Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » แนวหน้า »

แนวหน้า

ไทย-ลาว ดัน​เป้ามูลค่า​การค้า-ลงทุน ทะลุ 8พันล้าน​เหรียญสหรัฐฯ ​ในปี'58 จี้ คมนาคมสางอุปสรรค​การขนส่ง

Submitted by info on Fri, 24/02/2012 - 16:10

ที่​โรง​แรม​แชงกรีล่า ​เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา นายบุญทรง ​เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ประธานร่วมฝ่าย​ไทย ​ได้ประชุม​แผน​ความร่วมมือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์​แห่งราชอาณาจักร​ไทย กับ กระทรวงอุตสาหกรรม​และ​การค้า​แห่งสาธารณรัฐประชาธิป​ไตยประชาชนลาว ครั้งที่ 4 ​โดยมี ดร.นาม วิยะ​เกด รัฐมนตรีว่า​การกระทรวงอุตสาหกรรม​และ​การค้า​แห่งสาธารณรัฐประชาธิป​ไตยประชาชนลาว ประธานร่วมฝ่ายสปป.ลาว รวม​ทั้ง​ผู้​แทนภาครัฐ​ทั้ง 2 ฝ่ายที่​เกี่ยวข้องร่วมประชุม

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ​ไทย ​และ ลาว​ได้ร่วมกันร่าง​แผนงาน​ความร่วมมือทาง​เศรษฐกิจ​การค้า ​ให้ครอบคลุม​ในทุกมิติ​การค้า​และ​การลงทุน ​เพื่อผลักดันมูลค่า​การค้า​และ​การลงทุนระหว่างกัน ​โดย​ได้ตั้ง​เป้าหมายจะ​เพิ่มมูลค่า​การค้า​ทั้งสองฝ่ายขึ้น​เป็น 2 ​เท่าภาย​ใน 4 ปี ​หรือปี 2558 ​ให้มีมูลค้า​การค้า​เป็น 8,000 ล้าน​เหรียญสหรัฐฯ จาก​เดิมปี 2554 มีมูค่า​การค้าอยู่ที่ 4,000 ล้าน​เหรียญสหรัฐฯ

​โดย​ทั้ง 2 ฝ่าย​ได้มีข้อตกลงร่วมกัน ประกอบด้วย 3 ด้านหลักๆ คือ1.ด้าน​การอำนวย​ความสะดวกทาง​การค้า​และ​การลงทุน ​แก้ปัญหา​และอุปสรรคทาง​การค้า​ใน​การ​เข้าสู่ตลาดสินค้าของ​ทั้งสองฝ่าย ​เช่น ​การยกระดับจุดผ่าน​แดนถาวร​และด่านสากล 2.​การดำ​เนิน​การด้านพิธี​การศุลกากร ณ จุด​เดียว ​การ​แสดงสินค้า​และสินค้า​โอทอป 3.​ความร่วมมือด้านวิชา​การ ​เช่น ​การ​แลก​เปลี่ยนข้อมูล​และกฎระ​เบียบด้าน​การค้า​และ​การลงทุน ​ความร่วมมือทางวิชา​การ ​ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม ​และ​ความร่วมมือระหว่างภาค​เอกชน

สำหรับ​การลงทุนของ​ไทย​ใน สปป.ลาว​ในปีที่ผ่านมา ขยับขึ้นมาอยู่​ในลำดับที่ 3 มีมูลค่า 1,400 ล้าน​เหรียญสหรัฐฯ รองจาก​เวียดนาม ​และจีน ส่วน​ใหญ่ลงทุน​ในสาขา​เหมือง​แร่​และพลังงาน ​เกษตรกรรม​และป่า​ไม้ อุตสาหกรรม​และหัตถกรรม รวม​ถึง​การ​โรง​แรม ​และท่อง​เที่ยว ​และหากดูตัว​เลข​การค้า​ทั้ง 2 ฝ่าย​ในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 3,919.25 ล้าน​เหรียญสหรัฐฯ มี​การขยายตัวร้อยละ 35.8 ​เทียบกับปีที่ผ่านมา ​โดย​ไทยส่งออกมีมูลค่า​ถึง 2,789.52 ล้าน​เหรียญสหรัฐฯ ​และ​การนำ​เข้า 1,129.72 ล้าน​เหรียญสหรัฐฯ ​โดยสินค้าส่งออกสำคัญของ​ไทย ​เช่น น้ำมันสำ​เร็จรูป รถยนต์ อุปกรณ์​และส่วนประกอบ ​เหล็ก ​เหล็กกล้า ​และผลิตภัณฑ์ ส่วนสินค้านำ​เข้าสำคัญ ​เช่น สิน​แร่​โลหะ ​เศษ​โลหะ​และผลิตภัณฑ์ ​ไม้ซุง ​ไม้​แปรรูป​และผลิตภัณฑ์

ส่วนปัญหา ​และอุปสรรค​ใน​การ​ทำ​การค้า​ไทย ​และ ลาวนั้น ส่วน​ใหญ่​เป็น​เรื่อง​เส้นทาง​การ​เชื่อมต่อระหว่าง​ไทย​ไปลาว ​ซึ่ง กระทรวงคมนาคม ของ​ทั้ง 2 ประ​เทศ จะ​เดินหน้าหารือ ​เพื่อ​เดินหน้า​โครง​การต่างๆ ต่อ​ไป ​ทั้งนี้​ในปี 2556 ลาวจะ​เป็น​เจ้าภาพ​การประชุม​แผน​ความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์​ไทยกับกระทรวงอุตสาหกรรม​การค้าของลาวด้วย

