 และให้มีอนาคตที่มีพื้นฐานการเติบโตสีเขียว ภายใต้การคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ในรูปแบบเศรษฐกิจสีเขียว ป่าผืนหลักที่มีอยู่ในปี 2552 ทั่วทั้ง 5 ประเทศลุ่มน้ำโขง จะยังคงอยู่เช่นเดิม

“วิถีแห่งเศรษฐกิจสีเขียวเป็นทางเลือกทางรอดในอนาคตสำหรับลุ่มน้ำโขง” คัทเตอร์กล่าวเสริม “ผู้นำในภูมิภาคได้ให้คำมั่นแล้วว่า การเติบโตของเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งนั้น ไปด้วยกันกับระบบนิเวศที่สมบูรณ์และให้ประโยชน์ แต่ตอนนี้จำเป็นจะ ต้องมีการตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมอย่างถาวร”​

รายงานให้น้ำหนักกับโครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ในฐานะปัจจัยคุกคามหลักต่อความสมบูรณ์และการใช้ประโยชน์ จากลุ่มน้ำโขงและพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ลำน้ำโขงเป็นที่มาของระบบนิเวศน้ำจืดที่โดดเด่นแต่เชื่อมโยงกัน 13 ระบบ แต่โครงการที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างโครงการไซยะบุรีจะตัดขาดแม่น้ำโขงตอนล่างจากลำน้ำสายหลัก ปิดกั้นเส้นทางอพยพของปลาและการไหลของตะกอนแม่น้ำ ซึ่งจะสร้างผลกระทบที่เป็นหายนะต่อวิถีชีวิตและความมั่นคงทางอาหารของประชากร 60 ล้านคน

รายงานยังแสดงรายละเอียดการลดลงจำนวนมากของสัตว์สัญลักษณ์หลายสายพันธุ์ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเสือ ช้างเอเชีย โลมาอิรวดี และสัตว์ประจำถิ่น ความอยู่รอดของสัตว์หลายสายพันธุ์นี้ในลุ่มแม่น้ำโขงขึ้นอยู่กับระบบการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนับตั้งแต่ช่วงปี 2513 เป็นต้นมาจะมีการขยายเขตพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มขึ้นอีกมาก แต่หลายแห่งก็มีการบริหารจัดการที่ไม่ดีนัก

“เขตอนุรักษ์หลายแห่งเป็นแค่ชื่อ” คัทเตอร์กล่าวเพิ่มเติม “กระทั่งเขตอนุรักษ์ที่มีการดูแลค่อนข้างดียังตกอยู่ภายใต้การคุกคาม จากกลุ่มลักลอบล่าสัตว์และตัดไม้ ส่วนเขตอนุรักษ์อื่นๆก็ถูกปรับลดพื้นที่โดยรัฐบาลที่กระตือรือร้นให้สัมปทานกับบริษัทเหมือง แร่หรือเจ้าของกิจการเพาะปลูกเพื่อเงิน”

แม้จะมีการจดบันทึกความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมา และในรายงานยังเน้นให้เห็นว่า พื้นที่นี้ยังคงมี ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และให้มูลค่านิเวศบริการสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำ และเส้นใย ความร่ำรวยทางธรรมชาติในแถบลุ่มน้ำโขงนั้น มอบโอกาสสำคัญแก่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และ WWF เชื่อว่า การสร้างเศรษฐกิจสีเขียวนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

“หากพิจารณาจากมรดกทางชีววิทยาส่วนใหญ่ในภูมิภาค และระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยที่มีอยู่ตามภูมิประเทศข้ามพรมแดนแล้ว การร่วมมือในภูมิภาคถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง”​ คัทเตอร์กล่าวสรุป “การเพิ่มและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น เพื่อให้ระบบนิเวศที่เหลืออยู่ยังคงความสมบูรณ์ จะต้องเป็นความจำเป็นอันดับแรกทั้งในระดับพื้นที่ ระดับประเทศ และภูมิภาค”

WWF คือหนึ่งในองค์กรเพื่อการอนุรักษ์ที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด และเป็นอิสระมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีผู้ให้การ สนับสนุนมากกว่า 5 ล้านคน และมีเครือข่ายทำงานอยู่ในประเทศต่างๆกว่า 100 ประเทศ พันธกิจของ WWF คือ ลดการบุกรุก และยั้บยั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของโลก พร้อมไปกับสร้างอนาคตใหม่ให้มนุษย์ อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ด้วยการอนุรักษ์ไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของโลก สร้างหลักประกันให้มีการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ผลักดันให้เกิดการลดมลภาวะและลดการบริโภคอย่างสิ้นเปลือง

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=181236:wwf-132&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524
  • ฐานเศรษฐกิจ
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 9 reads

‘ปลอดประสพ’จ่อผุดเขื่อนอ่าวไทย ลดคลื่นเซาะชายฝั่ง‘ขุนสมุทรจีน’ ผญบ.ระบุให้ฟังเสียงชาวบ้านด้วย

Submitted by info on Thu, 02/05/2013 - 00:00

ชุลีพร บุตรโคตร

ปลอดเตรียมใช้เงินกบอ.ผุดเขื่อนในทะเลห่างฝั่ง6กม.กันการกัดเซาะชายฝั่ง'ขุนสมุทรจีน'ระบุเป็นนโยบายรัฐบาลต้องการที่ดินคืนเล็งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ชี้ชาวบ้านต้องเลือกเพราะไม่มีทางเดินหน้า โวยไจก้ากรณีแนะนำระบายน้ำลงคลองเล็กไม่ต้องสร้างเขื่อนใหม่ ขณะชาวบ้านระบุหากจะทำเขื่อนต้องฟังชุมชนด้วย

