Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

สำนักข่าวไทย

ก.พาณิชย์เรียกทูตพาณิชย์ทั่วโลกทบทวนส่งออกปีนี้ใหม่

Submitted by info on Mon, 20/05/2013 - 13:39

รร.เซ็นทารา ลาดพร้าว 20 พ.ค.- นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ ทูตพาณิชย์ทั่วโลก 62 ประเทศ ว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อต้องการทบทวนประเมินสถานการณ์ภาคการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดต่างประเทศของแต่ละภูมิภาค พร้อมทั้งรับฟังปัญหาอุปสรรคเพื่อจะช่วยส่งเสริมให้มูลค่าการค้าไทยในทั่วโลกดีขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว โดยจะให้ความสนใจกับตลาดส่งออกหลักอย่างสหรัฐ ยุโรป และญุี่ปุ่น ที่ยังคงมีความผันผวน แม้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังเท่าที่ติดตามตลาดสหรัฐเริ่มฟื้นตัว ตลาดญี่ปุ่นเริ่มดีขึ้นแล้วก็ตาม ดังนั้น การประชุมร่วมทูตพาณิชย์ทั่วโลกครั้งนี้จะทบทวน และหาแนวทางการเจาะตลาดบางประเทศที่เห็นว่ามีปัญหาเศรษฐกิจ แต่มีช่องทางที่จะผลักดันสินค้าไทยไปได้

ทั้งนี้ จากการประชุมทูตพาณิชย์จะนำผลการประชุมไปรายงาน นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในวันพรุ่งนี้ (21 พ.ค.) เพื่อประเมินทิศทางการส่งออก การทำตลาดทั้งตลาดหลักและตลาดใหม่ โดยยังเห็นว่าตลาดที่จะชดเชยตลาดที่กำลังประสบปัญหายังคงเป็นตลาดอาเซียนและเอเชีย และมองว่าเป้าหมายการส่งออกที่ตั้งไว้ร้อยละ 8-9 หากจะไม่มีการปรับประมาณการ การทำงานเพื่อให้ได้ตรงตามเป้าหมายของทูตพาณิชย์จะมีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าทุกฝ่ายพร้อมที่จะดำเนินการเพื่อให้เป้าหมายเป็นไปตามที่ตั้งไว้

นอกจากนี้ หากดูปัจจัยสถานการณ์ค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงและมีเสถียรภาพมากขึ้น เศรษฐกิจโลกเริ่มปรับตัวดี แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยในเบื้องต้นหากไม่มีการปรับลดตัวเลขส่งออกในครั้งนี้ อาจจะมีการรอดูสถานการณ์อีก 3 เดือนข้างหน้าอีกครั้ง ซึ่งหากในช่วงครึ่งปีหลังสถานการณ์กลับมาดีขึ้น ตัวเลขส่งออกอาจจะไม่จำเป็นต้องปรับลง

นายชูลิต สถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า การค้าระหว่างไทยและอังกฤษไตรมาส 1 ปีนี้ขยายตัวร้อยละ 4.4 สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจอังกฤษที่ขยายตัวร้อยละ 0.3 ซึ่งถือว่าดีกว่าประเทศอื่นในยุโรป โดยสินค้าอาหารของไทยยังได้รับความสนใจจากประเทศในยุโรป ส่งผลให้ภาพรวมของการส่งออกสินค้าไทยไปยุโรปขยายตัวร้อยละ 4-5 แม้เศรษฐกิจในสหภาพยุโรป (อียู) จะหดตัวร้อยละ 1 ก็ตาม จึงเชื่อว่าการส่งออกสินค้าไทยไปอียูปีนี้จะไม่ติดลบ โดยจะขยายตัวได้ร้อยละ 0-2

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้การส่งออกเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่เพื่อเป็นการช่วยสนับสนุนให้การส่งออกในภาพรวมของไทยขยายตัวได้ร้อยละ 8-9 ตามที่คาดไว้ ทางทูตพาณิชย์ของยุโรปจะจัดงานแสดงสินค้าเพื่อส่งเสริมสินค้าไทยออกไปยังอังกฤษมากขึ้นโดยเฉพาะในงาน Trade of Thailand - Trade of London ในวันที่ 20-23 มิถุนายน 2556

http://www.mcot.net/site/content?id=5199a950150ba02e1200015e#.UZnE4Mqnd1k
  • สำนักข่าวไทย
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 9 reads

