Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

มติชนออนไลน์

เดือนเด่น" ชี้ ซีพีออลล์ซื้อแมคโคร ไม่ได้มีอำนาจเหนือตลาด จับตาต่างชาติถอนตัว

Submitted by info on Tue, 26/04/2016 - 00:00

วันที่ 26 เม.ย. ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ฝ่ายการวิจัยแผนงานเศรษฐกิจรายสาขา มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึง กรณีที่ ซีพีออลล์ เข้าไปซื้อกิจการของห้างแมคโคร กับ "มติชนทีวี" ว่า เรื่องนี้ จริงๆ แล้วต้องถามว่าทำไมต่างชาติหรือกลุ่มของเนเธอร์แลนด์ถอนตัวออกไปมากกว่า หรืออาจจะต้องหาใครมาถือหุ้นแทน และการที่ต่างชาติถอนตัวออกไป ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะความจำเป็นในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจในยุโรป บริษัทแม่จึงต้องถอนตัวออกไป และเมื่อมีถอนตัวออกไป ก็ต้องมีคนมาเทคโอเวอร์ ซึ่งซีพีก็เป็นคู่ค้าตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คู่ค้าตั้งแต่การก่อตั้งและเป็นผู้จัดการมาตลอด จะมาเทคโอเวอร์ ดังนั้น การที่ซีพีออลล์ เอาทุนเข้าไปอุดตรงนั้นเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ และรู้สึกว่าจะมีข้อตกลงว่า ถ้าเกิดมีการขายหุ้นกันซีพีออลล์ ก็เป็นเจ้าแรก

เมื่อถามว่าจะเป็นการผูกขาดด้านการค้าปลีกหรือไม่ ดร.เดือนเด่น กล่าวว่า ถ้าเกิดผูกขาดก็ผูกขาดมานานแล้ว ถามว่าซีพี เอาทุนไปลงมากขึ้นทำให้ผูกขาดมากขึ้นหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ และเชื่อว่า เดิมกลุ่มซีพีเป็นผู้บริหารอยู่แล้ว โดยมีกลุ่มต่างชาติเป็นผู้ลงทุน และคิดว่าการบริหารจัดการคงอยู่ที่ซีพีเป็นหลัก เพราะซีพีมีความรู้เรื่องค้าปลีก แต่การที่ซีพี เป็นเจ้าของเต็มตัว อาจจะมีนัยยะสำคัญว่าการขยายกิจการ ขณะเดียวกัน ทิศทางของกิจการจะขึ้นอยู่กับซีพี ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับกลุ่มต่างประเทศแล้ว ดังนั้น ซีพีอาจจะมองว่า การเทคโอเวอร์ เพื่อต้องการขยายไปสู่อาเซียน เป็นเหมือนเรือธง ที่ซีพีจะใช้ในการล่องไปหาธุรกิจ อันนี้ มากกว่าที่ถือเป็นจุดเปลี่ยน เดิมผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติซึ่งอาจจะไม่มีเงินมาลงทุนก็ได้ เพราะธุรกิจเขาแย่ลง ในทางกลับกันซีพีต้องการเข้าขยายธุรกิจในประเทศไทย เพราะสภาพทางการเงินยังค่อนข้างดี ซีพีจึงสามารถจะขยายได้

"ตอนนี้เรามองได้ว่าแมคโครคือธุรกิจของซีพี และการดำเนินกิจการในอนาคตก็เป็นของซีพี เรื่องของการผูกขาดคิดว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะว่าการค้าแบบแมคโครยังไงก็ยังเป็นแบบแมคโครเหมือนเดิม แมคโครคงมีนโยบายประกอบธุรกิจไม่ต่างไปจากเดิม เพียงแต่เปลี่ยนผู้ถือหุ้นเท่านั้นเอง และเป็นการค้าส่ง ไม่ใช่การค้าปลีก ขณะเดียวกันการค้าปลีกในบ้านเราก็ไม่สามารถผูกขาดได้" ดร.เดือนเด่น กล่าว

ส่วนประเด็นว่าจะข่ายของผู้มีอำนาจเหนือตลาด หรือเอาส่วนแบ่งการตลาดและรายได้ของซีพีออลล์ไปบวกกับรายได้ของแมคโครนั้น ดร.เดือนเด่น มีความเห็นใน 2 ประเด็น คือ 1.กฎหมายแข่งขันการค้าของเราตอนนี้มีปัญหา คือไม่สามารถเอารายได้ของนิติบุคคล 2 คนมารวมกันได้ แม้จะเป็นเครือข่ายธุรกิจเดียวกัน เพราะนิยามของธุรกิจยังมองตัวนิติบุคคลแยกส่วนกัน ดังนั้นบริษัท 2 บริษัท ถึงจะเป็นเครือเดียวกัน ก็ไม่สามารถตีความว่าเป็นบริษัทเดียวกันได้ ฉะนั้น ไม่สามารถเอารายได้มารวมกันได้ แม้ในทางปฏิบัติเรารู้ว่าเป็นบริษัทเดียวกันก็ตาม แต่ทางกฎหมายทำไม่ได้ ซึ่งตอนนี้กระทรวงพาณิชย์ กำลังมีแนวคิดที่จะแก้กฎหมายในจุดนี้อยู่

2.ถึงจะรวมกันได้จริง ก็ยังไม่ควรมารวมกัน ถ้าตลาดมีอยู่ 4 เจ้า คือ บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส แมคโคร เซเว่น อีเลฟเว่น เอารายได้ทั้งหมดมารวมกันแล้วหารออกมาเป็น 48 เปอร์เซ็นต์ เกือบจะถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ที่กระทรวงพาณิชย์บอกว่า เกณฑ์มีอำนาจเหนือตลาดนั้น ต้องบอกว่า คิดว่าตลาดของแมคโคร เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี และเซเว่นอีเลฟเว่น ไม่เหมือนกันทั้ง 4 ตลาด หรืออยู่คนละตลาด

"ถามว่าถ้าเซเว่นอีเลฟเว่นปิด ท่านจะไปแมคโครแทนหรือไม่ หรือถ้าบิ๊กซีปิด ท่านจะไปซื้อสินค้าที่แมคโครหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ ฉะนั้น มารวมกันไม่ได้ เพราะแต่ละธุรกิจ ก็มีตลาดมีสินค้าของธุรกิจนั้น เพราะฉะนั้น เชื่อว่าเซเว่นอีเลฟเว่น เป็นคนละตลาดกับแมคโคร และถ้าถามว่า บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส มีส่วนแบ่งการตลาดกี่เปอร์เซ็นต์ ก็ตอบไม่ได้เช่นกัน เพราะต่างประเทศไม่มีใครเขาหากัน เพราะเขาคิดเป็นรายสินค้า เพราะในเมื่อบิ๊กซีขายทีวีจอแบน ที่อื่นๆ ก็มีขายเช่นกัน"

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1366981374&grpid=&catid=05&subcatid=0503
  • มติชนออนไลน์
  • จับตาบรรษัท
  • Read more
  • 127 reads

สกว.เจ๋งสะกัดอาหารสัตว์จากพริก ทำ"หมู-ไก่"โตเร็ว-เนื้อคุณภาพดี"ออกไข่"นาน

Submitted by info on Tue, 18/06/2013 - 00:00

วันที่ 18 มิถุนายน ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และนายฟรองซัวส์ โกติเยร์ ที่ปรึกษาบริษัท Gautier Agro Consult จากประเทศฝรั่งเศส ร่วมกันลงนามในสัญญาการขอใช้สิทธิจากผลงานวิจัย “สารสกัดพริก” เพื่ออุตสาหกรรมสารเสริมในอาหารสัตว์

รศ.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. เปิดเผยว่า ทีมนักวิจัยไทยได้วิจัยและค้นพบว่าพริกเป็นพืชวัตถุดิบที่สามารถนำมาสกัดเป็นสารที่ให้ผลดีต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ในกลุ่มสุกรและสัตว์ปีก จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีในการสกัดพริกที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำ และผลักดันผลผลิตที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาให้ถูกนำมาใช้ประโยชน์จริงทางการค้าในรูปของผลิตภัณฑ์สารเสริมในอาหารสัตว์ ภายใต้ชื่อ ไบโอแคป-Biocap โดยมีบริษัท เบทเทอร์ฟาร์มา จำกัด ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุนวิจัยและได้รับสิทธิเป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศและกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศ.นันทวัน บุณยะประภัศร ผู้ประสานงานและที่ปรึกษาโครงการสมุนไพรเพื่อคุณภาพชีวิต คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งรับผิดชอบดูแลโครงการวิจัยชุดพริก เปิดเผยว่า ทีมนักวิจัยได้ค้นพบสารสกัดพริกที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการปศุสัตว์ไทย โดยเฉพาะผลต่อไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสุกร ในส่วนของไก่เนื้อ พริกจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตด้วยการออกฤทธิ์กระตุ้นการกินอาหาร กระตุ้นน้ำย่อย กระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค และลดผลกระทบจากความเครียด