ปัญหาผลกระทบจากภาวะโลกร้อน กำลังเป็นปัญหาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ตัวอย่างความเดือดร้อนที่มนุษย์ได้รับจากการ “เอาคืน” ของธรรมชาติอย่างชัดเจนตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงในพื้นที่ชายฝั่งบ้านขุนสมุทรจีน ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่ จากการที่ที่ดินทำกินถูกพัดหายไปในทะเลอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาให้ความช่วยเหลือ แก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุด ผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง (บสส.) รุ่นที่ 4 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ พร้อมนักวิชาการ ข้าราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ที่ร่วมเดินทางรับฟังความเดือดร้อนของประชาชนในครั้งนี้เป็นครั้งแรก พร้อมกล่าวปาฐกถาให้กับชาวบ้านได้รับฟังด้วย

ปลอดชี้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง ไม่สำเร็จเพราะไม่มีเป้าหมายทางการเมือง

นายปลอดประสพ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งทะเลนั้น หากจะพูดไปแล้ว ต้องบอกว่าตนเป็นคนหนึ่งที่รู้เรื่องดีไม่น้อยไปกว่าชาวบ้านในพื้นที่ เพราะต้องทราบว่า ตั้งแต่สมัยเรียนตนก็เรียนจบมาด้านวิศวกรรมชายฝั่ง จากประเทศอินเดีย และยังทำงานเกี่ยวกับทะเลมาตลอด ทั้งอธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมป่าไม้ และรู้ว่า การศึกษาเรื่องของการกัดเซาะชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะบริเวณอ่าวตัว ก.อ่าวไทย มีอยู่จำนวนมาก ถ้าจะว่าไปน่าจะสูงกว่าองค์พระสมุทรเจดีย์ โบราณสถานคู่บ้านคู่เมืองของชาว จ.สมุทรปราการเสียอีก แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครนำงานวิจัยเหล่านั้นมาใช้ได้ เพราะที่ผ่านมาทุกคนที่คิดอยากจะแก้ปัญหาล้วนแต่ไม่มีเป้าหมายทางการเมือง

“เป้าหมายทางการเมืองของผมนี่หมายถึงเรื่องของนโยบายระดับชาติ ไม่ได้หมายถึงเรื่องของว่าใครจะได้คะแนนในพื้นที่มากกว่ากัน ดังนั้นเมื่อเราไม่มีเป้าหมายทางการเมือง อะไรก็ทำไม่ได้ ล่าสุดการประชุมที่ ครม.ที่ปากเกร็ด จ.นนทบุรี คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายเรื่องนี้ให้รองนายกฯ มารับผิดชอบ ซึ่งผมก็จะนำเรื่องนี้มาทำให้ชัดเจนเสียที” นายปลอดประสพกล่าว และว่า หลังจากนี้จะจัดโรดแมพ (Road Map)เรื่องของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ให้ชัดเจนว่าปีไหนจะทำอะไร เพราะตอนนี้ในส่วนของ กบอ.ก็มีขั้นตอนเรื่องของการระบายน้ำอยู่ในแผนอยู่แล้ว ซึ่งพื้นที่ชายฝั่งถือว่าเป็นระบบเดียวกันที่จะต้องดำเนินการ ที่สำคัญ กอบ.มีเงินอยู่แล้วที่สามารถจะนำมาใช้ได้

ชี้เอาเงินกบอ.สร้างเขื่อนในทะเล

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า ตอนนี้กระบวนการขั้นตอนของ กบอ. (คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย)อยู่ในระหว่างการประมูลผู้จัดทำโครงการ อีก 2-3 เดือนน่าเสร็จสิ้น เพราะจะมีการทำเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งด้วย หากการประมูลไม่มีปัญหาก็น่าจะเดินหน้าก่อสร้างต่าง ๆ กันได้ แต่ตอนนี้กลับปรากฎว่ามีคนไปฟ้องศาลปกครอง เพื่อให้ระงับการประมูล ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าคนที่ไปฟ้องนี่รู้เรื่องอะไรหรือไม่ มาบอกว่าทีโออาร์อ่านไม่รู้เรื่อง อยากจะบอกว่าเขาไม่ได้ให้คุณอ่าน เขาให้คณะกรรมการอ่าน มาฟ้องร้องเช่นนี้ทำให้มีปัญหา การเดินหน้าแก้ปัญหาก็ไปต่อไม่ได้ แต่ก็เชื่อว่าศาลปกครองจะไม่รับฟ้องเรื่องแบบนี้

“ในส่วนของ กบอ.นี่มองปัญหาทั้งระบบ ต้องตัดสินใจเรื่องของนโยบายว่าจะเดินหน้าไปทางไหน อย่างเรื่องกัดเซาะชายฝั่งนี่ ต้องมาตัดสินใจกันว่าจะเอาแบบไหน จะเอาแบบญี่ปุ่นไหม จะดูดทรายมาถมทะเลเอาพื้นที่ไปทำประโยชน์ จะทำโรงกลั่นน้ำมัน ทำเมืองใหม่ หรือจะทำเรื่องเศรษฐกิจอะไรก็ว่ามา ตัดสินใจแล้วเดินหน้าทำกันไป ขณะเดียวกันการป้องกันก็จะต้องดูว่าเราจะสู้หรือไม่ เพราะในเรื่องเชิงวิศวกรรมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่เรื่องของการตัดสินใจมากกว่า”

สำหรับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่อ่าวไทยนั้น นายปลอดประสพกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอยู่แล้วว่า จะต้องหยุดการกัดเซาะชายฝั่ง และจะต้องเอาแผ่นดินกลับคืนมาให้ได้ เพราะมติครม.ก็ออกมาชัดเจน ดังนั้นจะต้องมีการศึกษา และสรุปว่าจะเอาทิศทางไหนแน่นอน ที่สำคัญคือจะต้องหยุดไม่ให้มีการกัดเซาะต่อไป ดังนั้นจะต้องทำเขื่อน เพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดมากว่านี้ โดยอย่ามาถามเรื่องของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพราะมีผลกระทบอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ทำก็จะเป็นแบบนี้ แผ่นดินหายไปเรื่อย ๆ ดังนั้นจะต้องมาตัดสินใจจะเอาหรือไม่ ตอนนี้มีสองแนวทางคือ การป้องกันชั่วคราว คือการป้องกันโดยใช้แบบ Soft Structure และแบบเขื่อนถาวร

“ผมเอาแน่ ถ้าสร้างเขื่อนป้องกันก็ต้องสร้างออกไปในทะเลแน่นอน 5-6 กิโลเมตร ตามที่ดินเดิมที่หายไป มันต้องเป็นแบบนั้นเพื่อให้จะให้แผ่นดินคืนกลับมา เพราะไม่ว่าจะทำใกล้หรือไกลก็ราคาเท่ากัน เรื่องผลกระทบทางระบบนิเวศไม่ต้องมาถาม เพราะย่อมมีผลกระทบอยู่แล้ว ไม่เคยบอกว่าไม่มี แต่จะมากน้อยอย่างไรก็ต้องดู แต่จะเอาหรือเปล่าละ เพราะถ้ามาพูดเรื่องของผลกระทบระบบนิเวศกันอยู่อย่างนี้ ก็ไม่ได้ทำกันพอดี” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

เมินไจก้าเดินหน้าประมูลโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นคำถามเกี่ยวกับข้อแนะนำของไจก้า ที่ระบุว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนใหม่ โดยใช้การบริหารจัดการเขื่อนเดิม และระบบผันน้ำแบบเดิม จะสามารถประหยัดงบประมาณไม่จำเป็นต้องใช้ถึง 3.5 แสนล้าน โดยนายปลอดประสพตอบคำถามอย่างร้อนแรงว่า ไจก้า มาเสนอหลายอย่างบอกรัฐบาลไทยไม่ทำอย่างโน้นอย่างนี้ ให้กลับไปดูประเทศตัวเอง อย่างอ่าวโกเบ โอซาก้า โตเกียว มีการผันน้ำออกคลองเล็กเหมือนที่มาแนะนำไทยหรือไม่ ก็เอาน้ำออกทางคลองหลักทั้งนั้น

“ออกมาให้ความเห็นห่วยๆ แบบนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะที่บ้านเมืองตัวเอง ที่ญี่ปุ่นก็ทำแบบนี้ทั้งนั้นแล้วพอมาถึงไทย ทำมาแนะนำโน่นนี่ จะไม่ยอมให้ทำ สงสัยอยู่เมืองไทยนานเกินไป เลยคิดเหมือนคนไทยบางกลุ่มไปแล้ว” นายปลอดประสพกล่าวในตอนท้าย พร้อมกับยืนยันว่า รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องแผนบริหารจัดการน้ำต่อไป เพราะเป็นการเดินหน้าไปตามระบบ สามารถแก้ไขระบบต่าง ๆ ได้จริง รวมถึงปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยด้วย

โยธาออกแบบเขื่อนแล้ว แต่รออีไอเอ

ด้านนายเกียรติศักดิ์ จันทรา รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวถึงแผนการแก้ปัญหาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยว่า กรมโยธาฯได้ออกแบบรูปแบบทางวิศวกรรมของเขื่อน ในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งไปเรียบร้อยแล้ว แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) อยู่ หากผ่านและได้รับอนุมัติงบประมาณคาดว่าในปี 2558 ก็จะสามารถดำเนินการได้ และจะใช้เวลาประมาณ 2 ปีเศษ ในการก่อสร้างดังกล่าว

ทั้งนี้สำหรับโครงการของกรมโยธาธิการและผังเมืองดังกล่าว เป็นโครงการศึกษาและออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบระบายน้ำ และระบบแก้ไขการกัดเซาะชายฝั่งทะเล พื้นที่ชุมชนวัดขุนสมุทรจีน และชุมชนต่อเนื่อง ใช้เวลาการศึกษามาแล้ว 5 ปี ได้ข้อสรุปให้สร้างแนวสลายพลังงานคลื่นความยาว 3.6 กิโลเมตร กินพื้นที่ตั้งแต่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ป้อมพระจุลจอมเกล้า ไปจนถึง ต.นาเกลือ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังออกแบบระบบระบายน้ำ ถนน ลานจอดรถ ลานสันทนาการ และท่าเทียบเรือ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่นี้ด้วย ใช้งบประมาณราว 2,000 กว่าล้านบาท คาดว่าหากได้รับเงินงบประมาณในการก่อสร้าง จะสามารถดำเนินการเสร็จสิ้นภายใน 2 ปี

“ขณะนี้เรารอเพียงการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจาก สผ. (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)เพื่อนำเข้า ครม.อนุมัติงบประมาณในการก่อสร้าง เพราะรูปแบบทางวิศวกรรมได้ออกแบบไว้เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงได้” รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองกล่าว

