Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

ประชาชาติธุรกิจ

ธ.ก.ส.เฟ้น 3 แนวทางอุ้มประกันภัยข้าว-จ่อเจรจาบ.ประกัน

Submitted by info on Wed, 22/05/2013 - 00:00

ธ.ก.ส. นั่งไม่ติด เสี่ยงกองทุนภัยพิบัติรับประกันภัยข้าวต่อไม่ได้ เร่งหาแนวทางรับประกันภัยข้าว ก่อนฤดูปลูกข้าวนาปีมาถึง เล็ง 3 แนวทาง ระบุลำดับแรกต้องใช้กลไกเอกชนก่อน จ่อเจรจาบริษัทประกันที่สหกรณ์ถือหุ้น หากหาไม่ได้ ธ.ก.ส.รับเอง และสุดท้าย ธ.ก.ส.เข้าถือหุ้นบริษัทประกัน

สืบเนื่องจากทางกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติอาจจะไม่เข้ามารับประกันแล้ว หลังมีการตีความจากคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า การรับประกันภัยนาข้าว อาจไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกองทุนตามกฎหมายจัดตั้ง ขณะที่ผลดำเนินงานโดยบริษัทประกันภัยเอกชนในปีแรกที่ขาดทุน ก็อาจทำให้หาบริษัทเอกชนเข้ามารับประกันภัยได้ลำบาก

นายบุญไทย แก้วขันตี รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ธ.ก.ส.กำลังเร่งศึกษาหาวิธีการรับประกันภัยข้าวหลาย ๆ แนวทาง สำหรับการรับประกันภัยในช่วงฤดูเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง เพื่อให้ทันขายกรมธรรม์ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้

โดยในลำดับแรกคง ต้องพยายามหาผู้ที่จะดำเนินการรับประกันภัยให้ได้ก่อน ซึ่งต้องเปิดให้โอกาสผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงก่อน ซึ่งแนวทางหนึ่งคือเจรจากับบริษัทประกันภัยรายหนึ่งที่มีผู้ถือหุ้นเป็นพวก สหกรณ์ให้เข้ามารับงานนี้ โดยจะต้องดูเงื่อนไขว่าเป็นที่ยอมรับหรือไม่ ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือ ธ.ก.ส.อาจเข้าไปรับประกันเอง

"กำลังดูว่าถ้า ปีนี้กองทุนทำต่อไม่ได้ จะเอาอย่างไรต่อไป ทาง ธ.ก.ส.เองต้องเตรียมการว่าสุดท้ายถ้าไม่มีใครรับ ธนาคารอาจจะเป็นผู้รับประกันภัยแทน ซึ่งก็ต้องยึดถือตามหลักการเดิมคือรัฐบาลช่วยจ่ายเบี้ยครึ่งหนึ่ง เกษตรกรก็จ่ายตามเกณฑ์เดิม" นายบุญไทยกล่าว

ปัจจุบัน ธ.ก.ส.ร่วมกับบริษัท สมโพธิ์ เจแปน ประกันภัย ในการรับประกันภัยข้าวจากภัยแล้งโดยใช้ดัชนีน้ำฝนเป็นตัวชี้วัดอยู่แล้ว เพียงแต่ความคุ้มครองจะมีแค่ภัยแล้ง ขณะที่การประกันภัยที่ทำโดยกองทุนจะครอบคลุม 7 ภัย หากเลือกแนวทางนี้จะต้องเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส.พิจารณาว่าจะขยายขอบเขตภัยที่คุ้มครองได้หรือไม่ รวมถึงต้องเจรจากับรัฐบาลถึงการสนับสนุนเงินทุนด้วย หากจะใช้แนวทางนี้

"ต้อง ดูด้วยว่าจะใช้เงินทุนจากไหน ถ้า ธ.ก.ส.จะรับเอง ก็ต้องมีการเปรียบเทียบเบี้ย กับการจ่ายสินไหม เพื่อดูว่าธนาคารสามารถรับผลขาดทุนได้หรือไม่ เพราะคงไม่ได้กำไรแน่นอน เพียงแต่จะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการให้สินเชื่อได้ เพราะเมื่อมีความเสียหายก็จะได้ทุนคืนบ้าง รัฐบาลจะจ่ายชดเชยความเสียหายที่น้อยกว่ากรณีไม่มีประกัน แล้วมีการประกาศพื้นที่ประสบภัย ที่ตอนนี้ต้องชดเชยไร่ละเป็นพันบาท" นายบุญไทยกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกแนวทางที่กำลังศึกษากันอยู่ คือการให้ ธ.ก.ส.เข้าไปร่วมถือหุ้นในบริษัทประกันภัย ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทลูกของ ธ.ก.ส.และเช่นเดียวกันในกรณีที่ธนาคารต้องทำประกันชีวิตให้แก่เกษตรกรลูกค้า ซึ่งต้องจ่ายเบี้ยประกันต่อปีเป็นหลักพันล้านบาท ก็กำลังพิจารณาถึงแนวทางเข้าไปถือหุ้นนี้ด้วยเช่นกัน

"ภายในเดือน พ.ค.นี้คงศึกษาแนวทางทั้งหมดเสร็จ และน่าจะเสนอบอร์ดเดือนหน้าได้ เพราะหากเริ่มช้าจะมีปัญหาเหมือนทุกปี คือจะขายประกันได้น้อย จึงต้องพยายามให้ทันฤดูเพาะปลูกข้าวนาปี ประมาณเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้" นายบุญไทยกล่าว

ก่อนหน้านี้ นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ได้ระบุว่า นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการ ธ.ก.ส.ได้มอบนโยบายให้ธนาคารศึกษารูปแบบของประกันภัยพืชผลจากต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศไทย โดยมี 3 โมเดลด้วยกัน ดังนี้

1.ตั้ง เป็นกองทุนบรรเทาความเดือดร้อนด้านการเกษตร และบังคับให้เกษตรกรทุกรายต้องซื้อประกัน โดยมีสหกรณ์การเกษตรเป็นช่องทางจำหน่าย แบบเดียวกับประเทศญี่ปุ่น 2.ตั้งเป็นบรรษัทประกันภัยพืชผลแห่งชาติ โดยให้สถาบันการเงินเป็นช่องทางจำหน่าย แบบเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา และ 3.การใช้กลไกเอกชนดำเนินการในเชิงพาณิชย์เหมือนทั่วไป แบบในยุโรป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอผลศึกษาให้บอร์ดพิจารณาได้ในช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1369210226
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 3 reads

"ประสาร" ยืนยันค่าเงินบาทไม่ทำให้ ศก.ไตรมาส 1 ปีนี้ชะลอตัว แนะภาคเอกชนคำถึงความเสี่ยงด้วย

Submitted by info on Tue, 21/05/2013 - 14:05

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยืนยัน ค่าเงินบาทไม่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสที่ 1 ปีนี้ชะลอตัว พร้อมเสนอแนะภาคเอกชนคำถึงความเสี่ยงด้วย

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2556 โตร้อยละ 5.3 ต่ำกว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ ส่วนมูลค่าการเติบโตด้านการส่งออกสินค้าและบริการมีความใกล้เคียงกัน รวมถึงมูลค่าการนำเข้า แสดงให้เห็นว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจไตรมาสที่ 1 ปี 2556 ที่ ธปท.และ สศช.ประเมิน ไม่เกี่ยวข้องกับภาคการส่งออกต่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน แต่มาจากปัจจัยจากอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะด้านอุปโภคบริโภค ซึ่ง ธปท.และ สศช.ประเมินตัวเลขค่อนข้างแตกต่างกัน เบื้องต้น ธปท.จะศึกษาหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ในการประชุมวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ ส่วนเงินเฟ้อขณะนี้ยังถือว่า อยู่ในกรอบเป้าหมายและไม่กดดันการทำงานของ กนง.มากนัก พร้อมยืนยันจะพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงิน หากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงจริง และ ธปท.มีความพร้อมที่จะดูแลอัตราแลกเปลี่ยนแม้มีความผันผวน อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้ภาคเอกชนคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ต่าง ๆ ทิ่อาจเกิดขึ้นด้วย

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1369119040
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 15 reads

สภาพัฒน์จุก "บาทแข็ง" ลดเป้าศก. ส่งออกวูบ 1.88 แสนล. จับตาสงครามค่าเงิน โต้งเร่งใช้จ่ายภาครัฐ

Submitted by info on Tue, 21/05/2013 - 14:01

สภาพัฒน์ฯแถลงศก.ไทยไตรมาสแรกโตต่ำกว่าเป้า แต่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งในรอบ 6 ปี "โรงแรม-ภัตตาคาร"ขยายตัวดี ชี้บาทแข็งทำรายได้ส่งออกหาย 1.88 แสนล้าน แนะกนง.ดูนโยบายดอกเบี้ย คุมเงินไหลเข้า