ด้านผลต่อไก่ไข่ พริกช่วยให้แม่ไก่มีระยะการให้ไข่ยาวนานขึ้น ไข่ที่ได้มีคุณภาพดี และมีคอเลสเตอรอลต่ำกว่าไข่ปกติถึงร้อยละ 30 ขณะที่ผลต่อสุกรขุน พริกจะช่วยเร่งอัตราการเติบโต ทำให้จำหน่ายสุกรได้เร็วกว่ากำหนด 2 อาทิตย์ สุกรมีสุขภาพดี เนื้อมีคุณภาพสูง ไขมันน้อย จึงจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้น ส่วนในสุกรแม่พันธุ์ พริกช่วยลดผลกระทบจากความเครียดภายหลังคลอด ทำให้สามารถสร้างน้ำนมได้มากขึ้น

“ผลงานวิจัยสารสกัดพริกมีส่วนช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกและสุกร ทั้งค่ายาที่ใช้ในการควบคุมโรคสำหรับสัตว์ และค่าอาหารสัตว์ที่ลดลงได้ถึงร้อยละ 5 ส่งผลให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ขณะเดียวกันผู้บริโภคได้รับประทานอาหารจากเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัย ไม่มีสารจากยาปฏิชีวนะปนเปื้อน เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ คือ มีปริมาณไขมันต่ำ เหมาะกับผู้สูงอายุ และผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคความดันโลหิตหรือมีไขมันในเลือดสูง” ศ.นันทวันกล่าว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371545718&grpid=&catid=19&subcatid=1904
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 1 read

ครม.ไฟเขียว!โครงการแก้น้ำท่วม กรอบกู้กว่า 3 แสนล้านบาท

Submitted by info on Tue, 18/06/2013 - 00:00

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายปลอดประสพ สุรัสวัสดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่คณะกรรมการคัดเลือกคัดเลือกโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ที่มีนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณา รวมถึงเห็นชอบตามที่ กบอ. และรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเสนอ ขออนุมัติกรอบวงเงินกู้ 304,000ล้านบาท เพื่อเดินหน้าดำเนินโครงการดังกล่าว หลังคณะกรรมการคัดเลือกให้ 4 บริษัทเข้ามาดำเนินการ

นายปลอดประสพกล่าวต่อว่า ขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนของการทำสัญญา โดยจะใช้เวลาในการร่างสัญญา 1-2 วัน ซึ่งการทำสัญญาได้แยกย่อยออกเป็นแต่ละโมดูล ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำหรือคิดเหมือน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ส่วนวงเงินที่ขอต่อรองราคาคือได้ สามารถขอลดได้ในวงเงิน 6 พันล้าน หรือคิดเป็น 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหลังจากนี้แล้วขั้นตอนของคณะกรรมการคัดเลือกก็จะสิ้นสุดลง แล้วเข้าสู่กระบวนการร่างสัญญา เซ็นสัญญา การคัดเลือกที่ปรึกษาโครงการ พร้อมๆ กับการตั้งคณะกรรมการกำกับโครงการ จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนของการสำรวจ ศึกษา ทำอีไอเอ ต่อไป

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371539220&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 1 read

ชาวนาภาคเหนือตอนล่าง อัดรัฐบาลทำข้าวจำนำราคาตก ลั่นครั้งหน้าไม่เลือกแล้ว

Submitted by info on Mon, 17/06/2013 - 16:59

นายกิตติศักดิ์ วราหะ ประธานเครือข่ายเกษตรกรชาวนาภาคเหนือตอนล่าง กล่าวเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ว่า จากกรณีที่ทางรัฐบาลมีแนวคิดจะปรับปรุงการรับจำนำข้าว โดยลดราคาจำนำเหลือตันละ 13,000 บาท หรืออาจให้ชาวนาแต่ละรายจำนำได้ไม่เกินวงเงิน 5 แสนบาท ซึ่งเรื่องดังกล่าวขณะนี้เกษตรกรชาวนา ในกลุ่มภาคเหนือนั้นได้มีการประชุมกันและเห็นพ้องต้องกันว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะปรับลดราคาโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบายเอง ก็อยากจะฝากไว้ว่าตอนหาเสียงก็รับปากประชาชนว่า รับจำนำตันละ 15,000 บาท แต่พอรัฐบาลได้รับการเลือกตั้งแล้วกลับลำ การที่รัฐบาลทำอย่างนี้ทำไม่ถูกเกษตรกรชาวนารับไม่ได้ ส่วนการจะปรับลดราคาโครงการรับจำนำข้าว แต่ข้าวของทุกอย่างขึ้นราคา ตามตัวอีกทั้งค่าแรงก็ขึ้นราคา อย่างนี้จะอยู่กันได้อย่างไร

"การเลือกตั้งสมัยหน้า คงจะไม่มีใครเลือกและไม่มีใครเชื่ออีกต่อไปเพราะรัฐบาลพูดกลับกลอก เพราะการบริหารโครงการรับจำนำข้าวขาดทุน เป็นเรื่องของรัฐบาลต้องแก้แก้ไขเองไม่เกี่ยวกับ เกษตรกรชาวนา และประชาชน หากรัฐบาลยังดื้อดึง ที่จะปรับลดราคาโครงการรับจำนำข้าว เกษตรกรชาวทั่วประเทศคงไม่ยอม และต้องออกมาเคลื่อนไหวแน่นอน"

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371456599&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 17 reads

"จำนำข้าว"ถึงทางตัน ลดราคา-เลิกทุกเมล็ด!!

Submitted by info on Mon, 17/06/2013 - 16:49

ที่มา:มติชนรายวัน 17 มิ.ย.2556

จะมีการปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกฤดูกาลผลิต 2556/57 หรือไม่ ไม่ใช่แค่เป็นการเฝ้าติดตามสถานการณ์ของผู้เกี่ยวข้องในประเทศไทยเท่านั้น

แต่กำลังถูกจับตามองจากต่างประเทศ!!

เพราะในฐานะที่ประเทศไทย เป็นแหล่งผลิตและผู้นำส่งออกข้าวโลก แม้จะไม่ได้ติดอันดับหนึ่ง ของโลกมาในช่วง 2 ปีหลัง แต่การส่งออกข้าวไทย ก็ยังเป็นที่ยอมรับในภาพพจน์และความเป็นมืออาชีพ จึงยังเป็นผู้นำในด้านการอ้างอิงราคา และความมีอิทธิพลต่อประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน

เพราะหากไทยขึ้นราคาข้าวในประเทศ ประเทศคู่แข่งในอาเซียนก็จะปรับตาม ในทำนองเดียวกัน เมื่อใดไทยปรับลดราคาข้าวในประเทศ ประเทศคู่แข่งส่งออกก็จะปรับลดราคาลงเช่นกัน เพื่อแข่งขันส่งออกข้าวกับไทยให้ได้

เห็นได้จากการปรับขึ้นราคารับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่ประกาศรับจำนำข้าวเปลือกสูงขึ้นทันที โดยข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 15,000 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 20,000 บาท ตั้งแต่ผลผลิตปี 2554/55 แถมเงื่อนไขรับจำนำแบบไม่อั้น รับทุกเมล็ด

จากรายงานตัวเลขราคาข้าวในตลาดของกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้จัดทำเพื่อเตรียมทำการชี้แจงและเผยแพร่ให้เห็นถึงผลดีที่มากกว่าประกันราคารายได้ของรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ระบุว่า ราคาตลาดเฉลี่ยข้าวในปีผลิต 2554/55 ของรัฐบาลชุดนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 11,000 บาท สูงขึ้นจากผลผลิตปี 2553/54 ของรัฐบาลก่อน เฉลี่ยราคาตลาดอยู่ที่ตันละ 6,000-7,000 บาท จากราคาเฉลี่ยที่ชาวนาเคยรับเงินจากรัฐบาลก่อนกับระบบประกันรายได้ 2,129 บาทต่อตัน เพิ่มเป็น 14,795 บาทต่อตัน เท่ากับชาวนาได้รับเงินส่วนเพิ่มอีกตันละ 3,795 บาท รวมถึงได้จ่ายเงินไปสู่ระบบจำนำแล้ว 3.3 แสนล้านบาท ซึ่งประเมินว่าเงินที่ชาวนาได้รับแล้วนำไปใช้จ่าย ตามหลักคำนวณจะเพิ่มรายได้ทางการค้าและภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 3-4 เท่าตัวของมูลค่าเงินที่สู่ระบบ โดยอ้างอิงผลประโยชน์จากโครงการรับจำนำที่เห็นผลดีแล้วว่าทำให้เศรษฐกิจปี 2555 สูงกว่าคาดการณ์อีก 0.5-1%

แต่ขณะเดียวกันก็กลายเป็นปัญหาคลุมเครือในเรื่องภาวะขาดทุนที่รัฐบาลต้องแบกรับจากโครงการรับจำนำนั้นสูงแค่ไหน จะกระทบต่อวินัยการเงินการคลังในอนาคตหรือไม่ หากยังคงจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าราคาตลาด 3-4 พันบาทต่อตัน จนเป็นที่มาของตัวเลขขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท หรือขาดทุนแค่ 1.3 แสนล้านบาท หรือ 3.4 หมื่นล้านบาท ตามตัวเลขล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์

ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขสูงหรือต่ำ ก็ล้วนแต่เป็นผลขาดทุนทั้งสิ้น!!