  • แนวหน้า
  • การค้าและการลงทุน
  • 100 reads

ก.​เกษตรฯ ระบุ​ไทยมี​โอกาสขยายตลาดข้าวนึ่ง​ในภูมิภาคอา​เซียน

Submitted by info on Fri, 24/02/2012 - 15:48

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวง​เกษตร​และสหกรณ์ ​ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนา​การผลิต ​เปิด​เผย​ถึงปริมาณ​การส่งออกนึ่งของประ​เทศ​ไทยว่า ปัจจุบัน​ไทยมี​การส่งออกข้าวสารประมาณ 8-10 ล้านตันต่อปี ​เป็นส่วนของข้าวนึ่งประมาณ 0.7—1 ล้านตันต่อปี ​แม้ว่า​ในปี 2553 ที่ผ่านมา ตัว​เลข​การส่งออกข้าวนึ่งจะมีปริมาณลดลง​เล็กน้อย ​แต่ยังมีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี ลูกค้ากลุ่มหลัก​เป็นประ​เทศ​ใน​แถบ​แอฟริกา​และตะวันออกกลาง

​ทั้งนี้ ข้าวนึ่งที่ส่งออกดังกล่าว ประมาณ 0.2 ล้านตัน​เป็นข้าวที่มีคุณภาพดี คิด​เป็นมูลค่า 1,300 ล้านบาทต่อปี ​แต่​ก็มีสหรัฐอ​เมริกา​เป็นคู่​แข่งสำคัญ​ในกลุ่มข้าวนึ่งคุณภาพดี นอกจากนี้ยังมีตลาดข้าวนึ่งคุณภาพ 5—25% อีกจำนวน 4—6 ​แสนตัน ​ซึ่ง​เป็นข้าวที่ดีมาจากข้าวพันธุ์พื้น​เมืองที่​ให้ผลผลิตน้อย​แต่​เป็นที่ต้อง​การของตลาดมาก ​เมื่อนำมาผ่านขบวน​การ​แปรรูป​และสี​เป็นข้าวสารจะ​เป็นข้าวคุณภาพต่ำ​หรือข้าวหัก ส่วนข้าวที่นิยมมา​ทำข้าวนึ่ง​เป็นข้าวที่มีลักษณะ​เมล็ด​แข็ง ​ซึ่งข้าวพื้น​เมืองดังกล่าวมีมาก​ใน​เขตภาคกลาง​และภาคตะวันออก​และภาคตะวันออก​เฉียง​เหนือ

​ใน​โอกาสที่ประ​เทศ​ไทยจะก้าว​เข้าสู่​การ​เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอา​เซียน (AEC) ​ในปี 2558 ​ทำ​ให้ประ​เทศ​ไทยมี​โอกาสนำ​เข้าข้าว​เปลือกจากประ​เทศ​เพื่อนบ้าน​โดย​เฉพาะ พม่า กัมพูชา ​และลาว​ได้มากขึ้น ประกอบกับ​ไทยมี​ความพร้อมของ​โรงสีที่ผลิตข้าวนึ่งจำนวนมาก ​จึงส่งผล​ให้​ไทยมี​โอกาสทาง​การตลาดที่จะผลิตข้าวนึ่ง​เพื่อ​การส่งออก​เพิ่มอีก​ไม่น้อยกว่า 5 ​แสนตันต่อปี

สำหรับคู่​แข่ง​ใน​การส่งออกข้าวนึ่ง ​เช่น ประ​เทศ​เวียดนาม ที่มี​การผลิตข้าวนึ่ง​เช่น​เดียวกับ​ไทย ​แต่ข้าวของ​เวียดนาม​เป็นผลผลิตข้าวที่มาจากที่ลุ่ม​จึงมีท้องข้าวมาก ​การ​ทำข้าวนึ่ง​จึง​ทำ​ได้ลำบาก​และมีคุณภาพต่ำกว่าของ​ไทย ส่วนข้าวนึ่งของกัมพูชา​โอกาส​ใน​การ​แข่งขันนั้น​เป็น​ไป​ได้ยาก ​เนื่องจาก​การขนส่งลำบากกว่าประ​เทศ​ไทย ​เพราะตลาดปลายทางอยู่​ใน​แอฟริกา​และตะวันออกกลาง ดังนั้น ​ไทย​จึงน่าจะมี​โอกาส​ใน​การขยายตลาดข้าวนึ่งจาก​การนำ​เข้าข้าวจากกลุ่มประ​เทศอา​เซียน​ได้มากขึ้น ภายหลัง​การ​เข้าร่วม​เป็นประชาคมอา​เซียน (AEC) ​ในปี 2558

​ทั้งนี้ ​การผลิตข้าวนึ่ง คือ ​การนำข้าว​เปลือกมา​แช่น้ำก่อน​แล้ว​จึงนำมานึ่ง​หรืออบด้วย​ความร้อน​และนำ​ไปตาก​แดด ​ซึ่งปัจจุบันขบวน​การผลิต​ทำ​เป็นระบบอุตสาหกรรม ผ่านสายพาน​การผลิต สำหรับ​การผลิต​ใน​โรงงานผลผลิตจะมีคุณภาพตามที่ตลาดต้อง​การ ​การ​แช่ข้าว นำข้าว​เปลือก​ไปอบด้วย​ความร้อน 70 องศานาน 3-6 ชั่ว​โมง ​หรือ 80 องศานาน 1-3 ชั่ว​โมง จะ​ทำ​ให้ข้าว​เปลือกดูดซับ​ความชื้น สีของข้าวจะสวย ​แล้วนำมาต้มภาย​ใต้​ความดัน ที่​ใช้​เวลา 15-30 นาที อุณหภูมิ 100 องศา ​ซึ่งจะมี​ความชื้น 45—50% จากนั้นต้องนำมาอบ​ให้​เหลือ​ความชื้น 14—16% ​โดย​ไม่​ทำ​ให้ข้าว​แตกร้าว ​แล้วผ่านช่องลม​เพื่อลด​ความชื้น​เป็นระยะที่ 2 ปล่อย​ให้​แห้ง​เพื่อ​ไม่​เกิด​เชื้อรา ก่อน​การกระ​เทาะ​เปลือก​เข้า​โรงสี ข้าวนึ่งจะมีลักษณะ​แข็งกว่าข้าวสารปกติทั่ว​ไป คุณค่าทางอาหาร​โปรตีน วิตามิน ​และ​เกลือ​แร่ มากกว่าข้าวที่ผ่านขบวน​การสีข้าวตามปกติ

