Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

จับตาบรรษัท

เดือนเด่น" ชี้ ซีพีออลล์ซื้อแมคโคร ไม่ได้มีอำนาจเหนือตลาด จับตาต่างชาติถอนตัว

Submitted by info on Tue, 26/04/2016 - 00:00

วันที่ 26 เม.ย. ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ฝ่ายการวิจัยแผนงานเศรษฐกิจรายสาขา มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึง กรณีที่ ซีพีออลล์ เข้าไปซื้อกิจการของห้างแมคโคร กับ "มติชนทีวี" ว่า เรื่องนี้ จริงๆ แล้วต้องถามว่าทำไมต่างชาติหรือกลุ่มของเนเธอร์แลนด์ถอนตัวออกไปมากกว่า หรืออาจจะต้องหาใครมาถือหุ้นแทน และการที่ต่างชาติถอนตัวออกไป ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะความจำเป็นในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจในยุโรป บริษัทแม่จึงต้องถอนตัวออกไป และเมื่อมีถอนตัวออกไป ก็ต้องมีคนมาเทคโอเวอร์ ซึ่งซีพีก็เป็นคู่ค้าตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คู่ค้าตั้งแต่การก่อตั้งและเป็นผู้จัดการมาตลอด จะมาเทคโอเวอร์ ดังนั้น การที่ซีพีออลล์ เอาทุนเข้าไปอุดตรงนั้นเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ และรู้สึกว่าจะมีข้อตกลงว่า ถ้าเกิดมีการขายหุ้นกันซีพีออลล์ ก็เป็นเจ้าแรก

เมื่อถามว่าจะเป็นการผูกขาดด้านการค้าปลีกหรือไม่ ดร.เดือนเด่น กล่าวว่า ถ้าเกิดผูกขาดก็ผูกขาดมานานแล้ว ถามว่าซีพี เอาทุนไปลงมากขึ้นทำให้ผูกขาดมากขึ้นหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ และเชื่อว่า เดิมกลุ่มซีพีเป็นผู้บริหารอยู่แล้ว โดยมีกลุ่มต่างชาติเป็นผู้ลงทุน และคิดว่าการบริหารจัดการคงอยู่ที่ซีพีเป็นหลัก เพราะซีพีมีความรู้เรื่องค้าปลีก แต่การที่ซีพี เป็นเจ้าของเต็มตัว อาจจะมีนัยยะสำคัญว่าการขยายกิจการ ขณะเดียวกัน ทิศทางของกิจการจะขึ้นอยู่กับซีพี ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับกลุ่มต่างประเทศแล้ว ดังนั้น ซีพีอาจจะมองว่า การเทคโอเวอร์ เพื่อต้องการขยายไปสู่อาเซียน เป็นเหมือนเรือธง ที่ซีพีจะใช้ในการล่องไปหาธุรกิจ อันนี้ มากกว่าที่ถือเป็นจุดเปลี่ยน เดิมผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติซึ่งอาจจะไม่มีเงินมาลงทุนก็ได้ เพราะธุรกิจเขาแย่ลง ในทางกลับกันซีพีต้องการเข้าขยายธุรกิจในประเทศไทย เพราะสภาพทางการเงินยังค่อนข้างดี ซีพีจึงสามารถจะขยายได้

"ตอนนี้เรามองได้ว่าแมคโครคือธุรกิจของซีพี และการดำเนินกิจการในอนาคตก็เป็นของซีพี เรื่องของการผูกขาดคิดว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะว่าการค้าแบบแมคโครยังไงก็ยังเป็นแบบแมคโครเหมือนเดิม แมคโครคงมีนโยบายประกอบธุรกิจไม่ต่างไปจากเดิม เพียงแต่เปลี่ยนผู้ถือหุ้นเท่านั้นเอง และเป็นการค้าส่ง ไม่ใช่การค้าปลีก ขณะเดียวกันการค้าปลีกในบ้านเราก็ไม่สามารถผูกขาดได้" ดร.เดือนเด่น กล่าว

ส่วนประเด็นว่าจะข่ายของผู้มีอำนาจเหนือตลาด หรือเอาส่วนแบ่งการตลาดและรายได้ของซีพีออลล์ไปบวกกับรายได้ของแมคโครนั้น ดร.เดือนเด่น มีความเห็นใน 2 ประเด็น คือ 1.กฎหมายแข่งขันการค้าของเราตอนนี้มีปัญหา คือไม่สามารถเอารายได้ของนิติบุคคล 2 คนมารวมกันได้ แม้จะเป็นเครือข่ายธุรกิจเดียวกัน เพราะนิยามของธุรกิจยังมองตัวนิติบุคคลแยกส่วนกัน ดังนั้นบริษัท 2 บริษัท ถึงจะเป็นเครือเดียวกัน ก็ไม่สามารถตีความว่าเป็นบริษัทเดียวกันได้ ฉะนั้น ไม่สามารถเอารายได้มารวมกันได้ แม้ในทางปฏิบัติเรารู้ว่าเป็นบริษัทเดียวกันก็ตาม แต่ทางกฎหมายทำไม่ได้ ซึ่งตอนนี้กระทรวงพาณิชย์ กำลังมีแนวคิดที่จะแก้กฎหมายในจุดนี้อยู่

2.ถึงจะรวมกันได้จริง ก็ยังไม่ควรมารวมกัน ถ้าตลาดมีอยู่ 4 เจ้า คือ บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส แมคโคร เซเว่น อีเลฟเว่น เอารายได้ทั้งหมดมารวมกันแล้วหารออกมาเป็น 48 เปอร์เซ็นต์ เกือบจะถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ที่กระทรวงพาณิชย์บอกว่า เกณฑ์มีอำนาจเหนือตลาดนั้น ต้องบอกว่า คิดว่าตลาดของแมคโคร เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี และเซเว่นอีเลฟเว่น ไม่เหมือนกันทั้ง 4 ตลาด หรืออยู่คนละตลาด

"ถามว่าถ้าเซเว่นอีเลฟเว่นปิด ท่านจะไปแมคโครแทนหรือไม่ หรือถ้าบิ๊กซีปิด ท่านจะไปซื้อสินค้าที่แมคโครหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ ฉะนั้น มารวมกันไม่ได้ เพราะแต่ละธุรกิจ ก็มีตลาดมีสินค้าของธุรกิจนั้น เพราะฉะนั้น เชื่อว่าเซเว่นอีเลฟเว่น เป็นคนละตลาดกับแมคโคร และถ้าถามว่า บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส มีส่วนแบ่งการตลาดกี่เปอร์เซ็นต์ ก็ตอบไม่ได้เช่นกัน เพราะต่างประเทศไม่มีใครเขาหากัน เพราะเขาคิดเป็นรายสินค้า เพราะในเมื่อบิ๊กซีขายทีวีจอแบน ที่อื่นๆ ก็มีขายเช่นกัน"