อ.จุฬาฯ ห่วงปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินงอก

ขณะที่ ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ภาคธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ที่ผ่านมาได้มีการศึกษาแนวทางแก้ไข เพื่อลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาตลอด โดยในฐานะนักวิชาการมีความพยายามที่จะคิดรูปแบบต่าง ๆ ในการลดความรุนแรงของคลื่น เพื่อนำมาเลือกใช้ในพื้นที่ โดยทั้งหมดต้องตั้งอยู่ในพื้นฐานของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ด้วย

ขณะเดียวกันในการดูเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น หากพิจารณาจากงานวิจัยก็จะมีระบุไว้อย่างละเอียดอยู่แล้ว ฉะนั้นการพิจารณาอีไอเอของคณะกรรมการฯ ส่วนใหญ่ก็จะพิจารณาจากงานวิจัย ที่มีการทำอีไอเอทางธรรมชาติมาแล้ว จึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการอีไอเออยู่ดี

“อย่างไรก็ตามปัญหาอีกประการหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึง คือเรื่องของกรรมสิทธิที่ดิน เพราะตอนนี้เมื่อที่ดินหายไป ทุกฝ่ายก็ยกเป็นของรัฐที่จะต้องจัดการ แต่เมื่อมีการทำเพื่อแก้ปัญหาแล้ว มีแผ่นดินออกมาย่อมจะเกิดปัญหาเรื่องที่ดินอยู่แล้ว ซึ่งปัญหานี้ยังมีอยู่หลายฝ่ายก็เข้าใจ จึงต้องคิดถึงอนาคตด้วยว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร” ศ.ดร.ธนวัฒน์กล่าว

ชาวบ้านชี้คนช่วยเยอะ แต่คนไปคนละทาง

สำหรับชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน ตั้งอยู่ ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ นับเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงมากที่สุดในประเทศไทยแห่งหนึ่ง โดยพบว่า มีพื้นที่ดินถูกกัดเซาะจมหายไปในทะเลด้วย โดยมีการกัดเซาะมากว่า 25 เมตรต่อปี จากพื้นที่บ้านขุนสมุทรจีนที่เคยมีมากกว่า 1,000 ไร่ ในปี พ.ศ.2520 ถูกกัดเซาะเหลือเพียงประมาณ 75 ไร่ ในปี พ.ศ.2555 ขณะที่พื้นที่ป่าชายเลนลดลงเหลือเพียง 3,800 ไร่ จากเดิมที่มีอยู่ถึง 20,500 ไร่ ทำให้ชาวบ้านขุนสมุทรจีนส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินสำหรับการทำเกษตรกรรมเลี้ยงชีพ จนต้องเปลี่ยนอาชีพจากประมงชายฝั่ง และเลี้ยงสัตว์ทะเลชายฝั่ง มาเป็นลูกจ้าง เพราะไม่มีที่ทำมาหากิน และได้รับผลกระทบจากธรรมชาติ

ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานพยายามเข้ามาแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่นี้ หลังจากข่าวความเดือดร้อนจากธรรมชาติของชาวบ้านขุนสมุทรจีนเผยแพร่ออกไปทั่วโลก เพื่อสื่อถึงการ “เอาคืน” ของธรรมชาติ หลังความตื่นตัวเรื่องของปัญหา “ภาวะโลกร้อน” แต่การทำงานของทุกหน่วยงานกลับไม่พบว่ามีการบูรณาการร่วมกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง มีการคิดค้นรูปแบบต่าง ๆ ในการลดปัญหาความรุนแรงของคลื่น ที่เชื่อว่าจะลดการกัดเซาะได้ลง ไม่ว่าจะเป็นการ ทำเขื่อนไม้ไผ่ หลากรูปแบบจากหลายหน่วยงานหลายสถาบัน การทิ้งหิน หรือ การใช้ เสาคอนกรีตสร้างแนวกันคลื่น แต่เกือบทุกโครงการก็มักจะประสบปัญหาต่าง ๆ จนไม่สามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุดตอนนี้คือ การหยุดการกัดเซาะ แต่ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานเข้ามา แต่ก็เป็นการดำเนินการที่ไปคนละทิศละทาง ไม่ไปทางเดียวกัน ทำให้ความคิดไม่ตกผลึก เพราะไม่มีเจ้าภาพ ตอนนี้ที่ชาวบ้านมองคือ รัฐบาลน่าจะเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหานี้ ตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก แต่ไม่รู้ว่าจะพึ่งใครได้ สิ่งที่อยากได้คือถ้าหากจะทำเขื่อนก็อยากให้ออกไปแค่ 1-2 กิโลเมตรก็พอ เพราะมิฉะนั้นก็จะสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านทำประมงก็ไม่สามารถทำมาหากินได้อีก และยังจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วย” นายเกียรติศักดิ์ จันทรา ปลัด อบต.แหลมฟ้าผ่า ในฐานะตัวแทนชาวบ้านกล่าวถึงความเดือดร้อนของชาวขุนสมุทรจีน

ผญบ.ระบุจะทำอะไรขอให้ฟังเสียงชาวบ้านด้วย

ขณะที่นางสมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านแหลมฟ้าผ่า กล่าวว่า ความเดือดร้อนของชาวบ้านขณะนี้ คือการขาดที่ดินทำกิน หลายครอบครัวไม่มีบ้านอยู่ เพราะที่ดินหายไปกับทะเล ขณะเดียวกันเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 มีการระบายน้ำเสียจากกรุงเทพฯ ลงมาในทะเลอ่าวไทย ทำให้สัตว์ทะเล ที่ชาวบ้านอาศัยเป็นแหล่งทำมาหากินตายหมด กระชังปลาต่าง ๆ ของชาวบ้านก็ตายเกือบหมด ชาวบ้านขาดทุน จนแทบไม่มีอะไรกิน จึงอยากให้รัฐบาลเยียวยาเรื่องนี้ แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้ นอกจากนี้ สิ่งที่ชาวบ้านอยากเห็นก็คือ การ แนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐบาลจะต้องรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านด้วย ว่าจะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่