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 มิถุนายนนี้ ก็จะชัดเจนแล้วว่าตัวเลขทางการขาดทุนรับจำนำนั้นเท่าไหร่ และเชื่อว่าจะเป็นทางออกของแนวคิดการปรับลดราคาข้าวรับจำนำรอบใหม่ที่จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะที่เกาะติดและเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกนโยบายจำนำข้าวมาโดยตลอด ยืนยันมาตั้งแต่เริ่มทำโครงการจำนำข้าว ว่าการรับจำนำมีผลเสียมากมายเพราะใช้เงินแยะ จากทั้งจำนำราคาสูงและแบกสต๊อกรอการขายก็น่าจะใช้เวลา 4-5 ปีกว่าข้าวจะระบายได้หมด รวมทุกอย่างต้นทุนที่รัฐต้องแบกรับขาดทุนต่อปีตกประมาณ 2 แสนล้านบาท แต่ชาวนาได้ประโยชน์เพียง 80,000 ล้านบาท

ที่เหลือ 2 ใน 3 เป็น "ค่าโง่" ที่ต้องจ่ายไปตามรายทาง ก่อนถึงมือชาวนา!!

ซึ่งการยอมรับตัวเลขการขาดทุนในทางบัญชี ไม่ว่าจะเป็นเท่าไหร่ และความวิตกต่อภาพพจน์ประเทศต่อวินัยการเงินการคลัง กำลังปัจจัยที่ทำให้ต่างชาติมองถึงการลงทุนในประเทศนั้นๆ ว่ายังมีเสถียรภาพดีหรือไม่ จึงทำให้รัฐบาลปรับท่าที และแนวโน้มจะปรับราคาจำนำข้าว

จากท่าทีของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็แสดงให้เป็นที่เข้าใจได้ว่า เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ตลาดไม่รับราคาข้าวที่แพงเกินไป จำนำข้าวก็คงต้องปรับ พร้อมกับโยนปัญหาขบคิดมาให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นั่งเป็นประธาน เป็นคนตัดสินใจในการเคาะราคาใหม่!!

ทั้งนักวิชาการ พ่อค้า หรือแม้แต่ชาวนาเอง ก็แสดงความเห็นด้วย โดยผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้า ฤดูกาล 2556/57 ควรปรับเหลือตันละ 10,000-11,000 บาท จาก 15,000 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิ 16,000-17,000 บาท จาก 20,000 บาท

สมาคมชาวนายันรับได้ หากกำหนดราคาเท่าไหร่ก็ตาม แต่ชาวนาได้เงินเข้ากระเป๋าจริงไม่ต่ำกว่า 10,000-11,000 บาท ส่วนนักวิชาการ แนะตั้งราคาไม่ควรสูงเกินราคาตลาดในขณะนั้น โดยไม่ควรเกิน 20-30%

นอกจากนี้ ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลควรเลิกรับจำนำทุกเมล็ด โดยหันมากำหนดโควต้าการรับจำนำต่อราย

วงในของผู้กำหนดนโยบายรับจำนำของรัฐบาล รับรู้มาตลอดว่าปัญหาจำนำข้าวนั้นมีมาก โดยเฉพาะการเกิดความรั่วไหลจากการทุจริตหรือการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ปฏิบัติ แม้จะมีการออกระเบียบหรือมาตรการ อย่างไรก็ตาม แต่ด้วยการรับจำนำต่อเนื่องเป็นปีๆ และไม่จำกัดจำนวนรับจำนำข้าว ย่อมมีความเสี่ยงสูงและดูแลยาก ซึ่งประเมินว่าความรั่วไหลนั้นเป็นวงเงินสูงหลักหลายหมื่นล้านบาททีเดียว

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับความจริงกันว่า นโยบายการรับจำนำ สร้างความถูกอกถูกใจ สนองตอบความต้องการของชาวนาได้ดีกว่าระบบอื่นๆ โดยผลสำรวจชาวนา 9 ใน 10 ราย พึงพอใจกับโครงการรับจำนำมากกว่าประกันรายได้ และเรียกร้องให้รัฐบาลคงโครงการรับจำนำข้าวต่อไป จึงน่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้ารับจำนำข้าวต่อไป

เพื่อรักษาฐานเสียงชาวนาเอาไว้!!

แต่ตัวเลขการขาดทุนหลายหมื่นหรือเป็นแสนๆ ล้านบาท ก็มีผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นไหวได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น เชื่อว่าในช่วง 3-4 เดือนก่อนผลผลิตข้าวรอบใหม่ออกสู่ตลาด จะเห็นการตัดสินใจ "ปรับเปลี่ยน" จากรัฐบาลหลายประการ

ประการแรก หากปรับราคาจำนำข้าวอีก 2-3 พันบาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้ราคาข้าวเปลือกเจ้าเหลือตันละ 13,000 บาท จากตันละ 15,000 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิเหลือตันละ 17,000-18,000 บาทจากตันละ 20,000 บาท โดยที่ชาวนารับเงินจริงไม่ต่ำกว่า 10,000-11,000 บาทนั้น จะทำอย่างไร เพราะแม้ขณะนี้รัฐกำหนดราคารับจำนำตันละ 15,000 บาท ก็พบว่ากว่าครึ่งรับเงินไม่ถึง 12,000 บาท เพราะจากความผันผวนของอากาศและชาวนานิยมตัดข้าวแล้วจำนำทันที ความชื้นจึงสูงกว่าอัตราความชื้นกำหนด 14.5% สูงเป็น 20-25% หักทอนไปก็เหลือไม่ถึง 15,000 บาท

ประการที่สอง ชาวนาจะรับได้ไหม หากเลิกรับจำนำเมล็ด โดยจำกัดรับจำนำเพื่อช่วยเหลือชาวนารายย่อยที่มีพื้นที่ทำกินไม่เกิน 10 ไร่ โดยประเมินว่า ชาวนาส่วนใหญ่ของไทยจะมีพื้นที่ทำกินเพียงเท่านี้ และผลผลิตที่ได้มาจะไม่เกิน 5 แสนบาท หากรวมกับประมาณการผลผลิตต่อปี 25-28 ล้านตัน ก็จะใช้เงินได้ตามกรอบหมุนเวียนไม่เกินปีละ 5 แสนล้านบาท

พร้อมๆ กับการเร่งประกาศแผนจัดโซนนิ่งข้าว และแยกการส่งเสริมตามพื้นที่ ควบคู่กับการยกเลิกการรับจำนำทั่วประเทศ เปลี่ยนมาเป็นการรับจำนำบางพื้นที่แทน

ทั้งหมดนี้ จะช่วยให้รัฐผ่านวิกฤตขาดทุนไปได้!!

................

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย

"ชาวนากังวลเรื่องภาระงบประมาณรัฐบาลกับการอุ้มราคาข้าว การจะลดราคาจำนำข้าวก็ไม่ได้คัดค้าน หากไม่ได้กระทบต่อรายได้จริงที่ชาวนาควรได้เกินต้นทุน ที่ตอนนี้ไร่ละ 7-8 พันให้ลดลง และรับเงินขายข้าวจริงเกิน 1 หมื่นบาท"

น.ส.กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

"ปรับราคาจำนำข้าวแล้วหันไปส่งเสริมสวัสดิการให้ชาวนา น่าจะเป็นทางออกที่ดีต่อการบริหารจัดการข้าวในขณะนี้ ในทางปฏิบัติไม่ว่าไทยจะปรับราคาขึ้นหรือลง คู่แข่งเขาก็ขยับตาม แต่ยังคงคุมราคาขายให้ต่ำกว่าไทย แต่ดีที่ผู้ซื้อรับได้และส่งออกได้มากขึ้น เพราะราคาข้าวไทยลดลง แต่ด้วยความเชื่อถือข้าวไทย และเพิ่มการทยอยรับจำนำข้าวในสต๊อกรัฐแบบสม่ำเสมอจนเป็นเรื่องปกติ จะทำให้ราคาข้าวไทยไม่ผันผวน ตลาดข้าวจะเดินได้ดีขึ้น เริ่มต้นที่ราคาตันละ 10,000 บาท คิดเป็นราคาส่งออก 550 เหรียญสหรัฐ ชดเชยด้วยการเพิ่มสวัสดิการชาวนา เชื่อว่าไม่เสียคะแนนนิยม"

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371445215&grpid=01&catid=05&subcatid=0500
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 6 reads

