Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

มติชนออนไลน์

อาเซียนกับการพัฒนาระบบขนส่ง

Submitted by info on Wed, 15/05/2013 - 00:00

ดร. พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ มหาวิทยาลัยมหิดล (punchada.sir@mahidol.ac.th)

เมื่อสัปดาห์ก่อนดิฉันได้หยิบยกเรื่องของแท็กซี่อาเซียน และประสิทธิภาพในการให้บริการแท็กซี่บลูเบิร์ดในประเทศอินโดนิเซียมาเล่าให้ฟัง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาดิฉันมีโอกาสได้กลับไปเยือนอินโดนิเซียอีกครั้ง และได้มีโอกาสทดลองนั่งรถโดยสารประจำทาง หรือ Transjakarta ซึ่งจัดระบบการขับขี่ในลักษณะ Busway คือมีเส้นทางเฉพาะพิเศษให้รถโดยสารประจำทางวิ่งตลอด 24 ชั่วโมง ลักษณะคล้ายกับ Busway ในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และ บนถนนพระรามสาม ของบ้านเรา

แต่ที่อินโดนิเซียอาจต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆในการจัดทำ Busway คือความหนาแน่นของผู้โดยสารที่มากจนล้น ต้องแออัดยัดเยียดกัน เนื่องจากในกรุงจาการ์ต้านั้น การเดินทางโดยรถขนส่งสาธารณะ หรือ Transjakarta เป็นทางเลือกอย่างเดียวสำหรับประชาชน ไม่มีรถไฟใต้ดิน รถไฟฟ้า หรือ รถไฟสาธารณะเหมือนประเทศอื่นๆ

ส่วนใหญ่ผู้ที่มีอันจะกินในอินโดนิเซียเองก็ไม่ค่อยนิยมใช้บริการ Transjakarta หรือ Busway มากนัก แต่นิยมใช้แท็กซี่ หรือรถยนต์ส่วนตัวมากกว่า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้อินโดนิเซียมีการจราจรที่ติดขัดอย่างยิ่ง ดิฉันเองได้รอเข้าคิวเพื่อขึ้น Transjakarta รอคิวค่อนข้างนานเพราะการจราจรที่ติดขัดบางช่วง และความไร้ระเบียบของผู้ขับขี่รถยนต์ซึ่งเข้าไปขวางทาง Busway ทำให้รถโดยสารสาธารณะไม่สามารถวิ่งได้อย่างรวดเร็วในเส้นทางของตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงใช้เวลารอนานมากกว่ารถโดยสารจะมาซักคัน ที่สำคัญพอขึ้นไปแล้วแทบไม่มีที่ยืนเลยทีเดียว ต้องทนอัดกันไปจนถึงที่หมาย

อันที่จริงแล้ว ระบบ Transjakarta ของอินโดนิเซียนั้นเป็นต้นแบบการจัดการจราจรแบบ Busway ของหลายประเทศ ปัจจุบัน Transjakarta ของ อินโดนิเซียมีประมาณ 14 เส้นทาง จากที่วางแผนไว้ 15 เส้นทาง โดยมีสถานีหยุดรถ 200 จุด มีรถอยู่ราว 600 คัน รวมระยะทางบริการเกือบ 200 กิโลเมตร ในขณะที่ รถไฟฟ้า BTS ของบ้านเรา มีระยะทางเพียง 33 กิโลเมตร และมีสถานีรวมเพียง 33 สถานี Transjakarta จึงนับว่าเป็นระบบที่มีความยาวมากที่สุดในโลก เส้นทางหนึ่งเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามการเป็นประเทศแรกๆที่พัฒนา Busway นั้น ไม่ได้ทำให้อินโดนิเซียมีระบบขนส่งภายในประเทศที่พัฒนารวดเร็วและทันสมัยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ กลับล้าหลังกว่าด้วยซ้ำ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน ได้พัฒนาระบบขนส่งภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งรถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดิน แต่ในประเทศอินโดนิเซีย ซึ่งถือเป็นประเทศผู้นำในอาเซียน และยังเป็นสมาชิก G 20 หรือ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ไม่ได้มีการพัฒนาระบบขนส่งภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากนัก

สาเหตุสำคัญของความล้าหลังในการพัฒนาระบบขนส่งของประเทศอินโดนิเซีย คือ ปัญหาการคอร์รัปชั่นของภาครัฐ และการขาดเงินทุนมหาศาลในการลงทุนระบบขนส่งดังกล่าว ทำให้อินโดนิเซียต้องติดอยู่กับปัญหาจราจรที่ติดขัด และความแออัดของประชาชนบนรถเมล์สาธารณะ

ความจริงแล้วนั้น กรุงจาการ์ตาก็เคยคิดจะสร้างรถไฟฟ้าเหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่เนื่องจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ การก่อสร้างจึงไม่ยังไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี กรุงจาการ์ต้ามีแผนที่จะสร้างรถไฟฟ้า ทั้งสิ้น 3 สายโดยคาดว่าจะสามารถใช้งานสายแรกได้ในปี 2559 สายต่อมาจะเสร็จในปี 2561 ส่วนสายที่ 3 จะเสร็จในราวปี พ.ศ. 2570 ถ้าสำเร็จตามเวลาดังกล่าวขึ้น ก็ถือว่าเป็นความโชคดีของประชาชนชาวอินโดนิเซียที่จะได้มีทางเลือกอื่นในการเดินทาง และยังเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศขยายตัวอีกด้วย

นอกจากอินโดนิเซียจะมีระบบขนส่งแบบ Busway แล้ว ประเทศในภูมิภาคอื่นๆก็มีเช่นกัน เช่น ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย แต่ Busway ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในประเทศสมาชิกอาเซียนเหล่านี้มากนัก สาเหตุสำคัญเป็นเพราะว่าในบางประเทศนั้น Busway ที่มีใช้ตลอด 24 ชั่วโมงเกินความจำเป็นมากเกินไป ทำให้กินช่องทางจราจรปกติ แต่ในขณะเดียวกันในช่วงเร่งด่วนที่น่าจะมีการใช้ Busway อย่างจริงจังเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนนั้น กลับทำไม่ได้เต็มที่ เนื่องจากรถยนต์ปกติเข้าไปวิ่งในช่องทาง Busway และไม่มีการควบคุมอย่างจริงจัง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ในอินโดนิเซีย และมาเลเซีย ช่วงเวลาเร่งด่วน รถยนต์นั่งกลับเข้าไปใช้เส้นทางของ Busway นอกจากจะก่อให้เกิดการจราจรที่ติดขัดมากขึ้นแล้ว ยังเกิดอุบัติเหตุในช่องทาง Busway เพราะรถยนต์ส่วนใหญ่แซงเข้ามาใน Busway อย่างกะทันหัน เป็นต้น

ยิ่งในอินโดนิเซียด้วยแล้วนั้น ในช่วงเวลาเร่งด่วน Busway กลับกลายเป็นพื้นที่ของรถมอร์เตอร์ไซค์จำนวนมาก ที่แย่งชิ่ง และขับอย่างไร้ระเบียบ ทำให้ผู้โดยสารที่รอรถเมล์ ต้องใช้เวลาในการเดินทางและรอรถนานกว่าช่วงเวลาปกติ ตำรวจเองก็ไม่ได้เอาใจใส่ในการจับกุมผู้ฝ่าฝืนเข้ามาขับขี่ใน Busway มากนัก อาจเป็นเพราะว่าผู้กระทำผิดมีเป็นจำนวนมาก และหากไปจับอาจทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้น

ความจริงหากอินโดนิเซียและมาเลเซีย ติดกล้อง CCTV อย่างที่มีใช้ในประเทศไทยอาจช่วยลดปัญหาการกระทำผิดของรถยนต์ที่เข้าไปขับขี่ใน Busway ให้น้อยลงก็เป็นได้

สำหรับในประเทศสิงคโปร์นั้น การให้บริการของ Busway ค่อนข้างมีประสิทธิภาพมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เนื่องจากมีการจัดระบบการให้บริการ และรักษากฎการจราจรอย่างเคร่งครัด Busway จึงเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งในการเดินทางภายในประเทศสิงคโปร์

เห็นได้ว่าประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างกันอย่างมาก ไม่ใช่เพียงแค่ ระบบการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียนเองก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ระบบขนส่ง ภายในประเทศถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน แต่ระบบขนส่งของประเทศสมาชิกอาเซียนนั้น บางประเทศยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร

ในขณะที่อาเซียนมีแผนพัฒนาระบบขนส่งระหว่างประเทศ หรือ ASEAN Connectivity เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค แต่หากพิจารณาระบบขนส่งภายในประเทศสมาชิกบางประเทศแล้วยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร

