Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

ประชาไทออนไลน์

กลไกยกระดับค่าจ้างแรงงานเพื่อคุณภาพชีวิตคนไทย

Submitted by info on Tue, 18/06/2013 - 20:05

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

เจตนารมย์ของการประกาศใช้ค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทยเป็นไปเพื่อคุ้มครองแรงงานให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน ซึ่งในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาพบว่าแนวโน้มลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำมีสัดส่วนน้อยลง และแม้ว่าการประกาศใช้ค่าจ้างขั้นต่ำจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองแรงงาน แต่การประกาศใช้ค่าจ้างขั้นต่ำก็นับเป็นการแทรกแซงกลไกตลาด ซึ่งผลกระทบของค่าจ้างขั้นต่ำมีทั้งผลดีและผลเสีย

การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันทั่วประเทศในต้นปี 2556 นี้แม้ว่าเป็นไปภายใต้นโยบายประชานิยมของรัฐบาลตามที่หาเสียงไว้ และดูเป็นธรรมกับลูกจ้างระดับหนึ่งเพราะทำให้ความเหลื่อมล้ำของค่าจ้างลดลง อย่างไรก็ดี การที่ตลาดแรงงานของไทยเป็นตลาดที่เน้นใช้แรงงานราคาถูก ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อน จึงต้องพยายามรักษาขีดความสามารถของการแข่งขันของสินค้าไทย เน้นการลดต้นทุนการผลิตด้วยการกดค่าแรงให้ต่ำและมีนโยบายผ่อนปรนให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ ผู้ประกอบการจึงไม่มีแรงจูงใจที่จะปรับกลไกการผลิต

จากการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ภายใต้โครงการสำรวจความคิดเห็นและทัศนคติทางสังคมรายไตรมาส : การศึกษาคุณภาพชีวิตแรงงานไทย เสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม ผลการศึกษาระบุว่า หนทางหนึ่งที่จะหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ที่เกิดจากการไม่สามารถสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าได้ และเป็นหนทางนำไปสู่การยกระดับค่าจ้างหรือรายได้ของแรงงานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในประเทศคือ การหันเหทิศทางการจ้างงานที่เน้นการแข่งขันเรื่องค่าจ้างไปสู่การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน พร้อมกับยกระดับรายได้แรงงานให้กินดีอยู่ดี จนหลุดพ้นการติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยการสร้างระบบที่มีกลไกสร้างทั้งแรงจูงใจและแรงกดดัน นำไปสู่การใช้ปัจจัยการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น และต้องการจ้างแรงงานที่มีฝีมือสูงขึ้น สร้างกลไกกดดันผ่านกลไกราคาปัจจัยการผลิตซึ่งในส่วนของแรงงานก็คือค่าจ้างที่สูงขึ้น เป็นการบังคับให้นายจ้างต้องดิ้นรนหาหนทางปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต กลไกดังกล่าวคือ

1. การปฏิรูปโครงสร้างภาษี เช่น ลดหย่อนภาษีเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อปรับเปลี่ยนราคาเปรียบเทียบ (relative prices) ของปัจจัยการผลิต ในการจูงใจ (incentive) และสร้างแรงกดดัน (pressure) บังคับให้ผู้ประกอบการปรับโครงสร้างการผลิตสู่ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี และผลิตสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งการใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น จะส่งผลต่อความต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ และมีค่าตอบแทนสูง

2. การให้สิทธิพิเศษในการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยเน้นการให้สิทธิพิเศษกรณีลงทุนด้านเทคโนโลยีในระยะเริ่มต้น และใช้เกณฑ์ด้าน performance based incentive ในการให้สิทธิดังกล่าวในระยะติดตามผล

3. การทยอยปรับความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานบางด้าน เพื่อทำให้ต้นทุนในการจ้างงานสูงขึ้น เช่น การตั้งเป้าหมายว่าจะบังคับกฎหมายโดยอาจเริ่มจากการตรวจแรงงานเพื่อให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างวันหยุดประจำสัปดาห์ ค่าจ้างวันหยุดประเพณีอย่างน้อยปีละ 5-7 วัน ส่วนลูกจ้างที่ทำงานในภาคบริการเกิน8 ชั่วโมงต่อวัน ต้องได้ค่าล่วงเวลา (OT) หรือค่ารถกลับบ้านดึก เป็นต้น กำหนดพื้นที่เป้าหมายว่าจะเริ่มในพื้นที่ไหน สาขาอะไร ค่อยๆ ทำให้กฎหมายตึงขึ้นทีละน้อย เพื่อไม่ให้เป็นช็อคต่อระบบการผลิตและเศรษฐกิจ และให้เวลานายจ้างปรับตัว นอกจากนี้ ควรสร้างกลไกในการให้แรงจูงใจ (incentive) แก่นายจ้างที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ให้นายจ้างที่มีโครงสร้างการปรับค่าจ้างประจำปี มีการจัดสวัสดิการที่ดี สามารถนำหลักฐานมาประกอบเพื่อยื่นลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น

4. การเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน (labour productivity) ซึ่งเป็นบทบาทของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีสมรรถนะสูงโดยจัดฝึกอบรมทักษะที่จำเป็น และสร้างวัฒนธรรมการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (best practice) ตั้ง “มาตรฐานฝีมือแรงงาน” ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมว่าต้องการความสามารถเฉพาะทาง (competencies) เพียงใด เพื่อนำไปสู่กรอบการฝึกอบรมและทดสอบสมรรถนะที่สามารถควบคุมคุณภาพและรับประกันคุณภาพของแรงงาน เน้นพัฒนาคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ให้แก่บุคลากร รวมทั้งภาครัฐควรสนับสนุนการพัฒนาแรงงานในธุรกิจ SMEs ด้วย นอกจากนี้ เนื่องจากข้อจำกัดสำคัญของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานในภาคอุตสาหกรรมคือต้องทำงานล่วงเวลา (OT) เพื่อให้ได้เงินเพิ่มขึ้นเพียงพอต่อการใช้จ่ายหรือดูแลครอบครัว จึงเหนื่อยล้าและไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับการเรียนรู้ในการสะสมความรู้ความชำนาญ ดังนั้นการเพิ่มบทบาทขององค์กรลูกจ้าง/สหภาพแรงงานในฐานะที่มีความใกล้ชิด รู้จักและเข้าใจความต้องการของแรงงานได้ดี ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของแรงงาน เช่น การค้นคว้าข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น จึงเป็นเรื่องสำคัญ

5. การเปิดโอกาสให้องค์กรลูกจ้าง/สหภาพแรงงานเข้ามามีบทบาทเป็นกลไกในเกิดการมีโครงสร้างค่าจ้างในสถานประกอบการด้วยการเป็นองค์กรเพื่อการเจรจาต่อรองภายในสถานประกอบการ หากไม่สัมฤทธิ์ผล องค์กรลูกจ้างก็ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐให้ทำหน้าที่เข้ามาเจรจากับผู้ประกอบการเพื่อให้ดำเนินการปรับค่าจ้างตามโครงสร้างค่าจ้าง หากแต่ละองค์กร (นายจ้าง ลูกจ้าง รัฐ) สามารถประสานความร่วมมือและดำเนินการปรับค่าจ้างในระดับสถานประกอบการให้อยู่ในระดับยอมรับกันได้แล้ว ก็จะทำให้แรงงานไม่ต้องมาพึ่งองค์กรแรงงานระดับชาติในการเจรจาต่อรองเรื่องการค่าจ้างขั้นต่ำเหมือนที่ผ่านมา

6. การทบทวนนโยบายแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ ในระยะสั้นควรพิจารณาว่าหากมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวแล้วจะดำเนินนโยบายหรือมีมาตรการอย่างไรให้ได้แรงงานต่างชาติระดับแรงงานฝีมือมากกว่าแรงงานกรรมกร เพราะนอกจากเหตุผลด้านประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานฝีมือที่สูงกว่าแล้ว ยังมีเหตุผลด้านอื่นๆ เช่น ภาระในการดูแลและปัญหาสังคม

7. การยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยสถาบันการศึกษาจัดการเรียนการสอนแบบ work-basedมีการประเมินการสอนแบบ competency based และเรียนพื้นฐานวิชาเพื่อให้สามารถปรับตัวเปลี่ยนงานได้เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง

http://prachatai.com/journal/2013/06/47260
  • ประชาไทออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 7 reads

รุจ ธนรักษ์: เรื่องของข้าว

Submitted by info on Tue, 18/06/2013 - 19:49

รุจ ธนรักษ์

ตลอดปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องจำนำข้าวสักเท่าไหร่

หลักๆแล้วมีสองสาเหตุคือ 1. ไม่มีความรู้ กับ 2. ไม่คิดว่ามันเป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพราะถ้ามองจากกรอบเศรษฐกิจล้วนๆ มองยังไงมันก็เจ๊งกว่านโยบายประกันราคาข้าวแน่ๆ ป่วยการจะมาถกเถียงเรื่องตัวเลข

ผมจึงเชื่อและมองนโยบายจำนำข้าวในแง่ “นโยบายการเมือง” มาโดยตลอด

ซึ่งถ้าเรามองนโยบายจากมุมการเมือง เราต้องยอมรับกันก่อนว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะดำเนินนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน

การกล่าวอ้างว่า “มันขาดทุนเยอะเกินไป” หรือ “มันจะทำระบบตลาดเจ๊ง” นั้น อาจกล่าวได้ในทางทฤษฏี ด่ากันได้เต็มที่ รณรงค์ต่อต้านกันได้ตามสะดวก แต่เราไม่อาจสรุปได้ว่ารัฐบาลไม่มีความชอบธรรม

และแน่นอนว่า ไม่ใช่เหตุให้เรียก “รถถัง” ออกมาล้มรัฐบาล

หลักการง่ายๆคือประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ประชาชนจึงต้องเรียนรู้ “ลองผิด-ลองถูก” กับทิศทางที่ตนเองเลือกเดิน ถ้าล้มแล้วเจ็บก็ต้องจำ และเรียนรู้ด้วยกันที่จะลุกขึ้นเดินต่อไป

เหมือนเราเป็นเจ้าของร่างกาย เรารู้ดีว่ากินฟาสต์ฟู้ดแล้วอ้วน ถ้าเรายังกิน เราก็ต้องยอมรับว่ามันจะอ้วน ถ้ากินติดต่อกันนานๆก็จะเป็นโรคต่างๆได้ — แต่นั่นคือร่างกายของเรา ที่ไม่ควรมีเทวดาหน้าไหนมาสั่ง มาห้าม มากำหนดว่าเราควรกินสลัดผักวันละกี่จาน

ด้วยความที่มันเป็น “นโยบายการเมือง” ดังนั้นการมีคนบางกลุ่มชื่นชอบและอีกกลุ่มด่าทอจึงเป็นเรื่องปกติ เพราะมันคือเรื่องผลประโยชน์ล้วนๆ คือการเอาภาษีของคนกลุ่มหนึ่งมาจ่ายให้คนอีกกลุ่ม มันก็ทะเลาะโต้เถียงกันไปตามธรรมชาติในระบอบประชาธิปไตย

ประเด็นจึงอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะ “ทำได้แค่ไหน” เพราะหากทำแล้วเวิร์ก คะแนนเสียงทางการเมืองก็จะเป็นของพรรครัฐบาลไปเต็มๆ

แต่หากมันทำต่อไปไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ การจะถูกด่า “สองเด้ง” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

จำได้ว่าเมื่อปีก่อนผมเคยพูดไว้ว่า หากสุดท้าย “จำนำข้าว” จะทำให้อะไรสักอย่างเจ๊ง คนแรกที่จะเจ๊งก่อนประเทศไทยคือ “รัฐบาล” เพราะถ้ารัฐบาล “หาเงิน” มาใช้ไม่ได้อย่างที่ตัวเองคาด โครงการมันก็ไม่มีเงินจะอุดหนุน สุดท้ายก็ทำต่อไม่ได้ ผลกระทบ “ทางการเมือง” จะสวิงกลับมาสู่รัฐบาลโดยตรง ซึ่งถึงตรงนั้นก็เป็นสิ่งที่พรรครัฐบาลต้องยอมรับผลแห่งการตัดสินใจ “เล่นเกมนี้” ของตนเอง