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1366981374&grpid=&catid=05&subcatid=0503
  • มติชนออนไลน์
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 76 reads

เกษตรกรโวยพณ.จุ้นไข่ไก่หวังผลการเมือง

Submitted by info on Thu, 23/05/2013 - 11:28

รายงานข่าวจากผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 พ.ค. กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้ค้าและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง จะเดินทางมาพบนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ (พณ.) ประเด็นหลักๆ ที่จะนำมาหารือคือการชี้แจงต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่โดยหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์รับทราบรายงานต้นทุนการเลี้ยงแล้ว ผู้เลี้ยงไก่ไข่จะเรียกร้องให้กรมการค้าภายใน (คน.) ชี้แจงต้นทุนให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดว่าราคาไข่ไก่ที่สูงขึ้นเป็นเพราะ ผู้เลี้ยงเอาเปรียบค้ากำไรเกินควร เนื่องจากตั้งแต่เดือนม.ค.2556 จนถึงปัจจุบัน เกษตรกรยังไม่มีกำไรเพราะต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งจากค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 300 บาท/วัน ค่าอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น 10-20% ค่าแม่ไก่ที่สูงขึ้นอีก 10 บาทจากตัวละ 150 บาท เป็น 160 บาท รวมทั้งเกิดโรคไข่ลดระบาด ทำให้แม่ไก่ไม่ออกไข่ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีการระบาด ซึ่งทำให้ราคาไข่ไก่สูงขึ้น

รวมทั้งจะเรียกร้องให้ภาครัฐแก้ปัญหาการค้ากำไรเกินควรจากพ่อค้าคนกลางที่รับไข่ไปจำหน่ายต่อ และให้เร่งแก้ไขปัญหาต้นทุนจากค่าอาหารสัตว์ ค่าแม่ไก่สูงให้กับเกษตรกร

"เวลาเกษตรกรขาดทุนภาครัฐจะบอกว่าเป็นเรื่องของกลไกตลาดไม่เข้ามาช่วยเกษตรกร ราคาลงก็ปล่อยให้ลงทั้งๆ ที่ต้นทุนสูงขึ้น แต่พอเวลาไข่ขึ้นราคาเพราะปัจจัยต่างๆ เช่น ผลผลิตลด อากาศร้อน ภาครัฐกลับไม่ต้องการให้เป็นไปตามราคาตลาด ต้องการกดราคาไข่ลง จึงมองว่าการที่ภาครัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวกับไข่ไก่มากๆ เป็นเพราะต้องการผลประโยชน์ทางการเมือง ไข่แพงขึ้นนิดเดียวก็บอกว่าประชาชนเดือดร้อนทั้งๆ ที่คนที่ขึ้นราคาคือพ่อค้าคนกลาง ส่วนเกษตรกรไม่ได้กำไรและขาดทุนต่อเนื่องหรือแค่เท่าตัว ทางที่ดีที่สุดคือให้เป็นไปตามกลไกตลาด ดูแลให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ไม่ใช่มายุ่งเพื่อหวังผลทางการเมือง" รายงานข่าวระบุ

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNekl6TURVMU5nPT0=&sectionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBeE15MHdOUzB5TXc9PQ==
  • ข่าวสด
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 38 reads

พาณิชย์จัดระเบียบไข่หลังแพงแตะ4บาท/ฟอง

Submitted by info on Wed, 22/05/2013 - 16:52

พาณิชย์เรียกประชุมผู้ประกอบการไข่ไก่หารือ 23 พ.ค.นี้ หลังราคาแพงหูฉี่ เตรียมลงพื้นที่สำรวจอาหารสำเร็จรูปเพื่อประเมินสถานการณ์

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่า กรณีไข่ไก่ที่ปรับราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดขายปลีกไข่ไก่เบอร์ 3 อยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ฟองละ 2.65 บาท แต่ขายหน้าฟาร์มอยู่ที่ฟองละ 3.20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินไป ราคาเหมาะสมควรอยู่ที่ฟองละ 3.00 บาท จึงกังวลว่าจะกระทบกับราคาอาหารปรุงสำเร็จปลายทาง ในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ กรมการค้าภายในจะเชิญผู้เลี้ยงไก่ไข่ กรมปศุสัตว์ ผู้ประกอบการอาหาร พร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือถึงปัญหาไข่ไก่ที่ปรับตัวสูงขึ้นและหามาตรการแก้ไขต่อไป ในเบื้องต้นอาจขอให้มีการชะลอส่งออก เพื่อนำบริโภคในประเทศแทน

อย่างไรก็ตาม ราคาอาหารปรุงสำเร็จส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยเฉพาะราคาอาหารปรุงสำเร็จเมนูแนะนำ 10 รายการ ราคาไม่เกินจานละ 30 - 35 บาท อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวไก่ ข้าวผัดหมู ข้าวผัดไก่ ข้าวกะเพราหมู กระเพาไก่ ข้าวไข่เจียว ข้าวไข่พะโล้ และข้าวราดแกง และเร็ว ๆ นี้ ตนจะลงพื้นที่ออกสำรวจราคาอาหารในร้านค้าต่างๆ และตลาดสด เพื่อประเมินสถานการณ์และหามาตรการในการควบคุมดูแลต่อไป

ทั้งนี้ พบว่า ที่จ.นครสวรรค์ ไข่ไก่ปรับแพงขึ้นอีก 10% ไข่ไก่เบอร์ 0 ขายอยู่ที่ 4.00 บาท ต่อฟอง ไข่ไก่เบอร์ 1 ราคา 3.80 บาท ไข่ไก่เบอร์ 2 ราคา 3.60 บาท ไข่ไก่เบอร์ 3 ราคา 3.50 บาท ไข่ไก่เบอร์ 4 ราคา 3.40 บาท และ ไข่ไก่เบอร์ 5 ราคา 3.00 บาท โดยแม่ค้าไก่ชี้ว่า เนื่องจากอากาศร้อน ไก่ในฟาร์มเกิดความเครียด กินได้น้อย ออกไข่น้อยและได้ฟองเล็ก ทำให้ไข่ไก่ขาดตลาด ขณะที่เป็ดไร่ทุ่งขาดแหล่งน้ำธรรมชาติ อากาศร้อนจัด ส่งผลต่อการออกไข่เช่นกัน

http://bit.ly/18gPGH7
  • กรุงเทพธุรกิจ
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 14 reads

ค้าปลีกไทยตะลุยซื้อกิจการ ซีพี-เซ็นทรัลสยายปีกตปท. พลวัตปรับธุรกิจรับ"เออีซี"

Submitted by info on Mon, 20/05/2013 - 16:47

ทีมข่าวเศรษฐกิจ
ที่มา : มติชนรายวัน 20 พ.ค.2556

ปีที่แล้วว่าเป็นปีทองแห่งการซื้อกิจการของธุรกิจไทยแล้ว!