@ สศช.เผยศก.ไทยโตต่ำกว่าเป้า

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรก และแนวโน้มปี 2556 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ปี 2556 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2555 ขยายตัว 5.3% แต่เมื่อปรับฤดูการส่งออกและนำมาเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2555 ปรับตัวลดลง 2.2% แสดงให้เห็นถึงรายได้ประเทศที่ลดลงแม้เศรษฐกิจจะโตขึ้น แต่โตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงส่งผลให้ สศช.ต้องปรับเป้าเศรษฐกิจทั้งปี 2556 จากเดิม 4.5-5.5% ที่มีสมมติฐานค่าเงินที่ 29-30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 4.2-5.2% ในค่าเงินปัจจุบันที่ 28.8-29.8 บาทต่อดอลลาร์

"ขณะ ที่การส่งออกในไตรมาสแรกมีมูลค่าการส่งออกสินค้า 56,181 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพียง 4.5% เมื่อเทียบกับการส่งออกในไตรมาสที่ 4 ของปี 2555 ที่มีอัตราเฉลี่ย 1.4% เนื่องจากเพิ่งฟื้นตัวจากน้ำท่วม แต่เมื่อเปลี่ยนมูลค่าการส่งออกโดยคิดเป็นอัตราเงินบาทจะขยายตัวเพียง 0.5% เท่านั้น สศช.เห็นว่าการส่งออกยังขยายตัว แต่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้นโอกาสส่งออกทั้งปีที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้า 9% และ สศช.ตั้งเป้าที่ 11% จึงมีความเป็นไปได้น้อยลง" นายอาคมกล่าว

@ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งรอบ6ปี

นาย อาคมกล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมในไตรมาสที่ 1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันขยายตัว 4.8% ตามปกติ แต่อุตสาหกรรมที่มีปริมาณส่งออกมากกว่า 60% หดตัว 5.4% สอดคล้องกับการส่งออกที่ขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ ขณะที่ภาคเกษตรกรรมขยายตัว 0.5% สาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวได้ดีที่ 14.8% สำหรับการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2555 พบว่าขยายตัว 4.2% มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการคืนภาษีรถคันแรก แต่จะมีปัญหาการบริโภคในประเทศในไตรมาสที่ 3 และ 4 เนื่องจากส่งมอบรถครบตามจำนวน

"ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับ ตัวสูงขึ้นติดต่อกัน 5 ไตรมาส และสูงที่สุดในรอบ 6 ปี อยู่ที่ 73.8% ส่วนการลงทุนรวมขยายตัว 6% แต่ชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 โดยภาครัฐลงทุนขยายตัว 18.8% เนื่องจากนำเข้าเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 2 ลำ ส่วนภาคเอกชนชะลอขยายการลงทุน 3.1% และลดลงจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2555" นายอาคมกล่าว

นายอาคมกล่าวอีก ว่า ในขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังดีอยู่ แต่ สศช.รู้สึกเป็นห่วงภาคการส่งออกที่คิดเป็น 70% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ที่เริ่มมีความเสี่ยง เพราะเศรษฐกิจโลกและยุโรปฟื้นตัวช้า และมีสงครามการเงินระหว่างค่าเงินเยนและดอลลาร์สหรัฐ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งไทยยังไม่มีมาตรการทางการเงินออกมาดูแลเลย

@ บาทแข็งส่งออกหาย1.88แสนล.

นาย อาคมกล่าวว่า สศช.ได้ประเมินตัวเลขการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท วัดจากค่าเงินเฉลี่ยปี 2555 ที่เงินบาทอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อเงินบาทอยู่ที่ 29 บาทต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่าขึ้น 2 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้มูลค่าการส่งออกหายไป 5.6 แสนล้านบาท ส่วนการนำเข้าที่จะอยู่ที่ 3.7 แสนล้านบาท รวมแล้วรายได้จากการส่งออกจะหายไป 1.88 แสนล้านบาท

นาย อาคมกล่าวอีกว่า เมื่อเทียบอัตราแลกเปลี่ยนในกลุ่มประเทศคู่แข่ง พบว่าเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศมาเลเซีย 2.88% แข็งค่ากว่าประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ส่วนประเทศออสเตรเลียนั้นธนาคารกลางเริ่มมีมาตรการดูแลเงินไหลเข้าแล้ว ดังนั้นมาตรการทางการเงินการคลังคงต้องหารือกัน โดยเมื่อเงินไหลเข้าเร็ว ควรใช้มาตรการทางการเงินจะมีความเหมาะสมกว่า และหากสถานการณ์ค่าเงินดีขึ้นก็ปรับเปลี่ยนได้ ส่วนมาตรการการคลังเป็นมาตรการระยะยาว

@ แนะกนง.ลดดบ.คุมเงินเข้า

"การ ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยเป็นเหมือนวาล์วปิดเปิดน้ำ หากเงินไหลเข้าแรงต้องดูว่าจะปิดเปิดวาล์วอย่างไร โดย สศช.ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง เงินจำนวนมากจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐต้องหาที่ไป ดูจากประเทศที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจดี และการดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ เข้มงวดเพียงใด หากนโยบายการเงินของเรามีความชะล่าใจจะเป็นช่องโหว่ให้นักลงทุนนำเงินเข้า มา" นายอาคมกล่าว

นายอาคมกล่าวอีกว่าในส่วนอัตราค่าเงินเฟ้อที่อยู่ ที่ 3% ยังรับได้ ซึ่งถือเป็นประเด็นรอง โดยประเด็นหลักควรดูเรื่องสงครามค่าเงินที่มีผลต่อไทย ส่วนการลดดอกเบี้ย ต้องดูตัวเลขจีดีพี 5.3% ว่ามาจากที่ใด การส่งออกที่ไม่เป็นไปตามเป้าน่าจะแสดงว่าอาการไม่ค่อยดี และเข้าใจว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะให้น้ำหนักเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว ซึ่งการลดดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสม จะต้องมีผลต่อตลาดเงิน แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าจะต้องลด 1% หรือ 0.25%

"การดำเนินนโยบาย การเงินนั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยไม่ใช่หมูที่นักลงทุนจะมาฉวยโอกาสได้ แต่หากนิ่งไปจะกลายเป็นหมูแน่นอน ในการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สศช.ประเมินว่าการลดดอกเบี้ยที่จะสร้างผลกระทบค่อนข้างแรงสูงสุดจะอยู่ที่ 1% แต่หากลดดอกเบี้ยที่ 0.25% จะน้อยไป ซึ่งหากปรับลดดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ต้องปรับตัว แต่เป้าการส่งออกจะกลับมาที่ 9% ตามที่กระทรวงพาณิชย์วางไว้" นายอาคมกล่าว

@ โต้งรับหนักใจ-แต่ไม่ลดเป้า

นาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยังไม่ปรับประมาณการขยายตัวของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)ปี 2556 ที่ตั้งไว้ 5.3% แม้ว่าการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรก ของ สศช.จะต่ำกว่าประมาณการก็ตาม โดยต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานให้หนักขึ้น เพื่อให้จีดีพีขยายตัวได้ตามเป้าหมาย ต้องดูปัจจัยต่างๆ ให้รอบคอบ และเร่งประสานงานร่วมกันทุกด้านทั้งกระทรวงพาณิชย์ต้องหาตลาดใหม่เพื่อให้ การส่งออกโตได้ 7.5% หรือ 9% จากที่ไตรมาสแรกโตเพียง 4.77% เท่านั้น และยังเป็นในรูปเงินดอลลาร์หากเทียบเป็นเงินบาทก็ยิ่งโตลดลง

"ในช่วง ที่เหลือของปียังหนักใจว่าจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ หากไม่ทำอะไร และที่ยังไม่ปรับเป้าหมายตัวเลขทั้งปีลง เพราะจะง่ายเกินไป แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ส่วนรวม ช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆ จากการประชุมการเร่งรัดการเบิกจ่าย ยังทำได้ตามเป้าหมาย ทั้งงบลงทุนและงบประจำ" นายกิตติรัตน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมาใช้หรือไม่ นายกิตติรัตน์กล่าวว่า การใช้นโยบายการคลังยังเป็นไปตามเป้าหมายเดิม คือปีงบประมาณ 2557 ยังเป็นงบประมาณราคาจ่ายที่ 2.525 ล้านล้านบาท ขาดดุลลดลง ไม่ได้เพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ประมาณการรายได้ปี 2556 ยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย 2.1 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะมีบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นบ้าง แต่โดยรวมยังเป็นไปตามเป้าหมาย ขณะนี้ค่าเงินบาท เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อน ถือเป็นเรื่องที่ดีและไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะนำ 4 มาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอมาใช้แต่อย่างใด