ประชาธิปไตยมันก็ง่ายๆแค่นี้ ปล่อยให้กลไก ให้ระบบมันเดินไป อดใจรอไม่นานก็จะเห็นผลกันเอง ไม่ต้องไปเรียกรถถังออกมาบ่อยๆ

ทุกวันนี้เรามีกลไกประชาธิปไตยที่พรรคการเมืองเมื่อได้รับเลือกตั้งมาแล้วต้องทำโครงการตามนโยบายที่หาเสียงไว้ — มันจะไม่ดีไปอีกหรือ หากเราจะมีระบบการเมืองที่ “รัฐบาลพังได้” หากทำโครงการที่ประกาศไว้ไม่สำเร็จ?

บทความประชาไทชิ้นล่าสุด http://www.prachatai.com/journal/2013/06/47230เขียนไว้ได้ดีมาก โดยเฉพาะคำอภิปรายของ อ.วิโรจน์ แนะนำให้อ่านกันอย่างยิ่งครับ

“สิ่งที่พิสูจน์ไปแล้วก็คือว่าที่ทำอยู่มันไปไม่ไหว ที่ขาดทุนส่วนหนึ่งก็เกิดจากซื้อแพงขายถูก ซึ่งแม้ในทางการเมืองผมคิดว่ารัฐบาลที่มาโดยระบอบประชาธิปไตยมีสิทธิ มีอำนาจ และมีหน้าที่ด้วยที่จะกระจายรายได้ แต่ว่ารัฐบาลก็ไม่มีสิทธิที่จะทำโครงการที่มันไร้ประสิทธิภาพ” ดร.วิโรจน์ กล่าว และว่าปัญหาของรัฐบาลนี้อยู่ที่ต้นทุนในการจัดการแพงเกินไป

สุดท้ายสำหรับเรื่องข้าวใน “มุมอื่น”

จะเห็นว่าไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล นโยบายที่ทำอย่างเดียวก็คือการอุดหนุน ไม่ทำแบบ A ก็ทำแบบ B วนเวียนไปมาอย่างนี้เป็นสิบปี

นอกจากนั้น เรามักภูมิใจกันผิดๆว่าเรา “ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก” หลายคนเลยเถิดไปถึงขั้นเชื่อว่า “ข้าว” คือสัญลักษณ์แห่งความเป็นไทยชนิดหนึ่ง

ทั้งที่ความจริงแล้ว มีไม่กี่ประเทศในโลกนี้ที่กินข้าวเป็นอาหาร และเราเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ผลิตข้าวได้เกินความต้องการ เราผลิตข้าวได้มากกว่าเรากินกันเอง ที่เหลือจึงต้องส่งออกไปขายในตลาดโลก

ผลิตได้มาก — อาจฟังดูดี แต่ปัญหาคือข้าวไม่ใช่น้ำมัน ไม่ใช่สินค้าที่ทุกคนบนโลกจำเป็นต้องซื้อ และราคาข้าวมีขึ้น-ลงอยู่เสมอ

มันอาจจะฟังดูโหดร้าย แต่คำถามน่าคิดคือเราจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องผลิตข้าวมากมายเช่นนี้ และในแง่นโยบายเศรษฐกิจของประเทศ เราตั้งใจจะผลิตข้าวกันไปอีกถึงเมื่อไหร่?