“ถ้าจะสร้างเขื่อนอะไร ควรแจ้งให้ชาวบ้านทราบด้วย ว่าจะมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลถึงชาวบ้านหรือไม่ ไม่ใช่การทำโดยคิดว่าช่วย แต่มันไม่ใช่ เพราะชาวบ้านต้องอยู่ตรงนี้ ไม่มีทางไปไหน การจะทำอะไรก็ต้องฟังคนในพื้นที่ เพราะหากเกิดอะไรขึ้น คนที่จะแย่ก็คือชาวบ้านที่นี่นั่นเอง” นางสมรกล่าว

http://www.tcijthai.com/tcijthai/view.php?ids=2470
  • ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 12 reads

สหภาพยุโรป มีมติยกเลิกใช้ยาฆ่าแมลงที่มีสาร "นิโอนิโคตินอยด์" ทำร้ายผึ้งงาน!

Submitted by info on Tue, 30/04/2013 - 18:00

สหภาพยุโรปลงคะแนนด้วยมติ 15 ต่อ 8 เสียงให้ยกเลิกการใช้ยาฆ่าแมลงที่มีสารนิโอนิโคตินอยด์ โดยตามกฎของสหภาพยุโรป พวกเขาสามาระเลือกให้มีการแบนสารนิโอนิโคตินอยด์ได้เป็นเวลา 2 ปี (เนื่องจากมีเสียงส่วนใหญ่นั้นไม่ถึงกฎที่สามารบังคับใช้ร่างกฎหมายดังงกล่าวได้เป็นการถาวร)

คณะกรรมาธิการยุโรปจะผลักดันให้มติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ โดยหลังจากการลงคะแนนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายโตนิโอ บอร์ก คณะกรรมาธิการด้านสาธารณสุขของสหภาพยุโรประบุว่า คณะกรรมาธิการจะดำเนินการในด้านเอกสารต่อไปในสัปดาห์หน้า

โดยในรายงานของหน่วยงานด้านความปลอดภัยด้านอาหารของสหภาพยุโรป (European Food Safety Agency - EFSA) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ระบุว่า การใช้ยาฆ่าแมลงนั้นเป็นความเสียงอย่างมากต่อแมลง และเชื่อว่าสารนีโอนิโคตินอยด์ในยาฆ่าแมลง เป็นอันตรายต่อผึ้ง โดยเฉพาะผึ้งป่า เช่น ผึ้งโพรง (honey bee) ซึ่งสามารถช่วยในการสืบพันธุ์พืชผลมากกว่า 1/3 ของโลก

มติของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปครั้งนี้ จะใช้เฉพาะกับพืชพันธุ์ที่ผึ้งชอบมาตอม และธันญาหารในฤดูหนาว โดยการแบนนั้คลอมคลุมถึงการห้ามขายและการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ใช้สารนิโอนิโคตินอยด์ ตลอดจนยกเลิกการขายสารดังกล่าวให้กับผู้เพราะปลูกมือสมัครเล่นด้วย

กฎระเบียบการห้ามนีโอนิโคตินบางอย่างมีการนำไปใช้แล้วในฝรั่งเศสเยอรมนี อิตาลี และสโลวีเนีย โดยสารทั้ง 3 ชนิดที่เป็นีอนิโคตินอยด์ได้แค่ โคลไธอานิดิน (Clothianidin) อิมิดาโคลไพรด์ (Imidacloprid) และไธอาเมโทแซม (Thiametoxam)

อย่างไรก็ตาม มีเสียงต่อต้านจากอีกฝ่ายในเรื่องนี้ โดยเกษตรกรและนักวิชาการด้านพืชผลหลายคน โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ออกมาต่อต้าน เพราะเชื่อว่าข้อมูลไม่เพียงพอ โดยการโต้เถียงในประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องหนักหน่วง เมื่อนักวิชาการบางกลุ่มออกมาโต้ว่า นอกจากยาฆ่าแมลงแล้ว ยังมีไรวารัว์ (Varroa Mite) และเชื้อไวรัสต่างๆที่เป็นอัตรายต่อผึ้งเช่นกัน

การศึกษาหลายฉบับออกมาก่อนหน้านี้ระบุว่าสารเคมีที่ผลิตโดยบริษัทบาเยอร์ และ ซิงเกนต้า มีผลกระทบทางลบต่อผึ้ง โดยการศึกษาชิ้นหนึ่งระบุว่า นิโอนิโคตินอยด์นั้นส่งผลกระทบต่อความสามารถของผึ้งงานนการสร้างราชินีผึ้ง โดยในรายงานล่าสุดรายงานว่ายาฆ่าแมลงนั้นทำลายสมองของผึ้ง

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม อาหาร และชนบท ของสหราชอาณาจักรโจมตีว่าการศึกษาเหล่านี้ปฏิบัติกันในห้องทดลอง ทำไมไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงได้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1367299479&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 26 reads

เปิดปมเรื้อรังทิ้งขยะพิษ-กากอุตฯ คพ.เอาผิดไม่ได้เพราะไม่มีอำนาจ กรมรง.จัดการได้-ไม่เจอคนทำผิด