@ เร่งทำงานหนักเรียกความเชื่อมั่น

"แม้ ว่าบาทจะนิ่งขึ้น แต่ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ ซึ่งการเตรียมมาตรการก็เป็นการบอกว่าไม่อยากให้แข็งค่าขึ้นไปอีก เรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท.และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ทำงานตามดุลพินิจอยู่แล้ว 4 มาตรการที่เตรียมไว้ เมื่อถึงเวลาคงใช้ตามความเหมาะสม รวมถึงการตัดสินใจลดดอกเบี้ย แต่เรื่องนี้ผมได้แสดงจุดยืนและเน้นย้ำมาโดยตลอด แต่ไม่อยากไปพูดถึงเรื่องอดีตขอให้มองไปในอนาคตมากกว่า" นายกิตติรัตน์กล่าว

นาย กิตติรัตน์กล่าวว่า ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา โดยจะเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐให้เดินหน้าโดยเร็ว เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบ และเป็นตัวกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีการลงทุนตาม ส่วนด้านการบริโภคโดยรวมคิดว่ายังไม่จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการกระตุ้นพิเศษ ใดๆ ออกมา เพราะหากสามารถดำเนินการในด้านการส่งออก และการลงทุนให้ดี การบริโภคก็ดีขึ้นตาม

@ คาดเป็นปัจจัยกนง.ลดดอกเบี้ย

นาย เอนริโก ทานูวิทจาย่า นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารรอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ (อาร์บีเอส) กล่าวว่า จากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีที่ออกมาเติบโต 5.3% นั้นมองว่าน้อยกว่าที่คาดไว้ที่ 8.4% จะเป็นปัจจัยที่ทำให้การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ที่จะประชุมในวันที่ 29 พฤษภาคม จะให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้นและแรงกดดันทางเงินเฟ้อที่ยัง อยู่ในกรอบ ทำให้คาดว่า กนง.จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% จากที่อยู่ในระดับ 2.75% ในปัจจุบัน นับตั้งแต่ที่เคยปรับลดลง 0.25% เมื่อเดือนตุลาคม 2554 ด้วยเหตุผลที่ต้องการประกันความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาแย่กว่าที่คาดทำให้ธนาคารปรับประมาณการ เศรษฐกิจของไทยในปีนี้จาก 4.5-5.5% เป็น 4.2-5.2% โดยมีค่ากรณีฐานอยู่ที่ 4.2% ลดลงจาก 5.0%

@ บุญทรงนัดกกร.ถกสินค้าพุ่ง

น.ส.วิบูลย์ ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้เรียกประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ในวันที่ 21 พฤษภาคม เพื่อติดตามสถานการณ์ภาวะราคาอาหารจานด่วน และสินค้าอุปโภคบริโภค ว่ามีโครงสร้างต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร รวมถึงพิจารณาการใช้มาตรการดูแลภาวะอาหารจานด่วน ซึ่งหลังจากที่มาตรการขอความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ หมดลงในเดือนธันวาคม 2555 ก็ใช้การติดตามและขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการตรึงราคาสินค้าหรือปรับ ราคาตามความเหมาะสมกับต้นทุน

"ขณะนี้มีกระแสเรื่องราคาอาหารแพงขึ้น อ้างเหตุผลต่างๆ เช่น การปรับค่าแรงงาน วัตถุดิบสูงขึ้น การปรับราคาก๊าซหุงต้ม เป็นต้น คงเป็นการหารือว่าจะเตรียมอย่างไรที่จะดูแลภาวะราคาสินค้าและอาหาร เพื่อไม่กระทบต่อประชาชน" น.ส.วิบูลย์ลักษณ์กล่าว

น.ส.วิบูลย์ ลักษณ์กล่าวถึงกรณีกระทรวงคมนาคมจะหารือกระทรวงพาณิชย์ พิจารณาให้แท็กซี่เป็นบริการที่อยู่ในบัญชีควบคุม เพื่อลดปัญหาอัตราค่าเช่ารถแท็กซี่ที่ปรับต่อเนื่องว่า คงต้องรอหนังสือจากกระทรวงคมนาคม และนำเสนอที่ประชุม กกร.พิจารณาว่าจะเห็นชอบให้แท็กซี่เป็นบริการในบัญชีควบคุมหรือไม่ กระทรวงพาณิชย์ถึงจะใช้มาตรการในการกำหนดดูแลให้เป็นธรรมและเหมาะสม

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำชับให้นายบุญทรงติดตามสถานการณ์และหาแนวทางดูแลราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหาร จานด่วน ไม่ให้ฉวยโอกาสปรับราคาขายจนกระทบต่อประชาชน และดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลติดตามกว่า 300 รายการ ว่าสินค้าใดควรปรับลดจากค่าบาทแข็ง และสินค้าใดที่ขยับราคาเหมาะสมหรือไม่ ทำให้นายบุญทรง เรียกประชุม กกร.ด่วน ก่อนดินทางไปประเทศญี่ปุ่นวันที่ 22-25 พฤษภาคม

@ ′เพ้ง′แจงตรึงก๊าซหลังถกครม.

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงนโยบายการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนที่ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดกรอบตรึงราคาไว้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม ว่า ยังไม่ขอตอบอะไร

ผู้ สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องขยายกรอบเวลาตรึงราคาออกไปหรือไม่ เนื่องจากสวนดุสิตโพลแจ้งว่าสำรวจผู้ค้าหาบแร่ แผงลอยได้ราว 2 แสนรายจากเป้าหมาย 5 แสนราย นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ขอตอบและชี้แจงวันที่ 21 พฤษภาคม หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

@ นัดสวนดุสิตโพลหารือ21พ.ค.

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมคณะอนุกรรมการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน ที่มีนายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมงในการพิจารณา

นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุปเรื่องแนวทางการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เนื่องจากเจ้าหน้าที่จากสวนดุสิตโพลยังไม่เข้าให้ข้อมูล และการพิจารณาขยายกรอบตรึงราคาออกไปหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายพงษ์ศักดิ์เป็นประธานก่อน

นายสุเทพกล่าวว่า ทั้งนี้ในการประชุมได้หารือถึงแนวทางการใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วยเก็บข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลแม่นยำและถึงตรงผู้ได้รับความช่วยเหลือ ในวันที่ 21 พฤษภาคม จะหารือคณะทำงานของสวนดุสิตโพลอีกครั้งเพื่อพิจารณาข้อมูลร่วมกัน

ที่มา : นสพ.มติชน

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1369111915
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 13 reads

สหรัฐวิ่งวุ่นล็อบบี้ขอนำเข้าเนื้อสุกร สารพัดขู่ไทยตัด GSP

Submitted by info on Mon, 20/05/2013 - 19:45

สหรัฐฯรุกหนักบีบรัฐบาลไทยนำเข้าเนื้อสุกร-ใช้สารเร่งเนื้อแดง "แร็กโตพามีน" เล่นเกมทั้งทางตรง และทางอ้อมทุกรูปแบบ ขู่ตัด GSP โยงงัด CVD บี้ผู้ส่งออกกุ้ง เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรส่งหนังสือถึง "นายกฯยิ่งลักษณ์" คัดค้านนำเข้า หวั่นทำอุตสาหกรรมสุกรทั้งระบบ 80,000 ล้านบาทพัง

นายกิดดิวงศ์ สมบุญธรรม เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ทางสหรัฐอเมริกากำลังพยายามกดดันรัฐบาลไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยให้เปิดการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐอเมริกาและให้ไทยอนุญาตให้ใช้สารแร็กโตพามีน(Ractopamine) เพื่อเร่งเนื้อแดงในสุกร โดยหากไทยไปยอมได้มีการขู่จะตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ของไทย รวมถึงการบีบบังคับทางอ้อม ด้วยการนำมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) มาใช้กับสินค้ากุ้งเพิ่มเติมอีกหลายข้อ เพื่อนำมาใช้ต่อรอง

ที่ผ่านมา สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังรัฐบาลให้เห็นถึงผลได้-ผลเสียโดยอธิบายว่า ถึงแม้คณะกรรมการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex) มีมติเห็นชอบอนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงได้ แต่มีข้อกำหนดต้องพบสารตกค้างในเนื้อสุกรได้ไม่เกิน 10 ppb ในตับได้ไม่เกิน 40 ppb ในไตได้ไม่เกิน 90 ppb และในไขมันได้ไม่เกิน 10 ppb จึงต้องการทราบว่า สหรัฐมีการควบคุม ตรวจสอบอย่างไร เพราะถ้าไทยอนุญาตให้นำเข้ามาแล้วจะบังคับไม่ได้ เพราะไม่มีสัตวแพทย์ประจำทุกฟาร์ม เหตุผลที่ดีที่สุด คือ ผู้บริโภคไม่ต้องการบริโภคสินค้าที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง ดังนั้น ควรทำการสำรวจความเห็นผู้บริโภค และนำผลสรุปไปแสดงให้สหรัฐเห็น และล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางสมาคมได้ส่งจดหมายไปยังสมาชิกสมาคมทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันคัดค้าน และยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีในเร็ว ๆ นี้