ไอเอ็มเอฟติงหนี้ครัวเรือน-จำนำข้าว เล็งหั่นเป้าจีดีพีไทยต่ำ5% ชี้เหตุไตรมาสแรกชะลอลึก

Submitted by info on Mon, 17/06/2013 - 16:44

ไอเอ็มเอฟเล็งหั่นเป้าจีดีพีไทยปีนี้ คาดโตต่ำกว่า 5% ชี้เหตุเศรษฐกิจไตรมาสแรกชะลอกว่าที่คาด เตือน 3 ปัจจัยเสี่ยง ′หนี้ครัวเรือนกระฉูด-จำนำข้าวโป่ง-รื้อบทบาทแบงก์รัฐ′ ธปท.เกาะติดจีน ห่วงฉุดส่งออกยิ่งซบ ให้เวลาแบงก์ลดดอกเบี้ย

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยกรณีคณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เข้าพบนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังเมื่อสัปดาห์ผ่านมาว่า เป็นการหารือเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย โดยทางไอเอ็มเอฟมองว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) น่าจะขยายตัวใกล้เคียง 5% ซึ่งปรับลดลงจากเดิมที่คาดว่า น่าจะขยายตัวมากกว่า 5% ซึ่งเห็นตรงกับ สศค. โดย สศค.จะปรับตัวเลขประมาณการใหม่ จากเดิม 5.3% คาดว่าจะต่ำกว่า 5% โดยจะประกาศในปลายเดือนมิถุนายนนี้

"แม้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ แต่จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดในไตรมาสแรกปีนี้ ทำให้มีแนวโน้มทั้งปีจะขยายตัวลดลงจากที่ประเมินไว้เดิมไว้ตั้งแต่ต้นปี" นายสมชัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟมองว่าเศรษฐกิจไทยมีปัจจัยเสี่ยง 3 ด้าน คือ เรื่องของหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงจนอาจเป็นปัญหาและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลไทยที่จะกระทบต่อฐานะการคลัง และการขยายบทบาทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่ต้องการให้กระทรวงการคลังทบทวนบทบาทของสถาบันการเงินของภาครัฐให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยกำลังติดตามตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญในเดือนพฤษภาคม เพื่อประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ใหม่ หลังจากที่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวจากไตรมาสแรก โดยศูนย์วิจัยฯประเมินค่ากลางของเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 4.8%

นางสาวสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์อยู่ระหว่างทบทวนตัวเลขจีดีพีปีนี้ใหม่ โดยเฉพาะตัวเลขการส่งออกที่เคยประเมินไว้ว่าจะเติบโตได้ 7.1% ในปีนี้ โดยมองว่าเป็นไปได้ที่จีดีพีปีนี้อาจจะน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 5.1%

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ต้องติดตามดูเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลง เพราะจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย และอาจทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัวไปด้วย

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ธปท.จะเชิญผู้บริหารธนาคารพาณิชย์มาหารือเรื่องการปรับดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากนั้น นายประสารกล่าวว่า คงไม่ถึงขั้นต้องเชิญมาประชุม ซึ่งสาเหตุที่ธนาคารพาณิชย์ยังไม่ปรับดอกเบี้ยตามนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินเชื่อยังขยายตัวค่อนข้างสูงและธนาคารพาณิชย์หลายแห่งแข่งขันเรื่องเงินฝาก สะท้อนว่ายังมีความไม่มั่นใจสภาพคล่องในตลาดการเงิน

(ที่มา:มติชนรายวัน 17 มิ.ย.2556)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371448034&grpid=&catid=05&subcatid=0501
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 13 reads

ถอดรหัสขาดทุน 2.6 แสนล้าน สารพัดคำถาม "จำนำข้าว" คำตอบที่รัฐบาลไม่อยากฟัง

Submitted by info on Sat, 15/06/2013 - 00:00

ศัลยา ประชาชาติ
บทความพิเศษ มติชนสุดสัปดาห์ 14-20 มิถุนายน 56

ไม่เพียงแต่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก อย่าง มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส จะตั้งคำถามถึง ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว พร้อมผูกโยงไปถึงการลดอันดับเครดิตของไทยในอนาคต

แต่คนไทยก็สงสัยและตั้งคำถามต่อ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงผลดี-ผลเสีย และ ประโยชน์ที่แท้จริงของการดำเนินโครงรับจำนำข้าวเปลือก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้สโลแกนจับใจชาวนา "รับจำนำข้าวทุกเมล็ดภายในประเทศ"

ด้วยราคาสูงลิบลิ่ว ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 15,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 20,000 บาท

แน่นอนว่า ราคาข้าวเปลือกขนาดนี้เป็นราคาสูงมากกว่าความเป็นจริงของตลาดข้าวโลกพอสมควร และกำลังกลายเป็นภาระทางด้านงบประมาณของประเทศ ส่งผลกระทบไปถึงอัตราการเติยบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม อันเนื่องมาจากการอัดฉีดเม็ดเงินลงไปเพื่อโครงการประชานิยมโครงการนี้

จากตัวเลขเม็ดเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำ 3 ครอป (3 รอบการผลิต) ที่ผ่านมา กล่าวคือ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2554/55 โครงการรับจำนำข้าวนาปรังปี 2555 และ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2555/56 คาดว่าจะถูกใช้ไปแล้วมากกว่า 661,000 ล้านบาท

โดยมีข้าวจากชาวนาทั่วประเทศไหลรวมเข้ามาเป็นข้าวในสต๊อกรัฐบาลระหว่าง 39.5-40 ล้านตันข้าวเปลือก หรือราว 25 ล้านตันข้าวสารและปลายข้าว

ทว่า มีการขายข้าวและคืนเงินกลับสู่รัฐบาลเพียง 120,000 ล้านบาท มากกว่า 90% เป็นการขายผ่านวิธีการแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ขายให้กับรัฐบาลประเทศใด จำนวนเท่าไหร่ และราคาเท่าใด โดยอ้างว่า "เป็นความลับ บอกใครไม่ได้"

ประโยคนี้เองที่กำลังจะกลายเป็นเชือกมัดคอ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เจ้าของอมตะวาจาดังกล่าว

การระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล ได้ถูกปิดเป็นความลับดำมืด ไม่มีใครรู้กำไร-ขาดทุน รวมถึงภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ส่งออกข้าว ซึ่งส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงข้าวในสต๊อกรัฐบาล พากันออกมาตั้งข้อสังเกตถึงปริมาณส่งออกข้าวไทยที่หดหายไป ราคาส่งออก ปริมาณข้าวหมุนเวียนในตลาด และพฤติกรรมของผู้ส่งออกข้าวบางรายที่แสดงตนเป็น "นายหน้า" เร่ขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลกันอย่างเอิกเกริก

เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงเกิดความไม่ชอบมาพากลในโครงการรับจำนำข้าว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมาถึง 2 ครอปยังไม่สามารถแสดงต่อสาธารณชน อีกทั้งไม่เคยมีการรายงาน ครม. ให้ทราบ

ล่าสุด จึงเกิดกระบวนการ "ปูด" ตัวเลขการรายงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำสินเกษตร ชุดที่มี นางสาวสุภา ปิยจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ว่า ณ วันที่ 31 มกราคม 2556 คณะอนุกรรมการ คำนวณการขาดทุนจากการระบายสต๊อกสินค้าเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สต๊อกข้าว ถึง 260,000 ล้านบาท

แน่นอน ตัวเลขผลการขาดทุนสูงมโหฬารขนาดนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่รัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโครงการนี้ "รับ" ใน "ความจริง" ที่เกิดขึ้นไม่ได้

แถมความจริงนั้นยังเป็นชุดความจริงที่ออกมาจาก คณะอนุกรรมการ ที่รัฐบาลเป็นผู้ตั้งขึ้นมากับมือเองอีกด้วย

สถานการณ์ของ นายบุญทรง และคณะข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งถูกผลักให้ลงเรือลำเดียวกัน จึงเต็มไปด้วยความอึดอัด ทำได้เพียงออกมายืนกราน "ปฏิเสธ" ผลการตรวจบัญชีของคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว พร้อมกับกล่าวหาว่า ใช้ตัวเลขที่ "ยกเมฆ" เพื่อหวังผลทางการเมือง

ก่อนจะสรุปให้เหตุผลแบบห้วนๆ ว่า การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ยังไม่สามารถทำได้ จนกว่าจะมีการระบายข้าวในสต๊อกออกไปจนหมด

แน่นอน พิจารณาตามเหตุผลแบบนี้ จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี ในการปิดบัญชีได้ พร้อมกับย้ำความเชื่อส่วนตัวที่ไม่มีเหตุผลรองรับเช่นกันว่า โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลน่าจะขาดทุนแค่ประมาณ 80,000-90,000 ล้านบาท หรือไม่เกินไปกว่าโครงการประกันราคาข้าวของ พรรคประชาธิปัตย์ ในอดีต