กัมพูชาให้พื้นที่เขตลุ่มน้ำโขงเป็นแหล่งอนุรักษ์-จัดการน้ำ

Submitted by info on Thu, 09/05/2013 - 11:48

กัมพูชา 9 พ.ค.- รัฐบาลกัมพูชาประกาศให้พื้นที่ในเขตลุ่มน้ำโขงเป็นแหล่งอนุรักษ์และจัดการน้ำเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพและสัตว์น้ำ

พื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำโขงระยะทาง 56 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ระหว่างจังหวัดสตึงแตรง กับกรอแจะ ถือเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งป่าชายเลน แม่น้ำน้อยหลายสาย รวมทั้งเกาะแก่ง ซึ่งเอื้อต่อการดำรงชีวิตของสัตว์หลายสายพันธุ์ ที่แทบไม่มีหลงเหลืออยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลกัมพูชาเล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่ลุ่มน้ำแถบนี้ จึงประกาศอย่างเป็นทางการให้พื้นที่บริเวณดังกล่าว เป็นแหล่งอนุรักษ์และจัดการน้ำ เพื่อการฟื้นฟูพันธุ์พืชและสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด เช่น โลมาอิรวดี ตะพาบหัวกบ รวมทั้งนกช้อนหอยดำ

http://www.mcot.net/site/content?id=518b241e150ba053580003a1#.UYsqVcrTMmg
  • สำนักข่าวไทย
  • สิ่งแวดล้อม
  • Read more
  • 46 reads

ผู้ว่าแบงก์ชาติ ยันดอกเบี้ยนโยบายไทยต้องดูแลสมดุลเศรษฐกิจในประเทศ

Submitted by info on Thu, 09/05/2013 - 11:42

กรุงเทพฯ 9 พ.ค. -นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้การธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยก่อนการเข้าชี้แจง ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ของประเทศ พ.ศ..... (เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ) ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการดูแลทั้งอัตราแลกเปลี่ยน และการบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้าย ไปจนถึงสมดุลเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับสมดุลของสภาพเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค โดยสภาพเศรษฐกิจของโลกขณะนี้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี ระดับ 5% ขึ้นไป ซึ่งรวมทั้งไทย กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่เศรษฐกิจติดลบ เช่น กลุ่มยุโรป และกลุ่ม 3 คือ กลุ่มที่ขยายตัวเพียง 1-2% เช่น สหรัฐ ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า อัตราดอกเบี้ยของไทยยังต้องมีภาระหนักในการดูเศรษฐกิจในประเทศให้เกิดความสมดุล แตกต่างจากในยุโรป และสหรัฐ ที่ต้องกดดอกเบี้ยต่ำเพื่อดูแลปัญหาเศรษฐกิจในด้านอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าแบงก์ชาติ ยืนยันว่าได้มี 4 มาตรการที่ได้เตรียมไว้สำหรับการดูแลเงินทุนไหลเข้าไว้แล้ว โดยจะพิจารณาอย่างใกล้ชิด รอบคอบ และเหมาะสม กับสถานการณ์ ก่อนที่จะประกาศใช้ เพราะตลาดการเงินนั้นมีความเคลื่อนไหวเร็ว ซึ่งแต่ละเครื่องมือก็มีตั้งแต่ผลกระทบจากเบาไปหาหนัก นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมืออื่น ๆ ที่ใช้ในการดูแล เช่น การแทรกแซงค่าเงิน เป็นต้น