  • แนวหน้า
  • การค้าและการลงทุน
  • 105 reads

น้ำท่วมใหญ่ฆ่าเพลี้ยไม่หมด เตือนระวังนาข้าวระบาดอีก

Submitted by info on Fri, 24/02/2012 - 10:50

ดร.วีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เปิดเผยว่า แม้เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จะทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ระบาดในนาข้าวจำนวนมากตายไป แต่ยังมีบางพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วม เพลี้ยก็ยังมีโอกาสขยายตัวและกลายเป็นปัญหาสำคัญในอนาคตได้ ดังนั้นชาวนาต้องหมั่นขยันตรวจแปลงนาของตัวเองสม่ำเสมอ และลงเดินตรวจแปลงนาเป็นเส้นทะแยง พร้อมตรวจดูกอข้าวที่เป็นแหล่งอาศัยของเพลี้ย เพื่อให้แน่ใจว่า มีการระบาดหรือไม่ ซึ่งวิธีตรวจสอบง่ายๆ ก่อนถึงขั้นลงนาก็สังเกตแมลงเล่นไฟกลางคืน ถ้าพบมีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลก็ค่อยลงตรวจนาข้าว

ดร.วีรวุฒิ กล่าวว่า ปกติระยะ 40 วันแรกหลังจากหว่านข้าว ยังไม่ควรใช้สารเคมี เพราะในธรรมชาติอาจมีตัวห้ำ ตัวเบียน หรือมวนดูดไข่ ซึ่งเป็นศัตรูของเพลี้ยคอยช่วยจัดการ เว้นแต่มีการระบาดอย่างหนักต้องใช้สารเคมีฉีดพ่น แต่การที่ชาวนาจ้างฉีดพ่นสารกำจัดเพลี้ย มักฉีดพ่นเฉพาะตามใบข้าวหรือปลายใบข้าว ไม่ได้ฉีดพ่นลึกลงไปถึงโคนกอข้าว ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของเพลี้ย จึงไม่ได้ผล นอกจากสูญเสียเงินแล้ว ยังทำให้เพลี้ยขยายตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังฝากเตือนชาวนาเลิกใช้สารกำจัดศัตรูพืชผสมแป้งฝุ่นทำลายเพลี้ย เพราะทำให้สารกำจัดศัตรูพืชไม่สลายง่าย แล้วยังตกค้างบนใบข้าว เมล็ดข้าว และรำข้าว ตลอดจนพื้นนา เป็นอันตรายต่อชาวนาเอง และการบริโภคของคนและสัตว์ ตลอดจนกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย รวมทั้งเลิกใช้สารกำจัดศัตรูพืชในนาข้าว 2 อย่าง ที่กรมการข้าวประกาศห้ามใช้คือ สารอะบาเม็กติน และไซเพอร์เมทริน ซึ่งใช้ผิดประเภทและทำให้เพลี้ยขยายตัวมากขึ้นอีก

  • แนวหน้า
  • การค้าและการลงทุน
  • 108 reads

พาณิชย์ไม่รับจำนำข้าวหอมมะลินอกฤดู อ้างหวั่นมาตรฐานข้าวไทยเสียหาย

Submitted by info on Fri, 24/02/2012 - 10:43

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรม ได้ประชุมร่วมกับองค์การคลังสินค้า(อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้ โดยได้รับการยืนยันจากทั้ง 2 หน่วยงานว่ามีความพร้อมแล้ว เพราะเป็นนโยบายต่อเนื่องจากโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/2555 ที่จะสิ้นสุดวันที่ 29 กุมภาพันธ์ และหลักเกณฑ์ต่างๆ ยังเหมือนเดิม แต่เพื่อเป็นการป้องกันการสวมสิทธิ์ จึงเพิ่มความเข้มงวดในด้านปริมาณรับจำนำ ซึ่งหากชาวนานำข้าวมาจำนำเกินกว่า 20 % ของผลผลิตเฉลี่ยของจังหวัดก็จะมีการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น

ส่วนข้าวหอมมะลินาปรัง ซึ่งเป็นข้าวนอกฤดูกาลนั้นได้ข้อสรุปว่าจะไม่นำเข้ามาในระบบ เพื่อเป็นการรักษามาตรฐานคุณภาพของข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย แต่ทางอคส. และอ.ต.ก. จะช่วยเหลือในการเชื่อมโยงหาตลาดให้กับเกษตรกรแทน

ทั้งนี้ กรณีชาวนาในจังหวัดกาญจนบุรีได้แจ้งเบาะแสการทุจริตในโครงการจำนำข้าวนาปี ผ่านสายด่วน 1569 ซึ่งกรมการค้าภายในได้ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการตามกฎหมายแล้วนั้น เรื่องดังกล่าวพบว่าเป็นการร่วมมือทุจริตทั้งฝ่ายโรงสีและชาวนา หากผิดจริงจะต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐจะมีความผิดด้วยหรือไม่นั้นจะต้องดูที่เจตนาด้วย

นอกจากนี้ ในพื้นที่ที่ตรวจพบว่ามีการทุจริต รวมทั้งผู้กระทำความผิดจะต้องถูกขึ้นบัญชีดำทั้งหมดและไม่สามารถเข้าร่วมโครงการจำนำได้อีกต่อไป

"การเข้มงวดเรื่องป้องกันการทุจริต ถือเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว ที่จะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด ซึ่งต่อไปพื้นที่ที่ตรวจพบการสวมสิทธิ์ หรือเกิดการทุจริตในโครงการจำนำข้าวจะถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่สีแดง ที่จะต้องตรวจสอบกันอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ รวมทั้งขึ้นแบล็กลิสต์ผู้ที่ร่วมกระทำความผิด ไม่ให้เข้าร่วมโครงการจำนำด้วย"นางวัชรี กล่าว

  • แนวหน้า
  • การค้าและการลงทุน
  • 99 reads

สร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม-ชดเชย"แก้มลิง"2ล้านไร่ คลังกู้เงินก้อนแรก9หมื่นล.