ในอีกมุมหนึ่งของความพยายามที่จะ "ชี้แจง" ดูเหมือนจะเป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของรัฐบาล ว่า ผลการดำเนินโครงการรับจำนำนั้น ขาดทุนแน่นอน

แต่เป็นการขาดทุนที่ "ชาวนา" เป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ช่วยทำให้รายได้ของชาวนาเพิ่มขึ้น 83,000 ล้านบาท และมีเงินหมุนเวียนทำให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5-1% ในปี 2555 ที่ผ่านมา

คำแถลงข่าวแบบนี้ นอกจากจะไม่สร้างความกระจ่างให้เกิดแก่สาธารณชนแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมของการบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวด้วย

ยังมีผลสะท้อนทางการเมืองตามมาอย่างหนักหน่วงด้วยเช่นกัน การขาดทุนโครงการนำไปสู่การ "โยน" ความรับผิดชอบของคนในรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย จนสุดท้ายมาตกหนักอยู่กับ "นายบุญทรง" ที่ถูกดันออกมาอยู่แถวหน้าให้เผชิญกับผลการขาดทุนในครั้งนี้

ในขณะที่ทุกคนกำลังรอผลการแถลงการขาดทุนอย่างเป็นทางการของรัฐบาล ก็มีชุดข้อมูลจากผู้ส่งออกข้าวที่เข้าไม่ถึงข้าวในสต๊อกรัฐบาลออกมา ว่า ถ้าคำนวณตามต้นทุนการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 1 ตัน ราคารับจำนำตันละ 15,000 บาท เมื่อนำมาสีแปรเป็นข้าวสารจะมีราคา 24,000 บาท โดยข้าวเปลือก 1 ตันหรือ 1,000 ก.ก.ได้ข้าวสาร 600 ก.ก.

ฉะนั้น การรับจำนำข้าวเปลือก 40 ล้านตันของรัฐบาล จะคิดเป็นข้าวสาร (40 ล้านตัน X 1,000 ก.ก. ได้เป็น ก.ก. แล้วนำมาคำนวณเปลี่ยนสัดส่วนเป็นข้าวสาร) ประมาณ 24-25 ล้านตัน X 15,000 บาท จะเป็นต้นทุนข้าวเปลือก 375,000 ล้านบาท

หรือหากคิดเป็นต้นทุนแบบข้าวสารประมาณ 600,000 ล้านบาท

เมื่อนำมารวมกับกับค่าใช้จ่าย แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายครั้งเดียวคือ ค่าจ้างผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว 16 บาท/ตัน จ่ายครั้งเดียว, ค่าจ้างกรรมกร 30 บาทรวมเป็น 46 บาท และ ค่าใช้จ่ายรายเดือน แยกเป็น ค่าเช่าเดือนละ 20 บาท/ตัน หรือปีละ 240 บาท/ปี ค่าจ้างรมยาเดือนละ 6 บาท/ตัน หรือปีละ 72 บาท และ ค่าเบี้ยประกันน้ำท่วมอีก 1,700-1,800 บาท/ปี รวมเป็น 2,012-2,112 บาท/ตัน

ดังนั้น หากเก็บข้าวสาร 25 ล้านตันไว้เป็นเวลา 1 ปี จะมีค่าใช้จ่ายที่จ่ายครั้งเดียว 1,150 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายรายเดือนอีก 52,850 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่าย 54,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับต้นทุนข้าวสาร 600,000 ล้านบาท ก็จะเป็นเงินที่ใช้จ่ายไปประมาณ 654,000 ล้านบาท

เท่ากับว่า "ต้นทุน" ข้าวของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นเป็นตันละ 26,160 บาท

หากขายข้าวได้ต่ำกว่าราคานี้ แปลว่ารัฐบาลจะขาดทุนแน่นอน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับราคาข้าวที่รัฐบาลขายได้

และหากเก็บข้าวไว้นานกว่า 1 ปี นอกจากค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นแล้ว มูลค่าของข้าวจะต่ำลงเพราะ การเก็บรักษาข้าว ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรย่อมจะมี ความเสื่อม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหักค่าความเสื่อมอีก

หากหักไปปีละ 10% จากต้นทุนข้าวสาร 600,000 ล้านบาท จะเหลือมูลค่าข้าวอยู่เพียง 540,000 ล้านบาท แต่มีค่าบริหารจัดการเท่าเดิม

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันมาโดยตลอด ว่าได้คืนเงินจากการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล คืนกลับไปให้ ธ.ก.ส. แล้ว 120,000 ล้านบาท แต่ไม่ยอมแจ้งปริมาณข้าวสารที่ถูกระบายขายออกไป บอกเพียงว่า เป็นการขายข้าวแบบ G to G จำนวน 7.328 ล้านตัน

คำนวณง่ายๆ หากรัฐบาลส่งมอบข้าวครบตามจำนวนดังกล่าว จะมีราคาขาย G to G เฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 16,400 บาท เท่ากับขาดทุนตันละเกือบ 10,000 บาท

เฉพาะขายข้าวแบบ G to G ตามตัวเลขที่ปรากฏไป 7.328 ล้านตัน จึงมีผลการขาดทุนไม่ต่ำกว่า 70,000 กว่าล้านบาท

แต่การขายข้าวไม่หมดเพียงแค่นี้ เนื่องจากมีข้าวในสต๊อกรัฐบาลเหลืออยู่ในโกดังขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ถึง 17-18 ล้านตัน ดังนั้น ฤหากขายข้าวในสต๊อกคงเหลือทั้งหมดไปในราคาเฉลี่ย 16,000 บาท/ตัน เท่ากับว่า รัฐบาลจะขาดทุนถึง 163,000 ล้านบาท

และยังมีข้าวบางล็อตที่ อคส. แจ้งว่ามีการขายไปแบบราคามิตรภาพประมาณตันละ 10,000 บาท ก็จะยิ่งทำให้ยอดขาดทุนโครงการนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 256,000 ล้านบาท

ผลคำนวณแบบคร่าวๆ เช่นนี้จึงแสดงให้เห็นว่า โดยไม่จำเป็นต้องรอปิดบัญชี ก็มีข้อมูลฟ้องอยู่ในระดับหนึ่งแล้วว่า รัฐบาลจะขาดทุนเกินกว่า 80,000-90,000 ล้านบาท ตามการกล่าวอ้างของ นายบุญทรง แน่นอน

และนี่คือคำเฉลยหรือคำตอบที่ไม่ว่ารัฐบาลจะหลีกเลี่ยง บ่ายเบี่ยงอย่างไร ความจริงจากโครงการจำนำข้าว ก็จะยังคงเป็นบาดแผลและจุดเปราะบางทั้งในด้านการบริหาร และผลกระทบด้านการเมืองที่จะตามมาอย่างแน่นอน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371269190&grpid=01&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 2 reads

วงเสวนาเผยเกษตรกรหนีปลูกพืชพลังงาน กระทบความมั่นคงทางอาหาร

Submitted by info on Fri, 14/06/2013 - 17:16

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิชีววิถี ร่วมกับแผนงานความมั่งคงทางอาหาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยนายเดชรัต สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในงานสมัชชาวิชาการความมั่นคงทางอาหาร ประจำปี 2556 เรื่องการปกป้องพื้นที่ผลิตอาหารเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศและชุมชน ว่า ปัจจุบันพบว่าพืชพลังงาน เช่น ปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา มีพื้นที่การปลูกเพิ่มขึ้นรวมประมาณร้อยละ 34 ขณะที่ข้าวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 12 ซึ่งเกิดจากทั้งปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้น การส่งออกที่มากขึ้น เมื่อพิจารณาข้อมูลระหว่างปี 2553-2555 พบว่าพื้นที่การปลูกพืชประเภทผลไม้ลดลงประมาณ 3 แสนไร่ เท่ากับผู้ปลูกลดลงประมาณ 1 แสนครัวเรือน โดยการลดลงดังกล่าวจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารอย่างไม่รู้ตัว เมื่อดูปริมาณการบริโภคผัก ผลไม้ พบว่าผู้ชายไทยร้อยละ 81 ผู้หญิงไทยร้อยละ 76 บริโภคผักผลไม้ไม่เพียงพอ

"พื้นที่ปลูกผักผลไม้ที่ลดลงจะกระทบต่อจำนวนการกินผักผลไม้คนไทย เพราะทำให้ราคาสูงขึ้น ในขณะที่เกษตรกรได้เงินน้อยเหมือนเดิม จึงเปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชพลังงานแทน ปัจจุบันพบว่าพื้นที่ 3 ใน 4 ของภาคใต้ปลูกพืชพลังงาน ทำให้อัตราการผลิตอาหารพอเพียงต่อครัวเรือนมีเพียงร้อยละ 2 โดยมีเพียง 2 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราชและพัทลุง ที่ปลูกข้าวได้เพียงพอสำหรับคนในพื้นที่ ทำให้คนในภาคใต้ต้องจ่ายเงินซื้ออาหารรองจากคน กทม. ซึ่งกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือคนรายได้น้อย ความมั่นคงทางอาหารจึงถือเป็นภัยเงียบที่จะเข้ามาแบบไม่รู้ตัว" นายเดชรัตกล่าว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371199156&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 13 reads