ในอดีตสหรัฐเคยพยายามกดดันให้ใช้สารแร็กโตพามีน แต่ไทยปฏิเสธ โดยใช้เหตุผลว่า มีพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525 ซึ่งขณะนั้น Codex ยังไม่ยอมรับการใช้สารแร็กโตพามีน แต่เมื่อปีที่แล้ว Codex มีมติ 69 ต่อ 67 เสียงอนุญาตให้ใช้สารแร็กโตพามีน สหรัฐจึงพยายามกดดันและทวงถามให้ไทยทำตามที่ให้ไว้ ซึ่งสภาหอการค้าไทยเคยถามไปว่า ถ้าไทยอนุญาตนำเข้าสหรัฐจะคง GSP ของไทยไว้ตลอดหรือไม่ หรือจะละเว้นเฉพาะปีที่ไทยอนุญาตนำเข้า ซึ่งสหรัฐไม่ได้ให้คำตอบใด ๆ

เรื่องนี้ประเทศใหญ่ ๆ ทั้งสหภาพยุโรป (อียู) จีน รัสเซีย ไม่เห็นด้วยและปฏิเสธการใช้ไปแล้ว ไทยเองสามารถใช้เหตุผลของประเทศใหญ่ ๆ เหล่านี้อ้างได้ ที่สำคัญคือต้องให้เหตุผลความกังวลด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค (Safety Concern) ในการประชุมหารือมีตัวแทนจากกรมปศุสัตว์เสนอว่าให้ติดฉลากแยกระหว่างเนื้อสุกรที่ใช้สารและไม่ใช้สาร ซึ่งในความเป็นจริงทำได้ยาก เนื้อสุกรที่ขายในตลาดที่สามารถติดฉลากได้จริงมีเพียง 10% ที่เป็นแพ็กแบบขายราคาแพงเท่านั้น ที่เหลือเป็นการขายในตลาดชั่งกิโลขายตามเขียง ถ้าใช้แนวทางการติดฉลากจะทำให้ผู้ค้ารายย่อยล้มตาย และเป็นโอกาสการขยายธุรกิจของรายใหญ่ จึงสรุปว่าจะไม่ใช้แนวทางนี้

นอกจากเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคแล้ว หากสหรัฐมาขายราคาต่ำ เกษตรกรในประเทศจะสู้ราคาไม่ได้ ต้องล้มตายไปในที่สุด ซึ่งขณะนี้ฟิลิปปินส์และเวียดนามได้รับผลกระทบดังกล่าวแล้ว และกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ในฟาร์ม คิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรประมาณกว่า 80,000 ล้านบาท อีกทั้งปัจจุบันสหรัฐยังมีความเสี่ยงจากการระบาดของโรคหวัดสุกร (Swine Influenza) สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติระบุว่า ปี 2555 ประเทศไทยมีแม่พันธุ์สุกร 9 แสนตัว ผลิตสุกรขุนได้ 13.9 ล้านตัว ส่วนในปี 2556 ประมาณการจำนวนแม่สุกร 9.2 แสนตัว ผลิตสุกรขุนได้ 14.7 ล้านตัว ส่งออกประมาณ 5% และบริโภคในประเทศ 95%

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังมีการควบคุมสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ หากพบการปนเปือนถือว่าฝ่าฝืน พรบ.อาหาร พ.ศ. 2522

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1369026901
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 68 reads

ผู้เลี้ยงสุกรเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯหลังสหรัฐบีบไทยเปิดตลาดนำเข้าหมู

Submitted by info on Mon, 20/05/2013 - 19:34

ณัฐญา เนตรหิน

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศกำลังจะรวมตัวกันเข้ายื่นหนังสือต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยปกป้องอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้คงอยู่กับประเทศไทยต่อไป

เนื่องจากขณะนี้สหรัฐอเมริกาผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ของโลก กำลังพยายามอย่างที่สุดด้วยการกดดันรัฐบาลไทยผ่านสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ให้ไทยเปิดตลาดนำเข้าเนื้อสุกรและเครื่องในจากสหรัฐ ซึ่งนับเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งต่ออาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย

อาชีพการเลี้ยงสุกรช่วยสร้างความมั่นคงและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกรไทยทั่วประเทศมาช้านาน และในกระบวนการผลิตสุกรของไทยนั้นมีพัฒนาการและเติบโตอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสามารถผลิตเนื้อสุกรที่มีคุณภาพสูงได้อย่างเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ แม้บางครั้งผลผลิตจะเกินความต้องการบ้างก็เป็นเพียงครั้งคราวตามกลไกตลาดเท่านั้น

“การผลิตเนื้อสุกรของไทยมีคุณภาพและเพียงพอต่อการบริโภคอยู่แล้ว หากรัฐบาลยอมตามที่สหรัฐเรียกร้องให้นำเข้าเนื้อสุกรย่อมก่อให้เกิดภาวะปริมาณเกินความต้องการ สิ่งที่จะตามมาคือราคาเนื้อสุกรจะตกต่ำอย่างมากจนเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้ ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วกับผู้เลี้ยงสุกรในประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน ซึ่งเปิดตลาดนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐฯที่มีราคาต่ำกว่าเนื้อสุกรภายในประเทศอย่างมาก ฉุดราคาสุกรหน้าฟาร์มในประเทศดังกล่าวเหลือเพียงไม่เกินกก.ละ 50 บาทเท่านั้น ทำให้เกษตรกรทั้ง 3 ประเทศ ไม่สามารถอยู่ได้ ต้องล้มละลาย ละทิ้งอาชีพและเลิกกิจการไป” นายสุรชัยกล่าว

สาเหตุที่เนื้อสุกรจากสหรัฐฯมีต้นทุนต่ำมาจากการอุดหนุน (subsidy) โดยตรงจากรัฐบาลสหรัฐฯ ความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนต่ำนี้ทำให้เนื้อสุกรสหรัฐสามารถกำหนดราคาขายได้ต่ำกว่าราคาสุกรที่ผลิตในประเทศที่มีการส่งออกไป และจะทำการส่งออกชิ้นส่วนที่ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสหรัฐฯ เช่น หัว ขา และเครื่องใน ไปยังประเทศต่างๆ

อีกประเด็นสำคัญที่น่าเป็นห่วง คือความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภคชาวไทย เพราะเป็นที่ทราบดีว่ากฎหมายสหรัฐฯอนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดง Ractopamine และ Carbadox ในการเลี้ยงได้ ขณะที่กรมปศุสัตว์ของไทยจัดให้สารเคมีดังกล่าวเป็นสารต้องห้ามในฟาร์มสุกร ตามพรบ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2525 นั่นหมายความว่าเนื้อสุกรทั้ง 100% ของสหรัฐฯจะมีสารดังกล่าวปนเปื้อนอยู่

นายสุรชัย กล่าวว่า หากมีการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐอเมริกา มาขายปะปนกับเนื้อสุกรของไทยที่ปราศจากสารเร่งเนื้อแดง ก็จะทำให้ผู้บริโภคชาวไทยตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง เนื่องจากสารดังกล่าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และก็เป็นไปได้ว่า ผู้บริโภคจะลดหรืองดบริโภคเนื้อสุกรไปเลย ซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรโดยตรง และปิดประตูอุตสาหกรรมนี้ของประเทศไทยทันที

“ผมต้องชื่นชมรัสเซียที่กล้าปฏิเสธการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐฯ ทั้งๆที่เป็นประเทศที่มีอัตราการบริโภคเนื้อสุกรสูงมาก โดยให้เหตุผลว่าขาดสุขอนามัยที่ดีและมีสารที่เป็นอันตรายเกินกว่าค่ากำหนดขั้นต่ำ (Minimum Residue Limit (MRL) เพราะรัสเซียตระหนักถึงความปลอดภัยของประชาชนในประเทศของเขา รวมถึงปกป้องเกษตรกรของรัสเซีย ซึ่งผมและผู้เลี้ยงสุกรทุกคนจำเป็นต้องขอร้องให้นายกรัฐมนตรีช่วยปกป้องอาชีพของคนไทยด้วยเช่นกัน” นายสุรชัยกล่าว

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=183617:2013-05-20-07-34-28&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 17 reads

จีน​เตรียมออกกฏ​ใหม่หวังดึงดูด​การลงทุนจากต่างชาติสู่จีนมากขึ้น

Submitted by info on Mon, 20/05/2013 - 00:00

หนังสือพิมพ์อิ​โค​โนมิค อินฟอร์​เมชัน ​เดลีรายงาน​ในวันนี้ว่า จีน​เตรียมออกกฏระ​เบียบ​ใหม่​ในปีนี้ ​เพื่อปรับปรุงขั้นตอน​การอนุมัติ ​และสร้างบรรยากาศ​การลงทุน​ในจีนที่สะดวกสบายมากขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ​ซึ่ง​เป็นส่วนหนึ่ง​ใน​ความพยายามที่จะส่ง​เสริม​การลงทุน​โดยตรงจากต่างประ​เทศ (FDI) ​ในจีน

