Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

ประชาชาติธุรกิจ

รัฐบาลเชิญชวนนักธุรกิจชาวเยอรมันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

Submitted by info on Wed, 27/03/2013 - 20:03

ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันและกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ "European Investments in Thailand and the Kingdom′s Future Strategies towards AEC 2015” ของหอการค้าไทย-เยอรมัน ในโอกาสประชุมใหญ่สามัญประจำปี “GTCC Annual Ordinary General Meeting” โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณหอการค้าไทย-เยอรมันที่มีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และร่วมยืนหยัดคู่ประเทศไทยมาตลอด ทั้งนี้ ความสำเร็จของการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยจากปัญหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องของนักธุรกิจและสินค้าที่มีคุณภาพจากเยอรมนี

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเยอรมนีว่า มีความแนบแน่นและมีพื้นฐานความสัมพันธ์การค้าการลงทุนระหว่างกันมายาวนาน ธุรกิจเยอรมนีได้นำเทคโนโลยีและการลงทุนมาสู่ประเทศไทยในหลายสาขา อาทิ การธนาคาร โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงธุรกิจที่เยอรมนีมีความเชี่ยวชาญที่สำคัญทั้งสองประเทศจะต้องส่งเสริมผลประโยชน์และผลักดันกระบวนการทางด้านประชาธิปไตยร่วมกัน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพทางการเมือง มีนโยบายสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งปัจจัยด้านการส่งเสริมการลงทุนของไทยที่ผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตกว่าที่คาดไว้ในปีก่อนที่ร้อยละ 6.4 โดยในปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพิ่มจากเดิมอีก เพื่อให้ประเทศมีการเติบโตอย่างยั่งยืน มั่นคง และทั่วถึง รวมทั้งยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ไทยมีแผนการลงทุนของประเทศในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจาก10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังขาดการลงทุนในโครงการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ รัฐบาลจึงได้ลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะสร้างโอกาสและรายได้ใหม่ๆจากการค้าชายแดนที่เพิ่มขึ้น อันจะเป็นการยืนยันถึงความเป็นศูนย์กลางการขนส่ง และเป็นประตูสู่อาเซียนของไทย โดยจะมีการออกร่างพระราชบัญญัติ และนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา โดยรัฐบาลขอเชิญชวนให้นักลงทุนชาวเยอรมันเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของไทย นอกจากนี้ รัฐบาลได้ลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำจำนวน 9,000 ล้านยูโร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและสร้างความปลอดภัยในภูมิภาค และแก่นักลงทุนจากปัญหาอุทกภัย รัฐบาลจะสามารถดำเนินโครงการได้ก่อนสิ้นปี

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1364387443&grpid=03&catid=19&subcatid=1900
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 29 reads

เปิดเค้ก 2 ล้านล้าน "คมนาคม" ใต้ปีก "เพื่อไทย"

Submitted by info on Mon, 25/03/2013 - 00:00

อลหม่านอยู่พักใหญ่ โปรเจ็กต์ที่ "คมนาคม" สแกนลงไปในแผนลงทุน 2 ล้านล้านบาทตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเพื่อไทย

ในที่สุดสัดส่วนการลงทุนได้ข้อสรุปชัดเจนเช้าตรู่ 18 มีนาคม 2556 ก่อนที่ "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ส่งต่อให้ "ครม.ปู 3" อนุมัติก่อนจะไปร่อนตะแกรงต่อที่ "รัฐสภา"

เหตุผลเพราะร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท มีมาตรฐานเดียวกับการจัดทำงบประมาณประจำปี ทำให้ชื่อและรายละเอียดโครงการต้องชัดเจน ทั้งที่มาที่ไป ผลพลอยได้ที่จะตาม

โดย "ระบบราง" กวาดไปเกือบเกลี้ยง 82.94% หรือกว่า 1.658 ล้านล้านบาท (ดูตาราง) มี "ร.ฟ.ท.-การรถไฟแห่งประเทศไทย" กว่า 1.272 ล้านล้านบาท หรือ 63.63% กับ "รฟม.-การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย" อยู่ที่ 3.86 แสนล้านบาท หรือ 19.31%

ว่ากันว่า...กว่าจะลงล็อก ก็ต้องสลับโยกโครงการแถมลดกระหน่ำ เพื่อไม่ให้ชื่อโครงการตกขบวนเงินกู้ก้อนนี้ เห็นชัด ๆ ก็มีโครงการของ "ทล.-กรมทางหลวง" ที่รอบสุดท้ายไม่ถูกตัดงบฯอยู่ที่กว่า 2.4 แสนล้านบาท แถมยังได้เงินก่อสร้างมอเตอร์เวย์สาย "บางปะอิน-นครราชสีมา" เต็มทั้งโครงการ เมื่อบิ๊กทางหลวงยอมลดราคาแบบชั่วข้ามคืนทันทีที่มีผู้ใหญ่ต่อสายตรงมา

ขณะที่ "ทช.-กรมทางหลวงชนบท" ได้แต่มองตามปริบ ๆ เพราะงานนี้เปรียบเสมือนเป็นลูกเมียน้อย งบฯที่ขอมา 4-5 หมื่นล้านบาท ท้ายที่สุดถูกหั่นเหลือประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท

ทุกอย่างฉลุย...รอฝ่าด่านเดียว รอสมาชิกในรัฐสภาจะกดไลก์ให้สักกี่คนกับ พ.ร.บ.เงินกู้ฉบับนี้

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1364187004&grpid=09&catid=07&subcatid=0703
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 28 reads

ผลสอบขายข้าว G to G

Submitted by info on Sun, 24/03/2013 - 19:01

นาง วัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลการตรวจสอบของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความโปร่งใสให้ สาธารณชนรับทราบเกี่ยวกับการทุจริตการระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล เปรียบเทียบย้อนหลัง 3 ปี พร้อมกับการตรวจสอบสถานะของบริษัท GSSG ตามข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งที่ผ่านมานี้ว่า จากการสอบปากคำ

ผู้ เกี่ยวข้องในการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลย้อนหลัง 3 ปี พบว่า 1) ขั้นตอนการระบายข้าวของรัฐบาลชุดนี้ หลักใหญ่ไม่ได้ต่างไปจากเดิม กล่าวคือ มีการพิจารณาผ่านคณะทำงานระบายข้าวเสนอต่อคณะอนุกรรมการระบายข้าว นำสรุปผลการเจรจาต่อรองให้ รมต.พาณิชย์ ต่างกันตรงที่ว่าการทำสัญญาจากเดิมทำกับองค์การคลังสินค้า (อคส.)-องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) แต่เนื่องจากรัฐบาลใช้วิธีระบายข้าวแบบ G to G จึงต้องทำสัญญาขายข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ

2) การตรวจสอบสถานะผู้ซื้อข้าว G to G ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน คือ บริษัท GSSG พบว่าเป็นหน่วยงานของรัฐบาลจีนจริง แต่บริษัทได้มอบอำนาจให้กับนายรัฐนิธ โสจิรกุล กับนายสมคิด เอื้อนสุภา กระทำการแทน ส่วนการเปิดเผยหนังสือมอบฉันทะ-สัญญาชื้อขายข้าว-ปริมาณ-การส่งมอบ ไม่สามารถเปิดเผยได้ ยังคงเป็นความลับเหมือนเดิม

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1364057702&grpid=03&catid=19&subcatid=1900
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 35 reads

"บาทแข็ง"เขย่าธุรกิจส่งออก กำไรไตรมาส 2 ลดแน่ มูลค่าตลาดส่งออกลดลงเฉลี่ย 5%

Submitted by info on Sun, 24/03/2013 - 17:24

"บาทแข็ง" เขย่าขวัญผู้ส่งออก โบรกเกอร์ชี้รับผลกระทบเต็ม ๆ กำไรไตรมาส 2 ลดแน่ ขณะที่มูลค่าตลาดรวมด้านส่งออกลดลงเฉลี่ย 5% แบงก์ชี้ปิดรับความเสี่ยงค่าเงิน ต้องรอจังหวะ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดปลายปีหลุดไปที่ระดับ 28.50 บาทต่อดอลลาร์ส่งออกไทยรอลุ้น บาทอ่อน

จากที่กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว ทดสอบระดับ 29.10 บาทต่อดอลลาร์ (20 มีนาคม 2556) ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ 16 ปี ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น 5% จากระดับปลายปี 2555 และเป็นการแข็งค่าที่ฉีกตัวทิ้งห่างทุกสกุลเงินในเอเชีย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ค่าบาทมีโอกาสจะไปอยู่ที่ระดับทดสอบ 29 บาท/ดอลลาร์ในกลางปี และจะหลุดไปที่ระดับ 28.50 บาท/ดอลลาร์ ในปลายปี 2556

นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจตลาดเงิน ธนาคารทหารไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งอย่างรุนแรง พบว่าปริมาณผู้ส่งออกที่ให้ความสนใจทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ด) ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่ผู้ส่งออกเลือกรอจังหวะที่ค่าเงินบาทจะเด้งกลับมาอ่อนค่าลงก่อน เพราะมองว่าสถานการณ์ตอนนี้บาทแข็งค่าเร็วมากเกินไป น่าจะมีจังหวะให้สถานการณ์คลายตัวลงแล้วค่อยล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า

"ยอมรับว่าสถานการณ์นี้ค่อนข้างคาดการณ์ได้ยาก เพราะเงินไหลเข้าทั้งภูมิภาค แม้ว่าค่าเงินในประเทศอื่น ๆ จะยังไม่แข็งค่าเท่าเงินบาทก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทคงไม่ได้น่าตกใจ เพราะแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี ได้รับการปรับเพิ่มเรตติ้งประเทศ บวกกับเงื่อนไขของประเทศไทยถือว่าค่อนข้างเปิดกว้างสำหรับเงินเข้ามาลงทุนมากกว่าประเทศอื่น ๆ ฉะนั้นในทำนองเดียวกัน ผู้ส่งออกเองก็ต้องพยายามปรับตัวเหมือนกัน" นายศรัณย์กล่าว

เช่นเดียวกับนายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านบริหารการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ผู้ส่งออกรายใหญ่จะทำสัญญาฟอร์เวิร์ดกันมากกว่า 50% ของปริมาณธุรกรรมอยู่แล้ว ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอียังไม่ค่อยตื่นตัวเรื่องการทำฟอร์เวิร์ดมากนัก เพราะเห็นว่าเป็นการล็อกรายได้ไปล่วงหน้า เสี่ยงที่จะเสียโอกาสถ้าค่าเงินบาทพลิกกลับเป็นอ่อนค่าลงแล้วจะทำให้ธุรกิจมีกำไรมากกว่า

ขณะที่นายวศิน ไสยวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า จังหวะนี้ถือว่าเงินบาทแข็งค่าเร็วมาก และมองว่าอาจมีบางจังหวะที่จะอ่อนค่าลงได้เล็กน้อย หากค่าเงินบาทอ่อนลงมาแตะ 29.30/40 บาท/ดอลลาร์ ก็น่าจะเห็นผู้ส่งออกเลือกขายดอลลาร์ล่วงหน้าเพิ่มขึ้น เพราะเงินบาทที่แข็งค่ามาถึงระดับนี้แล้ว แนวโน้มที่จะอ่อนค่ากลับขึ้นไปเกิน 29.50 บาท/ดอลลาร์ได้อีกครั้งก็คงเป็นไปได้ยาก

กระทบกำไร บจ.Q2 เต็ม ๆ

ด้านนายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 1 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีรายได้หลักจากการส่งออกจะยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากออร์เดอร์ต่าง ๆ เป็นการสั่งซื้อไว้ล่วงหน้าแล้ว และ บจ.ส่วนใหญ่มีการทำประกันความเสี่ยงไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะเห็นผลกระทบในช่วงไตรมาส 2 ชัดเจนขึ้น เพราะเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการต้องตัดสินใจว่าจะบริหารจัดการต่อคำสั่งซื้อรอบใหม่ เนื่องจากต้นทุนการทำประกันความเสี่ยงค่าเงินจะปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางความผันผวนของค่าเงิน ดังนั้นจึงประเมินว่าบาง บจ.อาจจะใช้วิธีชะลอธุรกรรมคำสั่งซื้อไว้ก่อน เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะมีกำไรที่ดีจากการขายสินค้า ซึ่งถือเป็นแรงกดดันของบริษัทในกลุ่มดังกล่าว

นายสุกิจกล่าวว่า แม้ธุรกิจส่งออกจะได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท แต่สำหรับบริษัทที่มีรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินเป็นเงินสกุลต่างประเทศ ก็จะทำให้เกิดการบริหารความเสี่ยงได้โดยธรรมชาติ (Natural Hedge) เช่นกรณี บมจ.ปตท. เป็นต้น