หากระบบขนส่งภายในประเทศสมาชิกแต่ละประเทศมีประสิทธิภาพสูงและสามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้ อาจช่วยส่งเสริมแผนการพัฒนา ASEAN Connectivity ให้มีประสิทธิภาพต่อการขนส่งในภูมิภาคอย่างที่เห็นเป็นตัวอย่างในประเทศสมาชิก EU จึงน่าจะดีหากประเทศสมาชิกจะเรียนรู้และส่งเสริมซึ่งกันและกันในการพัฒนาระบบขนส่งในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม เพราะระบบขนส่งที่ครอบคลุมทุกประเทศสมาชิกไม่ใช่เพียงแค่จะช่วยผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคเท่านั้น ยังช่วยให้ประชาชนอาเซียนเองเดินทางไปมาหาสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้นอีกด้วย

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368606109&grpid=&catid=03&subcatid=0306
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 5 reads

"ยูเอ็น"แนะ"กินแมลง" ชี้เป็น"อาหารแห่งอนาคต-ลดภาวะอดอยาก"

Submitted by info on Tue, 14/05/2013 - 00:00

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เปิดเผยว่า"การรับประทานแมลง" จะช่วยต่อสู้ภาวะอดอยากอาหารได้เป็นอย่างดี

โดยในรายงาน "Edible insects: Future prospects for food and feed security" หรือ "แมลงกินได้ แนวโน้มความมั่นคงด้านอาหารในอนาคต" ของเอฟเอโอระบุว่า การรับประทานแมลง จะช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้แก่ร่างกายและช่วยลดมลพิษ ซึ่งมีประชากรทั่วโลกกว่า 2,000 พันล้านคนรับประทานแมลงแล้ว แต่ยอมรับว่า อุปสรรคใหญ่ก็คือ ผู้คนในประเทศตะวันตกยังคงรู้สึกขยะแขยงที่จะรับประทานแมลง

รายงานระบุว่า ปัจจุบัน ได้มีการนำตัวต่อ เต่าทอง และแมลงชนิดอื่นๆ ไปใช้เพื่อการบริโภคทั้งจากมนุษย์และปศุสัตว์ และการทำ"ฟาร์มแมลง"ก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาหารได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแมลงเป็นสัตว์ที่พบได้ทั่วไปและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงมีการเติบโตและอัตราการแปลงผันที่สูง อีกทั้งก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมในระดับต่ำ

รายงานบอกว่า ปัจจุบันแมลงที่นิยมบริโภคมากที่สุดคือ ด้วง (31%), ดักแด้ (18%), ผึ้ง ตัวต่อ และมด (14%) ตามด้วยตั๊กแตนและจิ้งหรีด (13%) ขณะที่ปัจจุบัน มนุษย์บริโภคแมลงกันประมาณ 1,900 ชนิด

รายงานของเอฟเอโอชี้ว่า แมลงเป็นสัตว์ที่มีประสิทธิภาพในระดับสูง ในการเปลี่ยนอาหารให้เป็นเนื้อที่รับประทานได้ โดยยกตัวอย่างตั๊กแตนว่ากินอาหารน้อยกว่าวัวถึง 12 เท่าในการผลิตโปรตีนในจำนวนเท่ากัน

นอกจากนั้น แมลงยังมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างมาก มีโปรตีนสูง ไขมัน และแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์อีกหลายชนิด เพราะฉะนั้นการบริโภคแมลงจึงน่าจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาเด็กขาดสารอาหาร หรือทุพโภชนาการได้เป็นอย่างดี แมลงยังเป็นสัตว์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสัตว์อี่นๆ เช่น วัว หรือ สุกร

รายงานระบุว่า ในหลายประเทศทั่วโลกได้มีการรับประทานแมลงมานานแล้ว ขณะที่ชาติตะวันตกมองว่าเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง พร้อมชี้ว่าผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมอาหาร ควรช่วยส่งเสริมสถานะของแมลง โดยการนำไปเป็นส่วนประกอบในอาหารตามร้านอาหารทั่วไป และเน้นว่า บางแห่งเช่นในแอฟริกา หนอนแมลง ถูกยกให้เป็นอาหารชั้นเลิศและมีราคาแพง โดยแมลงที่รับประทานได้ส่วนใหญ่จะถูกจับในป่า และใช้บริโภคในตลาดเฉพาะ

เอฟเอโอยังแนะนำให้มีการแก้ไขกฎข้อบังคับและการผลิตสำหรับการใช้แมลงในฐานะวัตถุดิบ ซึ่งมีความเป็นไปได้ทางเทคนิค ที่จำเป็นต้องอาศัยบริษัทขนาดใหญ่ในการเป็นผู้นำ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368524387&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 7 reads

ข้าวโพด แปดแถว...ของดี เมืองโพธาราม ชิมแล้ว...อร่อยสุดยอด!!!

Submitted by info on Mon, 13/05/2013 - 16:54

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ เรื่อง /รูป

หลายคนคงจะคุ้นเคยกับ คำขวัญเมืองโพธาราม ที่กล่าวว่า “คนสวยโพธาราม งดงามน้ำใจ ค่ายหลวงบ้านไร่ หนังใหญ่วัดขนอน ที่นอนนุ่มชั้นนำ ถ้ำค้างคาวร้อยล้าน งามตุ๊กตาน่าพิศ จิตรกรรมฝาผนัง หนองโพดังนมสด เลิศรสผักกาดหวาน”

แต่ความจริงแล้ว เมืองโพธารามยังมีของดีอีกอย่างที่อยากแนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักก็คือ ข้าวโพดแปดแถว อยู่ในกลุ่มข้าวโพดข้าวเหนียว มีลักษณะพิเศษคือ ขนาดฝักเล็ก เมล็ดข้าวโพดสีขาวมีจำนวนแปดแถว รสชาติหวาน เนื้อเหนียวนุ่ม ไม่ติดฟัน สามารถปลูกได้ตลอดปี แค่ชิมครั้งแรก มีตกหลุมรักรสชาติความอร่อยของข้าวโพดพันธุ์นี้เสียแล้ว เพราะอร่อย นุ่มและหวาน ไม่เหมือนข้าวโพดต้มที่เคยกินในพื้นที่อื่นเลย

คุณปัญญา ลูกรักษ์ เกษตรอำเภอโพธาราม และ คุณติ๊ก-นริษรา โสมณวัตร์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอโพธาราม ให้เกียรตินำทางผู้เขียนและทีมข่าวมติชนทีวี ไปสำรวจแหล่งปลูกข้าวโพดแปดแถว ที่ตำบลคลองตาคต

“ค้นหาที่มาของข้าวโพดแปดแถว”

เมื่อพวกเราเดินทางไปถึงบ้าน ป้าส่องศรี โชคไพศาลกุล ที่บ้านเลขที่ 95/1 หมู่ที่ 7 ตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ (084) 866-1761 เจอเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดแปดแถวหลายรายรอพูดคุยให้ข้อมูลกับพวกเรา เมื่อสอบถามถึงที่มาของข้าวโพดแปดแถว ชาวบ้านบอกว่า ลุงดำเป็นคนแรกที่นำมาปลูก

“ดำรง มินทนนท์” หรือ ลุงดำ เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 30 ปีก่อน ผมได้พันธุ์ข้าวโพดแปดแถวมาจากเพื่อนคนหนึ่ง จึงนำมาปลูกครั้งแรกในพื้นที่อำเภอโพธาราม และนำออกต้มขายที่หน้าวัดโบสถ์ ปรากฏว่า ชาวบ้านชอบใจในรสชาติความอร่อยของข้าวโพดพันธุ์นี้ จึงหันมาปลูกเป็นพืชเสริมหลังฤดูทำนากันอย่างแพร่หลาย ในพื้นที่ตำบลคลองตาคต และตำบลบ้านเลือก จนถึงทุกวันนี้

ที่ผ่านมา ข้าวโพดแปดแถว เป็นที่รู้จักของชาวโพธาราม และคนต่างถิ่นที่มาท่องเที่ยววัดโบสถ์ โพธารามในระดับหนึ่งเท่านั้น ลุงดำบอกว่า ข้าวโพดแปดแถวมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น หลังจากถูกส่งเข้าถวายในวัง ทำให้ข้าวโพดแปดแถว กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อของท้องถิ่น ที่นักท่องเที่ยวต้องแวะซื้อข้าวโพดแปดแถวเพื่อเป็นของฝากติดมือก่อนกลับบ้านกันเพิ่มมากขึ้น