Submitted by info on Fri, 24/02/2012 - 10:40

รมว.คลัง กล่าวกลางเวทีสัมมนา"แผนฟื้นฟูปรเทศไทย 2012 " เตรียมกู้ก้อนแรก 9 หมื่นล้านบาท หลังพ.ร.ก.เงินกู้ผ่าน เร่งสร้างเขื่อน ชดเชยเจ้าของที่ดิน ที่ใช้รับน้ำ 2 ล้านไร่ มั่นใจการขาดดุลงบประมาณจะลดลงหลังไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ด้านรมว.อุตฯชี้ต้องทำทุกวิถีทาง ดึงเงินทุนเข้าประเทศ บิ๊กปูนใหญ่ ยอมรับเอกชนเริ่มวางใจ มีเงินทำโครงการป้องกันน้ำท่วม ย้ำต้องทำให้โปร่งใส

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าว ในการสัมมนาเรื่อง"แผนฟื้นฟูประเทศไทย ปี 2012" ว่าหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. 2 ฉบับไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีก็จะเตรียมชี้แจงกฏหมายต่อรัฐสภาตามขั้น ตอนทางกฏหมาย ส่วนในขั้นตอนการปฏิบัติจะมีการกู้เงินก้องแรก 9 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาทำโครงการเร่งด่วนป้องกันน้ำท่วมที่ฝนจะเริ่มตกในเดือนพฤษภาคม และ มิถุนายนนี้ โดยในส่วนแรก จะเป็นการสร้างเขื่อนริมแม่น้ำ ที่ใช้แทนแนวคันกระสอบทรายซึ่งถือเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากการสำรวจเบื้องต้นคาดว่าต้องใช้เงินก่อสร้างเขื่อนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

สำหรับเงินอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเร่งดำเนินการก็คือการเตรียมพื้นที่รับน้ำ จำนวน 2 ล้านไร่ ซึ่งในขณะนี้สามารถจัดหาพื้นที่ได้แล้ว 1.5 ล้านไร่คาดว่าต้องใช้เงินจำนวน 6 หมื่นล้านบาทเพื่อใช้เตรียมพื้นที่และจ่ายเงินชดเชยให้กับเจ้าของพื้นที่ โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนเพราะรัฐบาลไม่สามารถ สร้างระบบจัดเก็บเพื่อรองรับน้ำที่กำลังจะมาถึงได้ทัน

นายกิตตรัตน์ กล่าวอีกว่า การเตรียมรับมือน้ำท่วมจะต้องใช้เงินในงบประมาณปี 2555 บางส่วน แต่ส่วนใหญ่ใช้ในพ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ส่วนเงินในงบปี 2556 จะไม่มีงบประมาณเพื่อนำมาใช้ในโครงการก่อสร้างพื้นฐานด้านน้ำ จากปกติที่จะมีปีละ 20,000 ล้านบาท

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังกล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณปี 2556 ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีวงเงิน 2.4 ล้านล้านบาท โดยเป็นงบขาดดุล 3 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้ขาดดุลลดลงได้เพราะไม่ต้องตั้งงบมาจ่ายดอกเบี้ย ให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ กว่า 6 หมื่นล้านบาท และไม่ต้องมีงบลงทุนด้านแหล่งน้ำเพราะมีการลงทุนในพ.ร.ก.แล้ว และในปีงบต่อไปขาดุลจะลดงอีก แต่งบประมาณจะกลับมาสมดุลสมดุลเมื่อไหร่ยังไม่สามารถระบุได้ เพราะขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐกิจโลก ที่หากพบว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี ก็อาจต้องทำงบขาดดุลต่อไป

ด้านม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า มีการให้สิทธิ์ประโยชน์เพิ่มขึ้นกับบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมใน ปี2554 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมมีการขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี255ได้มีการร้องขอส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น 80 โครงการ มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 29.4% และในเดือนมี.ค.มีผู้ลงทุนรายใหม่ให้อุตสาหกรรมไทยมีความก้าวหน้ายั่งยืน เป็นฐานการลงทุนอาเซียน ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้นักลงทุนมั่นใจที่เข้ามาลงทุนในประเทศ ไทย

ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่าจะส่งเสริมพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีที่ไทยมีอยู่มาก และส่งเสริมในสินค้าการเกษตร เกษตรแปรรูป โครงการครัวไทยสู่ครัวโลก ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลนี้ และ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ช่วยเสริมการตัดสินใจของผู้ประกอบการไทยที่จะไปลงทุนในต่างประเทศ ทั้งในส่วนเรื่องของวัตถุดิบ ศักยภาพ และ ในไตรมาส 2 ปี2555 ก.พาณิชย์ คาดว่ามูลค่าการส่งออกไทยจะอยู่ที่ 2.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้อยู่ภายใต้ความมท้าทายที่ไทยเผชิญอยู่นี้ นอกจากนี้จะดูแลราคาสินค้า ภาวะค่าครองชีพ และกลไกการตลาด ทั้งการควบคุมราคาสินค้าต่างๆ ราคาอาหาร ระบบโลจิสติกส์ที่ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพื่อให้ราคาสินค้าลดลงช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน

ด้านนายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่าหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉับวว่า พ.ร.ก. 2 ฉบับ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ภาคเอกชนรู้สึกไม่กังวล ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยย้ำกับนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตของประเทศว่ารัฐบาล ต้องนำเงินมาใช้ดำเนินการก่อสร้างโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตาม แผนที่วางไว้ให้ได้ โดยหลังจากนี้รัฐบาลต้องเดินหน้าโครงการต่างๆ ที่วางไว้ให้สำเร็จ ด้วยความโปร่งใส เนื่องจากเป็นวงเงินสูงถึง 350,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันเชื่อวาหากรัฐบาลหันมาร่วมกับภาคเอกชนแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ก็จะทำให้การดำเนินการจะประสบความสำเร็จกว่าปีที่ผ่านมา และยังช่วยให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเกิดวามเชื่อมั่นได้

"หากรัฐบาลสามารถลงทุนตามวงเงิน 350,000 ล้าน บาทได้สำเร็จ ก็จะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติให้เพิ่มขึ้นได้ สนับสนุนใหิเกิดการจ้างงาน และมีผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเจริญเติบโตได้ตามปกติ หลังจากไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจติดลบถึง 0.1% "

ด้านนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาส เป็นประธานเปิดการสัมมนารื่อง"นโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2556 "ว่าความผันผวนและวิกฤติเศรษฐกิจในทวีปยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งการจัดทำงบประมาณ

ต้องตอบโจทย์ความเสี่ยงจากการผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งไทยต้องหันมาพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก และลดภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐ การสร้างรายได้จากการส่งออก กระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน ซึ่งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปีนี้ มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของประเทศ

อีกทั้งไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเป็นประตูสู่อาเซียน จึงต้องมีการกระตุ้นการใช้จ่ายให้มีความสอดคล้องกัน เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตามความต้องการของประชาชน และ เนื่องจากปี 2555 เป็นปีแห่งการฟื้นฟูหลังวิกฤติน้ำท่วม ทำให้คาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2556 จะขยายตัว 5.5-6.5. % พร้อมตั้งงบประมาณปี 2556 จำนวน 2.4 ล้านล้านบาท ขณะที่คาดการณ์งบขาดดุลประมาณ 3 แสนล้านบาท

  • แนวหน้า
  • สิ่งแวดล้อม
  • 160 reads

เล็งส่งทูตเกษตรประจำเซี่ยงไฮ้ กษ.ปรับกลยุทธ์เจาะตลาดจีน ขยายตลาดผลไม้"ไฮน์เอนด์"

Submitted by info on Thu, 23/02/2012 - 12:49

นายธรรมรัต หวั่งหลี ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นครเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองท่าการคมนาคม การค้า การลงทุน ที่สำคัญของจีน โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แนวโน้มความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรของประชาชนในนครเซี่ยงไฮ้และเมืองใกล้เคียง เช่น ซานตง เจียงซู ซึ่งมีเกือบ 300 ล้านคน เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยส่วนใหญ่นิยมสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย อยู่ในระดับไฮน์เอนด์ จึงถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพอย่างมากต่อสินค้าเกษตรไทย

ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯจึงเตรียมแผนในการส่งเจ้าหน้าที่ทูตด้านการเกษตรมาประจำที่นครเซี่ยงไฮ้ เพื่อเป็นผู้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านสินค้าการเกษตรได้โดยตรง โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในด้านการส่งออก กฏระเบียบการส่งออกของนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไทยมายังนครเซี่ยงไฮ้ให้เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรมายังประเทศจีนจะเพิ่มมากขึ้นอยู่แล้ว

นายธรรมรัต กล่าวอีกว่า จากการหารือกับ นายวิบูลย์ คูสกุล เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน และ นายพิรุณ ลายสมิต กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ พบว่า ปัจจุบันผู้บริโภคชาวจีนยังรู้จักและรับรู้ข้อมูลผลไม้ไทยไม่มากนัก แม้สัดส่วนปริมาณและมูลค่าการนำเข้าผลไม้ของตลาดหลงอู๋ เซี่ยงไฮ้ในช่วงปี 2552-2554 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลไม้ไทยที่ได้รับความนิยมในเซี่ยงไฮ้ ได้แก่ ลำไย ทุเรียน มังคุด ส้มโอ และมะพร้าว เป็นต้น ดังนั้นจึงได้หารือร่วมกันที่จะร่วมมือในการส่งเสริมประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยทั้ง 23 ชนิดที่ได้รับการอนุญาตให้นำเข้าให้เป็นที่รู้จักของประชาชนจีนให้มากขึ้น รวมถึงเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน จะหยิบยกประเด็นการลดปัญหาอุปสรรค และการอำนวยความสะดวกการส่งออกผลไม้ไทยให้นายกรัฐมนตรีหารือกับทางรัฐบาลจีน ในโอกาสที่จะมาเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงระหว่างวันที่ 17 - 19 เมษายน นี้ด้วย

  • แนวหน้า
  • การค้าและการลงทุน
  • 111 reads

รณรงค์ลดต้นทุนการผลิตข้าว

Submitted by info on Thu, 23/02/2012 - 12:38

จังหวัดนครสวรรค์ จัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าว ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน (AFTA) ณ ศูนย์ข้าวชุมชนหลัก หมู่ที่ 3 บ้านดงมัน ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มีเกษตรกรเข้าร่วมงานประมาณ 500 คน รูปแบบการจัดงาน แบ่งเป็น 6 สถานี ได้แก่ ภาพรวมโครงการ, หมู่บ้านชุมชนต้นแบบ, ศูนย์เครื่องจักรกล (เครื่องดำนา เครื่องถอดเพาะกล้า เครื่องปรับปรุงเมล็ดพันธุ์), ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน, การแปรรูปเพื่อเพิ่มผลผลิตและการพัฒนาที่ดินผลิตภัณฑ์ชีวะภัณฑ์