ในส่วนของธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับผลดีจากแข็งค่าของเงินบาท ได้แก่ บริษัทที่กู้เงินในสกุลเงินต่างประเทศ เช่น บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) ซึ่งมียอดการกู้ยืมเงินมูลค่า 27,443 ล้านเยน และไม่ได้ทำประกันความเสี่ยงไว้ จึงส่งผลให้มีกำไรในขณะนี้ประมาณ 340 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทที่มีการนำเข้าสินค้าก็จะได้รับผลดีจากต้นทุนที่ลดลงด้วย เช่น บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ที่มีการนำเข้าอุปกรณ์มาลงทุน 3G, บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เป็นต้น

มูลค่าส่งออกหดตัว 5 อันดับแรก

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการ สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ สำนักวิจัยทิสโก้ กล่าวว่า จากที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1% จะกระทบต่อมูลค่าการส่งออกลดลงเฉลี่ยน้อยกว่า 1% ดังนั้น ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น 5% มูลค่าส่งออกก็ลดลงเกือบ 5% เช่นกัน โดยกลุ่มธุรกิจที่มีกระทบมูลค่าการส่งออกหดตัวลง 5 อันดับแรก เมื่อเทียบกับการแข็งของเงินบาททุก 1% ได้แก่ อันดับ 1.กลุ่มเหมืองแร่ มูลค่าส่งออกติดลบ 0.87% 2.กลุ่มผลิตปิโตรเคมีและส่งออก มูลค่าติดลบ 0.8% 3.กลุ่มผลิตอาหารกระป๋อง ติดลบ 0.52% 4.กลุ่มโภคภัณฑ์เกษตร ติดลบ 0.44% 5.กลุ่มปิโตรเลียม

ขณะที่ในฝั่งผู้นำเข้าพบว่า แม้ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าที่ถูกลง แต่ถือว่าได้ประโยชน์ไม่มาก เพราะสัดส่วนการนำเข้าประมาณ 80% เป็นการนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรเพื่อใช้ผลิตส่งออก ส่วนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯที่มีหนี้ต่างประเทศจะได้ประโยชน์เพราะจะมีหนี้ลดลง

เอสเอ็มอีกระทบหนักสุด

ด้านนายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจส่งออกที่ได้ผลกระทบสูงสุด คือ กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีแรงงานเป็นต้นทุนหลัก บาทแข็งเข้ามาซ้ำเติมผลกระทบของปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก่อนหน้านี้ ได้แก่ กลุ่มผลิตสิ่งทอและรองเท้า รวมถึงกลุ่มผลิตอาหารทะเล

โดยการแข็งขึ้นของค่าบาทขณะนี้ เกิดจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องสู่ระบบของจากทั้งสหรัฐและยุโรป รวมถึงยังโอกาสที่ญี่ปุ่นจะอัดฉีดสภาพคล่องเข้าอีกมูลค่า 100 ล้านล้านเยน ส่งผลให้ค่าเงินบาทยังมีโอกาสแข็งขึ้นอีก ดังนั้นจึงควรมีมาตรการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ได้แก่ 1.การพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายลง 2.ให้เพิ่มวงเงินดาวน์กับการกู้เงินเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ 3.เก็บภาษีการเก็งระยะสั้นในสินทรัพย์ลงทุนที่อายุต่ำกว่า 1 ปี

ส่วนนายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการเงินองค์กร บมจ.ปตท (PTT) กล่าวว่า การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทมีผลกระทบต่อบริษัทไม่มาก เนื่องจากบริษัทมีทั้งรายได้และหนี้ในรูปสกุลเงินดอลลาร์ที่เกิดจากการลงทุนในต่างประเทศ จึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ (Natural Hedge) เพราะแม้รับรายได้มาเป็นดอลลาร์แปลงกลับมาเป็นเงินบาท เงินบาทจะมีจำนวนลดลง แต่ในทางกลับกัน หนี้ในสกุลดอลลาร์ที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทก็จะลดลงด้วยเช่นกัน

นายโอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทย (TTR) กล่าวว่า ขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนของไทยแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและน่าเป็นห่วง เพราะเพียง 3 วัน แข็งค่าขึ้นมาถึง 50 สตางค์ หากเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาคที่อ่อนค่าลงเกือบทุกประเทศ มีเพียงประเทศจีนเท่านั้นที่ปรับแข็งค่าขึ้นแต่ก็ไม่มาก ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย ควรมีการออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อดูแลเรื่องดังกล่าวภายใน 7 วัน เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อไปถึงการส่งออกของไทยด้วย

"ผมเห็นด้วยกับคุณกิตติรัตน์ มาตรการในการดูแลควรจะมี 2 ด้าน เพื่อไม่ให้บาทแข็งเกินกว่า 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการด้านตลาดเงิน อย่างที่ธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินการอยู่แล้วก็จะต้องเพิ่มให้มากขึ้น ควบคู่กับการบริหารจัดการอัตราดอกเบี้ย ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อป้องกันไม่ให้เงินไหลเข้ามาสร้างปัญหา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่าจะพิจารณาปรับลดในอัตราเท่าไร และหากทั้งสองมาตรการไม่ได้ผลก็ควรจะมีมาตรการเสริมอื่น ๆ เช่น ใช้ภาษี หรือข้อห้ามซื้อ แต่จะต้องดำเนินการภายหลังจากมาตรการดอกเบี้ย"

บาทแข็ง...ใครได้-ใครเสีย

ขณะที่ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงศรีสรุปว่า กลุ่มธุรกิจที่ส่งออกที่มีรายรับจากการขายสินค้าเป็นสกุลเงินต่างประเทศจะได้รับผลเสียจากเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งประกอบด้วย ผู้ส่งออกข้าว ยาง น้ำตาล ผลไม้และผักสำเร็จรูป กุ้งและอาหารทะเลแช่แข็ง ไก่แช่แข็ง เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รองเท้า และชิ้นส่วน โรงแรม ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยาง เครื่องหนัง ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องประดับและอัญมณีและกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลบวก คือ กลุ่มผู้นำเข้าทั้งธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมี ธุรกิจเทเลคอมฯ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงพยาบาล ผู้ผลิตเครื่องจักร ธุรกิจเหล็ก และธุรกิจวัสดุก่อสร้างและรับเหมา ซึ่งปกติจะเป็นผู้นำเข้าหลักของประเทศ น่าจะได้รับอานิสงส์ต้นทุนการนำเข้าที่ถูกลง และภาระหนี้สกุลต่างประเทศลดลง

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1364057279&grpid=02&catid=09&subcatid=0902
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 40 reads