“ยุทธพงศ์” เล็งใช้กลไกซื้อขายล่วงหน้า ดันราคายางให้พุ่ง

Submitted by info on Fri, 14/06/2013 - 17:12

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง เปิดเผยว่า ตนได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการฯเพื่อประชุมวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกในวิกฤติการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อหามาตรการในการแก้ปัญหาความเดือนร้อนของเกษตรชาวสวนยางโดยหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนสำคัญที่คณะกรรมการบริหารโครงการฯหยิบยกมาใช้ในการพยุงราคายางในขณะนี้คือ การส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการส่งออกสินค้ายางพารารายใหญ่ของประเทศร่วมกับองค์การสวนยาง (อสย.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านยางพาราเข้ามาใช้กลไกการซื้อขายล่วงหน้าของตลาดสินค้าเกษตรกรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หริอ เอเฟต เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและสร้างราคาอ้างอิงสำหรับการซื้อขายยางพาราในอนาคต

นายยุทธพงศ์ กล่าวถึงรายละเอียดเพิ่มเติมในการเข้าสู่กลไกซื้อขายสินค้าในตลาดล่วงหน้าด้วยว่า กำหนดให้มีการวงเงินวางประกันและสำรองการเผื่อการขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้นรายละ 30 ล้านบาทหรือรวมแล้วมีวงเงินรวม 7 รายเป็นเงินทั้งสิ้น 210 ล้านบาท เมื่อรวมกันแล้วจะก่อให้เกิดปริมาณการซื้อขายโดยเฉลี่ยประมาณ 300-400 สัญญาต่อวัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณซื้อขายปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 300 สัญญาต่อวันแล้ว ถือเป็นปริมาณที่มากพอที่จะก่อให้เกิดผลบวกทางจิตวิทยาและสร้างความเชื่อมั่นในสภาพคล่องของตลาดและจูงใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและนักลงทุนเข้ามาซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางซื้อขายและเป็นแหล่งอ้างอิงราคายางพารารายสำคัญของโลกในอนาคต ทั้งนี้หากผลักดันให้ราคาอ้างอิงของยางพาราสูงขึ้นก็จะส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น จากปริมาณยางพาราที่ผลิตได้ประมาณ 3.5 ล้านตัน ราคาที่เพิ่มๆขึ้นทุกๆ 1 บาทจะก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้นถึง 35,000ล้านบาทเลยทีเดียว

สำหรับความคืบหน้าที่ผ่านมา เอเฟตได้มีจดหมายตอบรับแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยเห็นว่าต้องการพัฒนาศักยภาพของสถาบันเกษตรกรเป็นไปอย่างยั่งยืน อีกทั้งต้องการเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการกำหนดราคาขายยางพาราเอง ที่สำคัญ เอเฟตเห็นว่ามาตรการดังกล่าวจะเป็นการเสริมสร้างกลไกตลาดยางพาราให้มีความครบถ้วนและเชื่อมโยงเข้าด้วยกันกันอย่างบูรณาการระหว่างตลาดกลางยางพารา ตลาดข้อตกลงและตลาดล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี

“เอเฟตได้ยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวสามารถกระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายและไม่ถือเป็นการแทรกแซงราคายางแต่อย่างใด แต่เป็นการซื้อขายผ่านตลาดล่วงหน้า โดยหากมีผู้ขายจากต่างชาติเข้ามาขายยางพารา เอเฟตก็สามารถควบคุมการซื้อขายได้ และคาดว่าจะสามารถรับซื้อยางพาราได้ประมาณ 42,000 ตัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถปรับราคายางพาราให้เข้าสู่เสถียรภาพให้ได้ที่กิโลกรัมละ 110 บาท โดยจะเร่งดำเนินการในดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมภายในเดือนกรกฎาคม นี้ ” นายยุทธพงศ์ กล่าว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371203455&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 11 reads

เจ๊งข้าวปีแรก1.3แสนล้าน "สุภา ปิยะจิตติ"เปิดอีก กขช.เคาะขาดทุน17มิย.

Submitted by info on Fri, 14/06/2013 - 16:38

เจ๊งข้าวปีแรก1.3แสนล้าน "สุภา ปิยะจิตติ"เปิดอีก กขช.เคาะขาดทุน17มิย.
ที่มา:มติชนรายวัน 14 มิ.ย.2556

มติ 5 ต่อ 4 ศาล รธน.รับคำร้อง ปชป.-พธม. ด้าน ปชป.โวย"เสริมศักดิ์"ใช้ตำแหน่งช่วย"แซม" "อี้"อ้างซ่อมดอนเมืองซื้อเสียงแจกข้าวสาร-เงิน "โต้ง"เล็งปรับราคาจำนำข้าวอ้างสถานการณ์เปลี่ยน

"โต้ง"รับปรับราคาจำนำ

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานประชุมยูโร มันนี่ 2013 ว่า กรณีโครงการรับจำนำข้าว ที่มีผลขาดทุนจากการดำเนินโครงการจำนวนมาก จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรายละเอียดของโครงการหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องที่ทำได้ โดยปรับให้เป็นไปตามสถานการณ์ รัฐบาลใช้ข้อมูลของคณะกรรมการปิดบัญชีจำนำข้าวที่มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ในการพิจารณาการดำเนินการ

"ดอกเบี้ยยังปรับได้ การปรับเปลี่ยนโครงการก็เป็นเรื่องที่ทำได้ และให้เป็นไปตามสถานการณ์ การที่เรารับจำนำในราคาตันละ 15,000 บาท ในเวลานั้น เราพยายามขายข้าวในราคาที่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ แต่เมื่อตลาดโลกแตกต่างออกไป มีความผันผวนเรื่องค่าเงินเข้ามาร่วมด้วย มีเรื่องของผลผลิตสินค้าประเภทคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่นออกมามากด้วย รัฐบาลก็ต้องดูข้อมูลให้รอบด้านและนำไปปรับเปลี่ยนโครงการ ซึ่งมีความเป็นไปได้" นายกิตติรัตน์กล่าว

"วราเทพ" ขอเวลาอีก2-3วัน

ที่อาคารยูบีซี 2 นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รวบรวมข้อมูลโครงการจำนำข้าว กล่าวว่า ภายใน 2-3 วันนี้ คงจะสรุปตัวเลขการขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวได้ หลังจากมอบหมายให้ น.ส.สุภากลับไปแยกบัญชีการรับจำนำข้าวในแต่ละฤดูกาลให้ชัดเจน ยืนยันจะไม่มีการตกแต่งบัญชีเหมือนกับที่ผู้นำฝ่ายค้านระบุอย่างเด็ดขาด เพราะทุกอย่างปรากฏชัดเป็นเอกสารราชการ คงไม่มีใครกล้าแก้ไขตัวเลขแน่นอน

นายวราเทพกล่าวว่า การพิจารณาโครงการต้องดูตัวเลขรวมทั้งหมดด้วยว่า เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่ใช่แค่ผลการขาดทุนเท่านั้น เพราะการระบายข้าวของรัฐบาล จะมีทั้งการจำหน่ายให้กับเอกชน การจำหน่ายแบบรัฐต่อรัฐ และการจำหน่ายราคาถูก เพื่อช่วยเหลือประชาชนเช่น โครงการธงฟ้า การจำหน่ายแก่กรมราชทัณฑ์ ต้องดูรวมว่ามีคนได้ประโยชน์จากโครงการมากน้อยเพียงใด เพราะตัวเลขขาดทุนที่มีการพูดถึงเป็นการปิดบัญชี ณ สิ้นเดือนมกราคมและพฤษภาคม 2556 แต่หลังจากนั้นโครงการยังคงเดินต่อเนื่อง ยังไม่ได้ปิดโครงการทั้งหมด

"เรื่องนี้จะมีการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ (กขช.) ว่า จะมีการเปิดเผยผลการปิดบัญชีหรือไม่ ในทางบัญชีที่ระบุว่าจะเป็นผลการขาดทุน แต่ยังมีความต่างอยู่คือ รูปแบบการคำนวณจากต้นทุน และการคำนวณจากวิธีการขาย หลังจากนั้นคงจะนำมาพิจารณาว่า งบการดำเนินการสูงเกินไป แล้วต้องเปลี่ยนโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ หากเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรก็ดำเนินการต่อ" นายวราเทพกล่าว