มูลค่าการซื้อกิจการในปีก่อนหน้าสูงลิ่วกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 7.7 แสนล้านบาท ดันให้ธุรกิจไทยขึ้นแท่นคว้าแชมป์ซื้อกิจการสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน และมากสุดติดอันดับ 3 เอเชีย เป็นรองก็เฉพาะญี่ปุ่นกับจีน

ด้วยสองดีลหลักคือ การประกาศซื้อกิจการ บริษัทเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ หรือเอฟแอนด์เอ็น บริษัทชั้นนำจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ ของ กลุ่มเจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์เช่นเดียวกัน ด้วยมูลค่าซื้อกิจการ 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 3 แสนล้านบาท

กับอีกดีล เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ของ กลุ่มเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ เสนอ ซื้อหุ้นผิงอันอินชัวแรนซ์ บริษัทประกันใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีนจากเอชเอสบีซี โฮลดิ้งส์ มูลค่า 9.4 พัน ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยใกล้เคียงกับดีลซื้อเอฟแอนด์เอ็น

ทว่า มาปีนี้เปิดปีแรกด้วยบิ๊กดีล ที่ถูกจัดอันดับให้เป็นดีลซื้อกิจการใหญ่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ประกาศซื้อกิจการของบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) คิดเป็นเงินถึง 188,880 ล้านบาท

สำหรับรายละเอียดการซื้อขายหุ้นในครั้งนี้ประกอบด้วยสองส่วนหลัก ส่วนแรกซื้อ 154.3 ล้านหุ้นจากกลุ่มเอสเอชวี จากประเทศฮอลแลนด์ เจ้าของแบรนด์ "แม็คโคร" ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กับอีกส่วน 85 ล้านหุ้นซื้อจากผู้ถือหุ้นรายย่อย

ทั้งสองส่วนซื้อในราคาหุ้นละ 787 บาท จะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาดีลประวัติศาสตร์ค้าปลีกไทยในวันที่ 12 มิถุนายนที่จะถึงนี้

นี่คือพลวัตการปรับตัวของภาคเอกชนไทย รับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2556 เลือกที่จะรุกเข้าไปในกลุ่มอาเซียนด้วยกันมากกว่าจะเลือกตั้งรับอยู่เฉพาะในเมืองไทย

ตอกย้ำความสำคัญของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อบริษัทระดับโลก อันเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงสองด้านหลักคือ วิฤตเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเศรษฐกิจของเอเชียจะผงาดขึ้นมาแทนที่สหรัฐอเมริกา และกลุ่มอียู

เอเชีย และประเทศกลุ่มเออีซี กำลังจะเป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ใช่ ประเทศในกลุ่มยุโรปและสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป

นั่นหมายความว่า ภูมิภาคนี้จะมีศักย ภาพสูงในเรื่องการบริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค หรือของกินของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของกลุ่มอาเซียนจะเพิ่มจาก 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 71.3 ล้านล้านบาทในปี 2555 เป็น 10 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 310 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573

ทำให้อาเซียนเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก และธุรกิจสำคัญสุดที่มาตอบโจทย์เรื่อง การบริโภค และกำลังซื้อได้เป็นอย่างดีคือค้าปลีก

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดเจ้าสัวธนินท์ยอมซื้อแม็คโครในราคาแพงลิ่ว เป็นราคาที่แพงกว่าครั้งบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ซื้อกิจการ ห้างคาร์ฟูร์ มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท ในช่วงปลายปี 2543

เป็นราคาที่ผู้ร่วมประมูลทั้ง กลุ่มเซ็นทรัล และ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี 1 ใน 5 กลุ่มธุรกิจภายใต้เครือทีซีซีของนายเจริญ เห็นในทางเดียวกันว่าแพงสุดสุด

แต่มุมคิดของสไตล์เจ้าสัวธนินท์ ผู้หยิบชิ้นปลามันศูนย์ค้าส่งแห่งนี้ กลับเห็นว่า ซื้อแพงในวันนี้แต่จะเป็นของถูกในวันข้างหน้าและจะถูกลงอย่างรวดเร็ว เหมือนครั้งบิ๊กซีซื้อคาร์ฟูร์มาถึงวันนี้มูลค่ากิจการมีแต่พุ่งเพิ่มขึ้น

แพงวันนี้แต่ถูกในวันข้างหน้าเพราะจะมีมูลค่ากิจการเพิ่มจากแบรนด์ "แม็ค โคร"

เจ้าสัวธนินท์เห็นว่า การซื้อแม็คโครได้ยี่ห้อทางการค้าที่สามารถขยายภายใต้แบรนด์นี้ไปทั่วอาเซียน รับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเวลานั้นภูมิภาคนี้จะหลอมรวมประชากรเข้าไว้ด้วยกันถึง 600 ล้านคน มีกำลังซื้อมหาศาล เอื้อกับการขยายธุรกิจค้าปลีกได้เป็นอย่างดี

แม็คโครยังจะเป็นช่องทางในการนำสินค้าภายใต้แบรนด์ซีพีกระจายออกไปทั่วภูมิภาคผ่านเครือข่ายของแม็คโคร เสริมช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งระดับล่าง กลาง บน ช่วงแรกซีพี ออลล์ วางแผนขยายแม็คโครเข้ายังประเทศหลักในภูมิภาคนี้ที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี เช่น เวียดนาม ลาว กัมพูชา

เช่นเดียวกับที่กลุ่มจิราธิวัฒน์ และกลุ่มนายเจริญมองเห็นประโยชน์จากการรวมกลุ่มเออีซี จึงเห็นการขยับออกไปลงทุนต่างประเทศรับเออีซีของ 2 ค่ายนี้มาตั้งแต่ช่วงสองปีก่อนหน้า

ไร่เรียงมาตั้งแต่ บริษัทเซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือ ซีอาร์ซี เข้าซื้อกิจการห้างลา รีนาเชนเต ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี พร้อมวางแผนปั้นห้างแห่งนี้ให้เป็น 1 ใน 5 ของห้างสรรพสินค้าที่ดีที่สุดในโลก ในปี 2554