ส่วนการที่เงินบาทเมื่อวานนี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย มาจากการที่นักลงทุนต่างชาติกลับมามีความมั่นใจในภาพรวมเศรษฐกิจมากขึ้นจึงมีเงินทุนไหลเข้ามา โดยกรณีที่ธนาคารกลางหลายชาติ ปรับลดดอกเบี้ย ก็เป็นเพราะเหตุผลหลายด้านที่แตกต่างกันไป เช่น เกาหลีใต้ ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25 % เหลือ 2.5% มาจากความต้องการที่จะแข่งขันกับญี่ปุ่นในตลาดส่งออกมากขึ้น หลังค่าเงินเกาหลีเสียเปรียบญี่ปุ่นที่เป็นคู่แข่งหลัก ส่วนออสเตรเลีย ที่ลดดอกเบี้ย ลง 0.2.% มาจากที่เศรษฐกิจในออสเตรเลีย ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก จึงต้องใช้ดอกเบี้ยเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แตกต่างจากไทยที่ยังมีเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี และยังต้องดูแลด้านเศรษฐกิจในประเทศ

http://www.mcot.net/site/content?id=518b2468150ba053580003a5#.UYso7srTMmg
  • สำนักข่าวไทย
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 17 reads

รมว.คลัง-ผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 เชื่อเศรษฐกิจภูมิภาคยังโตได้แต่ต้องรับมือ ศก.โลกผันผวน

Submitted by info on Mon, 06/05/2013 - 13:01

อินเดีย 6 พ.ค. - นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 ครั้งที่ 16 (ASEAN+3 Finance Ministers and Central Bank Governors’ Meeting: AFMGM+3) เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2556 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นการประชุมที่จัดขึ้นก่อนการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารพัฒนาเอเชีย ครั้งที่ 46 โดยมีนายพีฮิน ดาโต๊ะ รามัน อิบราฮิม (Pehin Dato Rahman Ibrahim) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนที่ 2 ของบรูไน และนายจู กวงเหยา (Zhu Guangyao) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประธานร่วมการประชุม ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

ที่ประชุมได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก สถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาค และเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก โดยเห็นว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน+3 จะยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในปี 2556 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคได้รับแรงสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศ สถาบันการเงิน และระบบการเงิน ตลอดจนการใช้นโยบายทางเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ประเทศในภูมิภาคอาเซียน+3 ยังจะต้องเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจจากความเสี่ยงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน และปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพคล่องทางการเงินของโลกที่มีอยู่ในระดับสูงเนื่องจากการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของสินเชื่อ ปัญหาฟองสบู่ และความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของภูมิภาค ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกจะให้ความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ตลอดจนยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อรักษาอัตราการเจริญเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือความคืบหน้าการแก้ไขความตกลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกลไกความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างกันของประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียน+3 หรือมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation: CMIM) ตามมติที่ประชุมฯ เมื่อปีที่แล้ว ที่กำหนดให้ (1) เพิ่มขนาดของ CMIM เป็น 2 เท่า จากเดิม 120 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 240 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2) เพิ่มสัดส่วนการให้ความช่วยเหลือทางการเงินส่วนที่ไม่เชื่อมโยงกับเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF Delinked Portion) เพื่อลดการพึ่งพากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ในยามวิกฤต และ (3) การจัดตั้งกลไกให้ความช่วยเหลือช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ (Crisis Prevention Facility) เพื่อป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นและป้องกันการลุกลามไปยังของประเทศสมาชิกอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งภายหลังจากนี้ ประเทศสมาชิกจะดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่อเข้าร่วมลงนามในความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขนี้ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2556 นี้

ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้ยกระดับสํานักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office: AMRO) เป็นองค์การระหว่างประเทศ โดยให้มีสถานะความสำคัญ และได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เท่าเทียมกับองค์การระหว่างประเทศทางการเงินอื่นๆ เช่น IMF และธนาคารพัฒนาเอเชีย ทั้งนี้ AMRO จะเป็นองค์การการเงินระหว่างประเทศองค์การแรกที่จัดตั้งโดยอาเซียน+3 ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบทบาทของ AMRO ในการวิเคราะห์สถานการณ์และระวังภัยทางเศรษฐกิจของสมาชิกอาเซียน+3 ในเวทีโลก