Submitted by info on Fri, 26/04/2013 - 00:00

ชุลีพร บุตรโคตร

แฉปมปัญหาลักลอบทิ้งขยะพิษ-กากอุตสาหกรรม เอาผิดทางกฎหมายไม่ได้ เพราะกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งหลายคนคิดว่ามีอำนาจโดยตรง กลับไม่มีอำนาจสั่งการ ลงโทษโรงงานต้นเหตุได้ เพราะเป็นหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม ทำได้แค่ให้ข้อเสนอแนะส่วนจะทำหรือไม่ก็สุดแท้แต่ ชี้องค์กรท้องถิ่นต้องทำก่อน ขณะกรมโรงงานมีอำนาจจัดการได้แต่ไม่เคยเจอตัวคนทำผิด

จากกรณีมีการนำขยะพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม มาทิ้งในพื้นที่ ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และในอีกหลายพื้นที่ของจ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ฯลฯ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จนทำให้เกิดการลุกขึ้นต่อสู้กับผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบ นำไปสู่การสังหารแกนนำการคัดค้านคนสำคัญ ชี้ให้เห็นว่า การกระทำผิดด้วยการลักลอบทิ้งสารพิษเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังลุกลาม กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งรุนแรงระหว่างประชาชน ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

แม้ปัญหาจะยังเกิดอยู่อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีเขตนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่หลายแห่ง จนเกิดการร้องเรียนอยู่หลายครั้ง แต่หากย้อนกลับไปในแต่ละกรณีของการลักลอบกากพิษอุตสาหกรรม จะพบว่ามีอยู่น้อยครั้งที่ผู้เป็นต้นเหตุได้รับโทษ จากการกระทำที่ไม่รับผิดชอบดังกล่าว แต่กลับมีอยู่หลายครั้งที่ประชาชนจะยังต้องทนอยู่กับความเดือดร้อนเหล่านี้ต่อไป เพราะแม้จะพยายามต่อต้าน คัดค้าน และร้องเรียน ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้ว ก็ไม่พบว่าจะมีการดำเนินการเด็ดขาดเพื่อแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด

ปัญหาเกิดขึ้นเพราะอะไร ติดขัดที่ขั้นตอนไหน เพราะแม้จะดูเหมือนว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานสำหรับการปกป้องสิทธิประชาชน เกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการกระทำของโรงงานอุตสาหกรรมหลายหน่วยงาน แต่เพราะเหตุใดจึงไม่สามารถที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้น้อยลงได้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

กรมโรงงานอุตสาหกรรมรับผิดชอบโดยตรง

จากข้อมูลของสำนักบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า สำหรับหน้าที่ในการดำเนินการในการตรวจสอบแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมนั้น มีหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบร่วมกัน ประกอบด้วย กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจท้องที่ และผู้เชี่ยวชาญกองบังคับการปราบปรามกระทำความผิด เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ซึ่งตามหน้าที่แล้วจะต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมดำเนินการตรวจสอบ หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชน หรือทันทีที่เกิดเหตุการพบกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆ โดยจะมีการประสานไปยังพื้นที่รับผิดชอบเพื่อเข้าตรวจสอบ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนว่ากากของเสียเหล่านั้นส่งผลกระทบสร้างอันตรายรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ก่อนจะส่งรีบกำจัดของเสียเหล่านั้นทันที

พบตัวการไม่แก้ไข สั่งปิดได้ตามกฎหมาย แต่ไม่เคยเจอคนผิด

โดยการดำเนินการแบ่งเป็น 2 กรณีคือ

1.ในกรณีที่ทราบแหล่งที่มาว่ามาจากโรงงานใด จะมีการเข้าตรวจสอบภายในโรงงาน และหากพบว่าปฏิบัติไม่ถูกต้อง จะใช้ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 37 ที่ระบุว่า ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ประกอบกิจการโรงงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการประกอบกิจการโรงงานมีสภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหายหรือความเดือดร้อนแก่บุคคลหรือทรัพย์สินที่อยู่ในโรงงานหรือที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงงาน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือแก้ไขหรือปรับปรุงหรือปฏิบัติให้ ถูกต้องหรือเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ ในกรณีที่เห็นสมควร เมื่อได้รับอนุมัติจากปลัดกระทรวง หรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจผูกมัดประทับตราเครื่องจักร เพื่อมิให้เครื่องจักรทำงานได้ในระหว่างการ ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง

อย่างไรก็ตามหากพบว่า ยังไม่ปฏิบัติตามอีก ก็จะมีการดำเนินคดีกับโรงงานต้นเหตุ ในมาตรา 39 ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการโรงงานใด จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 37 โดยไม่มีเหตุอันควร หรือในกรณีที่ปรากฏว่า การประกอบกิจการของโรงงานใด อาจจะก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหายหรือความเดือดร้อนอย่างร้ายแรง แก่บุคคลหรือทรัพย์สินที่อยู่ในโรงงาน หรือที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงงานให้ปลัดกระทรวง หรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวง มอบหมายมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบ กิจการโรงงานนั้นหยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว และปรับปรุงแก้ไข โรงงานนั้นเสียใหม่หรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าผู้ประกอบกิจการโรงงานได้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน หรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่ กำหนดแล้ว ให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายสั่งให้ประกอบกิจการโรงงานต่อไปได้

แต่หากร้ายแรงที่สุด ถ้าผู้ประกอบกิจการโรงงานไม่ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน หรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง ภายในเวลาที่ กำหนด ให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายมีอำนาจสั่งปิดโรงงานได้ และในกรณีที่ เป็นโรงงานจำพวกที่ 3 ให้คำสั่งปิดโรงงานดังกล่าวมีผลเป็นการเพิกถอนใบอนุญาตด้วย