กับอีกดีล ประกาศซื้อกิจการ "แกรนด์ อินโดนีเซีย" ช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ ใจกลางเขตเศรษฐกิจของกรุงจาการ์ตา ด้วยเงินลงทุน 600 ล้านบาท เป็นสาขาแรกก่อนบุกตะลุยซื้อเพิ่มอีก 4-5 สาขาในตลาดอาเซียน

และยังคงลุยซื้อกิจการอย่างต่อเนื่องเลือกช็อปกิจการในยุโรปช่วงวิกฤตเศรษฐกิจราคาสินทรัพย์ลดต่ำด้วยการเข้าซื้อกิจการอิลลุม (ILLUM) ห้างสรรพสินค้าชื่อดังสัญชาติสแกนดิเนเวีย รุกขยายการลงทุนในยุโรปเพิ่มเติม

กับอีกดีลล่าสุดรับเออีซี บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ลงนามหนังสือแสดงความประสงค์เพื่อจะเข้าทำสัญญาร่วมทุนกับ I-City Properties Sdn Bhd หรือไอซีพีบริษัทในเครือของ I-Berhad ยักษ์ใหญ่ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศมาเลเซีย พัฒนาศูนย์การค้าแห่งแรกของซีพีเอ็นในมาเลเซียรูปแบบ "รีจินัล มอลล์" มูลค่า 580 ล้านริงกิต หรือประมาณ 5,800 ล้านบาท ภายในโครงการไอ-ซิตี้้

ซีพีเอ็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกในกลุ่มจิราธิวัฒน์เลือกแหล่งเงินทุนในการขยายธุรกิจต่างประเทศด้วยการประกาศเพิ่มทุน 130,368,000 หุ้น เสนอขายนักลงทุนเป็นการเฉพาะเจาะจง กับอีกส่วนหนึ่งตัดขายหุ้นของกลุ่มจิราธิวัฒน์ที่ถืออยู่ในซีพีเอ็นออกมาเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด

ทาง ด้านบีเจซี แม้จะพลาดหวังในการเข้าประมูลซื้อค้าปลีกถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่ คาร์ฟูร์ ร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่ มาร์ท มาจนถึงแม็คโคร ทว่า ยังไม่ละทิ้งโอกาสในการเข้าซื้อกิจการค้าปลีก พร้อมทั้งวางเป้าซื้อกิจการบริษัทกระจายสินค้าในพม่า เวียดนามผลักดันบริษัทไปสู่ผู้นำการกระจายสินค้าในตลาดอาเซียน หลังจากก่อนหน้านี้บริษัทแห่งนี้เข้าซื้อกิจการในภูมิภาคนี้มาก่อนหลายแห่ง ทั้งธุรกิจอาหารในมาเลเซีย โรงงานผลิตขวดแก้วในประเทศเวียดนาม เป็นต้น

ภาคเอกชนเริ่มขยับขยายธุรกิจออกสู่ภูมิภาคนี้ไปควบคู่กับการเข้าซื้อกิจการในภูมิภาคอื่นอย่างอเมริกา สหภาพยุโรปมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านี้ ยืนยันได้จากตัวเลขข้อมูลการลงทุนโดยตรงของเอกชนและรัฐวิสาหกิจไทยไปต่างประเทศ (ทีดีไอ) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปี 2553 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนต่างประเทศรวม7 พันล้านเหรียญสหรัฐก่อนจะเพิ่มแบบก้าวกระโดดเป็นเกือบ 3 หมื่นล้านเหรียญด้วยสองดีลหลักที่กล่าวไปข้างต้นในช่วงปีก่อนหน้า

ภาพที่เกิดขึ้นในเวลานี้ มีวิถีต่างหนทางแย้งไปจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง ย้อนกลับไปเวลานั้นบริษัทไทยในกลุ่มหลักอย่างภาคการเงิน ถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งจากฝั่งยุโรปและเอเชียด้วยกันเองเข้าซื้อกิจการจนกลายสภาพเป็นกิจการของต่างชาติ

หรือที่เคยถือหุ้นอยู่ในกลุ่มค้าปลีก กรณีซีพีเคยถือหุ้นในแม็คโคร หรือเซ็นทรัลถือในคาร์ฟูร์ ก็ต้องตัดขายหุ้นออกมาเพื่อพาธุรกิจให้อยู่รอดต่อไปอย่างมั่นคง

นี่แสดงให้เห็นว่า หลังผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจภาคเอกชนไทย กลุ่มไทคูนโพ้นทะเลได้ปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก สะสมความมั่งคั่งและมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะนำเงินออกนอกประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงจากภาวะความสุ่มเสี่ยงในเรื่องเศรษฐกิจการเมืองในประเทศ

เอกชนไทยมองเออีซีคือ โอกาสเป็นตลาดที่มีศักยภาพกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีก

ส่วนค้าปลีกของกลุ่มผู้ประกอบการคนไทยอย่างเดอะมอลล์ หรือกลุ่มสยามพิวรรธน์ ผู้บริหารสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ เลือกที่จะสร้างความแข็งแกร่งด้วยการปรับศูนย์ให้ทันสมัย เพิ่มสาขาเพิ่มเติมเพื่อยึดฐานที่มั่นในประเทศ รับการเข้าสู่เออีซีด้วยเช่นกัน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1369027435&grpid=&catid=02&subcatid=0202
  • มติชนออนไลน์
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 22 reads

พาณิชย์มึนไข่ไก่ล้นตลาด พ่อค้าจ่อปรับขึ้นอีก10สต.

Submitted by info on Sat, 18/05/2013 - 00:00

พาณิชย์มึน หลังเดือน มิ.ย.ไข่ไก่ล้นตลาด - ราคาตกจ่อทะลุ 40 ล้านฟองต่อวัน เล็งชงมาตรการแก้ไขให้เอ้กบอร์ดพิจารณา พร้อมเมินรับจำนำไข่ อ้างไข่ไก่เน่าเสียง่าย ยันราคาขายปลีกเหมาะสม ด้านผู้เลี้ยงไข่ขอขึ้นอีก 10 สต.สัปดาห์หน้า

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับผู้เลี้ยงไก่ไข่ว่า ที่ประชุมได้หารือเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ไข่ไก่ล้นตลาดที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิ.ย.56 หลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเมินว่า เดือนหน้าจะมีแม่ไก่ยืนกรงที่กำลังเติบโตเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น ประกอบกับเข้าสู่ฤดูฝนอากาศเย็นลงทำให้แม่ไก่ฟักไข่ได้มาก ส่งผลให้ผลผลิตไข่ไก่จะออกสู่ตลาดเพิ่มจากวันละ 36-37 ล้านฟอง เป็น 40-41 ล้านฟอง หรือสูงเกินความต้องการบริโภคถึงวันละ 4 ล้านฟอง