ที่ประชุมได้ติดตามการดําเนินงานของมาตรการริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Markets Initiative: ABMI) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาตลาดพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นของภูมิภาคอาเซียน+3 ให้มีความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นแหล่งระดมเงินทุนและเป็นทางเลือกในการออมของภูมิภาค โดยมีประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ความสำเร็จของกลไกการค้ำประกันเครดิตและการลงทุน (Credit Guarantee and Investment Facility: CGIF) ของภูมิภาคอาเซียน+3 ซึ่งบริษัทเอกชนที่ CGIF ให้การค้ำประกันเครดิตในการออกพันธบัตรได้ออกพันธบัตรสกุลเงินบาทในประเทศไทยได้สำเร็จแล้ว เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2556 โดยมีมูลค่า 2,850 ล้านบาทหรือประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของความร่วมมือในการพัฒนาตลาดพันธบัตรของภูมิภาคอาเซียน+3 2) การให้ความเห็นการศึกษาความเป็นไปได้เรื่องการพัฒนาตลาดพันธบัตรเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Fostering Infrastructure Financing Bonds Development) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนด้านการเงินสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสมาชิกอาเซียน+3 ซึ่งนายกิตติรัตน์ฯ ได้กล่าวสนับสนุนการศึกษาดังกล่าว โดยเห็นว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของภูมิภาค และในขณะนี้อาเซียน+3 มีเงินออมในภูมิภาคเป็นจำนวนมาก จึงควรมีการหาแนวทางในการนำเงินออมเหล่านั้นมาลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสมาชิก

ที่ประชุมได้รับทราบผลการศึกษาของคณะ Research Group ประจำปี 2012-2013 ได้แก่ เรื่องการพัฒนาโครงสร้างและเสริมสร้างประสิทธิภาพของหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือของภูมิภาคอาเซียน+3 และให้ความเห็นชอบหัวข้อการศึกษาของ Research Group ประจำปี 2013-2014 ได้แก่ 1) การศึกษาเพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาตลาดการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (The Policy Recommendations for the Expansion of the Securitization Market in the ASEAN+3 Countries) และ 2) การวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคามของโครงสร้างตลาดทุนอาเซียน+3 (SWOT Analysis on Capital Market Infrastructure in ASEAN+3)

ที่ประชุมได้รับทราบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาความเป็นไปได้ของความร่วมมือใหม่ 3 ด้านของอาเซียน+3 เพื่อขยายขอบข่ายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาคในอนาคต ได้แก่ (1) ความร่วมมือทางการเงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาค (2) การใช้เงินสกุลของภูมิภาค (Regional Currencies) สำหรับ การค้าขายและการลงทุนในภูมิภาค และ (3) การจัดตั้งกลไก/กองทุนการประกันภัยที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Disaster Insurance Scheme) ทั้งนี้ คาดว่าจะมีข้อสรุปนโยบายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องดังกล่าวได้ภายในปีนี้

สำหรับการประชุม AFMGM+3 ครั้งต่อไป ในปี 2014 จะจัดขึ้น ณ กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน โดยมีประเทศพม่าและประเทศญี่ปุ่น ทำหน้าที่เป็นประธานร่วม

ภายหลังจากการประชุม AFMGM+3 นายกิตติรัตน์ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีนายทาโร อาโซะ (Mr. Taro Aso) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเป็นประธานการประชุม โดยการประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ของอาเซียน-ญี่ปุ่นครบรอบ 40 ปี ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมที่จะสานต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างกันทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

นอกจากนี้นายกิตติรัตน์ ได้หารือทวิภาคีกับ 1) ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยได้หารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเข้ามามีส่วนร่วมของสำนักงานฯ เพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของไทยโดยเฉพาะด้านระบบรถไฟที่จะพัฒนาภายใต้ “ไทยแลนด์ 2020” และ 2) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหลักทรัพย์ไดวะ (Daiwa Securities) โดยหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่นกับไทยและแนวทางการร่วมมือเพื่อพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

http://www.mcot.net/site/content?id=51873bab150ba0ee4000034a#.UYdGt8rTMmg
  • สำนักข่าวไทย
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 19 reads

สภาหอการค้า-สมาคมธนาคารไทย เตรียมพบผู้ว่าแบงก์ชาติสัปดาห์หน้า หารือบาทแข็ง

Submitted by info on Thu, 02/05/2013 - 14:42

กรุงเทพฯ 2 พ.ค. - นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ภาคเอกชนมองว่ามีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะคำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าจากต่างชาติลดลง เพราะผู้ประกอบการไทยไม่สามารถตั้งราคาขายได้ เนื่องจากค่าเงินบาทยังคงผันผวน