ก.เกษตรฯ เล็งขึ้นทะเบียนเกษตรกรปาล์มน้ำมันปี′56 ให้ครบทั้ง 48 จังหวัด

Submitted by info on Fri, 22/03/2013 - 18:54

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกปาล์มน้ำมันไว้บางส่วนแล้ว ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์ม และราคาผลผลิตปาล์มตกต่ำช่วงปี 2555 ดำเนินการไประหว่างวันที่ 22 มกราคม-28 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งผู้ที่มาขึ้นทะเบียนต้องเป็นเกษตรกรในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน จำนวน 28 จังหวัด

ในการนี้ สศก.ในฐานะนายทะเบียนเล็งเห็นว่า เพื่อให้ได้ข้อมูลของจำนวนครัวเรือนผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ครบถ้วนสมบูรณ์ทั่วทั้งประเทศ จึงได้ดำเนินโครงการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกปาล์มน้ำมันปี 2556 เพื่อรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มเติมให้ครบทั่วทั้งประเทศอีก 48 จังหวัด ให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและการจัดสรรงบประมาณที่ได้รับ โดยขั้นตอนการรับขึ้นทะเบียน จะใช้ข้อมูลภาพถ่ายออร์โธสีและแผนที่ประกอบและให้ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่มาขึ้นทะเบียนชี้แปลงปลูกปาล์มน้ำมันของตนเองบนภาพถ่ายออร์โธสีดังกล่าวที่จุดรับขึ้นทะเบียน เพื่อยืนยันตำแหน่งและคำนวณพื้นที่ ในกรณีที่ผู้มาขึ้นทะเบียนไม่สามารถระบุขอบเขตแปลงปลูกจากภาพถ่ายออร์โธสีได้ จะจัดเจ้าหน้าที่ให้นัดหมายกับผู้ปลูกปาล์มน้ำมันลงภาคสนามเพื่อชี้ตำแหน่งและขอบเขตแปลง ทำการคำนวณพื้นที่และเก็บค่าพิกัด จากนั้นจึงจะนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาจัดทำฐานข้อมูล และสารสนเทศเชิงพื้นที่บนโปรแกรมระบบการจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ ให้สะดวกและง่ายต่อการนำไปใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ คาดว่าเมื่อฐานข้อมูลทะเบียนผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเสร็จสมบูรณ์จะทำให้ประเทศไทย มีข้อมูลของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่ครบถ้วน เช่น ข้อมูลของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ บริษัทและห้างหุ้นส่วน รวมทั้งข้อมูลด้านเนื้อที่ปลูก ผลผลิต พันธุ์ อายุ รวมถึงตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและวางแผนการผลิต การตลาด และการช่วยเหลือที่สามารถเข้าถึงเป้าหมายในระดับพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพโดยรวมในระบบการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนต่อไป

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1363943941&grpid=03&catid=19&subcatid=1900
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 44 reads

"นายกฯ" เยือนนิวซีแลนด์ดัน ศก.-ลงทุน เอกชนไทยเซ็นMOUนำเข้าแอปเปิ้ล 50 ล้านบาท

Submitted by info on Fri, 22/03/2013 - 13:27

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนประเทศนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของรัฐบาลนิวซีแลนด์ เน้นผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว การเกษตร การศึกษา และพลังงานสะอาด

การเดินทางครั้งนี้ของนายกฯ พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายสุรนันท์ เวชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ยังมีคณะนักธุรกิจไทยชั้นนำหลากหลายสาขา และผู้แทนสหกรณ์การเกษตรไทยกว่า 60 คนเข้าร่วม

ภารกิจแรกของนายกรัฐมนตรี หลังเดินทาง ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ เข้าร่วมงาน Business Networking Reception ณ โรงแรมลางแฮม โดยมีนายสตีเวน จอยซ์ ว่าการกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจ นิวซีแลนด์ ให้การต้อนรับ งานดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักธุรกิจ และผู้แทนสหกรณ์ไทย ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและจับคู่ธุรกิจกับนักธุรกิจนิวซีแลนด์

ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยมีนักธุรกิจและผู้แทนสหกรณ์ไทยเข้าร่วมจำนวน 60 คน ส่วนภาครัฐและนักธุรกิจนิวซีแลนด์เข้าร่วมงานจำนวน 130 คน

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวสุนทรพจน์ในงาน ว่า "ไทยกับนิวซีแลนด์มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าสูงมากหลังจากเซ็นเอฟทีเอร่วมกันนับแต่ปี 2548 และเนื่องจากทั้ง 2 ประเทศต่างเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตร โดยไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวหลักของโลก ส่วนนิวซีแลนด์ส่งออกกีวี และผลิตภัณฑ์นมเป็นจำนวนสูงของโลกเช่นกัน จึงควรผลักดันให้เกิดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่เกี่ยวกับการรักษาผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อส่งเสริมคุณภาพให้สูงขึ้น"

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวสนับสนุนให้ทั้ง 2 ประเทศร่วมมือกันยกระดับการท่องเที่ยวระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้น และเน้นความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และการวิจัยและพัฒนอีกด้วย

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวเชิญชวนนักลงทุนนิวซีแลนด์ให้ลงทุนในไทย พร้อมย้ำว่าไทยมีเศรษฐกิจที่แข็งแรง และมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของภุมิภาคอาเซียน

“เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัว โดยปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเศรษฐกิจโตถึง 6.4% เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการบริโภคในประเทศ และส่งเสริมการลงทุนควบคู่กันไป นอกจากนี้ยังลดภาษีเงินได้จาก 30% ลงมาอยู่ที่ 23% และจะลดลงมาอีกอยู่ที่ 20% ในปีหน้า

"ปัจจุบันที่มีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 42% จึงเอื้อให้รัฐบาลสามารถลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำนวน 2 ล้านล้านบาทได้ โดยนโยบายการคลังของประเทศจะสนับสนุนให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจทุกภาคส่วน (Inclusive Growth)

“ล่าสุด ฟิชต์ เรตติ้ง ได้เลื่อนการจัดอันดับทางเศรษฐกิจให้ไทย จาก AAA ขึ้นมาที่ AAA+ เห็นได้ชัดเจนว่าไทยเป็นประเทศที่มีภาคเศรษฐกิจแข็งแรงและน่าลงทุน

“นอกจากนี้ ไทยเน้นการพัฒนาด้านคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค มีศักยภาพเป็นประตูสู่ภูมิภาคอาเซียนทั้งยังเน้นการค้าและติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนการค้าชายแดนให้เติบโต พร้อมๆ ไปกับยกระดับด้านการพัฒนาและวิจัยในประเทศ และสนับสนุนให้ภาคเอกชนออกไปลงทุนมากขึ้นควบคู่กันไป" นายกฯกล่าว