ทุกวันนี้ แหล่งใหญ่ที่ขายข้าวโพดแปดแถว อยู่ที่วัดโบสถ์ ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม นั่นเอง ที่นี่มีแผงขายข้าวโพดแปดแถวอยู่หลายราย ร้านดังที่มีชื่อเสียงติดปากลูกค้าคือ ร้าน “ป้าแสงเดือน” ในช่วงวันหยุดและเทศกาลสำคัญจะขายดีมาก ไม่ถึงช่วงบ่าย ก็ขายหมดเกลี้ยงแล้ว เรียกว่า ขายข้าวโพดต้ม จนร่ำรวยกันเลยทีเดียว

“การปลูกข้าวโพดแปดแถว”

โดยทั่วไปเกษตรกรแต่ละรายจะมีเนื้อที่ปลูกข้าวโพดแปดแถว ประมาณ 1 ไร่ จะแบ่งการปลูกเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 2 งาน เมื่อปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวโพดรุ่นแรกเสร็จ จะพักหน้าดิน และเปลี่ยนไปปลูกข้าวโพดในแปลงที่สอง เมื่อเก็บเกี่ยวรุ่นสองแล้วจะหมุนเวียนกลับมาปลูกในแปลงแรกอีกครั้งหนึ่ง วางแผนการปลูกในลักษณะนี้ ทำให้มีผลผลิตข้าวโพดแปดแถวป้อนเข้าสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ

ข้าวโพดแปดแถว ปลูกได้ทั่วไป ในสภาพดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทราย หรือดินร่วนปนทราย ระดับหน้าดินลึก 25-30 เซนติเมตร ค่าความเป็นกรด-ด่าง ระหว่าง 5.5-6.8 ต้นข้าวโพดเติบโตดีในแหล่งที่มีแสงแดดจัด อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตร ต่อปี อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 24-35 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส อาจจะมีปัญหาในการผสมเกสร ทำให้การติดเมล็ดไม่ดีเท่าที่ควร

เมื่อถามถึงขั้นตอนการปลูก ป้าส่องศรีเล่าว่า เริ่มจากไถดินและตากดิน 7 วัน ยกร่องปลูก ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก ขุดหลุม 10 นิ้ว หยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหลุมละ 6-7 เมล็ด รดน้ำตาม หลังจากนั้นประมาณ 10 วัน เมล็ดข้าวโพดก็จะงอกขึ้นเป็นต้นกล้า

เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 15-20 วัน หว่านปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 ในอัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากนั้น คอยพรวนดิน และถอนแยกให้เหลือ 4-5 ต้น ต่อหลุม เมื่อปลูกไปได้ 40 วัน ต้นข้าวโพดจะเริ่มออกดอก ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 อีกครั้ง ข้าวโพดจะให้ผลผลิตเพียง 1 ฝัก ต่อต้น เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 55-60 วัน ก็เก็บฝักออกขายได้ ส่วนต้นข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยวก็นำไปเลี้ยงวัวนมต่อไป

“การขยายพันธุ์”

ป้าส่องศรีเล่าว่า ชาวบ้านจะใช้วิธีปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เอง ป้าจะแบ่งที่ดินประมาณ 1 ร่อง สำหรับปลูกข้าวโพดแปดแถวไว้ใช้ทำพันธุ์โดยเฉพาะ เพื่อรักษาคุณภาพความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ โดยใช้ระยะเวลาปลูกประมาณ 3-4 เดือน เพื่อเก็บฝักแก่ไว้ทำพันธุ์ ป้าจะคัดเลือกฝักแก่ที่มีลักษณะเป็นข้าวโพดแปดแถวเพียงอย่างเดียว เพื่อเก็บไว้ปลูกและขยายพันธุ์ในฤดูถัดไป

“ข้าวโพดแปดแถว ปลูกยาก”

ป้าส่องศรีเล่าว่า ข้าวโพดแปดแถว ดูแลยากกว่าข้าวโพดที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ทั่วไป ข้าวโพดแปดแถวจะให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดี ในช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ เมื่อถึงช่วงฤดูร้อน มักเจอปัญหาหนอนเจาะลำต้นรบกวน ทำให้ต้นข้าวโพดไม่มีฝัก แต่แก้ไขได้โดยฉีดยาฆ่าหนอน

นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝน ต้นข้าวโพดแปดแถวมักเกิดปัญหาเชื้อรารบกวน ทำให้เกิดอาการใบเหลืองลาย ไม่มีฝัก เมื่อเกิดอาการดังกล่าวจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็ต้องถางไร่ข้าวโพดทิ้งและนำต้นข้าวโพดไปเลี้ยงวัวได้อย่างเดียว เกษตรกรส่วนใหญ่จึงหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวโพดในช่วงหน้าฝน หรือพยายามป้องกันโรคเชื้อรา โดยนำเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดมาคลุกยาก่อนปลูก ก็ได้ผลดีในระดับหนึ่ง

“ข้าวโพดแปดแถว ให้ผลกำไรสูง”

ทุกวันนี้ ข้าวโพดแปดแถวได้รับความนิยมจากท้องตลาดอย่างแพร่หลาย ไร้กังวลเรื่องการหาตลาด เพราะมีแม่ค้ามารับซื้อสินค้าถึงไร่ การปลูกข้าวโพดแปดแถวได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า สร้างรายได้กว่า 200,000 บาท ในแต่ละปี ทำให้ป้าส่องศรีและชาวบ้านในท้องถิ่นแห่งนี้ ปลูกข้าวโพดแปดแถวเป็นรายได้ประจำเลี้ยงครอบครัวมาตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา

ป้าส่องศรีเล่าว่า การปลูกข้าวโพดแปดแถวให้ผลตอบแทนสูงกว่าการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ปลูกได้ตลอดทั้งปี เฉลี่ยปีละ 3-4 รอบ และใช้ระยะเวลาปลูกเพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 55-60 วัน เท่านั้น เกษตรกรก็จะมีรายได้เข้ากระเป๋าแล้ว ทุกวันนี้ ป้าส่องศรีจะปลูกและดูแลไร่ข้าวโพดเนื้อที่ 6 ไร่ เพียงคนเดียว กิจวัตรประจำวันในการดูแลไร่ข้าวโพดก็คือ ช่วงเช้าจะรดน้ำ พรวนดินต้นข้าวโพด

เมื่อต้นข้าวโพดเติบโตจนถึงระยะเก็บเกี่ยว จะมีแม่ค้าขาประจำมาเหมารับซื้อผลผลิตทั้งหมด เพื่อนำไปต้มขายที่บริเวณหน้าวัดโบสถ์ โดยฝักใหญ่ขายในราคาฝักละ 5 บาท ส่วนฝักเล็กขายในราคา 3 ฝัก 10 บาท ปัจจุบัน ข้าวโพดแปดแถวขายดีมาก ปลูกเท่าไหร่ ก็ขายได้หมด เพราะตลาดมีความต้องการบริโภคข้าวโพดแปดแถวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องวางแผนการผลิตเพื่อรักษาคุณภาพ โดยผลิตให้พอกับความต้องการของตลาด

ข้าวโพดแปดแถว ปลูกและขายเฉพาะในท้องถิ่นอำเภอโพธาราม ราชบุรีเท่านั้น ที่นี่ปลูกข้าวโพดแปดแถวเยอะ แต่ปลูกคนละไม่กี่ไร่ ไม่ต้องกลัวเรื่องแข่งขันด้านราคา ป้าส่องศรียืนยันว่า ข้าวโพดแปดแถวให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปลูกข้าวโพดพันธุ์อื่นถึง 25% มีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 15,000 บาท ขณะที่ปลูกและขายข้าวโพดพันธุ์ได้แค่ไร่ละ 8,000 บาท เท่านั้น

เมื่อถามถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวโพดแปดแถว ป้าส่องศรีบอกว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าปุ๋ย ค่าเตรียมแปลงปลูก และค่าน้ำ เฉลี่ยไร่ละ 4,000-5,000 บาท แต่มีรายได้จากการขายข้าวโพดแปดแถว ประมาณไร่ละ 15,000 บาท ส่วนแม่ค้าที่รับซื้อข้าวโพดแปดแถวไปจะมีรายได้จากการขายข้าวโพดต้มประมาณ 30,000 บาท ทีเดียว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368353958&grpid=01&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 14 reads

ชำแหละร่างใหม่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นักกฎหมายชี้หลายมาตราละเมิดสิทธิมากขึ้น

Submitted by info on Sun, 12/05/2013 - 00:00

11 พ.ค.56 โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เครือข่ายพลเมืองเน็ต และเว็บไซต์ประชาไท โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ จัดสัมมนาระดมความเห็นต่อ "ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” ฉบับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 2556" ณ โรงแรม S31 ซอยสุขุมวิท 31

อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าวว่า ขณะนี้มีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) มีข้อเสนอแก้ไขร่างดังกล่าว ผ่านการรับฟังความเห็นจากเจ้าหน้าที่รัฐ ภาคประชาชน ภาคเอกชน โดย ผอ.สพธอ. ระบุว่าจะเสนอ รมว.ไอซีที ในไม่กี่เดือนนี้ ช่วงนี้จึงเป็นช่วงสำคัญในการเสนอพัฒนาปรับแก้ ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นี้

ทั้งนี้ ในการนำเสนอนั้น แบ่งการวิพากษ์ร่างออกเป็น 4 หัวข้อ ในเรื่อง ความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ , ความผิดเกี่ยวกับเนื้อหาออนไลน์, ภาระความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ, อำนาจเจ้าหน้าที่ในการดำเนินคดีอาญา โดยสาวตรี สุขศรี อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นผู้นำเสนอหลัก และมีผู้วิจารณ์ รวมถึงร่วมแสดงความเห็นในแต่ละช่วง

สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ร่างใหม่มีการแก้เรื่อง “การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น” ไม่ว่าจะมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงหรือไม่ให้ถือว่ามีความผิดด้วย จากเดิมที่ต้องเป็นการเข้าถึงระบบที่มีการป้องกันไว้เท่านั้นจึงจะถือเป็นความผิด โดยได้กำหนดโทษไว้ต่างกันสำหรับการเข้าถึงระบบที่ไม่ได้ป้องกันไว้นั้นสามารถยอมความได้เพื่อป้องกันกรณีกลั่นแกล้งกัน อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการกำหนดความผิดอันยอมความได้อาจไม่ได้แก้ปัญหา เพราะการป้องกันการกลั่นแกล้งควรเกิดจากการเขียนกฎหมายให้รัดกุม ไม่ให้สามารถฟ้องร้องกันได้แต่ต้นมากกว่า

พ.ต.อ.นิเวศน์ อาภาวศิน ผกก.กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.) ระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ยกร่าง และคำว่า "ระบบคอมพิวเตอร์" มีเจตนาครอบคลุมไปถึงโทรศัพท์มือถือด้วย เพื่อจะบังคับใช้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในการเก็บข้อมูล แต่ที่ผ่านมาผู้ให้บริการมือถือมักปฏิเสธและให้ไปฟ้องร้องแทน ซึ่งมีปัญหามากเพราะปัจจุบันมีคดีที่ใช้อินเทอร์เน็ตจากบัตรเติมเงินจำนวนมาก

สาวตรี กล่าวถึงมาตราใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ “การทำซ้ำข้อมูลคอมพิวเตอร์” ของผู้อื่นเพื่อให้ได้ซึ่งสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน เป็นความผิดจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อสังเกตประการแรกคือ อาจซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ การทำซ้ำข้อมูลนั้นง่ายเพราะทุกครั้งที่เปิดเว็บก็คือการทำซ้ำที่ระบบแล้ว ถามว่าอย่างนี้จะถือว่าผิดหรือไม่ ข้อสังเกตประการที่สอง เหตุใดการทำซ้ำดังกล่าวจึงมีความผิดจำคุก 1 ปีขณะที่การเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงไว้แต่ไม่ได้ทำซ้ำ กลับมีโทษมากกว่าคือ จำคุก 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นเสนอว่า ต้องเอามาตราที่ซ้ำซ้อนและลักลั่นออกไป รวมถึงและควรเขียนให้ชัดว่าไม่เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์

กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ วิศวกรไอที จากบริษัท XimpleSoft กล่าวว่า มีการแก้ไขมาตราเรื่องการรบกวนระบบ กรณีทำความเสียหายกับประชาชนและความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ โดยตัดเรื่องการกระทำที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ออกไป เพื่อครอบคลุมกรณีที่เข้าไปในระบบเพื่อทำความผิด แต่ไม่ได้ก่อความเสียหายต่อข้อมูลหรือระบบคอมพิวเตอร์ เช่น เข้าไปในระบบเพื่อปล่อยจรวด ในแง่ความครอบคลุมของกฎหมายเห็นด้วยว่าร่างดีขึ้น แต่ที่เป็นปัญหาคือความคลุมเครือของคำว่า “ความเสียหายแก่ประชาชน” “กระทบความมั่นคง” จะใช้เกณฑ์อะไรตัดสิน

กรณีมีการเพิ่มเติมเรื่องการส่ง “สแปมเมล” ว่าเห็นด้วยกับการเขียนให้ชัดเจนขึ้นและไม่มีโทษจำคุก แต่มีโทษปรับหนึ่งแสนบาทถือว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพราะสแปมก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจมาก ยกตัวอย่างข้อมูลบริษัทที่ตนเองดูแล ในเมลเซิร์ฟเวอร์ มีสัดส่วนของสแปมเมล 95% ของจดหมายทั้งหมด การจะกรองได้ ต้องใช้ทรัพยากรเยอะมาก สร้างความเสียหายมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

ในส่วนความผิดเกี่ยวกับ “เนื้อหาออนไลน์” สาวตรี สุขศรี ยังกล่าวถึงความผิดเกี่ยวกับเนื้อหาออนไลน์ด้วยว่า มาตรา 14(1) ซึ่งเขียนเรื่องการนำเข้า “ข้อมูลอันเป็นเท็จ” สู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่ผ่านมีการใช้ผิดวัตถุประสงค์นำไปฟ้องหมิ่นประมาทกันเป็นจำนวนมาก แต่เจตนารมณ์ของผู้ร่างต้องการใช้กับกรณี Phishing (อ่อยเหยื่อออนไลน์ :การส่งอีเมล์ปลอมตัวไปหลอกลวงว่าเป็นหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพื่อหลอกเอา password) หรือ Farming (ปลอมหน้าเว็บของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพื่อหลอกให้ผู้ใช้ใส่ข้อมูลโดยเข้าใจว่าเป็นเว็บที่ตนต้องการ) ในร่างใหม่มีการกำหนดให้ใช้กับ phishing และ farming โดยเฉพาะ โดยระบุข้อความให้ชัดเจนขึ้นว่า “ข้อความเท็จ” หรือ “ปกปิดความจริงบางส่วน” ทำให้คนเข้าใจผิด รวมทั้งกำหนดด้วยว่า “และทำให้ได้ไปซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล”

แต่ก็ยังจะมีปัญหาว่า หากปลอมหน้าเว็บยังไม่ผิดกฎหมายหากไม่ได้ข้อมูลส่วนบุคคลกลับไป จึงเสนอว่า ควรใช้คำว่า “เพื่อทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล” แทน คำว่า “และทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล” ซึ่งจะเป็นการดูแรงจูงใจในการกระทำความผิด

ส่วน มาตรา 14(2)(3)นั้น ในกฎหมายเดิมเป็นการพูดถึงความผิดที่ “กระทบต่อความมั่นคง และสร้างความตื่นตระหนกของประชาชน” คำเหล่านี้เป็นคำกว้าง ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ควรมีอยู่ในกฎหมายเพราะเปิดให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจจนเกิดความไม่มั่นคงกับประชาชน มีการเสนอมาโดยตลอดว่า อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ควรเป็นความผิดเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เรื่องเนื้อหา อย่างไรก็ตาม ในร่างใหม่ฉบับนี้ยังคงเรื่องเหล่านี้ไว้ทั้งหมด ด้วยถ้อยคำเดิม แต่แยกมาตรา ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือ “การครอบครองภาพลามกเด็ก” โดยในร่างใหม่เขียนไว้ 2 แนวทางคือ 1. แก้กฎหมายอาญาให้ครอบคลุมภาพลามกเด็ก 2. เพิ่มมาตราเข้าไปในกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองภาพลามกเด็ก กำหนดโทษจำคุก 6 ปี

สาวตรีกล่าวว่า มาตรานี้เป็นการกำหนดว่าแค่เพียงครอบครองก็ผิดแล้ว ต่างประเทศอย่างเยอรมันก็มีการกำหนดแบบนี้ แต่เขามุ่งคุ้มครองสิทธิเยาวชน มากกว่าจะควบคุมพฤติกรรมคนเหมือนกฎหมายไทย อย่างไรก็ตาม ในร่างใหม่ยังไม่มีการนิยามว่า “เด็กและเยาวชน” คือบุคคลที่อายุเท่าไร ควรกำหนดให้ชัดเจน ในเยอรมัน กำหนดว่า เด็ก อายุไม่เกิน 14 ปี ส่วนเยาวชนอายุ 14-18 ปี ปัญหาต่อมาคือเรื่องช่องว่างของภาพลามกเด็ก เนื่องจากร่างใหม่ระบุเพียงการครอบครอง “ข้อมูลคอมพิวเตอร์” แล้วการครอบครอง hard copy ผิดหรือไม่

จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้า เสนอความเห็นเกี่ยวกับภาพลามกเด็กและเยาวชนว่า เนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่นิยามอายุไม่ตรงกัน จึงจำเป็นต้องมีข้อนิยามอายุให้ชัดเจน และในเรื่องการครอบครอง หากเป็นกรณีที่เคยเซฟมาไว้ในเครื่องแล้วลบไปแล้ว แต่ยังถูกกู้มาได้ จะมีความผิดหรือไม่ กรณีเป็นแอนิเมชั่น การ์ตูนลามกเด็กจะมีความผิดหรือไม่ เพราะไม่ได้ละเมิดสิทธิเด็กจริงๆ นอกจากนี้ ขณะนี้มีการร่าง พ.ร.บ.ปราบปรามวัตถุยั่วยุ หากกฎหมายนี้ผ่านก็จะมีกฎหมายที่บัญญัติเรื่องนี้ซ้ำซ้อนกัน

สมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมทางสังคม ให้ความเห็นว่า เขามีปัญหากับกฎหมายนี้ตั้งแต่เรื่องที่มา เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐสภา แต่ทำคลอดในสภานิติบัญญัติแห่งขาติ (สนช.) ซึ่งเป็นผู้แทนฯ สรรหา สถานะของกฎหมายฉบับนี้จึงมีคำถามแต่ต้น และเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ไอซีทีดันทันทีหลังรัฐประหารเพื่อควบคุมประชาชน

“ถ้ากฎหมายอาญาอื่นมีโทษอยู่แล้ว ไม่เห็นว่าพ.ร.บ.คอมจะควรทำหน้าที่เบิ้ลเสียเลย การควบคุมต่างๆ ก็ควรเป็นไปเพื่อคุ้มครองสิทธิ อย่างเรื่องโป๊เด็กผมก็เห็นด้วย แต่ก็น่าจะกำหนดอายุให้ชัดเจน เพราะเยาวชนอาจถูกตีความถึงอายุ 35 ปี” สมบัติกล่าว และพูดถึงปัญหาสำคัญที่ยังไม่มีทางออกคือ จากข้อมูลของโครงการ IT Watch พบว่าเรื่องร้องเรียนจำนวนมากเป็นปัญหา คลิปหลุด นี่ สถานการณ์นี้จะขยายวงกว้างมาก สำหรับผู้เข้าชมอาจเป็นความบันเทิงแต่สำหรับเหยื่อเรื่องนี้เป็นอาชญากรรมร้ายแรง

สมบัติยังเสนอว่าอยากเห็นกฎหมายนี้มีบทบัญญัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวประชาชนด้วย และไม่เห็นด้วยกับการกำหนดโทษจำคุกที่ค่อนข้างสูง

สำหรับผู้ร่วมฟังเสวนา มีหลายคนที่นำเสนอว่า ควรตัดเรื่องความผิดต่อเนื้อหาออกไปจากร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และทำให้ร่างกฎหมายนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีอยู่ในกฎหมายอื่นๆ แล้วทั้งหมด และเมื่อพูดประเด็นเรื่องเนื้อหาก็มีความซับซ้อนอย่างยิ่งการทำให้ร่างกฎหมายนี้เป็นกฎหมายรวมมิตรจะทำให้เกิดปัญหาการตีความและการบังคับใช้

ในส่วนของ “ผู้ให้บริการ” สาวตรี สุขศรี กล่าวว่า เนื้อหาเกี่ยวกับผู้ให้บริการอยู่ในมาตรา 15 ของกฎหมายปัจจุบันซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาเยอะ เจ้าพนักงานผลักภาระความรับผิดให้ผู้ให้บริการหรือตัวกลางทั้งหลาย เพราะไม่ต้องสืบหาผู้กระทำผิดจริงที่โพสต์ข้อความแต่เอาผิดกับตัวกลางแทน แต่ในร่างใหม่นั้นเขียนไว้สองแนวทาง แนวทางแรกนั้นแย่กว่าของเก่าร้อยเท่าเพราะกำหนดว่า “ผู้ให้บริการผู้ใดรู้ หรือ ควรรู้ ว่ามีข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีความผิด” แล้วไม่ได้แก้ไขหรือระงับให้มีความผิดด้วย ซึ่งเป็นการยกอำนาจให้กับวินิจฉัยของเจ้าพนักงานในเรื่อง “ควรรู้” ขณะที่ของเดิมใช้คำว่า “ผู้ให้บริการใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอม” ยังเปิดโอกาสให้ต่อสู้ในชั้นศาลได้มากกว่า ส่วนแนวทางที่สองนั้นสนับสนุนการแจ้งไปแล้วเอาออก คือให้ผู้ให้บริการรีบจัดการข้อมูลเมื่อมีเจ้าพนักงานแจ้งให้ทราบ

อย่างไรก็ตาม สาวตรีกล่าวว่า มาตรา 15 นี้ยังมีปัญหาในส่วนที่เจ้าพนักงานสามารถสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการเผยแพร่ได้ด้วย จากที่ในกฎหมายเดิมการจะระงับการเผยแพร่ได้ต้องมีคำสั่งศาล ผ่านการวินิจฉัยของศาล

นอกจากนี้ สาวตรี ยังกล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ในร่างฉบับใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “การขยายเวลาเก็บล็อกไฟล์” ว่ามีการขยายเวลาให้เจ้าพนักงานร้องขอล็อกไฟล์จากผู้ให้บริการเพิ่มจากเดิม 1 ปี เป็น 2 ปี กรณีจำเป็นรัฐมนตรีสามารถประกาศให้เก็บล็อกได้นานไม่มีเพดานเวลา ซึ่งผู้ให้บริการเห็นว่าเป็นภาระเกิดความจำเป็น, “การเพิ่มเหตุผลในการบล็อกเว็บ” จากเดิมที่กำหนดความผิดที่บล็อกได้ว่า เรื่องลามก ความมั่นคง ข้อมูลปลอม ขยายให้รวมถึงความผิดในกฎหมายอื่นๆ ด้วย

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368327758&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 6 reads

นักวิทย์ฯ เรียกร้อง "นานาประเทศ" ลดปล่อยก๊าซ "CO2" หลังอัตรารายวันสูงเทียบเท่า "400 ล้านปีที่แล้ว"

Submitted by info on Sun, 12/05/2013 - 00:00

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นักวิทยาศาสตร์ออกมาเรียกร้องในผู้นำนานาประเทศลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่สภาวะอากาศหลังอัตราปล่อยก๊าซพุ่งเกินที่ตั้งเป้าไว้

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ตามสถิติของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯระบุว่าในแต่ละวันมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 400 ppm เป็นครั้งแรก ตั้งแต่มีการเก็บสถิติมาตั้งแต่ปี 1958 ซึ่งในอัตราเดียวกันนี้ ตามประวัติศาสตร์แล้ว เคยเกิดขึ้นตั้งแต่มนุษย์จะอาศัยอยู่บนโลกเสียด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถือเป็นก๊าซรือนกระจกที่ส่งผลให้กับการเกิดสภาวะโลกร้อนมากที่สุดด้วยน้ำมือของมนุษย์ จากการเผาพลาญพลังงานในรูปของถ่านหิน ก๊าซ และน้ำมัน

ด้านศาสตราจารย์ เซอร์ไบรอัน ฮอสกินส์ ผู้อำนวยการสถาบันแกรนแธม ที่ศึกษาเรื่องโลกร้อนในอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่า เราต้องตระหนักเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อนให้มากกว่านี้

เซอร์ฮอสกินส์ระบุว่าก่อนเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโลกสูงเพียงราว 180 - 280 ส่วนต่อล้านส่วน (พีพีเอ็ม-part per million) เท่านั้น

ขณะที่หลังเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม และในช่วง 50 ปีให้หลัง อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นถึง 40% และสูงว่า 400 ส่วนต่อล้านส่วน

ด้านรัฐมนตรีอังกฤษออกมาเรียกร้องในผู้นำประเทศต่างๆ ลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และคณะกรรมการด้านโลกร้อน (Climate Change Committee - CCC) ระบุว่า อังกฤษปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น เนื่องจากมีการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนมาก

จีนและสหรัฐฯรับปากว่าจะส่งเสริมพลังงานสะอาดขณะที่สหภาพยุโรปหยุดร่างดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากพลังงานราคาถูกนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรม

โดยจีนนั้นดำเนินการได้ดีมากและสามารถลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มาก ตามแผนการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจเป็นเวลา 5 ปีฉบับปัจจุบัน (2011-2015) ซึ่งมีการทบทวนอุตสาหกรรมที่เคยก่อให้เกิดมลพิษ และเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368350782&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • โลกร้อน
  • Read more
  • 5 reads