นายอิสระ กล่าวว่า เพื่อเป็นการดูแลผู้ประกอบการส่งออก ทางหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จะไปพบกับผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหารือถึงแนวทางในการรับมือค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นสัปดาห์หน้า โดยจะเสนอให้กระทรวงการคลังและ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน และแข็งค่าหรืออ่อนลงไปในทิศทางเดียวกับประเทศในภูมิภาค รวมทั้งดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วย

ขณะเดียวกัน ในการดูแลผู้ประกอบการแต่ละรายต้องมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ควรให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) จัดสรรวงเงินช่วยเหลือ เอสเอ็มอี หรือลดค่าธรรมเนียมสำหรับการใช้เครื่องมือทางการเงิน รวมทั้งให้รัฐบาลสนับสนุนภาคธุรกิจปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจซื้อขายสินค้าระหว่างชายแดนด้วยค่าเงินบาทมากขึ้น

ทั้งนี้ ในการนำเสนอมาตรการต่างๆ ทั้งหมด เป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้น หน้าที่ในการใช้มาตรการเป็นของภาครัฐและ ธปท. มากกว่า รวมถึงเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายด้วย แต่เป็นเพียงการสอบถามข้อมูลเท่านั้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้การส่งออกหดตัวลง และเริ่มส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีและเกษตร รวมทั้งการท่องเที่ยวมากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลและ ธปท.ควรหาแนวทางในการแก้ไข อาทิ การเก็บค่าธรรมเนียมเงินลงทุนต่างประเทศระยะสั้น เพื่อสกัดการไหลเข้ามาลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ย ธปท.จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมว่าควรจะปรับลดหรือไม่ แต่ปัจจุบันสัญญาณเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ จึงสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ร้อยละ 0.25 แต่จะต้องคำนึงถึงปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย นอกจากนี้ยังมองว่าหากค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง หลุดกรอบ 28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และผันผวน อาจส่งผลให้การส่งออกจะขยายตัวเพียงร้อยละ 3 และทำให้จีดีพีของไทยลดลงเหลือเพียงร้อยละ 4-4.5

http://www.mcot.net/site/content?id=5181ffb5150ba0154500007c#.UYIYicrTMmg
  • สำนักข่าวไทย
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 16 reads

บพ.ลุยเจรจาเปิดเสรีด้านการขนส่งทางอากาศอาเซียน

Submitted by info on Sun, 28/04/2013 - 00:00

กรุงเทพฯ 28 เม.ย.- นายวรเดช หาญประเสริฐ อธิบดีกรมการบินพลเรือน (บพ.) เปิดเผยว่า กรมการบินพลเรือน เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานด้านการขนส่งทางอากาศของอาเซียน ครั้งที่ 27 ระหว่างวันที่ 29 เม.ย. - 3 พ.ค. 56 ณ มาริไทม์ ปาร์คแอนด์สปารีสอร์ท จ.กระบี่ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน อุตสาหกรรมการบินที่เกี่ยวข้อง จำนวนประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ เข้าร่วม

ทั้งนี้ กรอบการประชุมดังกล่าวจะมีการหารือร่วมกันถึงแนวทางความร่วมมือ หลังประเทศในกลุ่มอาเซียนก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งหัวข้อที่จะหารือร่วมกัน เช่น การอำนวยความสะดวก ผู้ประกอบการด้านขนส่งทางอากาศ สายการบินของประเทศสมาชิก ที่แต่เดิมการทำการบิน ผู้ประกอบการจะต้องมีการขอใบอนุญาตในประเทศของตนเองและทำการบินไปยังจุดบิน ในปริมาณเที่ยวบินที่แต่ละประเทศมีข้อตกลงร่วมกัน แต่ในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าการให้ใบอนุญาตจะเป็นใบอนุญาตที่แต่ละประเทศออกเอกสารให้ แต่เป็นเสมือนใบอนุญาตประกอบการบินของอาเซียนที่ใช้ทำการบินได้ทั่วภูมิภาค ซึ่งแนวทางดังกล่าว ถือเป็นแนวทางในการเปิดเสรีการบินรูปแบบหนึ่งด้วย

http://www.mcot.net/site/content?id=517caede150ba0a4390000f5#.UX38hcrTMmg
  • สำนักข่าวไทย
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 19 reads