กระทรวงพาณิชย์จีน​ได้ระบุวัตถุประสงค์หลายประ​การ​เพื่อดึงดูด FDI ​ให้หลั่ง​ไหลมาสู่จีน ​ซึ่งรวม​ทั้ง​การสร้างประ​โยชน์สูงสุดจาก FDI บน​เงื่อน​ไขที่ว่า FDI จะช่วยสร้าง​เสถียรภาพ ​และ​การปูทางที่ดีขึ้น​ให้ FDI ​เข้าสู่ภาคบริ​การ ภาค​การผลิตที่มีมูลค่าสูง ​และภูมิภาคทางตอนกลาง​และตะวันตกของจีน

ทั้งนี้ นับ​เป็นครั้ง​แรก​ในรอบ 10 ปีที่กระทรวงพาณิชย์​ได้ดำ​เนิน​การ​แก้​ไขกฎระ​เบียบด้าน​การลงทุนของบริษัทข้ามชาติ​ในจีน ​เพื่อพยายามปรับปรุงกระบวน​การพิจารณาอนุมัติ​ให้สะดวกขึ้น

​ในขณะ​เดียวกัน ทางกระทรวงอยู่ระหว่าง​การจัด​ทำดัชนี ​ซึ่ง​เป็นมาตรวัดบรรยากาศ​การลงทุนทั่วประ​เทศ ​โดยคาดว่าจะมี​การ​เปิดตัวดัชนีดังกล่าว​ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ สำนักข่าวซินหัวรายงาน

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1369040723
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 4 reads

"ชัชชาติ" เปิดมิติใหม่ระบบราง ไฮสปีดเทรนคือ Growth Engine

Submitted by info on Mon, 20/05/2013 - 00:00

หนึ่งปีมีครั้งเดียว งานสัมมนาใหญ่ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ปีนี้ในวาระพิเศษเข้าสู่ปีที่ 37 ได้รับเกียรติจาก "ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บรรยายพิเศษถึงเรื่อง "ระบบราง" ของประเทศไทยภายใต้ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ "รัฐบาลเพื่อไทย" กำลังนำมาพลิกโฉมระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ทัดเทียมนานาประเทศ

โดยเฉพาะ "รถไฟความเร็วสูง" หรือไฮสปีดเทรน นับเป็นโปรเจ็กต์ไฮไลต์เพราะใช้เม็ดเงินสูงสุดถึง 39% หรือประมาณ 783,230 ล้านบาท

ไฮสปีดเทรน ยุทธศาสตร์ประเทศ

"ชัชชาติ" เริ่มเปิดประเด็นบนเวทีว่า ความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ "ไฮสปีดเทรน" จะเป็น Growth Engine ของประเทศไทย "...2 ล้านล้านไม่ได้สร้างความเหลื่อมล้ำแต่จะลดความเหลื่อมล้ำ กระจายโอกาสให้กับทุกคน เพราะไม่ใช่มีแค่รถไฟฟ้าความเร็วสูง ยังมีมิติอื่นที่ครบทุกด้าน ทั้งรถไฟทางคู่ ถนน 4 เลน ท่าเรือ ด่านศุลกากร"

กับคำถาม ทำไมรัฐบาลต้องมองอนาคตด้วยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน คำตอบ...เพราะสามารถแข่งขันและเพิ่มโอกาสให้คนทั้งประเทศ ที่สำคัญโครงการที่รัฐบาลเพื่อไทยทำไม่ใช่โครงการใหม่ หลาย ๆ โครงการเริ่มตั้งแต่ 20 ปีมาแล้วก็มี

"ถ้าไม่ทำวันนี้อีก 10 ปีต้นทุนรถไฟความเร็วสูงจาก 8 แสนล้านบาท จะเป็น 2 ล้านล้านบาทก็เป็นได้"

ในแผนลงทุนมีรถไฟฟ้าความเร็วสูง รวมระยะทาง 1,300 ก.ม. ลงทุน 783,230 ล้านบาท หรือ 39% รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ 300 ก.ม. ลงทุน 472,448 ล้านบาท หรือ 24% รถไฟทางคู่ 403,214 ล้านบาท หรือ 20% มอเตอร์เวย์ 91,820 ล้านบาท หรือ 5% ถนน 4 เลน 183,569 ล้านบาท หรือ 9% สถานีขนส่งสินค้า 14,093 ล้านบาท หรือ 1% ปรับปรุงลำน้ำและชายผั่ง 29,820 ล้านบาท หรือ 1% และด่านศุลกากร 1% หรือ 12,545 ล้านบาท

วันนี้พูดถึงรถไฟความเร็วสูงเป็นหลัก ต้องเริ่มต้นทำความเข้าใจก่อนว่า "รถไฟทางคู่-รถไฟความเร็วสูง" มีรางแตกต่างกันหรือไม่ ปัจจุบันรถไฟไทยเป็นรางขนาด 1 เมตร หรือมิเตอร์เกจ มีระยะทางรวม 4,000 ก.ม.ทั่วประเทศ แบ่งเป็นทางคู่แค่ 300 ก.ม.

ขณะที่ความกว้างราง 1 เมตรใช้อยู่ 20% ทั่วโลก ทำให้สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ทันที เพราะราง 1 เมตรเหมือนกันหมด ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม

ตัวอย่างในปีนี้ สิงคโปร์เริ่มแล้วด้วยการเชื่อมเส้นทางกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์ อนาคตเชื่อมถึงปาดังเบซาร์และทะลุถึงกรุงเทพฯ ด้วย กรุงโฮจิมินห์ซิตี้ทางรถไฟวิ่งอยู่ 30 ชั่วโมง มีแนวคิดพัฒนารถไฟความเร็วสูงใช้ชินคันเซ็น ความเร็ว 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ได้เวลา...ยกเครื่องรถไฟไทย

แนวคิดจะลงทุนทางคู่ทั่วประเทศกว่า 2,000 ก.ม. เปลี่ยนจากรางเดี่ยวที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทำให้เพิ่มความเร็วได้ถึง 160 ก.ม./ชั่วโมง

แต่ถ้าต้องการความเร็วเกิน 200 ก.ม.จะเข้าสู่มาตรฐานรถไฟความเร็วสูง โดยใช้ราง standard gauge กว้าง 1.435 เมตร วิ่งความเร็ว 250-400 ก.ม./ชั่วโมง เน้นรองรับผู้โดยสารที่ต้องการความเร็ว นักท่องเที่ยว สินค้าที่มีมูลค่าสูง สำหรับประเทศไทยนั่นหมายถึงจะต้องสร้างทางใหม่ขึ้นมา

แผนลงทุนมี 4 เส้นทางคือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 745 ก.ม. กรุงเทพฯ-หนองคาย 615 ก.ม. กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ 982 ก.ม. และกรุงเทพฯ-ระยอง 221 ก.ม. เส้นไหนวิ่งไปตามทางรถไฟเก่าจะประหยัดค่าเวนคืนที่ดิน แผนงานที่ออกแบบไว้จะใช้รถไฟทางคู่เป็นฟีดเดอร์ เพราะจอดทุกสถานี แต่รถไฟความเร็วสูงจะจอดเฉพาะสถานีใหญ่ ๆ เช่น กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ มี 10 สถานี เพราะถ้ามีสถานีเยอะก็จะไม่ใช่รถไฟความเร็วสูงแล้ว แต่ละสถานีห่าง 80-100 ก.ม.

ฉะนั้นรถไฟทางคู่กับรถไฟความเร็วสูงจะไม่ทับซ้อนกัน แยกรางกันชัดเจนเหมือนในญี่ปุ่นที่มี 2 ระบบ 2 ราง คือราง 1 เมตรกับรถไฟชินคันเซ็น

สร้างมูลค่าเพิ่มได้ทุกจังหวัด

ข้อมูลด้านลึก ระบบรถไฟความเร็วสูงจะใช้ระบบไฟฟ้าเหมือนแอร์พอร์ตลิงก์ มีสายไฟโยงอยู่ข้างบน ดึงกระแสไฟฟ้าผ่านมอเตอร์ จึงเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและใช้พลังงานที่ประหยัด

กับคำถาม...ระยะแค่ไหนถึงจะเหมาะกับรถไฟความเร็วสูง คำตอบคือโดยทั่วไปในยุโรปหรือญี่ปุ่น ระยะทางอยู่ที่ 300-1,000 ก.ม. จะได้รับความนิยม ใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่า ครอบคลุมทั้งโคราช หนองคาย หาดใหญ่ ถ้าเกิน 1,000 ก.ม. จะเป็นเครื่องบินเพราะใช้เวลามาก สถิติข้อมูลทั่วโลก รถไฟความเร็วสูงดึงมาร์เก็ตแชร์แข่งกับเครื่องบิน-รถยนต์ได้

"รถไฟความเร็วสูงสร้างมูลค่าเพิ่มที่สถานีได้ทุกจังหวัด เท่ากับเพิ่มจีดีพีให้ทุกจังหวัด แต่ถ้าเป็นเครื่องบินจะอยู่บนอากาศ ทำอะไรไม่ได้"