ในปีที่ผ่านมา ไทยและนิวซีแลนด์มีมูลค่าการค้าระหว่างกันประมาณ ประมาณ 50,000 ล้านบาท โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าประมาณ 13,000 ล้านบาท ทั้งนี้ นิวซีแลนด์ส่งออกผลิตภัณฑ์นมของนิวซีแลนด์ส่งออกมาไทยจำนวน 50% อีกทั้งในปีที่ผ่านมา ด้านการส่งออกอาหารทะเลก็เติบโตสูงขึ้น 56% ส่วนผลไม้ ทั้งกีวีและแอปเปิ้ลต่างเป็นสินค้าเกษตรที่นิวซีแลนด์ส่งออกไปไทยจำนวนสูงเช่นกัน

ผลจากการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งนี้ มีการลงนามความตกลงจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ 1) ร่างแถลงการณ์ร่วมหุ้นส่วนการศึกษาไทย-นิวซีแลนด์ และ 2) ร่างหนังสือแสดงเจตจำนงความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไทย-นิวซีแลนด์

นอกจากนี้ ภาคเอกชนไทยก็ยังมีการเซ็นเอ็มโอยู นำเข้าแอปเปิ้ลจากนิวซีแลนด์มูลค่าสูงถึง 16,569,840 บาทอีกด้วย โดยเป็นการเซ็นข้อตกลงระหว่างบริษัทวัชรมน ฟู้ด ของไทย และบริษัท ENZA/Delica ของนิวซีแลนด์

นางสาววิภาวี วัชรกมล กรรมการผู้จัดการบริษัทวัชรมน ฟู้ด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่าการเซ็นสัญญาฉบับนี้เป็นสัญญารายปี (2556) ซึ่งจะนำเข้าแอปเปิ้ลมูลค่ารวม 16,569,840 ล้านบาท ซึ่งจะนำเข้าทั้งหมด 4 พันธุ์ ได้แก่ Jazz จำนวน 6,350 ตัน มูลค่า 9,525,600 บาท พันธุ์ Envy จำนวน 1,800 ตัน มูลค่า 4,433,940 บาท พันธุ์ Granny Smith จำนวน 300 ตัน มูลค่า 428,064 บาท และพันธุ์ Royal Gala จำนวน 1,500 ตัน มูลค่า 2,170,896 บาท

“บริษัท ENZA/Delica ถือเป็นบริษัทรายใหญ่ของนิวซีแลนด์ มีเกษตรกรผู้ปลูกแอปเปิ้ลส่งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาให้จากทั่วประเทศ ละส่งออกไปยังทั่วโลกราวกว่า 42 ล้านตันต่อปี โดยมีตลาดหลักในยุโรป ซึ่งปัจจุบันนิวซีแลนด์เริ่มมองตลาดเอเชียมากยิ่งขึ้น ส่วนผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าและขายดีที่สุดในไทยคือพันธุ์ Jazz เป็นสินค้าเกรด1 (Class 1) มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความกรอบสูงมาก ทางบริษัทถือว่าเป็นผู้บุกเบิกตลาดแอปเปิ้ลพันธุ์ Jazz ที่นำเข้าจากนิวซีแลนด์ " นางสาววิภาวีกล่าว

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1363932100&grpid=02&catid=19&subcatid=1900
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 47 reads

เปิดสาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และ 3 แผนยุทธศาสตร์ 2 ล้านล้าน

Submitted by info on Fri, 22/03/2013 - 00:00

สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ... หรือร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม โดยจะใช้วิธีเรียกประชุมสภาฯนัดพิเศษ

สำหรับสาระสำคัญของ ร่างพ.ร.บ.กู้เงินมีเนื้อหา 4 หน้า 2 หมวด รวม 19 มาตรา โดยมีหลักการและเหตุผล เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงการพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศมีมูลค่ารวมกันไม่เกิน2ล้านล้านบาทเพราะประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและการเพิ่มขึ้นของประชากรที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศโดยเฉพาะการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

มีมาตราที่สำคัญได้แก่หมวด 1 การกู้เงินและบริหารจัดการเงินกู้ มาตรา 5 ให้กระทรวงการคลัง มีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำไปใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ตามยุทธศาสตร์และแผนงาน และภายในวงเงินที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพ.ร.บ.นี้ โดยวงเงินกู้รวมกันไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ภายในกำหนดเวลาไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2563 มาตรา 6 บัญญัติให้ไม่ต้องนำเงินที่กู้ส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง มาตรา 9 ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ดังกล่าว โดยดำเนินการกู้เงินรายใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม แปลงหนี้ ชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดชำระ ขยายหรือย่นระยะเวลาการชำระหนี้ ต่ออายุ ซื้อคืน หรือไถ่ถอนตราสารหนี้ของรัฐบาล หรือทำธุรกรรมทางการเงินอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้

ขณะที่มาตรา 10 กำหนดว่าการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ตามมาตรา 5 จะกระทำได้ เฉพาะเพื่อเป็นการประหยัด ลดความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน หรือกระจายภาระการชำระหนี้โดยจะกู้เป็นสกุลเงินแตกต่างจากหนี้เดิมก็ได้ แต่ทั้งนี้ไม่ให้นับรวมเข้าไปวงเงิน 2 ล้านล้านบาท และต้องไม่เกินจำนวนเงินกู้ที่ยังค้างชำระ อย่างไรก็ตามหากหนี้เงินกู้ที่จะทำการปรับโครงสร้างหนี้มีจำนวนเงินมาก และกระทรวงการคลังเห็นว่าไม่สมควรกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ในคราวเดียวกัน อาจทยอยกู้เงินเป็นการล่วงหน้าได้ไม่เกิน 12 เดือน ก่อนถึงกำหนดวันชำระหนี้ได้ โดยมาตรา 11 กำหนดให้กองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ทำหน้าที่บริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนมาตรา 12 กำหนดให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ทำหน้าที่บริหารและจัดการการกู้เงิน การเบิกจ่าย การชำระหนี้ที่เกี่ยวกับการกู้เงิน

สำหรับหมวด 2 การเสนอและการบริหารจัดการโครงการ มาตรา 14 ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำรายละเอียดของโครงการ เสนอให้ครม.อนุมัติ ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลังก่อน มาตรา 18 กำหนดให้กระทรวงเจ้าสังกัดของโครงการ ต้องจัดให้มีระบบการติดตามและประเมินผลโครงการและแผนงาน และรายงานผลต่อกระทรวงการคลังด้วย และมาตรา 19 กำหนดว่าให้ครม.ต้องรายงานผลการกู้เงินและการดำเนินงาน ต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาเพื่อทราบภายใน 120 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ

บัญชีท้ายร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศพ.ศ....