“ซีพี ออลล์” ทุ่ม 188,880 ล้านบาท ซื้อสยามแม็คโครขยายค้าปลีกสู่เออีซี คาดจะมียอดขายถึง 300,000 ล้านบาทต่อปี

Submitted by info on Tue, 23/04/2013 - 00:00

“ซีพี ออลล์” ทุ่ม 188,880 ล้านบาท ซื้อสยามแม็คโครขยายค้าปลีกสู่เออีซี

กรุงเทพฯ 23 เม.ย.- นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) เปิดเผยว่า บริษัทเข้าลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับบริษัท เอสเอชวี เนเธอร์แลนด์ บี.วี.(SHV) โดยซื้อหุ้น บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) บริษัท สยามแม็คโคร โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท โอเอชที (OHT) จำนวน ร้อยละ 64.53 ในราคา 787 บาท หรือเทียบเท่าหุ้นละ 27.50 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นจำนวน 154,429,500 หุ้น รวมเป็นมูลค่า 121,536 ล้านบาท แต่หากรวมการทำคำเสนอซื้ิอจากผู้ถือหุ้นรายย่อยทั้งหมด จะเป็นมูลค่ารวม 188,880 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นดีลการซื้อขายหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

โดยการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้ บริษัทใช้กระแสเงินสดของ บมจ.ซีพี ออลล์ ร้อยละ 10 ส่วนที่เหลือ เป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน 5 แห่ง คือ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงก์กิ้งคอร์ปอเรชั่น ,ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์, ธนาคารยูบีเอส เอจี, ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น และธนาคารไทยพาณิชย์ โดยวงเงินกู้แต่ละธนาคารจะในอัตราใกล้เคียงกัน อายุเงินกู้ประมาณ 1 ปี โดยมีเงินกู้ในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐด้วย และ บริษัทจะไม่มีการเพิ่มทุนแต่อย่างใด โดยเงินลงทุนทั้งหมดคิดเป็น 5 เท่า ของกำไรสุทธิก่อนหักดอกเบี้ย ค่าเสื่อม และภาษี

ทั้งนี้ บริษัทจะจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขอมติในวันที่ 12 มิถุนายน 2556 และหากได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น บริษัทจะดำเนินการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ บมจ.สยามแม็คโครในส่วนที่เหลือในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2556 โดยราคาเสนอซื้อที่ 787 บาทต่อหุ้น ซึ่งคาดว่าการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้จะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2556 และจะคงให้ บมจ. สยามแม็คโคร เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป

นายก่อศักดิ์ กล่าวว่า การเข้าซื้อหุ้นสยามแม็คโครเพื่อใช้เป็นช่องทางในการกระจายสินค้าจากประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าจากผู้ผลิตขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SME รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรของไทย สินค้าประเภทอาหารแช่แข็งและอาหารสด ไปจำหน่ายในประเทศกลุ่มเอเซีย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการรองรับการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ที่ตลาดการค้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 600 ล้านคน โดยจะใช้ชื่อ สยามแม็คโคร เข้าไปลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกในเออีซี และประเทศใกล้เคียง รวมทั้งจีน ซึ่งประเทศแรกที่จะเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจ คือ ลาว หรือ เวียดนาม โดยจะใช้ทีมผู้บริหารของสยามแม็คโครทั้งหมด เนื่องจากเป็นทีมที่มีศักยภาพ ขณะที่ ซีพี ออลล์ จะสนับสนุนด้านการฝึกอบรมบุคลากร ซึ่งคาดว่าเมื่อ 2 บริษัทรวมกันจะมียอดขายถึง 300,000 ล้านบาทต่อปี

http://www.mcot.net/site/content?id=5176502f150ba0201c0001fe#.UXc4CMrTMmg
  • สำนักข่าวไทย
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 30 reads