การที่ไทยยังต้อง “ปลูกข้าว” กันมหาศาลเช่นนี้ ในมุมหนึ่งมันอาจสะท้อนได้ไหมว่ารัฐไทยไม่ลงทุน “พัฒนา” ตนเองไปไหนเลย เราไม่มีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจใดๆมาช่วยรองรับและให้โอกาส “คนส่วนใหญ่” ของประเทศได้มีงานที่ดีขึ้น มีโอกาสทางทำมาหากินใหม่ๆที่เปิดกว้าง มีการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ โครงสร้างพื้นฐานคมนาคม สื่อสาร ไฟฟ้า ประปา การศึกษา — สร้างคน สร้างงาน สร้างเศรษฐกิจ

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น รัฐไทยยังปล่อยให้โครงสร้างสังคมไปเหยียบทับชาวนาเข้าไปอีก ชาวนาไทยไม่มีที่นาของตนเอง ต้องเช่าที่คนอื่นทำนา ซึ่งสรุปได้ว่าชาวนาต้องขายแรงงาน ต้องจ่ายค่าเช่าที่ ต้องลงทุนซื้อวัตถุดิบมาผลิตเอง (พันธุ์, ปุ๋ย ฯลฯ) ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการผลิต (ฝน,โรค,น้ำท่วม) และความเสี่ยงจากราคาตลาด — ถามนักเรียน MBA หน่อยว่าเคยเห็น business case แบบนี้ที่ไหนอีกบ้าง?

มันอาจฟังดูเว่อร์ไปหน่อย
แต่ผมอยากเรียกสภาพชาวนาไทยว่าเป็น ระบบศักดินาในศตวรรษที่ 21

หลายคนอาจไม่รู้ว่าด้วยจำนวนประชากร 67 ล้านคนนั้น ประเทศไทย “ใหญ่” เป็นอันดับที่ 20 ของโลก

ประเทศเราจะเจริญกว่านี้ไหม ถ้าผู้คนในประเทศปลูกข้าวกันน้อยลง แต่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก มาประกอบอาชีพอื่นๆกันมากขึ้น

แม้อาจไม่ใช่เรื่อง “ข้าว”​ เสียทีเดียว แต่ตัวเลขชุดนี้http://whereisthailand.info/2012/06/labour-by-occupation/ แสดงให้เห็นชัดๆว่า 10 ปีผ่านไป สัดส่วนคนไทยที่ทำงาน “ทักษะสูง” ไม่เพิ่มขึ้นเลย แถมยังลดลงเสียด้วยซ้ำ

สิงคโปร์อยากเป็น Medical Hub ให้ตายอย่างไร เขาก็มีประชากรแค่ 5 ล้านคน เขาจะเสกคนที่ไหนมาเรียนหมอ เรียนพยาบาล ได้มากอย่างที่เขาอยากได้

แล้วเราจะให้คนของเราปลูกข้าวกันมหาศาลเช่นนี้ไปถึงเมื่อไหร่กัน?

http://www.prachatai.com/journal/2013/06/47261
  • ประชาไทออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 8 reads

กขช.หั่นราคาจำนำข้าว 12,000 - ครม.เตรียมถกลดราคาหรือไม่

Submitted by info on Tue, 18/06/2013 - 00:00

18 มิ.ย.56 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบข้อมูลและข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พร้อมให้แต่งตั้งคณะกรรมการของแต่ละหน่วยงานตรวจสอบปริมาณสินค้าคงเหลืออีกครั้ง

นายวรา​เทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า มี​การรายงานข้อมูลต่อที่ประชุม ครม.​ถึงตัว​เลขผลกำ​ไรขาดทุน​ใน​โครง​การรับจำนำข้าว ​ซึ่ง​เป็นข้อมูลของคณะอนุกรรม​การปิดบัญชี​โครง​การรับจำนำสินค้า​เกษตร กระทรวง​การคลัง ​ซึ่ง​เป็นยอดขาดทุนรวม 1.36 ​แสนล้านบาท จาก 2 ​โครง​การ​แรก คือ​โครง​การรับจำนำข้าวนาปี ปี 54/55 ​และ​โครง​การรับจำนำข้าวนาปรัง ปี 55 ​แต่ยัง​ไม่รวม​การดำ​เนินงาน​ในส่วนของข้าวนาปี ปี 55/56 รวมแล้วมีตัว​เลขขาดทุน 1.36 ​แสนล้านบาท