1.ยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า วงเงิน354,560.73 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.1 แผนงานพัฒนาและปรับปรุงโครงข่ายทางรถไฟที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เป็นโครงข่ายการขนส่งหลักของประเทศ โดยพัฒนาทางคู่ในเส้นทางต่างๆ ได้แก่ ลพบุรี-แพร่ (เด่นชัย) , สระบุรี (มาบกะเบา)- นครราชสีมา (ชุมทางถนนจิระ)- หนองคาย, นครราชสีมา (ชุมทางถนนจิระ)- อุบลราชธานี , นครปฐม-หัวหิน-สุราษฎร์ธานี-สงขลา (ปาดังเบซาร์) และทางคู่ในเส้นทางอื่นที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายการขนส่งหลัก รวมถึงการปรับปรุงระบบเครื่องมือ อุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของการเดินรถไฟ

1.2 แผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการขนส่งสินค้าทางลำน้ำ และชายฝั่ง โดยพํฒนาท่าเรือลำน้ำ และท่าเรือชายฝั่งทะเลยทั้งด้านอ่าวไทย และทะเลอันดามัน เพื่อประโยชน์แก่การขนส่งสินค้า ทั้งภายในและระหว่างประเทศ

1.3 แผนงานพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบเพื่อเชื่อมโยงกับฐานการผลิตและฐานการส่งออกที่สำคัญของประเทศโดยการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกที่จะเชื่อมโยงกับเส้นทางรถไฟการพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงท่าเรือและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นเพื่อการขนส่ง

2.ยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งไปสู่ศูนนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านวงเงินดำเนินการ 1,042,376.74 ล้านบาท
ประกอบด้วย

2.1 แผนงานพัฒนาประตูการค้าหลักและประตูการค้าชายแดน โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ประตูการค้าหลัก และประตูการค้าชายแดน ปรับปรุงด่านพรมแดนการก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเพื่อเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายระหว่างการขนส่งระหว่างประเทศกับการขนส่งภายในประเทศรวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพระบบถนนในโครงข่ายการเดินทางและขนส่งทางถนนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านและรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

2.2แผนงานพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อภูมิภาคโดย
(1)พัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร-เชียงใหม่ , กรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา-หนองคาย, กรุงเทพมหานคร-หัวหิน-สงขลา (ปาดังเบซาร์) และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ฉะเชิงเทรา-พัทยา-ระยอง

ยุทธศาสตร์และแผนงานเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายและการบริหารจัดการการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าให้เกิดบริการที่สะดวกและปลอดภัยในพื้นที่ชนบทพื้นที่เมืองและระหว่างประเทศกระจายความเจริญไปสู่เมืองต่างๆ ในภูมิภาค และสนับสนุนการขยายฐานเศรษฐกิจตามแนวโครงข่ายเส้นทางรถไฟ รวมทั้งพัฒนาเส้นทางรถไฟสายใหม่เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ แพร่ (เด่นชัย) - เชียงราย (เชียงของ) และสายขอนแก่น (บ้านไผ่) - มุกดาหาร - นครพนม

(2) พัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเชื่อมโยงกับพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ เพื่อสร้างโอกาสำหรับการปรับโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคของประเทศ

3.ยุทธศาสตร์พัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อยกระดับความคล่องตัววงเงินดำเนินการ 593,801.52 ล้านบาท

3.1 แผนงานพัฒนาระบบขนส่งในเขตเมือง โดยขยายโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทางราง ให้มีความครอบคลุมพื้นที่บริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อให้เป็นโครงข่ายหลักในการเดินทางของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตลอดจนพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อการเดินทางและระบบบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความสะดวกและคล่องตัวในการเดินทางของประชาชน

3.2แผนงานพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจหลักภายในประเทศพัฒนาและบูรณะโครงข่ายถนนเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่ปริมณฑลและเมืองใหญ่ในภูมิภาคขยายช่องจราจรและเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงสายหลัก รวมทั้งพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงพื้นที่เกษตร อุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยว

ข.เแผนงานการส่งเสริมหรือสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศตามยุทธศาสตร์ตาม(1)(2)และ (3) เพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ วงเงินดำเนินการ 9,261.01 ล้านบาท

(1) เตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการการบริหารโครงการ การติดตาม การประเมินผล และการรายงานโครงการ
(2) บริหารความเสี่ยงด้านการเงินอันเนื่องมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม อันมีผลทำให้ต้นทุนในการดำเนินโครงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
(3) รองรับการดำเนินการกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นรีบด่วน

วงเงินดำเนินการทั้งสิ้นรวม 2,000,000 ล้านบาท

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1363944291&grpid=09&catid=21&subcatid=2100
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 72 reads

ธนินท์ มองโลก-มองไทย ธุรกิจโลกเริ่มฟื้นตัว...

Submitted by info on Wed, 20/03/2013 - 00:00

ผู้สนใจลงทุนต้องรีบลงทุนในช่วงนี้งานสัมมนา "มองโลก มองไทย สู่ปี 2015" ซึ่งจัดโดยสมาคมธุรกิจไทยจีน เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธาน กรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี กรุ๊ป ฉายมุมมอง "การทำธุรกิจ เพื่อก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558" ว่า ธุรกิจโลกในเวลานี้เริ่มฟื้นตัว เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเริ่มฟื้นแล้ว ผู้ที่สนใจลงทุนต้องรีบลงทุนในช่วงนี้ เพราะถ้าเศรษฐกิจฟื้นเต็มที่แล้วเงินจะไหลกลับประเทศ ส่วนเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) ยังไม่ฟื้นตัวในขณะนี้แต่เชื่อว่าจะฟื้นแน่นอน อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

การทำธุรกิจของซีพีจะเข้าไปสร้าง โอกาสในวิกฤต มีการศึกษาหลายรูปแบบ เลือกบริษัทที่มีความสามารถ ไปร่วมกับบริษัทที่มีเครือข่ายครอบคลุมอยู่แล้ว เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าสู่ตลาดยุโรป อีกทั้งได้ความรู้