ยอดส่งออกตลาดแอฟริกาใต้ 2 เดือนแรกโตกว่าร้อยละ 15

Submitted by info on Tue, 16/04/2013 - 13:04

กรุงเทพฯ 16 เม.ย.- นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ตลาดแอฟริกาใต้เป็นตลาดใหม่ของไทยที่มีขนาดใหญ่ และเป็นศูนย์กลางด้านการกระจายสินค้าที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งแอฟริกาใต้ถือเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในทวีปแอฟริกาที่มีอยู่ 57ประเทศ โดยประเทศไทยได้วางยุทธศาสตร์ในการเพิ่มยอดการส่งออกด้วยการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าที่มีศักยภาพ อาทิ การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกปี 2556 ในตลาดแอฟริกา คาดว่าจะขยายได้ประมาณร้อยละ 5 โดยมีแอฟริกาใต้เป็นจุดสำคัญ จากสถิติการค้าไทยกับแอฟริกาใต้ในช่วง 2 เดือนแรก (มกราคม-กุมภาพันธ์) ปี 2556 มีมูลค่าส่งออก 381 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาท 11,421 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 อาหารทะเล 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 ข้าว 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 1 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 เป็นต้น

ส่วนสินค้านำเข้า 2 เดือนแรก มีมูลค่า 313 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาท 9,472 ล้านบาท ลดลงกว่าร้อยละ 26 สินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 217 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงกว่าร้อยละ 35 สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 154 เคมีภัณฑ์ 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 26 และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบกว่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 113

นายจักรินทร์ โกมลศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ กล่าวว่า สินค้ากลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารและข้าว และจำพวกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ถือเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยไปยังประเทศแอฟริกาใต้ อันเป็นผลจากปัจจัยสนับสนุน จากข้อจำกัดในเรื่องความสามารถในการผลิตแอฟริกา กรณีสินค้ายานยนต์ แอฟริกาใต้เป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมและการลงทุนสำคัญในภูมิภาคแอฟริกา แม้แต่ความต้องการซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลของชาวแอฟริกาใต้ที่เพิ่มขึ้นมาก อันเนื่องมาจากการที่รถยนต์ถือเป็นตัวบ่งชี้ฐานะทางสังคม เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน ทำให้ระดับอุปสงค์ต่อสินค้าชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยในการซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สินค้าอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เป็นกลุ่มหนึ่งที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกไปขายในตลาดแอฟริกาใต้ โดยขณะนี้ แอฟริกาใต้มีมาตรฐานว่าด้วยอาหารกระป๋องที่เข้มงวด ซึ่งการตรวจสินค้าทุกตู้สินค้า ดังนั้น ไทยจึงมีแนวทางในการผลักดันสินค้าโดยการเจรจากับทางการแอฟริกาใต้ เพื่อลดหย่อนผ่อนปรนการนำเข้าสินค้าจากไทย ส่วนสินค้าอาหารและข้าวเป็นสินค้าออกสำคัญของไทยใปตลาดแอฟริกาใต้ โดยมูลค่าการส่งออกข้าวของไทยไปยังแอฟริกาใต้คิดเป็นอันดับที่ 3 จากสินค้าทั้งหมดที่ไทยส่งออกไปยังตลาดนี้ เนื่องจากราคาข้าวไทยสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เช่น เวียดนาม แต่ไทยได้ใช้แนวทางการส่งเสริมสินค้าข้าวด้วยการทำความเข้าใจกับผู้นำเข้าสินค้าว่า ข้าวไทยมีคุณภาพดี ควบคู่กับการส่งเสริมให้มีการซื้อข้าวระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล (จีทูจี) ให้มากขึ้นอีกด้วย

http://www.mcot.net/site/content?id=516cc14b150ba0f461000050#.UWzpIsrTMmg
  • สำนักข่าวไทย
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 43 reads

นักวิชาการเผยไทยมีผู้สูงอายุมากสุดในอาเซียน

Submitted by info on Sat, 13/04/2013 - 12:36

สำนักข่าวไทย 13 เม.ย. - เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ 13 เมษายน นักวิชาการด้านประชากรเผยปัจจุบันไทยกลายเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดในอาเซียน พอๆ กับสิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย แนะเร่งเตรียมความพร้อมรองรับ โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่จะอยู่ลำพัง หรืออยู่คู่กันสามีภรรยา