2.แต่หากเป็นกรณีที่ไม่ทราบว่ากากอุตสาหกรรมเหล่านั้นมาจากที่ใด ก็จะมีการดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนพร้อมกับสืบหาเจ้าของกากอุตสาหกรรมเพื่อดำเนินการต่อไป

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะพบว่ามีข้อกำหนดชัดเจนดังกล่าว แต่จะพบว่า การร้องเรียนของประชาชนต่อกรณีการทิ้งกากอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะก้าวไปไม่ถึงการค้นพบเจ้าของกากอุตสาหกรรมต้นเหตุ หรือการลงโทษโรงงานที่เป็นผู้ก่อเหตุให้เป็นกรณีตัวอย่าง ทำให้ที่ผ่านมาเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมยังคงเกิดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

คาดหวัง คพ.จัดการ แต่เป็นแค่เสือกระดาษ

แม้ว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรม จะมีหน้าที่ในการดำเนินการ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหานี้โดยตรง แต่เมื่อเกิดเหตุอันเกี่ยวข้องกับมลพิษ หรือกลุ่มสารเคมีอันตรายอันจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หน่วยงานที่ถูกคาดหวังว่าจะมีส่วนร่วมเข้ามาแก้ปัญหานี้ได้ก็คือ กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งหากเข้าไปดูในอำนาจหน้าที่ที่แท้จริงแล้ว ก็กลับพบว่ากฎหมายไม่ได้ให้อำนาจหน้าที่ในการสั่งการ เพื่อให้เกิดการกระทำหรือไม่กระทำของผู้กระทำผิดได้ ตามที่สังคม หรือประชาชนเข้าใจ นอกจากการเข้าดำเนินการตรวจสอบในกรณีที่ได้รับร้องเรียนจาก ประชาชน หรือเกิดเหตุที่ทำให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม พร้อมกับรายงานผลว่า เหตุที่เกิดดังกล่าวมีผลอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะส่งต่อคำเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ดำเนินการ และอาจจะมีการขอให้ส่งผลการดำเนินการกลับมายัง คพ. แต่จะมีการดำเนินการตามสิ่งที่ร้องขอหรือไม่นั้น

คพ.ก็ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่เข้าไปบังคับสั่งการได้แต่อย่างใด

“อย่างไรก็กรณีที่เกิดการทิ้งกากสารพิษ หรือน้ำเสีย เมื่อได้รับร้องเรียนจากประชาชน คพ.จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเพื่อหาผลกระทบทั้งในเชิงของวิชาการต่าง ๆ เมื่อได้ผลออกมา ก็จะมีการรายงานไปตามลำดับขั้นตอน พร้อมทั้งทำหนังสือเรื่องข้อเสนอแนะต่าง ๆ ไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือองค์กรปกกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบ แต่หน่วยงานดังกล่าวจะดำเนินการหรือไม่อย่างไรนั้น คพ.ก็ไปบังคับไม่ได้ หรือแม้กระทั่ง การขอให้รายงานผลการดำเนินงานกลับมา ถ้าเขาไม่ทำส่งกลับมาเราก็ไปทำอะไรไม่ได้เช่นกัน” เจ้าหน้าที่ คพ.คนหนึ่งกล่าว

แต่การคาดหวังของประชาชนในทุกครั้งที่เกิดเหตุเดือดร้อนจากปัญหามลภาวะ หรือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานแรกที่ทุกคนนึกถึง คือกรมควบคุมมลพิษ หากแต่ในทางปฏิบัติหน่วยงานนี้กลับไม่มีอำนาจดำเนินการได้เท่าไรนัก

สั่งแก้ไขไม่ได้ ได้แต่แนะนำ

“นั่นคือสิ่งที่ประชาชนเข้าใจ แต่ คพ.จะเป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน ร่วมกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม แต่จริงแล้วเราไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปสั่งการอะไรได้เลย ทำได้แค่การตรวจสอบผลพร้อมส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ไม่เหมือนกับต่างประเทศ ที่มีกฎหมายให้อำนาจกับ กรมด้านสิ่งแวดล้อมมาก และโรงงาน หรือผู้กระทำผิดจะกลัวมาก อย่างไรก็ตามเราก็พยายามเต็มที่ที่จะให้ส่งข้อมูลเพื่อให้เกิดการแก้ไขไปยังหน่วยงานรับผิดชอบ แต่ถ้าเขาไม่ทำก็ไม่สามารถทำอะไรได้”

สำหรับบทบาทและภารกิจของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งถือปฏิบัติตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ระบุว่า ให้อำนาจคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คณะกรรมการควบคุมมลพิษ และเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษ ในการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ ตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการควบคุม ป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากภาวะมลพิษ ซึ่งได้แก่ การเสนอความเห็นในการจัดกำหนดนโยบายด้านการควบคุมมลพิษของประเทศ การกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม (มาตรฐานคุณภาพน้ำในแม่น้ำลำคลอง น้ำทะเลชายฝั่ง คุณภาพอากาศในบรรยากาศ ฯลฯ (การกำหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด (มาตรฐานน้ำทิ้งจากอาคารต่าง ๆ น้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม และนิคมอุตสาหกรรม มาตรฐานไอเสียจาก ยานพาหนะต่าง ๆ ฯลฯ)

การจัดทำแผนการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม และมาตรการควบคุมมลพิษ (การจัดการขยะมูลฝอย การจัดการของเสียอันตราย การประกาศเขตควบคุมมลพิษ ฯลฯ) การติดตามตรวจสอบสถานการณ์มลพิษ รับเรื่องราวร้องทุกข์ด้านมลพิษ และดำเนินการตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้านการควบคุมมลพิษ