"หม่อมอุ๋ย"ให้จัดการค่าโง่

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากตัวเลขรายงานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรของกระทรวงการคลัง ในโครงการรับจำนำข้าว ฤดูกาลผลิต 2554/55 พบว่า ในช่วงเวลาดำเนินการเดือนพฤศจิกายน 2554 ถึงตุลาคม 2555 มีผลขาดทุนทั้งสิ้น 1.36 แสนล้านบาท จากการรับจำนำข้าวทั้งหมด 21.6 ล้านตัน โดยเป็นตัวเลขที่คำนวณ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2556 แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องด้วย ทั้งดอกเบี้ยของหนี้คงค้าง ค่าใช้จ่ายในการเก็บข้าวสาร เพราะที่ผ่านยังเหลือข้าว 3 ใน 4 ของปริมาณข้าวทั้งหมด

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า สต๊อกข้าวรัฐบาล 5-6 ล้านตัน ต้องใช้เวลาในการระบายข้าวถึง 4 ปี ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เหลือที่จะสามารถระบายข้าวได้หมด จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นอีกมาก ทั้งดอกเบี้ยของหนี้คงค้าง ที่คิดเฉลี่ย 4% หรือประมาณปีละ 1.6 หมื่นล้านบาท ค่าเช่าเก็บข้าวสารปีละหลายพันล้านบาท และยังไม่รวมกับคุณภาพข้าวที่น้ำหนักจะหายไปและเสื่อมลงปีละ 10% หากคำนวณจากข้าวที่เหลือจะลดลงปีละ 1.3-1.4 หมื่นล้านบาท ดังนั้น อีก 4 ปี ที่เหลือก็จะขาดทุนเพิ่มปีละ 2 หมื่นล้านบาท ทำให้ผลขาดทุนรวมทั้งสิ้นเป็น 2 แสนล้านบาท แต่พบว่า เงินที่ถึงมือเกษตรกรจริงเพียง 8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

"ผมไม่เห็นด้วยแต่แรกแล้วที่จะรับจำนำในราคาสูงถึง 1.5 หมื่นบาทต่อตัน เพราะจะทำให้ขาดทุนสูงถึง 1.5-2.5 แสนล้านบาท ขึ้นกับปริมาณข้าวที่จะเข้ามา ตัวเลขที่ออกมาก็ไม่ต่างกันนัก แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่ปรับราคารับจำนำลง เพราะขนาดขาดทุนจากโครงการถึง 2 แสนล้านบาท แต่เงินที่ตกถึงมือเกษตรกรเพียง 8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ที่เหลือเป็นค่าบริหารจัดการ ค่าเช่าโกดัง และดอกเบี้ยเงินกู้ หากจะปรับราคาลงเพื่อให้ขาดทุนเพียง 1 แสนล้านบาท เชื่อว่าเงินจะถึงมือเกษตรกรเพียง 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ที่สำคัญควรไปบริหารจัดการที่เรียกว่าค่าโง่เหล่านั้นให้ลดลงน่าจะดีกว่า" ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

ทีดีอาร์ไอให้ปรับราคา

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า หากรัฐบาลจะปรับลดราคารับจำนำลง ถือเป็นเรื่องที่ดีที่เป็นการยอมรับว่า โครงการดังกล่าวมีปัญหาในทางปฏิบัติและจะช่วยปรับลดงบประมาณลงได้ทางหนึ่ง นอกจากจะปรับลดราคาลง การจำกัดปริมาณข้าวเข้าโครงการเป็นทางเลือกหนึ่งด้วย แต่จะเป็นราคาเท่าไหร่นั้น คงไม่สามารถเสนอแนะได้ เพราะไม่เห็นด้วยกับโครงการตั้งแต่ต้น โดยการดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรยังมีหลายแนวทาง การซื้อประกันราคาในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าใช้เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพราคาได้ เพียงแต่เมื่อมีโครงการรับจำนำ ทำให้ราคานิ่ง จึงไม่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรที่จะหันมาป้องกันความเสี่ยงด้านราคา

พณ.ชี้"สุภา"รับคลาดเคลื่อน

ที่กระทรวงพาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ว่า เป็นการประชุมพิจารณารายละเอียดของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี โดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ได้มาชี้แจงอธิบายเกี่ยวกับวิธีการศึกษา การรวบรวมข้อมูลและที่มาที่ไปของตัวเลข มีหลายประเด็นขัดแย้งจากวิธีการคิดคำนวณของกระทรวงพาณิชย์ โดยวิธีคำนวณของคณะอนุฯปิดบัญชี คิดผลกำไรหรือขาดทุน ยึดการใช้ราคาตลาดต่ำสุด ณ วันปิดบัญชีมาคำนวณมูลค่าสินค้าคงเหลือ ส่วนวิธีการของกระทรวงพาณิชย์ใช้ราคาต้นทุน ทำให้ตัวเลขขาดทุนของคณะอนุฯปิดบัญชีสูงกว่าตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์

"น.ส.สุภาได้ยืนยันต่อ กขช.ว่าตัวเลขการขาดทุนจำนำสูงถึง 2.6 แสนล้านบาทนั้น เป็นตัวเลขที่คลาดเคลื่อน และการที่คณะอนุฯใช้ราคาตลาดต่ำสุดในการคำนวณเพราะต้องทำการปิดบัญชี เพื่อนำเสนอตัวเลขต่อสำนักงบประมาณ เพื่อตั้งงบประมาณชดเชย จึงต้องประเมินให้แย่สุดไว้ก่อน" นายบุญทรงกล่าว

ขอตัวเลขก่อนสรุป17มิ.ย.

นายบุญทรงกล่าวว่า ที่ประชุมจึงมีมติให้กรรมการไปตรวจสอบข้อมูลของสองหน่วยงาน และให้นำมาหารือกันอีกครั้งในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 18 มิถุนายนพิจารณาและยึดเป็นตัวเลขทางการว่าโครงการรับจำนำจะขาดทุนเท่าไหร่ โดยการประชุมครั้งนี้ยังไม่มีการพิจารณาในเรื่องการปรับหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขการรับจำนำแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิธีการของกระทรวงพาณิชย์ ณ วันที่ 31 มกราคม 2556 ระบุตัวเลขขาดทุนรวม 34,845.04 ล้านบาท โดยคิดจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 มีรายได้ 29,511 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 47,685.60 ล้านบาท ขาดทุน 18,174.60 ล้านบาท ข้าวเปลือกนาปรัง 2555 มีรายได้ 20,401 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 37,071.44 ล้านบาท ขาดทุน 16,670.44 ล้านบาท หรือรวมทั้งปี มีรายได้ 49,912 ล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 84,757.04 ล้านบาท

สื่อไทย-เทศแห่ทำข่าว

ขณะที่วิธีการของคณะอนุฯปิดบัญชี คำนวณเฉพาะปี 2554/55 ขาดทุน 136,896.80 ล้านบาท คิดจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 มีรายได้ 34,197.36 ล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 77,160.49 ล้านบาท ขาดทุน 42,963.13 ล้านบาท นาปรัง 2555 มีรายได้ 24,943.96 ล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 118,877.62 ล้านบาท ขาดทุน 93,933.67 ซึ่งรวมเฉพาะปี 2554/55 ทั้งนาปี นาปรัง มีรายได้รวม 59,141.32 ล้านบาท ขาดทุน 196,038.11 ล้านบาท

ทั้งนี้ การคำนวณของกระทรวงพาณิชย์ ได้รวมค่าใช้จ่ายรวมค่าสีแปรและค่าจัดการ แต่ยังไม่รวมต้นทุนดอกเบี้ย เป็นการคำนวณผลกำไรขาดทุนสุทธิ และได้มีการหักข้าวเพื่อการบริจาคและจัดทำเป็นข้าวถุงจำหน่ายเพื่อลดภาระประชาชนอีก 2.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นมูลค่า 6.44 หมื่นล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม กขช.ได้รับความสนใจจากนักข่าวในประเทศและต่างประเทศจำนวนมาก รอติดตามผลการประชุมตั้งแต่เวลา 14.00 น. ก่อนที่จะมีการประชุมเวลา 15.00 น. โดยนายบุญทรงได้เดินมาเข้าประชุมในเวลา 15.35 น. ใช้เวลาหารือประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที

สมาคมผญบ.ให้กำลังใจรบ.