“ปกติการบริโภคไข่ไก่จะใช้อยู่ประมาณวันละ 36-37 ล้านฟอง ซึ่งถือเป็นปริมาณที่พอดีกับยอดการผลิตในขณะนี้ แต่อนาคตเมื่อไข่ไก่จะออกสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้ต้องคุยกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อหาทางรับมือ ไม่เช่นนั้นหากไข่ไก่ออกมามาก ราคาก็ตกลง และเกษตรกรจะเดือดร้อน ซึ่งการแก้ปัญหาจะมีหลายแนวทาง เช่น ส่งเสริมการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ หรือลดจำนวนแม่ไก่ยืนกรงลง แต่มาตรการแก้ไขทั้งหมดจะต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง”

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าวว่า กรณีชมรมผู้เลี้ยงไก่ไข่เสนอให้รัฐบาลเปิดโครงการรับจำนำไข่ไก่ เพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำในอนาคตคงทำได้ยาก เพราะไข่ไก่เน่าเสียง่าย อีกทั้งการจัดเก็บยังมีต้นทุนสูง แต่ราคาปัจจุบันนี้ถือเป็นราคาที่เกษตรกรคุ้มทุน โดยราคาหน้าฟาร์มอยู่ที่ฟองละ 3.10 บาท สูงกว่าต้นทุนฟองละ 2.60-2.70 บาท

นายชัยพร สีถัน ประธานชมรมผู้เลี้ยงไก่รายย่อยภาคกลาง กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะขึ้นราคาไข่คละหน้าฟาร์มอีก 10 สตางค์ จากฟองละ 3.10 บาท เป็น 3.20 บาท เนื่องจากราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมทั้งยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมการค้าภายใน เพื่อชี้แจงต้นทุนราคาไข่ไก่ที่สูงขึ้นว่าสะท้อนกับต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากที่ผ่านมาผู้เลี้ยงไก่ไข่ขาดทุนสะสมมาตลอด โดยเฉพาะช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ราคาไข่ไก่ตกต่ำ เท่ากับว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงยังขาดทุนอยู่

http://www.thaipost.net/news/180513/73703
  • ไทยโพสต์
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 8 reads

จ๊ากสัปดาห์หน้าไข่ไก่ขึ้นราคาอีก10สตางค์/ฟอง

Submitted by info on Sat, 18/05/2013 - 00:00

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายในเปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไข่ไก่ เพื่อติดตามสถานการณ์ปริมาณและราคาไข่ไก่ในปัจจุบันว่า ราคาไข่ไก่ที่ปรับตัวสูงขึ้นขณะนี้เพราะสภาพอากาศที่ร้อนอย่างผิดปกติทำให้แม่ไก่ออกไข่มาน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มปรับตัวขึ้นมาเป็น 3.10 บาทต่อฟอง ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 2.60 บาท/ฟอง ส่วนผลผลิตขณะนี้ออกมาที่ 36-37 ล้านฟอง/วัน เหมาะสมกับปริมาณการบริโภคต่อวัน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ในช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ค.นี้จะมี ฝนตกชุกขึ้น อากาศเริ่มเย็นลงจะทำให้มีไข่ไก่ออกมาสู่ตลาดมากขึ้นจนล้นตลาด ซึ่งอาจเกินความต้องการของผู้บริโภคถึง 3-4 ล้านฟอง/วันซึ่งยอมรับว่าน่าเป็นห่วง เพราะภาครัฐต้องเตรียมการแก้ไขปัญหาราคาไข่ตกต่ำให้กับเกษตรกร

"ยืนยันว่าจะไม่มีการทำให้ราคาไข่ไก่ลดลง เพราะถือว่าขณะนี้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ที่ผ่านมาเกษตรกรขาดทุน 7-8 เดือน เพิ่งได้กำไรเล็กน้อยไม่กี่เดือน ส่วนการแก้ไขปัญหาระยาวเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) ต้องเข้าไปกำหนดนโยบายที่เหมาะสมต่อไป" น.ส.วิบูลย์ลักษณ์กล่าว

นายชัยพร สีถัน ประธานชมรมผู้เลี้ยงไก่รายย่อยภาคกลางกล่าวว่า แม้ว่าราคาไข่คละหน้าฟาร์มขณะนี้จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังขาดทุนอยู่ 3 สตางค์/ฟอง ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะมีการปรับราคาไข่คละหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้นอีก 10 สตางค์ จากปัจจุบันฟองละ 3.10 บาท เป็น 3.20 บาท เนื่องจากราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น สภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้ปริมาณไข่ไก่ลดลงและความต้องการที่เพิ่มขึ้น

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNekU0TURVMU5nPT0=&sectionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBeE15MHdOUzB4T0E9PQ==
  • ข่าวสด
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 9 reads

‘ศรแดง’รับลูกนโยบายรัฐ ดันไทยขึ้นHUPเมล็ดพันธุ์เออีซี

Submitted by info on Fri, 17/05/2013 - 11:16

นายสาวิตร แสงจันทร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ตรา “ศรแดง” เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ โดยปี 2554 ประเทศไทยส่งออกเมล็ดพันธุ์ได้ถึง 25,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงกำหนดเป้าหมายเพิ่มการส่งออกเมล็ดพันธุ์ให้ได้มูลค่า 8,000 ล้านบาทภายในปี 2558 ดังนั้น ในโอกาสครบรอบ 30 ปีของบริษัทฯ จึงกำหนดทิศทางให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ เพื่อร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง(HUP)การผลิตเมล็ดพันธุ์ของ AEC

ซึ่งในปี 2555 ที่ผ่านมาบริษัท มียอดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์คิดเป็นปริมาณกว่า 1,800 ตัน หรือประมาณ 700 ล้านบาท แบ่งเป็น จำหน่ายในประเทศร้อยละ 46 ส่งออกร้อยละ 54

“ความท้าทายของเกษตรกรอยู่ที่ปัญหาพื้นที่การผลิตที่ลดน้อยลง สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และการระบาดของโรคและแมลง ขาดความรู้ในการเพาะปลูก ซึ่งบริษัทฯแก้ปัญหาดังกล่าวโดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่ต้านทานโรคและแมลง เพาะปลูกง่าย เก็บเกี่ยวได้เร็ว ให้ผลผลิตสูง มีพนักงานถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร อีกทั้ง มีศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ ห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืชของเอกชน รายแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสมาคมทดสอบเมล็ดพันธุ์นานาชาติ (International Seed Testing Association: ISTA) รวมทั้งความพร้อมทางด้านการผลิตจากแหล่งผลิตทั่วประเทศ” นายสาวิตร กล่าว