โดยบทบาทและภารกิจดังกล่าวตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ พ.ศ.2535 มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะให้กรมควบคุมมลพิษมีอำนาจลบล้าง หรือเข้าแทนที่อำนาจการจัดการน้ำเสียหรือของเสียอื่น ๆ ที่ออกตามกฎหมายอื่นหรือของหน่วยงานอื่น แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีหน่วยงานรับผิดชอบ ด้านการควบคุมมลพิษโดยเฉพาะ เอื้อประโยชน์ สนับสนุนและผลักดันการดำเนินงานของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่เดิม และอุดช่องว่างในกรณีที่ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ตัวอย่างเช่น เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษแม้มีอำนาจเข้าไปทำการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม หากพบว่ามีการละเมิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายก็ไม่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที แต่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงตามกฎหมายโรงงานให้เป็นผู้ดำเนินการ

ต่อเมื่อปรากฎว่าเจ้าพนักงานดังกล่าวไม่ดำเนินการแก่ผู้กระทำผิดภายในเวลาอันสมควร เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษจึงจะมีอำนาจ ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนตามกฎหมาย หรือกรณีการกำหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายอื่นก็สามารถดำเนินการได้ แต่มาตรฐานดังกล่าวต้องเข้มงวดกว่ามาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดที่ออกตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ พ.ศ.2535 เป็นต้น

“เช่นเดียวกับกรณีการทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งภาระกิจรับผิดชอบโดยตรง จะต้องเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อน คพ.ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้หากไม่ได้รับแจ้งร้องเรียน หรือร้องขอจากเจ้าของพื้นที่” เจ้าหน้าที่คนเดิมระบุ

นอกจากนี้ในส่วนของท้องถิ่นที่ยังพบว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด หรือแม้กระทั่งตำรวจท้องที่ กลับพบว่า การทำงานไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลในการทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่ถูกเชื่อว่า น่าจะรับผิดชอบแก้ไขเรื่องนี้โดยตรง กลับมีข้อจำกัดทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทำให้เกิดช่องว่าง จนเป็นเหตุให้หลายปัญหาไม่สามารถแก้ไขไปจนถึงจุดสิ้นสุดได้ กลายเป็นปัญหาเรื้อรังยาวนานตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

กรีนพีซเสนอแก้ที่ต้นเหตุ ลดช่องโหว่

ขณะที่ในมุมมองขององค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเคยทำรายงานรายละเอียดในเรื่องนี้ และออกเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 เห็นว่าการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่าง ๆ ล้วนมีการทำกันเป็นขบวนการ ตั้งแต่โรงงานผู้ก่อ ผู้รับกำจัด ผู้ขนส่ง และหรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยราชการ ที่อาจจะรู้เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหละหลวมในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และมองว่า ประเทศไทยยังมีช่องโหว่เรื่องของการตรวจสอบการดำเนินการของบริษัทรับกำจัดกากอุตสาหกรรมว่า ได้มีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ อย่างไร หรืออาจจะมีการนำกากอุตสาหกรรม หรือสารพิษเหล่านั้นไปทิ้งอย่างไม่รับผิดชอบ รวมทั้งยังขาดการรวบรวมข้อมูลปริมาณขยะอุตสาหกรรมที่ครบถ้วนและถูกต้อง ข้อมูลที่มีอยู่ก็ยังเป็นข้อมูลเก่าที่ใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550

นอกจากนี้ในรายงานฉบับเดียวกัน กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อภาครัฐใน 6 ประเด็นด้วยกัน คือ

1.เร่งจัดทําระบบและเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ อุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย และให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย

2.นําระบบติดตามข้อมูลการขนส่งของเสียอันตรายมาใช้อย่างเคร่งครัดและบังคับใช้ให้ครอบคลุมทุกโรงงานที่เป็นแหล่งกําเนิดมลพิษ โดยต้องมีการสุ่ม ตรวจการขนย้ายกากอุตสาหกรรมตั้งแต่แหล่งกําเนิด การขนส่ง และปลายทางกําจัดหรือบําบัดกากอุตสาหกรรม

3.ตรวจสอบโรงงานรับกําจัดและบําบัดกากอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด ให้มีการปฏิบัติตามกฏหมายและการกําจัดหรือบําบัดอย่างถูกวิธี

4.เร่งผลักดัน พ.ร.บ.มาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม และร่างอนุบัญญัติว่าด้วยภาษีการปล่อยกากของเสีย ที่จะเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้เกิดการลดมลพิษ และกองทุนสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่สะอาด ลดของเสียอันตราย สนับสนุนด้านการกําจัดและบําบัด รวมถึงทุนการเยียวยา และฟื้นฟูผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชน

5.สนับสนุนและผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด ลดและมุ่งสู่ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายตั้งแต่ต้นทาง

6.เพิ่มบทลงโทษกับผู้กระทําผิดทั้งทางแพ่งและอาญาแก่ผู้ที่กระทําผิดกฏหมาย

แต่แม้จะมีข้อเสนอแนะมากมาย แต่ก็ยังพบว่ายังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากภาครัฐ จึงน่าเชื่อได้ว่า ปัญหาการลักลอบทิ้งของเสียอุตสาหกรรม จะยังไม่หมดไปจากประเทศนี้ และมีพื้นที่ประสบปัญหาถูกเปิดโปงออกมาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม และมีการแก้ไขกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับความเป็นจริงนั่นเอง

http://www.tcijthai.com/tcijthai/view.php?ids=2420
  • ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 21 reads
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content