สำหรับการดำเนินโครงการ จะคัดเลือกหมู่บ้านชุมชนต้นแบบและเลือกเทคโนโลยีที่สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าว มีการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้และสาธิตการใช้เทคโนโลยี การจัดทำบัญชี จัดนักวิชาการพบเกษตรกรเพื่อให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหา การจัดงานแสดงผลงาน เทคโนโลยีที่นำมาใช้ ได้แก่ การใช้เมล็ดพันธุ์ดีจากแหล่งที่เชื่อถือได้ การปรับปรุงบำรุงดิน การเตรียมดินให้ถูกวิธี วิธีการปลูกและอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน การใช้ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำ

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าว สืบเนื่องจากในปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าร่วมเปิดการค้าเสรีอาเซียน ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงได้จัดทำโครงการหมู่บ้านต้นแบบ การลดต้นทุนการผลิตข้าวภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน เพื่อพัฒนาและปรับใช้องค์ความรู้การปลูกและการใช้ปัจจัยการผลิตข้าวรวมทั้งการดูแลรักษาและเพื่อเป็นต้นแบบการผลิตข้าวที่สามารถลดต้นทุนในพื้นที่และขยายผลสู่พื้นที่ใกล้เคียง โดยดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 2 ภาค 5 จังหวัดได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นครสวรรค์ อุบลราชธานี และสุรินทร์) ภาคกลาง 2 จังหวัด (อ่างทองและนครสวรรค์) ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างน้อยตันละ 1,000 บาท และสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ร้อยละ 20โดยคาดว่าจะดำเนินการขยายผลหมู่บ้านชุมชนต้นแบบอย่างน้อย 50 หมู่บ้าน ภายในปี 2555

  • แนวหน้า
  • การค้าและการลงทุน
  • 120 reads

เร่งปราบศัตรูมะพร้าว ระบาดกว่า2แสนไร่19จังหวัด/ห่วงลามถึงปาล์มส่งผลกระทบหนัก

Submitted by info on Wed, 22/02/2012 - 18:58

นายศุภชัย บานพับทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ระยะนี้มีการตรวจพบการระบาดของศัตรูมะพร้าวเพิ่มขึ้นในพื้นที่ปลูกมะพร้าว 19 จังหวัด คือ หนอนหัวดำ พื้นที่ระบาด 93,000 ไร่ และแมลงดำหนาม พื้นที่ระบาด 167,000 ไร่ ซึ่งจากรายงานการพบหนอนหัวดำ คาดว่าติดมากับผลและส่วนของมะพร้าวหรือพืชตระกูลปาล์มที่นำเข้าจากต่างประเทศ หนอนหัวดำจึงเป็นแมลงต่างถิ่นที่ระบาดทำความเสียหายและขยายพื้นที่ระบาดอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกำจัดศัตรูมะพร้าวอย่างเร่งด่วนเป็นระบบครบวงจรแบบครอบคลุมพื้นที่ปลูก 19 จังหวัด รวมพื้นที่ 1,197,000 ไร่ เพราะหากไม่มีการจัดการควบคุมการระบาดอย่างเร่งด่วน จะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 5,931.16 ล้านบาท/ปี และจะแพร่กระจายออกไปสู่แหล่งปลูกมะพร้าวอื่นๆ และพืชเศรษฐกิจอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการระบาดแพร่กระจายไปยังปาล์มน้ำมัน จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างไม่สามารถประเมินความเสียหายได้

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ดำเนินโครงการควบคุมและกำจัดศัตรูมะพร้าวแบบครอบคลุมพื้นที่ เพื่อลดการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าวและควบคุมการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ที่ยังไม่มีการระบาด และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ได้มีความรู้ความเข้าใจในการควบคุม ป้องกันกำจัด และมีส่วนร่วมในการจัดการแมลงศัตรูมะพร้าวได้อย่างยั่งยืน โดยมีระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม ถึงกันยายน 2555 สำหรับพื้นที่ดำเนินการที่มีการระบาดของศัตรูมะพร้าว 19 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี กรุงเทพฯ ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ชุมพร พัทลุง นครศรีธรรมราช นราธิวาส สตูล ปัตตานี ชลบุรี ระยอง ตราดและฉะเชิงเทรา

ผลที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการ คาดว่าจะสามารถลดพื้นที่การระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าวให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ เกษตรกรและชุมชนมีความรู้และสามารถร่วมกันบริหารจัดการแมลงศัตรูมะพร้าวได้อย่างยั่งยืน และได้รูปแบบการแก้ไขปัญหาการระบาดของศัตรูมะพร้าวแบบบูรณาการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นได้

  • แนวหน้า
  • การค้าและการลงทุน
  • 104 reads

ได้16ตัวแทนองค์กรเกษตร สภาเกษตรกรใกล้ครบองค์ประกอบ ดีเดย13มีนาคมคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ

Submitted by info on Wed, 22/02/2012 - 18:56

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า การจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติใกล้ได้สมาชิกครบองค์ประกอบแล้ว หลังจากสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติโดยตำแหน่ง 77 คน ได้ทำการลงคะแนนคัดเลือกสมาชิกประเภทตัวแทนองค์กรเกษตรกร 4 ด้านๆ ละ 4 รายเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ผลการลงคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า ตัวแทนองค์กรเกษตรกรด้านพืช ประกอบด้วย 1.นายสวัสดิ์ สายสุขกาจินะกุล สหกรณ์การเกษตรเมืองเชียงราย จำกัด จ.เชียงราย 44 คะแนน 2.นายบุญนำ นิกรเทศ สมาคมพัฒนาประชาคม อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ 42 คะแนน 3.นายสันติ เกาะกาวี สหกรณ์การเกษตรเพื่อการเกษตรลูกค้า ธ.ก.ส. ภูเก็ต จำกัด จ.ภูเก็ต 42 คะแนน และ 4.นายสมัย สายบัว กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ส.ป.ก. แม่จะเรา จ.ตาก 40 คะแนน