"สิงคโปร์ - ไอร์แลนด์" พอใจความสัมพันธ์ทวิภาคี เตรียมส่งเสริม "การค้าเสรี" ระหว่าง 2 ประเทศ

Submitted by info on Sun, 12/05/2013 - 00:00

สิงคโปร์และไอร์แลนด์ได้ข้อสรุปเจรจาทวิภาคี ถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศในอนาคต

กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์รายงานว่า นางสาวเกรซ ฟู รัฐมนตรีประจำสำนักนายกได้เข้าพบกับผู้นำคณะรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการการต่างประเทศและการค้าของไอร์แลนด์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในระหว่างการเยือนยุโรปในวันที่ 5-10 พฤษภาคมนี้

ในการหารือครั้งนี้ได้ข้อสรุปว่า ทั้ง 2 ฝ่ายพอใจความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เป็นมิตรระหว่าง 2 ประเทศ โดยเฉพาะในด้านการค้า การศึกษา วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนด้วยกัน และทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพในการร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันให้มากขึ้น และความเหมือนระหว่าง 2 ประเทศ ที่เป็นเกาะขนาดเล็ก และมีมุมมองที่ส่งเสริมการค้า และปฏิสัมพันธ์กับภายนอก จะช่วยสนับสนุนทั้ง 2 ประเทศให้ก้าวไปด้วยกันได้

คณะรัฐมนตรียังเห็นด้วยว่าจะส่งเสริมการค้าเสรีระหว่างไอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ซึ่งจะส่งผลในการเข้าถึงตลาด และเอื้อประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อบริษัท และเศรษฐกิจของทั้ง สิงคโปร์ ไอร์แลนด์ และสหภาพยุโรป

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368352675&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 5 reads

ช็อก นักวิทย์พบคาร์บอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศโลก พุ่งทะลุสูงสุดในประวัติศาสตร์"มนุษยชาติ"

Submitted by info on Sat, 11/05/2013 - 00:00

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ว่า ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้สร้างสถิติ เพิ่มสูงสุดในชั้นบรรยากาศโลก มากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยเกินระดับ 400 ส่วนต่อ 1 ล้านส่วน ท่ามกลางกระแสเรียกร้องครั้งใหม่ให้มีการลดระดับก๊าซดังกล่าวซึ่งจะก่อปฎิกิริยาเรือนกระจกสูงขึ้น

รายงานระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศเหนือทะเลแปซิฟิก อยู่ที่ระดับ 400.3 ส่วนต่อ 1 ล้านส่วน โดยโลกไม่เคยมีระดับปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขนาดดังกล่าวเลยในช่วง 3-5 ล้านปีที่ผ่านมา หรือก่อนที่จะมีมนุษยชาติ โดยปัจจุบันอุณหภูมิในระดับน้ำทะเลได้ร้อนขึ้นหลายเซลเซียส ขณะที่ระดับน้ำทะเลได้เพิ่มสูงขึ้น 20-40 เมตร ผลจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และประเมินว่า โลกต้องใช้เวลานับร้อยล้านปีที่จะสลายระดับการรวมตัวของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับนี้ ผ่านกระบวนการทางธรรมชาติ รวมทั้งการฝังก๊าซคาร์บอน และการกำจัดแก๊สออกจากระบบโดยการลดความดันหรือให้ความร้อน

แต่ที่ผ่านมา โลกไม่เคยดูดฝังก๊าซคาร์บอนฯ และประเมินว่า ในอีก 100 ล้านปีข้างหน้า โลกจะไม่สามารถดูดฝังก๊าซคาร์บอนได้ หากไม่เริ่มลงมือแก้ไขปัญหา โดยโลกจะร้อนขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องวิตก และคาดว่า ในอนาคต ก๊าซคาร์บอนฯจะเพิ่มสูงกว่าระดับ 400 ส่วน ต่อ 1 ล้านส่วน

รายงานระบุว่า ในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม โลกมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศราว 280 ส่วนต่อ 1 ล้านส่วน ทว่าปฎิกิริยาเรือนกระจกได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ช่วงยุคปี 1950 และคาดว่าจะพุ่งทะยานเพิ่มสูงขึ้นอีกในช่วงก่อนสิ้นศตวรรษนี้ ซี่งประเมินว่า ช่วงดังกล่าว โลกอาจมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศถึง 800 ส่วนต่อ 1 ล้านส่วน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368248620&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 6 reads

รู้ทัน′โรคไร้พรมแดน′ รับมือ′ภัยเงียบ′จาก′ประชาคมอาเซียน′

Submitted by info on Fri, 10/05/2013 - 15:31

ทีมข่าวเฉพาะกิจ

ให้รู้สึกคึกคักเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการคืบใกล้เข้ามาของ "ประชาคมอาเซียน"

หลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน เริ่มมีนโยบายในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 นี้แล้ว ดังจะเห็นได้จากการเตรียมพร้อมในด้านต่างๆ

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งน่าสนใจ เพราะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่โดยตรง คือ "การเปลี่ยนแปลงต่อระบบการให้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย"

โดยเฉพาะในด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากเมื่อเปิดประเทศ จะมีผู้ใช้บริการจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก รวมถึงการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ ที่จะมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจการแพทย์ในอนาคต อย่าง บริการทางไกล เช่น การให้คำปรึกษาผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ ฯลฯ การรับบริการข้ามแดน เช่น เมดิคัล ฮับ, การข้ามชาติไปลงทุนบริการในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ธุรกิจโรงพยาบาลและอุตสาหกรรมยา,

การเคลื่อนย้ายแรงงานด้านสุขภาพ เช่น แพทย์เฉพาะด้าน พยายาบาล นักเทคนิค เป็นต้น

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การแพร่ระบาดมากขึ้นของโรคติดต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคที่แฝงมากับการพัฒนาและการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ประเทศไทยต้องเปิดรับอาหารและผลิตภัณฑ์ เช่น บุหรี่ สุรา มากขึ้น

จึงจำเป็นที่ภาครัฐ ต้องสร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง "โรคไร้พรมแดน" หรือแม้แต่ "โรคอุบัติใหม่" ที่อาจเป็น "ภัยเงียบ" มาพร้อมกับการเปิดประเทศในอนาคตอันใกล้

ในเรื่องนี้ นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงแนวทางการเตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าวว่า ได้ยึดกติกาสากล ข้อตกลงระหว่างประเทศ แผนยุทธศาสตร์ เป็นกรอบในการดำเนินงาน ได้แก่

1.การดำเนินงานตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548 การเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อและภัยสุขภาพระหว่างประเทศ 2.แผนแม่บทประชาสังคมวัฒนธรรมอาเซียน 3.แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ.2555-2559 โดยยึดหลักปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" สร้างสมดุลในการพัฒนา โดยมีการพัฒนาคนเป็นศูนย์กลางในทุกมิติ พร้อมรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ 4.กรอบยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของไทย ในยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการคุ้มครองทางสังคม และยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความมั่นคง

และ 5.ยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน กระทรวงสาธารณสุข และแผนแม่บทการแก้ปัญหาสาธารณสุขชายแดน พ.ศ.2555-2559 เน้นความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาขีดความสามารถการป้องกันควบคุมโรคติดต่อ

"สถานการณ์โรคติดต่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีโรคติดต่อหลายโรคที่ยังคงเป็นปัญหา และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น โรคไข้เลือดออก ที่ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มมาก จนมีการกำหนดให้มี 'วันไข้เลือดออกอาเซียน' ขึ้นเพื่อรณรงค์ป้องกันโรคนี้พร้อมกันทั้งภูมิภาค

"อีกทั้งยังมีโรคอื่นๆ ที่เป็นปัญหาได้แก่ โรคมือเท้าปาก โดยเฉพาะที่ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2555 มีเด็กเสียชีวิตหลายสิบราย โรคไข้หวัดนกที่มีการระบาดทั้งในเวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย มีทั้งคนและสัตว์ที่เสียชีวิตจำนวนมาก นอกจากนั้นในบางโรค แม้ว่าผู้ป่วยจะลดน้อยลง แต่มีปัญหาเชื้อดื้อยารุนแรงขึ้นในภูมิภาค เช่น ปัญหาเชื้อมาลาเรียดื้อยารุนแรง เป็นต้น" อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวแสดงความเป็นห่วง

ด้านหน่วยงานซึ่งมีวิสัยทัศน์เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่ชี้นำการพัฒนาสาธารณสุขมูลฐาน และสุขภาพชุมชนในระดับประเทศ และระดับภูมิภาค อาเซียน หรืออาจกล่าวได้ว่า เกาะติดข้อมูลเรื่องนี้โดยตรง ก็มีความเป็นห่วงต่อกรณี "โรคไร้พรมแดน" รวมถึง "โรคอุบัติใหม่" ด้วยเช่นกัน

โดย พญ.สุพัตรา ศรีวณิชชากร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน บอกว่า การแพร่ของโรคจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งนั้นมีมานานแล้ว แต่เมื่อมีการเปิดประเทศจะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรคได้ง่ายขึ้น

ระบบสุขภาพไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศโดยรอบอย่าง ลาว เวียดนาม พม่า กัมพูชา ถือว่าประเทศไทยก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ ทั้งในแง่ของระบบบริการทางการแพทย์ และระบบสาธารณสุขในเชิงควบคุมป้องกันโรค อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายังไม่ได้เปิดประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ความเชื่อมโยงในลักษณะของรัฐที่มีดินแดนติดต่อกัน ได้ส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ช่วงปีที่ผ่านมา ได้รับการเปิดเผยถึงโรคที่พบว่า...