เปิดข้อมูลผลตอบแทนคุ้มค่า

ต้องสร้างความสามารถในการแข่งขัน "...ทุกประเทศคิด แต่ผมว่าประเทศไทยน่าจะลุยได้ก่อน ถ้าเรามีแผนที่ชัดเจน"

สิ่งสำคัญที่จะต่อยอดได้คือ สร้างโอกาสความเจริญและพัฒนาเมืองตามเส้นทางรถไฟ หากทำผังเมืองให้ดีจะมีเมืองใหม่เกิดขึ้น แบบอย่างที่ญี่ปุ่นทำประสบความสำเร็จมาแล้วตั้งแต่ปี 1964 บริหารโดยเจอาร์กรุ๊ป มีรายได้จากค่าตั๋ว 67% รายได้เชิงพาณิชย์ 33% เป็นการหารายได้เพิ่มจากรถไฟ ไม่ใช่ค่าตั๋วอย่างเดียว

ข้อมูลเชิงตัวเลข ความคุ้มค่าโครงการ เช่น สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ EIRR อยู่ที่ 13.38% กรุงเทพฯ-พิษณุโลก 15.81% กรุงเทพฯ-โคราช 12.89% กรุงเทพฯ-หนองคาย 12.21%

กรุงเทพฯ-หัวหิน 10.33% กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี 12.26% กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ 12.44% และกรุงเทพฯ-ระยอง 16.09%

ตอบโจทย์โปรเจ็กต์เพื่อคนท้องถิ่น

คำถามสำคัญ "คนท้องถิ่นได้อะไร" คำตอบคือ รถไฟความเร็วสูงเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่มที่จะตามมา ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่ละจังหวัดต้องสร้างแคแร็กเตอร์ของตัวเองว่าต้องการอะไร

"...หนองคาย อุดรธานี ต้องการเป็นฮับอะไร ขอนแก่นจะเป็นเมืองการศึกษาได้ไหม ต้องมองถึงเศรษฐกิจที่ตามมา ในหลายประเทศอย่างจีน จีดีพีเพิ่มขึ้นเพราะรถไฟความเร็วสูง"

ยังมีตัวอย่างที่น่าสนใจใกล้ตัวว่า ไปกินร้านแดงแหนมเนืองที่หนองคาย เจ้าของร้านถามว่า รถไฟความเร็วสูงเมื่อไหร่จะมา จะส่งไปขายที่เมืองจีนและกทม. เขาไม่สนใจค่าตั๋ว เขามองเป็นเครื่องมือทำมาหากิน

"ชัชชาติ" เปิดมุมมองด้วยว่า อีก 10 ปีข้างหน้าเมื่อน้ำมันราคา 200 เหรียญ/บาร์เรล เราจะอยู่กันยังไง ถ้าไม่ลงทุนตอนนี้

"โครงสร้างค่าตั๋วจะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น ค่าพนักงาน ถ้าดูว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คนในพื้นที่ ท่องเที่ยว โอท็อป เกษตรกร ลงลึกไปถึงประชาชน ถึงรากหญ้าในพื้นที่ได้รับประโยชน์ทั้งหมด"

จีดีพีประเทศโตปีละ 1%

ปัจจุบันการใช้บริการรถไฟคนยังมองว่าเป็นหลังบ้าน ไม่มีใครชอบไม่ค่อยมีใครใช้ แต่ไฮสปีดเทรนจะพลิกโฉมประเทศไทย เพราะจะเป็นศูนย์กลางเมืองใหม่ จะเป็นตัวโชว์หน้าร้าน

"อย่างที่ อ.พันศักดิ์ (วิญญรัตน์) บอก รถไฟความเร็วสูงไม่ใช่ขายแต่ตั๋ว ต้องขายเอ็กซ์พีเรียนซ์ ขายประสบการณ์ เช่น สินค้าโอท็อปมาใช้กับรถไฟได้ พัฒนาต่อยอดแพ็กเกจจิ้งสวย ๆ เลียนแบบโมเดลเบนโตะ อาหารปิ่นโตของญี่ปุ่น จึงไม่ใช่แค่การเดินทางแต่จะเป็นไลฟ์สไตล์"

ในอนาคตเมื่อแจ้งเกิดไฮสปีดเทรนครบถ้วน มั่นใจได้ว่า ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับทางตรงคือ "จีดีพี" อย่างน้อยปีละ 1% ในขณะที่สร้างครั้งเดียวแต่อยู่ได้ 50-100 ปี จึงวิเคราะห์ได้ว่าสามารถเก็บเกี่ยวจีดีพีปีละ 1% ต่อไปเรื่อย ๆ นี่คือ Growth Engine สร้างงาน สร้างเศรษฐกิจในประเทศในระยะยาว

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1369028318
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 3 reads

"คมนาคม"พร้อมกดปุ่มประมูลงบ2ล้านล้าน เกลี่ยบัญชีลงตัว4ปีเนรมิตครบ"ถนน-ด่าน-ทางคู่-ไฮสปีดเทรน"

Submitted by info on Thu, 16/05/2013 - 00:00

เปิดแผน "คมนาคม" จัดลำดับโครงการ 2 ล้านล้านกระจายลงทุน 4 ปี ประเดิมปี"56-57 กว่า 1.2 ล้านล้านทุ่มสร้างรถไฟฟ้าสายสี "แดง-เขียว-ชมพู-เหลือง" ทางคู่ 5 สายรวด ตีฆ้องทั่วโลกประมูลไฮสปีดเทรน จุดพลุมอเตอร์เวย์ใหม่ 3 สาย "โคราช-กาญจน์-มาบตาพุด" ดีเดย์ปี"58 ตอกเข็มทางรถไฟ 2 สายใหม่กว่า 1 แสนล้าน ปี"59 เทกระจาดลอตสุดท้ายทางคู่ 5 สายใหม่กว่า 1.4 แสนล้าน

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในแผนงานโครงการลงทุนตาม พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั้น ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้จัดทำบัญชีการลงทุนที่จะเริ่มดำเนินการได้ทันทีหลัง พ.ร.บ.กู้เงินมีผลบังคับใช้แล้ว โดยกระจายประมูลใน 4 ปี

ปี"56 กว่า 4 แสนล้าน

ในปี 2556 มีโครงการพร้อมดำเนินการวงเงินรวม 422,342 ล้านบาท ได้แก่ 1.รถไฟฟ้า 4 สาย เงินลงทุนรวม 130,153 ล้านบาท มีสีเขียวเข้ม (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) 18.7 กม. วงเงิน 58,590 ล้านบาท, สีชมพู (แคราย-มีนบุรี) 38 กม. วงเงิน 58,624 ล้านบาท, สีแดง (รังสิต-ม.ธรรมศาสตร)์ 5,412 ล้านบาทและสีแดง (ตลิ่งชัน-ศาลายา) 7,527 ล้านบาท

2.รถไฟทางคู่ 2 สาย เงินลงทุนรวม 46,904 ล้านบาท ได้แก่ สายจิระ-ขอนแก่น 185 กม. วงเงิน 29,221 ล้านบาท และสายประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร 167 กม. วงเงิน 17,683 ล้านบาท

นับหนึ่งไฮสปีดเทรน 3 สาย

3.รถไฟความเร็วสูง 3 สาย เงินลงทุนรวม 682,598 ล้านบาท มีสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 745 กม. วงเงิน 387,821 ล้านบาท, กรุงเทพฯ-หนองคาย 615 กม. ลงทุน 170,450 ล้านบาท (ค่าก่อสร้างเฟสแรกกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และค่าที่ปรึกษาต่อขยายนครราชสีมา-หนองคาย), สายกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ 982 กม. ลงทุน 124,327 ล้านบาท (เฟสแรกจากกรุงเทพฯ-หัวหิน และค่าศึกษาต่อจากหัวหิน-ปาดังเบซาร์)

โดยจะเริ่มกระบวนการเสนอผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ในสายเหนือ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก และเริ่มขั้นตอนจัดหาระบบการเดินรถ คาดว่าจะมีวงเงินรวมทั้ง 3 สายประมาณ 129,085 ล้านบาท ก่อนที่จะเปิดประมูลก่อสร้างในปี 2557 นี้

4.งานถนน เงินลงทุนรวม 116,200 ล้านบาท ได้แก่ มอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา 196 กม. วงเงิน 84,600 ล้านบาท มี พ.ร.ฎ.เวนคืนประกาศใช้แล้วจะเริ่มเวนคืนได้ทันที พร้อมเปิดประมูลก่อสร้าง นอกจากนี้มีงานบูรณะถนนสายหลัก 12 เส้นทาง 235 โครงการ 2,162 กม. วงเงิน 31,600 ล้านบาท

ปี"57 ทะลุ 8 แสนล้าน

สำหรับในปี 2557 มี 5 โครงการ รวม 824,373 ล้านบาท คือ 1.รถไฟฟ้า 4 สาย รวม 239,403 ล้านบาท ได้แก่ สีแดงอ่อน (บางซื่อ-มักกะสัน-หัวหมาก) สีแดงเข้ม (บางซื่อ-หัวลำโพง) รวม 38,469 ล้านบาท, ต่อขยายแอร์พอร์ตลิงก์ (พญาไท-บางซื่อ-ดอนเมือง) 28,574 ล้านบาท, สีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) 57,306 ล้านบาท และสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-บางกะปิ-มีนบุรี) 115,054 ล้านบาท

2.รถไฟทางคู่ 3 สาย รวม 58,244 ล้านบาท มีสายลพบุรี-ปากน้ำโพ 148 กม. วงเงิน 16,215 ล้านบาท, นครปฐม-หัวหิน 165 กม. วงเงิน 20,833 ล้านบาท และมาบกะเบา-จิระ 132 กม. วงเงิน 21,196 ล้านบาท

ไฮสปีดเทรน 3 สาย 4 แสน ล.