จากบริษัทที่ มีประสบการณ์ โดยจะเลือกลงทุนใน 15 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะประเทศกำลังพัฒนาจะขาดอะไรมากมาย ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่มีโอกาสไป เพราะมีครบแล้วและบริษัทที่มีอยู่แล้วก็เข้มแข็ง

ประเทศ กำลังพัฒนา เรามีโอกาสเข้าไปทำให้พร้อมทุกอย่าง ประเทศไหนยังไม่พร้อม เราเข้าไปลงทุนให้พร้อม มิฉะนั้นจะขาดทุน โอกาสกับวิกฤตมาคู่กัน เพียงแต่จะเวลาสั้นหรือยาวเท่านั้น ตลาดที่มีประชากรมาก อย่างรัสเซีย อินเดีย ไม่ควรมองข้าม

ธุรกิจของซีพีจะเข้าไปลงทุนในประเทศกำลัง พัฒนา รายได้น้อย ทำอย่างไรจึงจะสามารถขายสินค้าได้ในราคาถูก และสินค้าต้องมีคุณภาพด้วย เรายึดหลักว่าจนแค่ไหนยังต้องกินอยู่ เราผลิตสินค้าให้ราคาถูก นำธุรกิจที่ทันสมัยไปลงทุน และลงทุนในธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูง ให้ได้สินค้าดีมีราคาต่ำ

ปัจจุบัน เอเชียเริ่มมีเงินทุนสะสม เช่น ในประเทศจีนมีทุนสะสมไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นอันดับ 1 ของโลก อีก 10 ปีข้างหน้าคาดว่าธุรกิจจีนจะมีการขยายเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว จีนมีความพร้อม และยังมีโอกาสอยู่ ประชากรจีนมีไม่ต่ำกว่า 1.3 พันล้านคน จะค้าขายอะไรกับจีน สินค้านั้นควรมีราคาถูกไว้ก่อน ไทยมีความได้เปรียบ สมมติว่าคนไทย

ทุกคนกินผลไม้ไทยคนละ 1 ชิ้น จะเท่ากับ 70 ล้านคนโดยประมาณ แต่ถ้าเป็นคนจีนร้อยละ 10 เลือกกินผลไม้ไทยคนละชิ้น เท่ากับมีลูกค้า 130 ล้านคนแล้ว

ฉะนั้น สำหรับเอเชีย จีนเป็นผู้นำแน่นอน ตามมาด้วยญี่ปุ่น ส่วนอินเดียยังมีโอกาสเติบโตสูงจากจำนวนประชากร รัฐบาลใหม่ของจีนมีประสบการณ์ โดยเฉพาะผู้นำคนใหม่ ดังนั้น นักธุรกิจไทยน่าจะไปลงทุน และอย่ามองว่าไปลงทุนอย่างเดียว

แต่ให้มองว่าจะนำสินค้าไทยอะไรไป

ขาย ให้จีน และจะนำสินค้าจากจีนตัวใดกลับมาขายให้ไทย ส่วนจีนต้องทำตัวเหมือนสหรัฐอเมริกา แต่ตลาดจีนยิ่งใหญ่กว่า ตลาดพาณิชย์จีนยังมีโอกาสอีกมาก

ค้าปลีกของจีนเพิ่งเริ่มต้นมาได้ 10 ปี ถ้าเทียบกับไทยถือว่าช้ากว่ามาก การค้าระหว่างประเทศเพิ่งเริ่ม ไทยต้องเอาความชำนาญไปลง มีเงินเพียงอย่างเดียวไม่พอ มีอะไรที่จีนยังไม่ทำ หรือทำไม่ได้

ไทยต้องทำ การลงทุนในแถบอาเซียนที่ผ่านมา

พบ ว่ามีเงินลงทุนในอินโดนีเซียเป็นอันดับ 1 มูลค่าลงทุนประมาณ 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยมาเลเซีย มูลค่าการลงทุน 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เวียดนาม มูลค่า 8,400 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทย มูลค่าลงทุน 8,100 ล้านเหรียญ เป็นที่น่าคิดว่าทำไมมูลค่าลงทุนในไทยน้อยกว่ามาเลเซีย รวมถึงเวียดนาม

"ต้องดึงข้อเด่นของไทยออกมาดูว่าเรามีอะไร เช่น การลงทุนผลิตรถยนต์ในไทยเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน เป็นอันดับ 5 ของเอเชีย และอันดับ 9 ของโลก ในธุรกิจการประกอบรถยนต์มีชิ้นส่วนเกี่ยวข้องมากกว่า 3,000 ชิ้นส่วน เราจะสร้างงานอย่างไรในฐานะที่ไทยมีความเป็นต่อขนาดนี้"

ใน เรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยควรสร้างช่างเทคนิค โดยพัฒนาวัยแรงงานให้มีความรู้ด้านนี้ รักษาความเป็นอันดับ 1 ของผู้ผลิตรถยนต์ในอาเซียน และพัฒนาไปสู่ระดับถัดไปที่ใหญ่ขึ้น

ส่วน การออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน บางธุรกิจออกไปแล้ว แต่บางธุรกิจถือเป็นเรื่องใหม่ ไทยควรศึกษาการลงทุนในอินโดนีเซีย พม่า ซึ่งขณะนี้พม่ามีความน่าลงทุนสูง

การท่องเที่ยวในปี 2555 มีคนมาเที่ยวไทยมากกว่า 22 ล้านคน เติบโตประมาณ 16% คิดเป็นมูลค่า 8 แสนล้านบาท

ใน จำนวนนักท่องเที่ยวเหล่านี้มาจากประเทศจีนถึง 2.7 ล้านคน แต่จีนมีประชากร 1.3 พันล้านคน จึงควรศึกษาว่าจะทำอย่างไรถึงจะดึงนักท่องเที่ยวจีนมาไทยอย่างน้อยร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรจีนทั้งหมด พวกเขามีความต้องการอะไร และไทยมีความพร้อม

เรื่องที่พักและอาหารรองรับอย่างไร ความสามารถในการใช้ภาษาจีนของคนไทยเป็นอย่างไร

ส่วน รัฐบาลควรมีการดูแลธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในการให้ความช่วยเหลือกู้ยืมเงิน ควรผลักดันให้เอสเอ็มอีสามารถกู้ยืมได้ 100% ไม่ใช่เพียงให้กู้