ด้าน มร.โยส เพเคลฮาริ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด กล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีโอกาสทางการตลาดอีกมากในเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ และการบริโภคพืชผัก ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ไทยติดอยู่ใน 15 อันดับสูงสุดของผู้ส่งออกอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี การส่งออกพืชผักแปรรูปในปี 2013 จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีก 1,560 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เติบโตขึ้นจากปีที่แล้วประมาณร้อยละ 10 โดยตลาดใหญ่ได้แก่ จีน ฮ่องกง เวียดนาม ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบัน เมล็ดพันธุ์ของบริษัทฯ ได้รับความเชื่อมั่นจากเกษตรกรกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก มีสถานีวิจัยและพัฒนา 12 แห่งใน 7 ประเทศ และมีพนักงานกว่า 3,000 คน พนักงานของบริษัทอยู่และทำงานในประเทศต่าง ๆ ที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ

http://www.naewna.com/local/52000
  • แนวหน้า
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 18 reads

จับตาโอกาสของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ไทยในตลาดอาเซียน…รุกรับอย่างไรดี?

Submitted by info on Wed, 15/05/2013 - 15:56

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ออกบทวิเคราะห์ จับตาโอกาสของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ไทยในตลาดอาเซียน…รุกรับอย่างไรดี? ระบุว่า

อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์พืชของไทยยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งศักยภาพในการก้าวไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์” (Seed hub center) ทั้งในแง่การเป็นฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์เขตร้อนของอาเซียน หรือแม้แต่การรับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ให้กับต่างชาติ แต่สิ่งที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัว คือ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้อต่อการลงทุนและการพัฒนาธุรกิจเมล็ดพันธุ์ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชให้มีคุณภาพสูงและทนทานต่อสภาพอากาศต่างๆ ได้ดีขึ้น เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดอาเซียนและตลาดโลก

“อาเซียน” คือ ตลาดส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชอันดับหนึ่งของไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกราว 70% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด ประเทศไทยนับได้ว่าเป็นแหล่งผลิต "เมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อน" ที่มีศักยภาพสูงของภูมิภาคอาเซียน ทั้งจากความได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้งของประเทศ ความอุดมสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่มีความเหมาะสมสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชที่มีคุณภาพหลากหลายชนิด ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและความพร้อมในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิต รวมไปถึงทักษะความชำนาญด้านการผลิตของเกษตรกรไทย โดยในปี 2012 ไทยส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชไปยังตลาดอาเซียนปริมาณรวม 12,937 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของปริมาณการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชทั้งหมดในปีที่ผ่านมา โดยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกเมล็ดพันธุ์ผักและเมล็ดพันธุ์พืชไร่ อาทิ ข้าวโพด มะเขือเทศ แตงโม พริก แตงกวา โดยมีเวียดนาม อินโดนีเซีย และกัมพูชา เป็นตลาดส่งออกหลัก

ขณะที่ความต้องการเมล็ดพันธุ์ในกลุ่มอาเซียนยังคงมีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่อง สะท้อนได้จากมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์ของไทยไปยังตลาดอาเซียนที่ขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจาก 1,340 ล้านบาทในปี 2008 มาเป็น 1,756 ล้านบาทในปีที่แล้ว หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 7% โดยพบว่าไทยมีส่วนแบ่งตลาดเมล็ดพันธุ์ในอาเซียนมากเป็นอันดับ 8 ของโลก รองจากสหรัฐฯ อินเดีย บราซิล จีน อาร์เจนตินา แคนาดา และอินโดนีเซีย ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากความสามารถของไทยในการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อนที่มีคุณภาพดีและได้รับมาตรฐานสากล รวมทั้งยังมีการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยทำให้เกิดความสม่ำเสมอของการงอกของเมล็ดพันธุ์อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและความมั่นคงด้านอาหาร (Food security) ซึ่งถือเป็นนโยบายที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ของภูมิภาคนี้ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในกลุ่มอาเซียนที่คาดว่าจะพุ่งไปอยู่ที่ 650 ล้านคน ภายในปี 2050 ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ความต้องการเมล็ดพันธุ์พืชจากไทยซึ่งถือเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย รวมทั้งยังช่วยหนุนบทบาทของไทยในการมุ่งไปสู่การเป็น Seed hub center ของภูมิภาคในอนาคตอีกด้วย

แต่อุปสรรคสำคัญของไทยในการก้าวไปสู่การเป็น Seed hub center คือ ข้อกฎหมายและกฎระเบียบด้านพันธุ์พืชบางประการที่ยังคงล้าสมัย และปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งไม่เอื้อต่อการลงทุนและการพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งจากชาติอื่นๆ ในอาเซียนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเกิดขึ้นของ AEC อย่างเป็นทางการในปี 2015 เนื่องจากปัจจุบันสมาชิกอาเซียนเกือบทุกประเทศได้มีการปรับปรุงข้อกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ให้มีความทันสมัยและเอื้อต่อการค้าการลงทุนด้านธุรกิจเมล็ดพันธุ์ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนในประเทศนั้นๆ นำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์พืชจากต่างประเทศได้อย่างเสรีเพื่อนำมาปรับปรุงพันธุ์ใหม่ให้ได้ผลผลิตสูงและต้นทุนต่ำสำหรับป้อนตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่กฎหมายของไทยระบุว่า ภายหลังการวิจัยและทดสอบเสร็จเรียบร้อยจะต้องทำลายทิ้งพันธุ์พืชที่นำเข้ามาโดยไม่อนุญาตให้ขยายผลไปสู่การวิจัยเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาคเอกชนขาดแรงจูงใจในการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ใหม่ และหันไปลงทุนในประเทศอื่นที่อนุญาตให้นำผลการวิจัยไปต่อยอดสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ นอกจากนี้ ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และการลักลอบผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ในไทย ก็เป็นอีกจุดบอดที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้ประกอบการในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงเมล็ดพันธุ์อีกประการหนึ่งด้วย