ศ.ปราโมทย์ ประสาทกุล อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงสถานการณ์ของผู้สูงอายุไทยว่า ปัจจุบันประชากรของประเทศ ไม่รวมแรงงานข้ามชาติ มีจำนวน 64.5 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 คือบุคคลซึ่งมีอายุเกินกว่า 60 ปีบริบูรณ์จำนวน 8.3 ล้านคน หรือร้อยละ 13 ของประชากรทั้งหมด แต่หากนับที่อายุ 65 ปีขึ้นไปเหมือนหลายประเทศ จะมีจำนวน 5.8 ล้านคน หรือร้อยละ 9 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วพบว่าประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดในกลุ่มอาเซียน ใกล้เคียงกับสิงคโปร์ที่มีประชากรอายุ 65 ปี ร้อยละ 9 ตามด้วยเวียดนาม ร้อยละ 7 อินโดนีเซีย ร้อยละ 6

ศ.ปราโมทย์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การผู้สูงวัยของประเทศขณะนี้สูงขึ้นเร็วมาก ขณะที่จำนวนประชากร จะไม่เพิ่ม หรือช้า แต่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5 ต่อปี ดังนั้นอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีประชากร อายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 13 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดในขณะนั้น ส่วนอายุ 65 ปี จะมี 9 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 14 ของประชากรไทย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ก็ตื่นตัวขึ้นมาก แต่ต้องเร่งด่วนเพื่อรองรับให้ทันสถานการณ์

“กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ สาธารณสุข มหาดไทย มีหลายโครงการ แต่ที่ต้องให้ความสนใจและเตรียมภาวะสูงวัยในอนาคต คือ กลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ตามลำพัง หรืออยู่กับสามีภรรยาที่สูงอายุด้วยกัน เพราะลูกไปมีครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในเมืองจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาก ควรเตรียมระบบเฝ้าระวัง ดูแลให้ความช่วยเหลือ ทั้งสิ่งก่อสร้างสาธารณะต่างๆ ถนนหนทาง ห้องที่สร้างเอื้อต่อผู้สูงอายุ รวมถึงระบบการให้ข่าวสารความรู้ให้ทันต่อโลก ไม่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง และเรื่องสุขภาพ เพราะจะมีโรคหรือความพิการ อันเนื่องมาจากการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นมาก เช่น อัลไซเมอร์ หลอดเลือด หัวใจ ไขข้อหรือกระดูกต่างๆ ที่เป็นโรคของผู้สูงอายุ” ศ.ปราโมทย์ กล่าว

http://www.mcot.net/site/content?id=5168dcf0150ba05c51000027#.UWjuiMrTMmg
  • สำนักข่าวไทย
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • Read more
  • 38 reads

แนะเกษตรกรควบคุมมาตรฐานสินค้าเกษตร

Submitted by info on Sat, 23/03/2013 - 00:00

อะคาเดมี่มติชน 23 มี.ค.-รมว.เกษตรและสหกรณ์ แนะเกษตรกรปรับการผลิตสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐาน ป้องกันการถูกกีดกันทางการค้า รองรับการเปิดเสรีการค้าอาเซียน และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้มากยิ่งขึ้น

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าเกษตรของไทยยังคงได้รับความนิยม และมีความต้องการซื้อจากตลาดโลกอยู่จำนวนมาก แต่ยังมีปัญหาในการส่งออกที่เกษตรกรต้องหันมาให้ความสนใจ ซึ่งหลายประเทศคู่แข่งสามารถแย่งตลาดการค้าได้บางส่วนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เตรียมเปิดโครงการสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรปรับกระบวนความคิด ยกระดับการผลิตสินค้าให้มีมาตรฐานและคุณภาพ สามารถรักษาตลาดการส่งออกได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้สานต่ออาชีพเกษตรกรรมเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน โดยจับมือมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนนักศึกษาระดับปริญญาตรีใช้เทคโนโลยีความรู้กลับไปพัฒนาอาชีพที่บ้านเกิด

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะต้องมีการจัดพื้นที่เกษตรกรรมให้เหมาะสม เพื่อให้ผลผลิตที่ออกมาไม่มากเกินความต้องการ และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด

http://www.mcot.net/site/content?id=514d3c78150ba0ed05000183#.UU7XDFfTMmg
  • สำนักข่าวไทย
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 23 reads
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content