1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 3 เพราะถึงแม้มีผู้กู้ 100 คนมีแผนทำธุรกิจ แต่ธุรกิจประสบความสำเร็จจริงเพียง 10 คน ควรให้กู้ เพราะ 10 คนนี้สามารถทำภาษีให้กับรัฐได้ ธุรกิจจะดีได้ รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ถูกต้อง นักธุรกิจไทยสามารถเป็นเบอร์ 1 ได้

อย่าง ไรก็ตาม การให้กู้ต้องพิจารณาว่าธุรกิจไหนมีโอกาสจะไปได้ ถ้าพิจารณาเห็นว่าไปได้ ควรให้กู้เต็มจำนวน รวมถึงควรลดภาษีที่เกี่ยวข้องให้เหลือ 16% ทั้งภาษีการค้าและภาษีนิติบุคคล

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1363757051&grpid=03&catid=19&subcatid=1901
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 33 reads

เกษตรฯยกร่างจีแอลพี อุตฯแปรรูปอาหารทะเล แก้ปัญหาใช้แรงงานเด็ก

Submitted by info on Mon, 18/03/2013 - 00:00

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาแรงงานประมงว่า มาตรการที่กระทรวงเกษตรฯจะนำมาใช้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหาแรงงานในอุตสาหกรรมกุ้งและอาหารทะเลคือ การพัฒนาแนวทางการปฏิบัติแรงงานที่ดี (จีแอลพี) สำหรับสถานประกอบการแปรรูปเบื้องต้น (ล้ง) โดยขณะนี้ได้ยกร่างจีแอลพีสำหรับล้งแล้ว ซึ่งสาระสำคัญของร่างดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับการป้องกันการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ การจ้างงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย สวัสดิการแรงงาน และการปรับปรุงสภาพการทำงานและสถานประกอบการ ในเบื้องต้นและได้จัดการทดสอบความเหมาะสมกับผู้ประกอบการประมงแล้วกว่า 30 ราย และผู้ประกอบการขอเข้าร่วมโครงการนำร่องแล้ว 15 ราย และคาดว่าจะเผยแพร่จีแอลพี เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการล้งสามารถไปนำปฏิบัติใช้โดยสมัครใจภายในต้นไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

นายศิริวัฒน์กล่าวอีกว่า กรมประมงยังได้ดำเนินการสำรวจล้งกุ้งและอาหารทะเลในจังหวัดสมุทรสาคร และการขึ้นทะเบียนล้ง เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะพื้นฐานของสถานประกอบการแปรรูปกุ้งและอาหารทะเลเบื้องต้น ที่จะใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานภาครัฐ สมาคมผู้ผลิตสินค้ากุ้งและอาหารทะเล ในการปรับปรุงสภาพการทำงานของแรงงาน ทั้งนี้ ผลการสำรวจพบว่า มีสถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำเบื้องต้นในพื้นที่จำนวน 582 แห่ง โดยแบ่งเป็นสถานประกอบการขนาด

เล็กมาก 14% ขนาดเล็ก 43% ขนาดกลาง 18% และขนาดใหญ่ 25% ได้รับการรับรองจีแอลพี โดยกรมประมง จำนวน 100 ล้ง จากจำนวนสถานประกอบการที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมประมงจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2555 แล้วทั้งสิ้น 354 ล้ง

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1363604115&grpid=03&catid=19&subcatid=1900
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 28 reads

จี้ครม.จ่ายชดเชยประมงอัมพวา สัตว์น้ำตายเรียบสูญพันล้าน-ผวาฟลัดเวย์ซ้ำเติม

Submitted by info on Mon, 18/03/2013 - 00:00

นายมงคล สุขเจริญคณา นายกสมาคมเรือลากคู่จังหวัดสมุทรสงคราม และประธานสหกรณ์ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง และชาวประมงพื้นบ้านเรือประมงขนาดเล็กกว่า 2,000 คน กำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเน่าเสียหนักที่สุดในรอบ 40 ปี ทำให้สัตว์น้ำตายจำนวนมาก อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง เช่น หอยแมลงภู่ หอยแครง หอยกระปุก รวมไปจนถึงผู้เลี้ยงปลาในกระชังในพื้นที่น้ำกร่อยด้วย

ทั้งนี้ นายธนน เวชกรกานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2555 และได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไปแล้วเพื่อขอเงินชดเชยให้แก่ผู้เดือดร้อน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยอ้างว่าให้รอผลวิจัยน้ำว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และรอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ และมีคำสั่งให้กรมบัญชีกลางอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือ จึงทำให้เกิดความล่าช้ามาก เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง และชาวประมงพื้นบ้านในเขตอำเภอเมือง และอัมพวา จึงต้องรวมตัวกันและเดินทางมาทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องเงินชดเชยค่าเสียหายเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามจากการประเมินเบื้องต้นนับตั้งแต่น้ำเริ่มเน่าเมื่อกลางเดือน พ.ย. 2555 จนถึงขณะนี้ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาคการประมงของจังหวัดสมุทรสงคราม ทั้งการเพาะเลี้ยงและประมงชายฝั่ง มูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งชาวประมงต้องการให้รัฐบาลชดเชยเงินช่วยเหลือวงเงิน 600 ล้านบาท

"สมาชิกของสมาคมประเมินว่า สาเหตุที่ทำให้น้ำเน่าเสียในครั้งนี้เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลเร่งระบายน้ำจากเขื่อนในภาคเหนือลงสู่ทะเลในปริมาณที่มากและเร็วเกินไปในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้เกิดน้ำเน่า

และทำให้สัตว์น้ำตาย" นายมงคลกล่าว

ด้านนายชัยยันต์ อยู่ศิริ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ผู้ชุมนุมกลับไปรวบรวมรายละเอียดความเสียหายและจำนวนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนให้ชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติงบฯอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือชาวประมงนอกจากนั้นยังมีความกังวลว่าปัญหานี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เนื่องจากปัญหา

น้ำเน่ามีความรุนแรงมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ขยายตัวจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ โดยมีผู้ประกอบการลักลอบปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมลงสู่ทะเลมากขึ้น รัฐบาลจะต้องเข้าไปควบคุมการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกันโครงการฟลัดเวย์ของรัฐบาลที่จะระบายน้ำมาลงที่จังหวัดสมุทรสาคร ก็จะทำให้มีปริมาณน้ำจืดจำนวนมากไหลลงทะเล ทำให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทันและตายได้ อีกทั้งทำให้เกิดปัญหาน้ำเสีย ซึ่งจังหวัดใกล้เคียงก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1363585255&grpid=no&catid=19&subcatid=1901
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 22 reads
  • « first
  • ‹ previous
  • …
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10
  • 11
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content