รวมทั้งความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate change) แม้ว่าวิกฤติปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะนับเป็นโอกาสสำหรับไทยในฐานะแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อน และทำให้นานาชาติหันมาสนใจสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์พืชที่ทนร้อนมากขึ้นก็ตาม แต่ในทางกลับกัน ปัจจัยดังกล่าวก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช รวมทั้งคุณภาพและผลผลิตที่ได้ เพราะเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นจะทำให้ผลผลิตพืชลดลง เนื่องจากพืชจำเป็นต้องใช้อาหารที่สร้างได้ไปสำหรับการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น โดยเฉพาะพืชที่มีถิ่นกำเนิดจากเขตหนาว เช่น กะหล่ำปลี และผักกาดขาว เป็นต้น หรือแม้แต่แนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจเมล็ดพันธุ์จากคู่แข่งสำคัญอย่างจีน ซึ่งปัจจุบันพบว่า จีนได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ที่รุดหน้าและมีการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงและทนต่อภาวะโลกร้อนได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งยังหันมาสร้างแบรนด์เป็นของตนเองมากขึ้นอีกด้วย

Implication

ไทยควรใช้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของ AEC โดยใช้ประเทศในอาเซียนที่มีต้นทุนถูกกว่าเป็นฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อนำกลับมาใช้ในไทยหรือเพื่อส่งออกไปจำหน่ายต่อในตลาดต่างประเทศ โดยพบว่าปัจจุบันบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์รายใหญ่ๆ ในไทยหลายรายกำลังให้ความสนใจในการเข้าไปลงทุนด้านธุรกิจเมล็ดพันธุ์ในประเทศอื่นๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และพม่า เนื่องจากประเทศเหล่านี้อนุญาตให้นำพ่อแม่พันธุ์พืชจากต่างประเทศเข้าไปปรับปรุงพันธุ์ และต่อยอดการวิจัยในเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งยังคงเป็นข้อจำกัดสำหรับไทยในปัจจุบัน

ขณะที่ภาครัฐและเอกชนควรร่วมกันกำหนดแผนยุทธศาสตร์เมล็ดพันธุ์ที่ชัดเจนเพื่อเตรียมความพร้อมในการผลักดันให้ไทยเป็น Seed hub center ของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และพระราชบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ให้มีความทันสมัย เอื้อต่อการลงทุน การเร่งออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์พืช รวมทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property) ของนักปรับปรุงสายพันธุ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนการผลิตเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทย รวมไปถึงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์อย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ให้ได้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรคและแมลง และตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการสร้างแบรนด์และเครื่องหมายการค้า (Trademark) เป็นของตนเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดและมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเมล็ดพันธุ์แล้ว ยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกและยกระดับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย รวมทั้งสนับสนุนบทบาทของไทยในการเป็น Seed hub center ของภูมิภาคอีกด้วย

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=182961:2013-05-15-06-16-30&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524
  • ฐานเศรษฐกิจ
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 25 reads

ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินมอนซานโตชนะคดีห้ามนำเมล็ดที่มีสิทธิบัตรปลูกซ้ำ

Submitted by info on Wed, 15/05/2013 - 13:14

ศาลสูงของสหรัฐฯ มีมติเอกฉันท์ให้มอนซานโตชนะคดีฟ้องเกษตรรายย่อยในรัฐอินเดียน่าข้อหานำเมล็ดพันธุ์มีสิทธิบัตรไปปลูกซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ศูนย์ความปลอดภัยทางอาหารชี้การยึดถือสิทธิบัตรเป็นการทำลายเกษตรรายย่อย

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2013 ศาลสูงของสหรัฐฯ ตัดสินว่าชาวนาในสหรัฐฯ ผู้ซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มีการจดสิทธิบัตรโดยบรรษัทมอนซานโตไม่สามารถนำเมล็ดพันธุ์มาใช้เพาะปลูกได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิบัตร

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีความขัดแย้งระหว่างชาวนาในรัฐอินเดียนากับบรรษัทเกษตรอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อย่างมอนซานโต ต่อเรื่องการใช้เมล็ดพันธุ์ที่จดสิทธิบัตร โดยเวอร์นอน โบว์แมน ชาวนาในสหรัฐฯ ถูกฟ้องร้องโดยมอนซานโตในข้อหาละเมิดสิทธิบัตร โดยที่โบว์แมนได้ซื้อเมล็ดถั่วเหลืองผสมจากโรงเก็บในท้องถิ่นแต่ว่าในเมล็ดเหล่านั้นมีเมล็ดที่มอนซานโตจดสิทธิบัตรอยู่ด้วย

หลังจากนั้นโบว์แมนนำจึงนำเมล็ดไปเพาะปลูกและพ่นสารกำจัดศัตรูพืชโดยที่มีเมล็ดพันธุ์ "ราวด์อัพเรดี" ของมอนซานโตซึ่งมีฤทธิ์ทนทานต่อยารวมอยู่ด้วย โบว์แมนให้เหตุผลว่าที่เขาทำเช่นนั้นเพราะต้องการให้เมล็ดพันธุ์ของเขาทนต่อยากำจัดศัตรูพืช ซึ่งมอนซานโตกล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิบัตร

อย่างไรก็ตามมีข้อถกเถียงตามหลักการข้อสิ้นสุดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา (Patent exhaustion) ที่กล่าวไว้ว่าหลังจากวัตถุที่ถูกจดสิทธิบัตรถูกจำหน่ายออกไปแล้ว ผู้ซื้อมีสิทธิในการขายต่อหรือนำมาใช้ตามแต่ที่เขาเห็นสมควร

แต่รายงานความคิดเห็นของศาลกล่าวว่ากรณีข้อสิ้นสุดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาถูกนำมาใช้อย่างเจาะจงแต่เฉพาะตัวสินค้าที่ถูกซื้อไปเท่านั้น ในที่นี่คือตัวเมล็ดพันธุ์ที่ถูกซื้อมา หมายความว่ายังคงมีการห้ามไม่ให้นำ 'สิ่งผลิตซ้ำ' จากสินค้ามาสร้างใหม่ มาใช้ หรือนำไปขายต่อ

ศาลกล่าวว่าแม้ว่าทางมอนซานโตจะไม่มีสิทธิในการแทรกแซงการใช้เมล็ดพันธู์ราวด์อัพเรดี แต่หลักการข้อสิ้นสุดทรัพย์สินทางปัญญาก็ไม่ได้อนุญาติให้โบว์แมนนำเมล็ดพันธุ์ไปผลิตซ้ำโดยปราศจากคำยินยอมจากมอนซานโต วิ่งที่โบว์แมนทำได้คือการนำเมล็ดพันธุ์มาบริโภคเองหรือนำไปเลี้ยงสัตว์ของเขาเท่านั้น