อย่าง​ไร​ก็ดี ​เนื่องจากยังมีตัว​เลขสต๊อกข้าวจากองค์​การคลังสินค้า(อคส.) ​และองค์​การตลาด​เพื่อ​เกษตรกร (อ.ต.ก.) ที่ยัง​ไม่​ได้บันทึกรวม​ไว้​ในยอดของคณะอนุกรรม​การปิดบัญชีฯ อีกราว 2.98 ล้านตัน ส่วน​ใหญ่อยู่​ใน​โครง​การจำนำข้าวนาปี ฤดู​การผลิตปี 55/56 ที่ประชุมครม.​จึงขอ​ให้​เน้น​การตรวจสต็อกข้าว ​โดย​ให้กระทรวงพาณิชย์กำหนด​แนวทาง​การตรวจสต็อกข้าวและขอ​ให้นำมารายงานภาย​ใน 1 ​เดือน ​ซึ่งจะ​ทำ​ให้ทราบตัว​เลข​การปิดบัญชี​โครง​การรับจำนำข้าวครบ​ทั้ง 3 ​โครง​การขณะ​เดียวกัน

นายวราเทพกล่าวอีกว่า ตัว​เลข​โครง​การจำนำข้าวนาปี ปี 55/56 ณ วันที่ 31 ม.ค.56 มีข้าว​เปลือก​เข้า​โครง​การ 9.9 ล้านตัน มี​การรายงานว่ามีข้าว​เปลือกค้าง​ในสต็อก 2.9 ล้านตัน ดังนั้น​จึงมีข้าว​เปลือกที่รอสี​แปรสภาพอยู่ 7 ล้านตัน ​ซึ่ง​ใน 7 ล้านตันข้าว​เปลือกนี้จะต้องสี​แปรสภาพออกมา​เป็นข้าวสาร​ได้ 4 ล้านตันข้าวสาร ​แต่ตัว​เลข​ในรายงานที่บันทึกอยู่กลับมีข้าวสาร​เพียง 1.7 ล้านตัน ดังนั้น​จึงต้องมี​การตรวจสอบ​ความชัด​เจนของตัว​เลขนี้​ใหม่

ส่วนกรณี​เรื่อง​การปรับ​เกณฑ์ราคารับจำนำข้าว​ใหม่นั้น นายวรา​เทพ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี​ไม่​ได้มี​การพิจารณา​ใน​เรื่องนี้ ว่าจะ​เลือก​ใช้​แนวทาง​ใดจากที่ กขช.​เสนอมา​ทั้งหมด 3 ​แนวทาง ​โดย​ได้ขอ​ให้ กขช.นำข้อ​เสนอ​แนะของสภาพัฒน์ ​และรายงานของตนกลับ​ไปประกอบ​การพิจารณาอีกครั้ง

ขณะที่ ร.ท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมหลังการประชุมครม.ว่า ที่ประชุม ครม.มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคณะอนุกรรมการตรวจสอบที่ กขช.แต่งตั้ง ที่มี พล.ต.ต. ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกฯ เป็นประธาน เข้าตรวจสอบโรงสี และโกดังกลางที่อยู่ในโครงการรับจำนำ เนื่องจากมีข้าวสารที่คาดว่าจะหายไปกว่า 3 แสนตัน และต้องการตรวจดูว่าโรงสีเข้าร่วมรับจำนำมีสต๊อกลมหรือไม่ หากพบว่าผิดจะดำเนินคดีถึงที่สุด โดยต้องรายงานให้ ครม.รับทราบภายใน 30 วัน

ร.ท.หญิง สุนิสา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กชช.ยังรายงานให้ ครม.รับทราบในการปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้าในปี 56/67 ให้ลดเหลือประมาณ 12,000-13,000 บาทต่อตัน ผ่านการคำนวณรูปแบบต่างๆ และการจำกัดปริมาณรับจำนำข้าวไม่เกิน 25 ตันต่อครัวเรือน หรือเป็นเงินไม่เกิน 5 แสนบาทต่อราย และกำหนดเป้าหมายต้องขาดทุนไม่เกิน 70,000 ล้านบาท ที่ประชุม ครม.สั่งให้กลับไปศึกษาให้ชัดเจนอีกครั้งเพื่อรองรับการจำนำข้าวในปีต่อไป