3.เริ่มประมูลก่อสร้างงานโยธาทางวิ่งและสถานีถไฟความเร็วสูงเฟสแรก 3 สาย รวม 409,554 ล้านบาท ได้แก่ สายกรุงเทพฯ-พิษณุโลก 193,206 ล้านบาท, กรุงเทพฯ-นครราชสีมา 123,950 ล้านบาท และกรุงเทพฯ-หัวหิน 92,398 ล้านบาท

4.โครงการถนน เงินลงทุนรวม 105,792 ล้านบาท เป็นค่าเวนคืนมอเตอร์เวย์ 2 สาย คือ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี 5,420 ล้านบาท และพัทยา-มาบตาพุด 1,800 ล้านบาท อีกทั้งเริ่มประมูลงานขยายถนน 4 ช่องจราจร 1,864 กม. 45 โครงการ เงินลงทุน 80,610 ล้านบาท

ถนนเลียบอ่าวไทยถึงชุมพร (รอยัลโคสต์) 22 โครงการ 4,192 ล้านบาท, ถนนเชื่อมระหว่างประเทศ 11 โครงการ 13,770 ล้านบาท และ 5.สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำป่าสัก 11,380 ล้านบาท

รถไฟใหม่แสนล้านงอกปี"58

ส่วนในปี 2558 มี 6 โครงการลงทุนรวม 280,082 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (สมุทรปราการ-บางปู)13,344 ล้านบาท 2.สร้างรถไฟสายใหม่ 2 สาย คือ สายเด่นชัย-เชียงราย 326 กม. วงเงิน 77,275 ล้านบาท และสายบ้านไผ่-ร้อยเอ็ด-มหาสารคาม-มุกดาหาร-นครพนม 347 กม. วงเงิน 42,106 ล้านบาท

3.ประมูลรถไฟความเร็วสูง 2 สาย คือ สายสุวรรณภูมิ-ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-พัทยา-ระยอง 221 กม. วงเงิน 100,631 ล้านบาท และสายเหนือต่อขยายจากพิษณุโลก-เชียงใหม่

4.โครงการถนน มี 2 โครงการรวม 16,433 ล้านบาท ได้แก่ สร้างถนนสนับสนุนท่าเรือเชียงแสน 3 โครงการ 2,773 ล้านบาท และถนนสนับสนุนสนามบินสุวรรณภูมิ 3 โครงการ 13,660 ล้านบาท

5.การพัฒนาการขนส่งทางน้ำ วงเงินรวม 18,437 ล้านบาท มีสร้างท่าเรือชุมพร 1,713 ล้านบาท, ท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 วงเงิน 3,613 ล้านบาท, สถานีขนส่งสินค้าทางน้ำอ่างทอง 1,325 ล้านบาท และท่าเรือปากบาราระยะที่ 1 วงเงิน 11,786 ล้านบาท

และ 6.โครงการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า 15 แห่ง แยกเป็นเมืองชายแดน 7 แห่งที่เชียงราย ตาก หนองคาย มุกดาหาร สระแก้ว สงขลา นราธิวาส อีก 8 แห่งเป็นเมืองหลัก มีเชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี ปราจีนบุรี และสุราษฎร์ธานี เงินลงทุนรวม 11,856 ล้านบาท

ปี"59 ทางคู่ซิวเค้ก 5 สาย

ในปี 2559 จะมีประมูล 4 โครงการ รวม 153,852 ล้านบาท คือ 1.รถไฟทางคู่ 5 สาย รวม 144,110 ล้านบาท ได้แก่ สายปากน้ำโพ-เด่นชัย 285 กม. 30,070 ล้านบาท, หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ 90 กม. 9,555 ล้านบาท, ชุมพร-ปาดังเบซาร์ 506 กม. 53,340 ล้านบาท, ขอนแก่น-หนองคาย 174 กม. 18,585 ล้านบาท และจิระ-อุบลราชธานี 309 กม. วงเงิน 32,560 ล้านบาท

2.สร้างทางรถไฟสายใหม่ จากบ้านภาชี-นครหลวง 23 กม. วงเงิน 4,546 ล้านบาท 3.มีถนนแก้ไขปัญหาจราจรที่แหลมฉบัง-สนับสนุนนิคมอุตสาหกรรม 2 โครงการ 2,960 ล้านบาท และ 4.พัฒนาสถานีขนส่งสินค้า อ.เชียงของ จ.เชียงราย 2,236 ล้านบาท

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1368715358
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 5 reads

ไฮสปีดเทรนดันที่ดินทั่วปท. 5 หัวเมืองตจว.ขยับขึ้นเท่าตัว อสังหาเล็งทำเลรอบสถานี

Submitted by info on Thu, 16/05/2013 - 00:00

ไฮสปีดเทรนจุดพลุการลงทุนในหัวเมืองภูมิภาคทั่วประเทศ เผยเส้นทางพาดผ่าน 24 จังหวัด ราคาที่ดินกระฉูดตั้งแต่ยังไม่ตอกเสาเข็ม "พิษณุโลก" รับอานิสงส์จากการก่อสร้างเฟสแรก นครปฐม-ราชบุรี-โคราช-อุดรฯ-ขอนแก่นแพงขึ้น 100% บิ๊กแบรนด์อสังหาฯ-รับสร้างบ้านฟันธง ตำแหน่งที่ตั้งสถานีรถไฟฟ้าชัดเจนเมื่อไหร่จะเปิดหน้าดินอีกเพียบ ตะลึงเขตอำเภอรอบนอกซื้อที่ดินสร้างบ้านแพงขึ้น 10 เท่าแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลเพื่อไทย ไม่เพียงแต่จุดพลุการลงทุนระบบรางที่จะเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายคมนาคมขนส่งกระจายครบทุกภูมิภาคทั่วประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งยังเป็นการจุดพลุให้กับธุรกิจพัฒนาที่ดินอีกด้วย โดยเฉพาะทำเลเกาะแนวเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรน 4 สายทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ และกรุงเทพฯ-ระยอง พาดผ่าน 24 จังหวัด รวมระยะทางประมาณ 1,806 กิโลเมตร

พิษณุโลกรับอานิสงส์เต็ม ๆ

นายวิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชติ กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจเขตพื้นที่ภาคเหนือ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจากรัฐบาลเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรน โดยค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะทำเฟสแรก สายกรุงเทพฯ-พิษณุโลกนั้น พบว่าขณะนี้ราคาที่ดินกำลังขยับตัวสูงขึ้นไปรอล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่โซนตอนใต้ของเมือง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะใช้เป็นที่ตั้งสถานีรถไฟความเร็วสูง ในบริเวณที่ราชพัสดุ แนวรั้วของกองบิน 46 พิษณุโลก

นอกจากนี้ พื้นที่บริเวณถนนทางเลี่ยงเมือง หรือบายพาสตอนใต้ ก็มีการขยับตัวเพิ่มขึ้น 10-30% จากเดิมที่ผ่านมา ราคาที่ดินในพิษณุโลกไม่แพงมากนัก เพราะไม่ใช่จังหวัดที่เป็นทางผ่าน

"ภาวะที่ดินขึ้นราคาอย่างรวดเร็วเป็นเพราะรถไฟความเร็วสูง ทำให้เกิดการลงทุนและมีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร จากนี้ไปภาพความเจริญเติบโตของเมืองจะเปลี่ยนแปลงทันที หลังมีรถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้น" นายวิโรจน์กล่าว

แหล่งข่าวเจ้าของที่ดินรายหนึ่งในเขต ต.บึงพระ อ.เมืองพิษณุโลก เปิดเผยว่า ตนเองมีที่ดินอยู่บริเวณใกล้ทางรถไฟตำบลบึงพระ จำนวน 8 ไร่ ในช่วงนี้มีนายหน้าเข้ามากว้านซื้อที่ดินพร้อมทั้งเสนอราคาให้ค่อนข้างสูง จากเดิมไร่ละ 1 ล้านบาท เวลานี้ไร่ละ 3-5 ล้านบาทแล้ว คาดว่ายังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากมีคนเข้ามาติดต่อซื้อหลายรายและแข่งกันเพิ่มราคาให้