โรคมาลาเรีย ตามชายแดนพม่า กัมพูชา ลาว, โรคเท้าช้าง ซึ่งจริงๆ ในประเทศไทยอาจหายไปนาน แต่เมื่อมีคนผ่านเข้า-ออกทำให้มีการแพร่ของโรคนี้ได้ง่ายขึ้น, วัณโรค ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการอพยพของคนในประเทศเพื่อนบ้าน, ไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัดนก โรคซาร์ส เป็นโรคที่แพร่กระจายติดเชื้อทางไวรัส ก็จะมีการแพร่กระจายมากขึ้น

หรือแม้แต่ โรคเอดส์ ที่มาพร้อมกับบริการและการท่องเที่ยว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น วัยกลางคน และแรงงาน

ผอ.สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน บอกว่า หลักการจัดการเรื่องสุขภาพ จริงๆแล้วจึงควรใช้หลักการป้องกันพื้นฐาน ทั้งการดูแลเรื่องอาหารการกิน สารปนเปื้อนในอาหาร การป้องกันการติดเชื้อทางอากาศ ฯลฯ ใช้หลักการเดียวกันทั้งในช่วงที่เปิดแล้วและยังไม่เปิดประชาคมอาเซียน พร้อมกันนี้ ต้องดูด้วยว่า การเฝ้าระวังของประเทศต่างๆ ไปถึงไหนแล้ว เพื่อจะได้รู้ว่า เราจะต้องเตรียมรับมือกับโรคอย่างไร เราอาจจะต้องฟังข่าวการติดเชื้อ การแพร่ระบาดของโรคต่างๆ ด้วยไม่ใช่เฉพาะแค่ในประเทศไทย

"ต่อมาคือ เมื่อมีการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงาน ระบบสาธารณสุขที่ใช้ก็ต้องเหมือนกัน ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างด้าว โดยใช้หลักการพื้นฐานภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพราะถ้าเราดูแลแต่คนของเรา แล้วไม่ดูแลคนอื่น เขาก็อาจจะแพร่เชื้อโรคให้เราได้ เพราะฉะนั้น ต้องดูแลคนต่างด้าวด้วย" พญ.สุพัตรากล่าว

เรื่องสุขภาพในภูมิภาคอาเซียนวันนี้ไม่ได้มีแค่ปัญหาจากโรคติดเชื้อเท่านั้นที่ต้องเตรียมรับมือ แต่โรคไม่ติดเชื้ออย่าง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดัน ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องรับให้ดี

"โดยเฉพาะโรคอุบัติใหม่ที่มาในรูปของปัญหายาเสพติด โรคที่มากับคอมพิวเตอร์ ปัญหาสังคม ความรุนแรงต่างๆ ที่ไม่อาจแก้ไขด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงเข้ากับมิติทางสังคมวัฒนธรรม และจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วย" พญ.สุพัตราทิ้งท้าย

"โรคไร้พรมแดน" จึงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าจับตา และหลายฝ่ายต้องเตรียมหาทางรับมืออย่างรู้เท่าทัน

ในงาน "มติชน เฮลท์แคร์" ก็ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว โดยในปีนี้ก็ได้หยิบยกขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของงาน

ส่วนจะ "สู้" หรือ "รับมือ" กับความเปลี่ยนแปลงที่ (อาจ) จะเกิดขึ้นอย่างไรนั้น

ต้องไม่พลาดงาน "มติชน เฮลท์แคร์ 2013 สู้โรคไร้พรมแดน" ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม-2 มิถุนายน นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

7 โรคไร้พรมแดนที่(อาจ)มากับ′ประชาคมอาเซียน′

เมื่อมีการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ ประชาชนในภูมิภาคกว่า 600 ล้านคน มีการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งการไปมาหาสู่นี่เอง จะเพิ่มความเสี่ยงในการเคลื่อนย้ายของโรคระบาดหรืออุบัติโรคใหม่ที่อาจจะตามมาด้วย

โดยเฉพาะ 7 โรค ที่อยากแนะนำให้รู้จักในส่วนของลักษณะอาการ และสำคัญที่สุดคือ วิธีการป้องกัน

1.ไข้หวัดใหญ่ มีอาการเหมือนกับไข้หวัดทั่วไป แต่จะเร็วกว่าและมีไข้สูงกว่า โดยอาการสำคัญ ผู้ป่วยจะอ่อนเพลียเฉียบพลัน เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบกระบอกตา ไข้สูง 39-40 องศา ในเด็ก ส่วนผู้ใหญ่ไข้ประมาณ 38 องศา มีอาการคอแดง น้ำมูกไหล ไอแห้งๆ ตาแดง ในเด็กอาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน

การป้องกัน โดยการล้างมือให้ถูกวิธี การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และการใช้หน้ากากอนามัย

2.โรคหัด มีอาการเริ่มด้วยการมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ตาแฉะ และกลัวแสง อาการต่างๆ จะค่อยๆ มากขึ้น โดยอาการไข้จะขึ้นสูงเต็มที่เมื่อผื่นขึ้นในราววันที่ 4 ของการเป็นไข้ มีลักษณะของผื่นนูนแดง maculo-papular ติดกันเป็นปื้นๆ บริเวณหน้า ลำตัว แขน ขา โดยผื่นในระยะแรกจะมีสีแดงและค่อยๆ เข้มขึ้นเป็นสีแดงคล้ำหรือน้ำตาลแดง กินเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ บางครั้งจะพบผิวหนังลอกเป็นขุย

การป้องกัน ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย และฉีดวัคซีนป้องกัน

3.โรคมาลาเรีย มีอาการหลังการได้รับเชื้อมาลาเรียประมาณ 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการนำคล้ายกับเป็นหวัด คือ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารได้ ลักษณะเฉพาะของโรคที่เรียกว่าไข้จับสั่นคือ มีอาการหนาวสั่น ไข้สูงและตามด้วยเหงื่อออก จะพบได้ในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น

การป้องกัน ควรสวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายให้มิดชิด ใช้เสื้อผ้าสีอ่อนๆ ทายากันยุง นอนในมุ้ง หรือพ่นยากันยุง

4.โรคไข้เลือดออก ในการติดเชื้อไวรัสเดงกีครั้งแรก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (80-90%) จะไม่แสดงอาการ ผู้มีอาการจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก และมีผื่นที่ผิวหนังได้ แต่ถ้าติดเชื้อครั้งที่สอง โดยที่เชื้อต่างสายพันธุ์กับครั้งแรกอาจเป็นไข้เลือดออก อาการสำคัญแบ่งออกได้ 3 ระยะ คือ 1. ระยะไข้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกือบตลอดเวลา เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มักมีหน้าแดง และอาจมีผื่นหรือจุด เลือดออกตามลำตัว แขน ขา ระยะนี้จะเป็นอยู่ราว 2-7 วัน, 2.ระยะช็อก ระยะนี้ไข้จะเริ่มลดลง ผู้ป่วยจะซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะออกน้อย อาจมีเลือดออกง่าย เช่น มีเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ ในรายที่รุนแรงจะมีความดันโลหิตต่ำ ช็อก และอาจถึงตายได้ ระยะนี้กินเวลา 24-48 ชั่วโมง และ 3.ระยะพักฟื้น อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น ผู้ป่วยรู้สึกอยากรับประทานอาหาร ความดันโลหิตสูงขึ้น ชีพจรเต้นแรงขึ้นและช้าลง ปัสสาวะมากขึ้น บางรายมีผื่นแดงและมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามลำตัว

การป้องกัน โดยป้องกันไม่ให้ยุงกัด นอนในมุ้ง หรือกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้าน รวมทั้งบริเวณรอบๆ บ้าน

5.โรควัณโรค อาการที่พบได้บ่อยคือ มีต่อมน้ำเหลืองโตที่ขั้วปอด ที่คอ และที่อื่นๆ แล้วจึงพบผิดปกติที่ปอดและอวัยวะอื่นๆ

การป้องกัน ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่กำลังมีอาการไอ หรือให้วัคซีน BCG ป้องกัน

6.โรคเท้าช้าง อาการในระยะแรก ผู้ป่วยอาจมีไข้ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของต่อมและท่อน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ขาหนีบ หรืออัณฑะ เนื่องจากพยาธิตัวแก่ที่อยู่ในท่อน้ำเหลืองสร้างความระคายเคืองแก่เนื้อเยื่อภายใน รวมทั้งมีการปล่อยสารพิษออกมาด้วย อาการอักเสบจะเป็นๆ หายๆ อยู่เช่นนี้ และจะกระตุ้นให้เกิดอาการบวมขึ้น หากเป็นนานหลายปีจะทำให้อวัยวะนั้นบวมโตอย่างถาวรและผิวหนังหนาแข็งขึ้นจนมีลักษณะขรุขระ

การป้องกัน ควรป้องกันและหลีกเลี่ยงยุงที่เป็นพาหะ ควบคุมและกำจัดยุงโดยการพ่นสารเคมีกำจัดยุงตามฝาผนังบ้าน หรือหากอยู่ในแหล่งระบาดของโรคเท้าช้าง อาจต้องกินยาป้องกัน

7.โรคคอตีบ อาการหลังระยะฟักตัวจะเริ่มมีอาการไข้ต่ำ มีอาการคล้ายหวัดในระยะแรก มีอาการไอเสียงก้องเจ็บคอ เบื่ออาหาร บางรายอาจจะพบต่อมน้ำเหลืองโตที่คอด้วย จะพบมีอาการอักเสบในจมูก ทำให้มีน้ำมูกเรื้อรัง มีกลิ่นเหม็น

การป้องกัน ควรแยกผู้ป่วยจากผู้อื่นอย่างน้อย 3 สัปดาห์ หลังมีอาการหรือตรวจพบเชื้อ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคแก่ผู้ป่วยที่หายแล้วทุกคน และในเด็กทั่วไปควรฉีดวัคซีนป้องกันคอตีบ 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่ออายุ 4 ขวบ

นับเป็น 7 โรคที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเคลื่อนย้ายมาพร้อมกับประชากรในภูมิภาคอาเซียน

เป็นโรคไร้พรมแดนที่ควร "กันไว้ดีกว่าแก้"

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368165282&grpid=&catid=03&subcatid=0306
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 25 reads

นักวิจัย ยินดี ครม.ดัน "กัญชง"เป็นพืชเศรษฐกิจ แนะแยกแยะใช้ประโยชน์ มากกว่าเป็นยาเสพติด

Submitted by info on Thu, 09/05/2013 - 16:21

เมื่อวันที่ 8 พฤาภาคม ที่ผ่านมา รศ.อาคม กาญจนประโชติ คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ประสานงานฝ่ายพืชไร่ สถาบันพัฒนาพื้นที่สูง กล่าวภายหลังทราบว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับกรอบแนวทางการพิจารณาเพื่อการควบคุมและส่งเสริมการปลูกพืชกัญชง (เฮมพ์) เป็นพืชเศรษฐกิจ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ เมื่อ 7 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า ในฐานะนักวิจัยมีความยินดีมากที่ ครม.เห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ของพืชกัญชง จากที่ในอดีตกัญชงเป็นพืชที่ถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษก่อน

"ในต่างประเทศมีการพัฒนาพืชกัญชงกันอย่างกว้างขวางในลักษณะเฮมพ์อินดัสทรี้ เพราะเปลือกเป็นไฟเบอร์ ลำต้น เมล็ด สามารถสกัดนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งน้ำมันและโดยเฉพาะเส้นใยที่นำมาทำเครื่องนุ่งห่ม วัสดุบอร์ด อุตสาหกรรมหนัก วัสดุทดแทนไม้เนื้อแข็ง แต่ที่ผ่านมาไทยมีความเป็นห่วงเรื่องสารเสพติดที่มีอยู่ในตัวพืชกัญชง แต่จากการวิจัยมายาวนานตั้งแต่ปี 2546 ทำให้ทราบว่าสารเสพติดที่มีต่ำมากและควบคุมได้ว่าเราควรจะใช้กัญชงช่วงไหนให้เป็นประโยชน์ เพื่อที่ต่อไปจะได้วิจัยปรับปรุงพันธุ์ เพิ่มผลผลิต คุณภาพ และแปรรูปมากขึ้น

รศ.อาคม กล่าวว่า กัญชงปลูกได้ดีในพื้นที่เขตร้อน หากมีระบบชลประทานสามารถปลูกได้ทั้งปี ต่างจากยุโรปและเขตหนาวที่ปลูกได้เพียงปีละครั้ง แต่ปัจจุบันไทยยังปลูกไม่ได้ เพราะต้องมีใบอนุญาต ทำให้ขณะนี้ทำได้เฉพาะการวิจัยที่ต้องแจ้งพิกัดพื้นที่ปลูก แต่ในแง่ของพืชภูมิปัญญาของชาวไทยบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะม้งที่จะมีการปลูกเพื่อใช้ตามวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่จะใช้กัญชงตั้งแต่เกิดจนตาย และบางพื้นที่ในกองทัพภาคที่ 3 ด้านอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ต่อไปหากมีการอนุญาตควรได้รับการส่งเสริมเพื่อทำเป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ของเกษตรกร

"อยากฝากคณะกรรมการยกร่างปรับปรุง พรบ.ว่า ควรยกเว้นพืชกัญชง หรือควบคุมพื้นที่แปลงปลูก แยกแยะว่าเมื่อนำมาทำเสื้อผ้า หรือเครื่องนุ่งห่มแล้วควรยกเว้น กฎหมายควรตัดตอนเพราะไม่มีสารเสพติด แต่ในแง่ของเมล็ดพันธุ์ควรมีใบอนุญาตและควบคุมไว้ เพื่อป้องกันการนำไปผลิตในทางที่ผิด ความจริงกัญชงแตกต่างจากกัญชาที่ไม่มีกลิ่นหอม ใบเรียวเล็กกว่า สัมผัสด้วยมือก็จะทราบได้ ยางไม่เหนียว แปลงปลูกจะถี่กว่าคือ 1 ตารางเมตรปลูกได้ 300-400 ต้น และไม่มีปล้องมากเพราะใช้เส้นใยในการนำไปทำประโยชน์ ที่สำคัญสารเสพติดต่ำกว่า ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้าน (ลาว) นำไปปลูกจนเกือบเต็มประเทศ โดยนำองค์ความรู้ที่เราวิจัยไว้ไปพัฒนาต่อยอดได้เลยโดยไม่ต้องลงทุน เพราะเขาไม่กำหนดให้เป็นพืชเสพติดแบบไทย"

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368068333&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 29 reads

สำนักงานสถิติฯ ส่ง"คุณมาดี" จิ้มแท็บเล็ต เก็บข้อมูลด้านการเกษตรไทย

Submitted by info on Thu, 09/05/2013 - 16:16

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ จะจัดทำสำมะโนครัวการเกษตร เพื่อเก็บข้อมูลรวบรวมด้านการเกษตร สำหรับใช้จัดทำฐานข้อมูลด้านการเกษตรของประเทศให้ทันสมัย ทั้งภาครัฐและภาคภาคเอกชน สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะส่งเจ้าหน้าที่ หรือคุณมาดี ออกไปสัมภาษณ์ผู้ถือครองทำการเกษตร หัวหน้าเกษตรกรทุกครัวเรือน เพื่อรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน เกี่ยวกับการทำการเกษตร เช่น เนื้อที่ถือครองทำการเกษตร การเพาะปลูกพืช เลี้ยงปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด รวมไปถึงการทำนาเกลือสมุทร ตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคมนี้ และการดำเนินงานครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำแท็บเล็ต มาใช้จัดเก็บรวบรวมแทนการใช้แบบสอบถาม ที่เป็นกระดาษเก็บบันทึกด้วยดินสอ

ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังกล่าวว่า การจัดทำสำมะโนครัวการเกษตรครั้งนี้ จะใช้เป็นฐานข้อมูลการเกษตรกร จัดเก็บไว้บนบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ ให้เป็นบัตรเดียวที่มีข้อมูลครบถ้วน ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุน และช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368071180&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 29 reads
  • « first
  • ‹ previous
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content