โดยก่อนหน้านี้ในศาลชั้นต้นมอนซานโตได้ฟ้องศาลและชนะคดีโดยการให้มอนซานโตเสียหาย 84,456 ดอลลาร์ (ราว 2,500,000 บาท) จนกระทั่งมีการยื่นเรื่องให้ศาลสูงพิจารณาคดีอีกครั้ง

แม้ว่าผู้บริหารของมอนซานโตจะให้เหตุผลว่าการปกป้องสิทธิบัตรดังกล่าวเป็นเรื่องที่ควรกระทำเพราะเทคโนโลยีชีวภาพของพวกเขาจะช่วยหล่อเลี้ยงความต้องการอาหารของโลก แต่ศูนย์เพื่อความปลอดภัยทางอาหาร (Center for Food Safty) ไม่เห็นด้วย โดยที่ แอนดรูว์ คิมเบรลล์ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวว่าศาลตัดสินปกป้องมอนซานโตแทนที่จะปกป้องชาวนาเป็นเรื่องขัดกับหลักตรรกะและวิทยาศาสตร์เกษตร เพราะว่าการผลิตซ้ำเมล็ดพันธุ์เป็นสิ่งที่ธรรมชาติกระทำ ไม่ใช่ชาวนา

ทางด้าน บิลล์ ฟรีส นักวิเคราะห์นโยบายวิทยาศาสตร์ของศูนย์เพื่อความปลอดภัยทางอาหารกล่าวว่าการจดสิทธิบัตรเป็นการให้อำนาจกับบรรษัทอย่างมากและเป็นการสร้างความเสียหายต่อชาวนา และการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ด้วยวิธีของโบว์แมนเป็นสิ่งที่ช่วยลดภาระด้านราคาเมล็ดพันธุ์ชีวเทคโนโลยีที่ถีบราคาสูงขึ้นอย่างมาก โดยมอนซานโตมีการวางเงื่อนไขให้ชาวนาที่ซื้อเมล็ดเซนต์สัญญาไม่เก็บกักเมล็ดพันธุ์ทำให้พวกเขาต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี

ศูนย์เพื่อความปลอดภัยทางอาหารได้เก็บข้อมูลการฟ้องร้องคดีโดยมอนซานโต ซึ่งระบุว่ามอนซานโตได้ฟ้องร้องคดีละเมิดสิทธิบัตรมาแล้ว 140 คดี มีผู้เกี่ยวข้องเป็นชาวนา 410 ราย ธุรกิจฟาร์มขนาดเล็ก 56 แห่ง และสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้เป็นเงินรวมทั้งหมดราว 23.67 ล้านดอลลาร์ (ราว 702 ล้านบาท)

โบว์แมนบอกว่าเขายอมรับเงื่อนไขของมอนซานโตและซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี เมล็ดพันธุ์เทคโนโลยีดังกล่าวมีเกษตรกรในสหรัฐฯ นำมาใช้ร้อยละ 90 เนื่องจากมียีนส์ทนต่อยากำจัดศัตรูพืช แต่โบว์แมนก็นำเมล็ดพันธุ์มาเพาะปลูกซ้ำครั้งที่สองในช่วงฤดูเพาะปลูกหลังเก็บเกี่ยวข้าวสาลี เพราะเมล็ดพันธุ์ช่วงปลายปีมักจะปลูกขึ้นยากและเขาไม่ต้องการซื้อเมล็ดพันธุ์ราคาสูงที่มีสิทธิบัตร

เรียบเรียงจาก

US Supreme Court Rules In Favour Of Monsanto In Patent Exhaustion Case, IP-Watch, 13-05-2013

High court backs Monsanto patent in seed case, Boston Globe, 14-05-2013

Supreme Court sides with Monsanto in major patent case, USA Today, 13-05-2013

Farmer’s Supreme Court Challenge Puts Monsanto Patents at Risk, New York Times, 15-02-2013

http://www.prachatai.com/journal/2013/05/46732
  • ประชาไทออนไลน์
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 9 reads

ซีพีเอฟกำไรลด91% ผลพวงโรคระบาดกุ้ง

Submitted by info on Tue, 14/05/2013 - 13:34

ซีพีเอฟไตรมาสแรกกำไรสุทธิร่วง 91% เหตุรับผลกระทบจากโรคระบาดในกุ้ง มั่นใจดันรายได้เติบโตตามเป้า 15%

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ หนึ่งในผู้นำในการผลิตและส่งออกเนื้อสัตว์อาหารแปรรูปรายใหญ่ในภูมิภาคเอเซีย รายงานว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมบริษัทช่วงไตรมาส 1 ปี 2556 มีกำไรสุทธิ 1,026 ล้านบาท ลดลง 91.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 12,113 ล้านบาท

ผลประกอบการที่ลดลงดังกล่าวเป็น เป็นผลจากการรับรู้การเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุนโดยการเข้าซื้อหุ้นในบริษัท ซี.พี.โภคภัณฑ์ (CPP) เมื่อเดือนมกราคม 2556 จำนวน 8,673 ล้านบาท อย่างไรก็ตามรายการดังกล่าว เป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทาง การเงิน และเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในไตรมาส 1 ปี 2555

ดังนั้นกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในไตรมาส 1/55 จะอยู่ที่ 3,439 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/56 นี้ิ กับกำไรจำนวน ดังกล่าว จะลดลง 70.2% โดยการลดลงมีสาเหตุหลักมาจากอุตสาหกรรมกุ้งโดยรวม ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค Early Mortality Syndrome (EMS) ที่ส่งผลให้ยอดขายของธุรกิจสัตว์นําของบริษัท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

"แนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว ภาครัฐและบริษัทฯได้ทำการวิจัยและหาแนวทางในการบริหารจัดการปัญหาโรค EMS นี้มาโดยตลอด โดยปัจจุบันการวิจัยอยู่ระหว่างการทดลองซึ่งต้องรอผลอีกประมาณ 1-2 เดือน หากผลการทดลองนี้มีผลในทางที่ดี เชื่อว่าเกษตรกรจะกลับมาเลี้ยงกุ้งได้ตามปกติ"

สำหรับภาวะผลผลิตเนื้อสัตว์ล้นตลาดในปีที่แล้วนั้น สถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นจากการที่ราคาไก่เนื้อและสุกรในประเทศไทยเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ แต่ต้นทุนยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับเดียวกันของปีก่อน บริษัทคาดว่าราคาวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะปรับตัวอ่อนลงกว่าในครึ่งปีแรก และเชื่อว่าผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังนี้จะกลับมาเติบโตอย่างปกติ โดยบริษัทมั่นใจว่า จะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 15 %

http://bit.ly/14j47rK
  • กรุงเทพธุรกิจ
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 20 reads
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content