นครปฐม-ราชบุรีขึ้น 100%

นายบุญชู ภุชงค์ประเวศ ประธานหอการค้าจังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า เริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนจากภาวะราคาที่ดินแพงขึ้นตั้งแต่กลางปี 2555 โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้เคียงองค์พระปฐมเจดีย์และบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟที่คาดว่าจะใช้เป็นสถานที่รองรับรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-หัวหิน

ปัจจุบันราคาที่ดินในเขต อ.เมืองนครปฐม ปรับตัวสูงขึ้นถึงไร่ละ 20 ล้านบาท จากเดิมเพียง 8-10 ล้าน ส่วนเขตอำเภอรอบนอกราคา 8-15 ล้านบาท คาดว่าภายใน 1-2 ปีนี้ ราคาที่ดินจะปรับขึ้นไปถึงจุดสูงสุดไร่ละ 40-50 ล้านบาท เนื่องจากมีกลุ่มทุนท้องถิ่นเริ่มซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรแล้ว

สอดคล้องกับนายธนัญชัย วัดเอก เจ้าของกิจการอพาร์ตเมนต์บ้าน 108 อ.เมืองราชบุรี เปิดเผยว่า ภาวะราคาที่ดินในเมืองและรอบนอกรัศมี 3 กิโลเมตร เดิมไร่ละ 12 ล้านบาท ตอนนี้ราคาไร่ละ 16 ล้านบาทแล้ว แนวโน้มยังสูงได้อีกเป็นไร่ละ 20-30 ล้านบาท โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ปากท่อ ซึ่งอยู่ในแนวรถไฟความเร็วสูงพาดผ่านไปยังหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1368642538
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 5 reads

เปิดช่องโหว่โปรเจ็กต์น้ำ 3 แสน ล. ป.ป.ช.จับตา 4 ข้อ เข้าข่ายขัด รธน.-ฮั้ว ?

Submitted by info on Thu, 16/05/2013 - 00:00

โครงการ เพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และกรอบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ทั้ง 9 โมดูล ซึ่ง คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กำลังพิจารณารายละเอียดเอกสารที่เอกชนเสนอแนบประมูล ก่อนจะมีการประมูลในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ ถูกจับตามองจากหลายฝ่าย ถึงรูปแบบการประมูล-รูปแบบการก่อสร้างที่กำหนดไว้ใน "ทีโออาร์" ที่ กบอ.เขียนขึ้นให้บริษัทเอกชนสนใจนั้นมีช่องโหว่ในการทุจริต

และยิ่ง "กลุ่มกิจการร่วมค้าญี่ปุ่น-ไทย" และ "บริษัททีมไทยแลนด์-บริษัท ช.การช่าง" ขอถอนตัวไม่เข้ายื่นการประมูล เหลือเพียง 2 กลุ่ม คือ "กลุ่มกิจการร่วมค้าอิตาเลียนไทย-เพาเวอร์ไชน่า" และ "บริษัทโคเรีย วอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น" (เค.วอเตอร์) ที่กำลังขับเคี่ยวแย่งชิงการก่อสร้างในโมดูลหลัก เมกะโปรเจ็กต์ดัง กล่าวก็ยิ่งถูกเพ่งเล็งมากขึ้น หนึ่งในหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบ คือ "สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.)

"สิริลักษณา คอมันตร์" ที่ปรึกษา ป.ป.ช. ให้เหตุผลที่ ป.ป.ช.ต้องเข้ามาจับตาโครงการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท เป็นเพราะประเทศไทยมีประสบการณ์ความเจ็บปวดกับการบริหารจัดการมามาก แม้โครงการบริหารจัดการน้ำยังไม่มีเค้าลางทุจริต แต่ทาง ป.ป.ช.ติดตามในเชิงรุกว่ามีช่องโหว่หรือปัญหาเกิดขึ้นส่วนใดได้บ้าง

"สำหรับ โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ข้อสังเกตคือ รัฐบาลใช้วิธีการจ้างโดยยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ด้วยการพัสดุ 2535 และไม่ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ 2549 แล้วมีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นมาใหม่แทน โดยออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพัสดุในการดำเนินโครงการ ตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้าง อนาคตประเทศ พ.ศ. 2555"

"ระบุขั้นตอนการประมูลกำหนดให้แต่ละบริษัท ที่สนใจเสนอกรอบความคิด Conceptual Plan หากได้รับการคัดเลือกจาก กบอ.ผู้ที่ผ่านถึงจะมีสิทธิ์เสนอแบบ Design-Build คำถามของเราคือ การ กระทำดังกล่าวขัดกับหลักการจัดหาพัสดุที่จะต้องมีการแข่งขันกันอย่างเป็น ธรรมและโปร่งใสหรือไม่ เพราะเกณฑ์การคัดเลือกไม่มีความชัดเจน"

"ยิ่ง ไปกว่านั้น กบอ.ได้แก้ไขบทนิยาม ′ส่วนราชการ′ ของระเบียบที่ออกขึ้นใหม่ ซึ่งตามปกติแล้วส่วนราชการ หรือเจ้าของโครงการจะต้องเป็นผู้ดูแลโครงการ เช่น โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เป็นผู้ดูแล แต่โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน กลับกลายเป็น กบอ. หรือสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) เป็นผู้รับผิดชอบ"

"ซึ่งเราเข้าใจแต่เดิมว่า กบอ.เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจ ทีนี้ประธาน กบอ.เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ พอทำเสร็จแล้วก็โยนกลับไปให้เจ้าของกระทรวงโดยที่เขาไม่มีส่วนในการคัดเลือก เลย แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ในมือของ กบอ. และยังดูเหมือนว่าอำนาจการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกบริษัทก็จะอยู่ในอำนาจ ของประธาน กบอ.แต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน"

นอกจากนี้ ในทีโออาร์ก็ไม่ได้กำหนดราคากลาง เพราะทีโออาร์กำหนดว่าผู้ที่เข้าการแข่งขันนั้น ต้องแนบแบบการประมูล มีทั้ง Design-Build เมื่อ Design-Build ยังไม่มีรูปแบบก่อสร้างก็ยังไม่มีราคากลาง แต่ให้ใช้วิธีการดำเนินการจ้างในวิธี Guaranteed Maximum Price (หน่วยงานรัฐเป็นคนกำหนดค่าก่อสร้างว่าห้ามเกินกี่บาท) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการก่อสร้างในรายละเอียดได้ นอกจากนี้ การศึกษาผลกระทบทั้งความคุ้มค่าการลงทุน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมบริษัทที่ได้รับคัดเลือกจะต้องดำเนินการเองทั้งหมด อาจทำให้เกิดทุจริตได้

เมื่อ ป.ป.ช.พบช่องโหว่ในทีโออาร์ของ กบอ.มากมาย จึงตั้งข้อสังเกตว่า

1.การพัฒนาโครงการแบบนี้มีการแข่งขันที่แท้จริงหรือไม่ ผิดกฎหมายฮั้วที่ ป.ป.ช.ดูแลอยู่หรือไม่

2.การทำสัญญาไปก่อน แล้วค่อยศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กับประชาพิจารณ์ภายหลัง ขัดรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีทำโครงการขนาดใหญ่หรือไม่

3.การ ที่ "กิจการร่วมค้าญี่ปุ่น-ไทย" และ "บริษัททีมไทยแลนด์-บริษัท ช.การช่าง" ได้ขอถอนตัวไม่เข้ายื่นประมูล จึงทำให้เหลือกลุ่มผู้ยื่นข้อเสนอทั้งหมด

4 กลุ่ม และทำให้ใน 8 โมดูลมีบริษัทแข่งขันโมดูลละ 2 รายเท่านั้น

4.แม้ การใช้วิธี Design-Build และ Guaranteed Maximum Price มีปัญหาอยู่มาก เช่น - ในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ บริษัทที่ได้รับการประมูลก็จะออกผลสำรวจให้มีความเป็นไปได้สูง เพราะเขาต้องการสร้าง

- กบอ.เป็นเจ้าของโครงการจะต้องไปคุมงานเองหรือไม่ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ก็มีอยู่ไม่มาก ผลงานจะด้อยคุณภาพหรือไม่

- บริษัทที่ได้รับการคัดเลือก แน่นอนว่าต้องไปว่าจ้างผู้รับเหมารายย่อย

(Subcontract) รับช่วงการก่อสร้างต่อในบางงาน หากบริษัทที่ได้รับการคัดเลือก (Main Contractor) ไม่สามารถของบประมาณเพิ่มได้เพราะขัดกับ Guaranteed Maximum Price ที่ตั้งราคาเอาไว้ ทำให้ไปกดราคาของผู้รับเหมารายย่อย สุดท้ายเขาอาจทิ้งงาน ในที่สุดทำให้เราไม่ได้ของ เป็นสิ่งที่ ป.ป.ช.จับตามองไม่คลาดสายตา

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1368711238
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 5 reads
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content