ตัวแทนองค์กรเกษตรกรด้านประมง ประกอบด้วย 1.นายสุรศักดิ์ วานิชกิจ สหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดนครราชสีมา จำกัด จ.นครราชสีมา 42 คะแนน 2.นายเดชา บรรลือเดช สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี จำกัด จ.ประจวบคีรีขันธ์ 42 คะแนน 3.นายอำนวย ปะติเส กลุ่มเพื่อผลิตผลิตผลการเกษตรร่วมสินเจริญ จ.มหาสารคาม 41 คะแนน 4.นายเจริญ จันทรอิสสระ สหกรณ์ประมงปัตตานี จำกัด จ.ปัตตานี 40 คะแนน

ด้านสัตว์ ประกอบด้วย 1.นายอนันต์ สงค์ประชา สหกรณ์โคนมการเกษตรไชยปราการ จำกัด จ.เชียงใหม่ 44 คะแนน 2.นายณัฐวุฒิ ประทีปะวณิช สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมโคกก่อ จำกัด จ.มหาสารคาม 43 คะแนน 3.นางมลชญา เวียงสมุทร สมาพันธ์เกษตรกรอำเภอโพนทอง จ.ร้อยเอ็ด 42 คะแนน และ 4.นายชนาประทิน อุ่นถา กลุ่มเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง จ.ลำปาง 42 คะแนน

ด้านเกษตรกรรมอื่นๆ ประกอบด้วย 1.นายพิษณุ หวังมุขกลาง สหกรณ์การเกษตรอำเภอด่านขุนทด จำกัด จ.นครราชสีมา 43 คะแนน 2.นายวาสนา ปัญญาวิภาส กลุ่มเกษตรกรทำนาตำบลหนองใหญ่ จ.ร้อยเอ็ด 43 คะแนน 3.นางรัศภัธ ยิ่งสุขสันติสุข กลุ่มเกษตรผสมผสาน จ.ลำปาง 42 คะแนน 4.นางสาวอัญชลี บารมีรุ่งเรือง กลุ่มทำสวนผลิตปุ๋ยหมักท่าอุแท จ.สุราษฎร์ธานี 42 คะแนน

สำหรับขั้นตอนต่อไป สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติจะจัดให้มีการประชุมให้สมาชิกสภาเกษตรกรทั้ง 2 กลุ่ม มาร่วมประชุมคัดเลือกสมาชิกประเภทผู้ทรงคุณวุฒิในวันที่ 13 มีนาคม ก็จะได้สมาชิกครบองค์ประกอบ เพื่อนำรายชื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

  • แนวหน้า
  • สิทธิเกษตรกรและชุมชน
  • 160 reads

เครือข่าย​แรงงานข้ามชาติ หวั่นน​โยบายต่ออายุพิสูจน์สัญชาติ​แรงงานวืด

Submitted by info on Wed, 22/02/2012 - 00:00

​ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี​ได้มีมติคณะรัฐมนตรี​เมื่อช่วงต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา​ใน​เรื่อง​การบริหารจัด​การ​แรงงานข้ามชาติหลบหนี​เข้า​เมืองสัญชาติพม่า ลาว ​และกัมพูชา ปี 2555 ​โดย​เห็นชอบ​แนวทาง​การบริหารจัด​การตามที่กระทรวง​แรงงาน ​เสนอ ​ซึ่งมีหลักสำคัญ​ใน​เรื่องของ​การขยาย​เวลา​ใน​การดำ​เนิน​การพิสูจน์สัญชาติ​แรงงานข้ามชาติหลบหนี​เข้า​เมืองสัญชาติพม่า ลาว ​และกัมพูชา ที่จาก​เดิมกำหนด​ให้​แรงงานพิสูจน์สัญชาติ​ให้​แล้ว​เสร็จภาย​ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่จะ​ถึงนี้ ​ให้ขยายออก​ไป​เป็นวันที่ 14 มิถุนายน 2555 พร้อมกันนี้กรม​การจัดหางานกระทรวง​แรงานยัง​ได้ประสาน​ไปที่ประ​เทศพม่า​เมื่อ​ทำ​การพิสูจน์สัญชาติ​แบบออน​ไลน์​เพื่อ​ให้​เกิด​ความสะดวกต่อ​การดำ​เนิน​การของ​แรงงานด้วย

​ซึ่งมติของคณะรัฐมนตรี​และ​การดำ​เนินงานของกรม​การจัดหางานกระทรวง​แรงงานที่มีออกมา​ในครั้งนี้นั้น​ได้​เกิด​ความ​เป็นกังวลของ​เครือข่าย​ผู้ประกอบ​การ​และองค์กรพัฒนา​เอกชนที่ดำ​เนินงาน​เกี่ยวกับ​แรงงานข้ามชาติ ​โดยนายอดิศร ​เกิดมงคล ตัว​แทน​เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant working group) กล่าวว่า มติของคณะรัฐมนตรีที่มีออกมา​ในครั้งนี้นั้นจะ​ทำ​ให้​แรงานงานที่ยังพิสูจน์สัญชาติ​ไม่​แล้ว​เสร็จ​ได้ขยาย​เวลา​ใน​การพิสูจน์สัญชาติออก​ไปอีกประมาณ 4 ​เดือน ​ซึ่งปัญหา​ไม่​ได้ขึ้นอยู่กับระยะ​เวลาที่รัฐขยายออก​ไปหาก​แต่ขึ้นอยู่กับกระบวน​การที่รัฐจะดำ​เนิน​การต่อจากนี้ ​เพราะมติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้นั้นถือ​เป็น​การประกาศ​แบบรวด​เร็วมาก​ทำ​ให้​แรงงาน​และ​ผู้ประกอบ​การหลายฝ่ายอาจจะ​เตรียม​ไม่ทัน ​โดย​เฉพาะกรณีที่กรม​การจัดหางานกระทรวง​แรงงานที่​ได้ประสานงานกับทาง​การของประ​เทศพม่า​ใน​การดำ​เนิน​การพิสูจน์สัญชาติ​แบบออน​ไลน์นั้นรัฐบาล​ไทย​และหน่วยงานที่​เกี่ยวข้องจะต้องประชาสัมพันธ์​ให้ดี​ทั้งภาษาพม่า ​และภาษา​ไทย​เพื่อ​ให้​แรงงานข้ามชาติ​ได้ทราบ​ถึงขั้นตอน​และวิธี​การ​ใน​การดำ​เนิน​การอย่างชัด​เจน ​เพราะปัญหา​เรื่อง​การพิสูจน์สัญชาติที่ผ่านมาส่วน​ใหญ่มักมีปัญหา​ใน​เรื่องของ​การประชาสัมพันธ์