วันเดียวกัน นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน นำกำนันจาก จ.นครศรีธรรมราช และฉะเชิงเทรา จำนวน 200 คน เดินทางมาพบนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อมอบกระเช้าดอกไม้และให้กำลังโครงการรับจำนำข้าว โดยนายธีรพงษ์ ศิริโสภาพงษ์ กำนันตำบลดอนเกาะกา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า โครงการจำนำข้าวมีประโยชน์เพราะชาวนาขายข้าวได้เงินมากกว่า ที่ผ่านมาโครงการประกันราคาโรงสีมีข้อหลีกเลี่ยงในการไม่รับซื้อข้าวจึงมีความแตกต่างที่เจ้าของโรงสีและพ่อค้าคนกลางจะได้รับประโยชน์ ขณะที่ชาวนาแทบไม่ได้อะไรเลย จึงขอฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าโครงการดังกล่าวยกเลิกไม่ได้ขอให้ทำต่อไป

"ชัจจ์"ไม่เครียดหากถูกเด้ง

พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีว่าการช่วยกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะมีการปรับในส่วนของกระทรวงมหาดไทยทั้งหมดว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะพิจารณา ซึ่งยังไม่ได้ส่งสัญญาณมา หากนายกฯเห็นว่างานในกระทรวงไหนไม่เดินหรือไม่มีผลงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน ทั้งนี้ ตนไม่ได้เครียด ไม่ได้หนักใจอะไรหากจะต้องถูกปรับออกจากตำแหน่ง

"มาร์ค"เหน็บ"ปู"เบี้ยวกขช.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ว่า เป็นความพยายามหลีกหนีความรับผิดชอบ แต่จะทำให้ความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้สูงขึ้น เพราะในขณะที่หลายคนเตือนและบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญ นายกฯกลับไม่จัดลำดับความสำคัญ

ศาลรับคำร้องปชป.-พธม.

ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลรัฐธรรนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าว ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 รับคำร้องของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และมาตรา 237 ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ โดยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งหมดยกเลิกการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และขอให้ยุบ 6 พรรคการเมืองที่ร่วมสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีดังกล่าวต้องด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง จึงมีมติรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ส่วนคำขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ายังไม่ปรากฏมูลกรณีอันเป็นเหตุฉุกเฉิน หรือเหตุผลอันสมควรเพียงพอที่จะต้องใช้วิธีการชั่วคราว จึงให้ยกคำขอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนคำร้องกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่า ประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา รวม 312 คน กระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 68 และ มาตรา 237 มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

รับคำชี้แจง"มาร์ค"สถานะส.ส.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำร้องที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 134 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (6) หรือไม่ เนื่องจากกระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งปลด ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากราชการเป็นนายทหารกองหนุน ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 1163/2555 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 โดยศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำชี้แจงข้อกล่าวหาของผู้ถูกร้อง และหนังสือมอบฉันทะให้ทีมทนายความของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะตัวแทนผู้ถูกร้อง จำนวน 3 ฉบับแล้ว มีคำสั่งให้รับคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกร้องรวมไว้ในสำนวน และอนุญาตให้ทนายความดำเนินคดีแทนผู้ถูกร้องตามหนังสือมอบฉันทะทั้ง 3 ฉบับ หลังจากนี้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายอภิสิทธิ์อย่างละเอียด ก่อนที่จะมีการประชุมเพื่อกำหนดกระบวนพิจารณาคดีต่อไป

แจงขั้นตอนปมถอดยศ

แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า กรณีที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รับคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายอภิสิทธิ์ รวมไว้ในสำนวน กระบวนการต่อไป ต้องนำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายอภิสิทธิ์ไปพิจารณาว่ามีประเด็นใดบ้างที่ต้องวินิจฉัย และนายอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงมาครบถ้วนและมีเอกสารเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ และมีความจำเป็นในการเรียกเอกสารประกอบการพิจารณาจากหน่วยงานต่างๆ หรือไม่ ขณะนี้ตุลาการฯยังไม่มีการตั้งประเด็นในการพิจารณาวินิจฉัย ส่วนจะมีการออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าในคำร้องของผู้ถูกร้องได้ร้องขอมาหรือไม่ และมีความจำเป็นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

กวป.บุกคลุมผ้าดำป้าย

ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายศรรักษ์ มาลัยทอง โฆษกกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) พร้อมกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 150 คน ได้นำผ้าดำมาคลุมป้ายชื่อศาลรัฐธรรมนูญ บริเวณหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมใช้สีสเปรย์ฉีดพ่นข้อความ "ศาลรัฐธรรมนูญของประชาชน" เพื่อเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้กลับไปปักหลักที่ลานด้านหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

ปชป.โวย"เสริมศักดิ์"ผิดกม.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษก ปชป. แถลงว่า ขณะนี้พบสิ่งผิดปกติในการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 12 ดอนเมืองพบว่านายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีพฤติกรรมเข้าข่ายใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ในการจูงใจให้เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคเพื่อไทย โดยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นายเสริมศักดิ์ ได้เดินทางไปยังโรงเรียนสีกัน (วัฒนานันท์อุปถัมภ์) ในเขตดอนเมือง และพูดถึงนโยบายแจกแท็บเล็ตฟรีให้กับเด็กนักเรียนถือเป็นการสัญญาว่าจะให้ และเหตุใดถึงเลือกที่จะไปโรงเรียนในเขตดอนเมือง ในช่วงใกล้เลือกตั้ง ฝ่ายกฎหมายของพรรควิเคราะห์ว่า อาจเข้าข่ายเจ้าหน้าที่รัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษให้แก่พรรคการเมือง ผิดตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว.และ ส.ส. จะส่งเรื่องนี้ให้ กกต.ตรวจสอบว่าผิดหรือไม่

นายชวนนท์กล่าวว่า นอกจากนี้พบว่ามีบุคคลอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากบก.น.2 ได้รับคำสั่งจากผู้กำกับ สน.หนึ่งให้มาบันทึกภาพหน้าบ้านของผู้สนับสนุนและหัวคะแนนของ ปชป.ถือว่าเข้าข่ายข่มขู่คุกคาม จึงได้รวบรวมหลักฐานเพื่อส่งให้ กกต.และขอเรียกร้อง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ให้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติตัวอย่างเป็นกลาง

"อี้"โวยแจกข้าว-เงิน

เมื่อเวลา 14.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า ปชป. นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษก ปชป. ลงพื้นที่ดอนเมืองช่วยนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตดอนเมือง หาเสียง โดยฝนได้ตกตลอดเวลา ทำให้นายอภิสิทธิ์และนายแทนคุณ ต้องใส่ชุดกันฝนลุยหาเสียงด้วยการเคาะประตูบ้าน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

นายแทนคุณกล่าวว่า ได้รับข่าวว่ามีการแจกข้าวสาร 3 ลิตร 2 ถุง แจกพัด และเงิน มีประชาชนส่งหลักฐานเป็นภาพมาทางแอพพลิเคชั่นไลน์ และได้รับพัดที่แจกมาเป็นหลักฐานแล้ว รวมถึงมีภาพธนบัตรด้วย แต่ต้องปรึกษาฝ่ายกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ มีจุดอ่อนในเขตพื้นที่ทหาร เพราะที่ผ่านมาได้ทำหนังสือขออนุญาตเพื่อไปแจกสื่อประชาสัมพันธ์และชี้แจงนโยบายแต่ไม่ได้รับการตอบรับ ในขณะที่ผู้สมัครอีกเบอร์ เข้าไปหาเสียงเรียบร้อยแล้ว

ผบ.ทอ.ชวนคนใช้สิทธิ

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขตดอนเมือง ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ว่า กองทัพอากาศได้รณรงค์ให้กำลังพลและครอบครัวที่มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุดโดยประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสาย และเคเบิลทีวี รวมทั้งจัดรถประชาสัมพันธ์ ส่วนการประสานให้กองทัพอากาศช่วยดูแลเฝ้าระวังเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง โดยมีสารวัตรทหารทำหน้าที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยรอบพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ กกต.

"ชัชชาติ"ลุยช่วย"แซม"หาเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ช่วยนายยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขตดอนเมือง พท. โดยนายชัชชาติได้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่จะผ่านดอนเมืองด้วยตัวเอง ทั้งสายสีแดงเข้ม สายสีชมพู สายสีเขียว และแอร์พอร์ตลิงก์ พร้อมทั้งแนะนำการปรับปรุงพื้นที่ดอนเมืองเพื่ออำนวยความสะดวกให้การเดินทางมายังรถไฟฟ้าเป็นไปโดยง่าย พร้อมทั้งระบุว่าพื้นที่ดอนเมืองจะเป็นศูนย์กลางรถไฟความเร็วสูงไปยังภาคเหนือและอีสาน และเป็นประตูสู่กรุงเทพฯด้วยการปรับปรุงพัฒนาสนามบินดอนเมืองครั้งใหม่

"เจ๊หน่อย"ลุย-"ปู"ปราศรัยใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยุรนันท์ลงพื้นที่ชุมชนฝั่งโขงดอนเมืองหาเสียงร่วมกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำ พท.โดยตรวจดูโครงการ 1 ชุมชนตัวอย่างเอสเอ็มแอล ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เห็นว่าประชาชนตอบรับดี แต่ยังต้องทำงานหนัก เพราะคะแนนเสียงยังไม่เพียงพอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ พท.มีกำหนดการปราศรัยใหญ่ที่วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง ตั้งแต่เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายยุรนันท์ พร้อมคณะจะลงพื้นที่หาเสียงในช่วงเย็นก่อนขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ในช่วงหัวค่ำ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371177558&grpid=00&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 11 reads
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content