ตัว​แทน​เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant working group) กล่าวว่าอีกว่า อย่าง​ไร​ก็ตาม​เรื่องที่รัฐ​และหน่วยงานที่​เกี่ยวข้องต้อง​ให้​ความสำคัญอีก​เรื่องคือ​เรื่องของระบบประกันสังคมของ​แรงงานข้ามชาติ ที่มีนายจ้างหลายคนยัง​ไม่ดำ​เนิน​การตามสิทธิ​ให้กับ​แรงงาน​ทำ​ให้​แรงงานหลายคน​ไม่​เข้า​ใจสิทธิของตน​เอง​และต้อง​เสียสิทธิ​และต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล​ในอัตราที่​แพง​ทั้งที่ต้องจ่าย​เงินสมทบ​ให้กับระบบประกันสังคมทุก​เดือน ​ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหลังจากกระบวน​การพิสูจน์สัญชาติ​แล้ว​เสร็จจะต้องมี​แรงงานอีกจำนวนมากที่ดำ​เนิน​การ​ไม่ทัน​และอีกจำนวนมากอาจ​ไม่ผ่าน​การพิสูจน์สัญชาติ ​ซึ่ง​แรงงานตรงส่วนนี้รัฐบาล​และหน่วยงานที่​เกี่ยวข้องยัง​ไม่​ได้มีน​โยบายที่ออกมาอย่างชัด​เจน​เลยว่าจะดำ​เนิน​การอย่าง​ไร ​หรือจะดู​แลพวก​เขาอย่าง​ไร

นายอดิศรระบุ​เพิ่ม​เติมอีก​ถึงกระบวน​การ​ใน​การ​แก้​ไขปัญหาอีกว่ารัฐ​หรือหน่วยงานที่​เกี่ยวข้องจะต้องหาช่องทาง​ใน​การ​แก้​ไขปัญหา​เรื่อง​แรงงานข้ามชาติที่อาจพิสูจน์สัญชาติ​ไม่ผ่านว่า รัฐควรจะต้องมีมาตร​การพิสูจน์สถานะ​ความ​เป็นคน​ไร้รัฐของ​แรงงานกลุ่มนี้ ขณะ​เดียวกันควร​เร่งออกกฎระ​เบียบ​เปิด​ให้มี​การจ้างงานชาย​แดน ​เพื่อรองรับ​การขยาย​เขตนิคมอุตสาหกรรมออก​ไปยังบริ​เวณตะ​เข็บชาย​แดน​ซึ่ง​เป็น​แหล่งที่​แรงงานข้ามชาติสามารถข้าม​เข้ามา​ทำงาน​ได้​โดย​ไม่ต้องค้าง​หรืออยู่อาศัย​ในประ​เทศ​ไทยระยะยาว ​และอาจจะต้องจัด​ทำระบบ​การจ้างงานที่ยืดหยุ่นที่สามารถ​ทำ​ให้​แรงงานข้ามชาติ​เหล่านี้​เข้ามา​ทำงาน​ในประ​เทศ​ไทย​ได้

ด้านนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรม​การสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ​ผู้​ไร้สัญชาติ ​แรงงานข้ามชาติ​และ​ผู้พลัดถิ่น สภาทนาย​ความกล่าวว่า ตน​เชื่อว่า​ถึง​แม้รัฐบาลจะขยาย​เวลา​ใน​การพิสูจน์สัญชาติของ​แรงงานข้ามชาติอออก​ไปอีก​ก็​ไม่สำ​เร็จ​เพราะกระบวน​การที่ยุ่งยากซับซ้อน​และ​เนิ่นนานของรัฐบาล ตน​เชื่อว่าพอหลังจาก​เดือนมิถุนาย​แล้วรัฐ​ก็ต้องขยาย​เวลาออก​ไปอีก สิ่งที่ตน​เป็นกังวลมากที่สุดคือ​แรงงานที่​ไม่​ได้ถูกกล่าว​ถึง​ในมติของคณะรัฐมนตรีครั้งนี้​เลยคือ กลุ่ม​แรงงาน​โรฮิงญาที่​ไม่ว่าจะ​ไปตรงส่วน​ไหน​ก็​ไม่มีรัฐบาล​ไหนรับรองสถานภาพ​ให้ ขณะนี้รัฐบาลพม่า​ได้มีท่าที​ใน​การ​เปิดประ​เทศขึ้น​เยอะกว่า​เดิม​แล้ว รัฐบาล​ไทยควรที่จะ​เจรจากับรัฐบาลพม่า​ให้รองรับสถานภาพของกลุ่ม​แรงงาน​โรฮิงญา​เพื่อที่​เขาจะ​ได้มีสถานภาพ​และดู​แลตน​เอง​และปกป้องสิทธิของตน​เอง​ได้

  • แนวหน้า
  • การค้าและการลงทุน
  • 146 reads
  • « first
  • ‹ previous
  • …
  • 55
  • 56
  • 57
  • 58
  • 59
  • 60
  • 61
  • 62
  • 63
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content