รายงานข่าวจากที่ประชุม ครม.แจ้งว่า นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เสนอให้ลดราคาตามโครงการรับจำนำข้าวจาก 15,000 บาทต่อตันเหลือ 12,000 บาทต่อตัน ตามที่ กขช.เสนอ แต่ไม่ได้อธิบายเหตุผลรองรับ ต่อมา นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้อภิปรายทันทีว่า “ท่านอย่าลืมว่าท่านได้เสนอนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว ซึ่งหากจะทำอย่างนั้นต้องหาอะไรเสริมให้เขา ถ้าอย่างนั้นไม่ได้ คุณโดนแน่ เพราะอย่าลืมว่าคุณหาเสียงไว้อย่างนั้นและแถลงต่อสภาไว้อย่างนี้ ซึ่งรัฐบาลมีอำนาจลด หรือปรับเปลี่ยนนโยบาย แต่ต้องทำเพื่อไม่ให้มีปัญหา” ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เป็นประธานในการประชุมได้รับทราบตามนั้น และสั่งการให้ กขช.ไปพิจารณามาใหม่ว่าหากลด 12,000 บาท จะมีแนวทางอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ภายใน 30 วัน

นอกจากนี้ผู้แทนจาก สศช.ได้เสนอในที่ประชุมว่า การใช้คำว่าขาดทุนนั้น เป็นวาทกรรมทางการเมือง เพราะสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ยอมรับว่า โครงการประกันราคานั้นขาดทุน แล้วเหตุใดรัฐบาลจึงใช้คำพูดที่เข้าทางฝ่ายค้านด้วย ทำให้ นายวราเทพ แย้งว่า หากเปลี่ยนตอนนี้ สังคมก็จะตำหนิว่าเปลี่ยนปุบปับ และตั้งข้อสงสัยกันอีก

กขช.เคาะราคารับจำนำข้าวเปลือกตันละ 12,000 บาท เริ่ม 30 มิ.ย.

ในช่วงเย็นวันเดียวกัน มีการประชุมของ กขช.วาระพิเศษหลังนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ กขช. ไปจัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์การรับจำนำ โดยภายหลังการประชุม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองประธาน กขช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติให้ปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2556 ข้าวเปลือกเจ้า 100 เปอร์เซ็นต์ ความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 จากเดิมตันละ 15,000 บาท เหลือตันละ 12,000 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป และกำหนดวงเงินรับจำนำเกษตรกรแต่ละรายไม่เกิน 500,000 บาทต่อครัวเรือน มีผลวันที่ 20 มิถุนายนนี้

สำหรับการปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้น เพื่อรักษาวินัยทางการคลังที่รัฐบาลวางแผนจัดทำงบสมดุลภายในปี 2560 และให้การใช้เงินงบประมาณในการแทรกแซงราคารับจำนำขาดทุนไม่เกิน 100,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผลจากการขาดทุนโครงการรับจำนำในโครงการ 2554/2555 ที่ขาดทุนกว่า 136,000 ล้านบาท รัฐบาลจะพิจารณางบประมาณมาชดเชยผลการขาดทุน และจากการติดตามต้นทุนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าต้นทุนต่อไร่ของเกษตรกรอยู่ที่ 8,000 บาทต่อตัน แม้มีการลดราคารับจำนำเหลือ 12,000 บาทต่อตัน เกษตรกรก็จะยังมีกำไรเกือบร้อยละ 40

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงการคลัง ไปหาแนวทางลดต้นทุน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร หลังมีการปรับลดราคารับจำนำ ส่วนการรับจำนำข้าวในฤดูกาลต่อไปยังไม่ได้พิจารณา

ส่วนโครงการรับจำนำข้าวนาปรัง 2556 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน - 31 ตุลาคมนี้ คาดว่าจะมีปริมาณข้าวเข้าโครงการรับจำนำประมาณ 10 ล้านตันข้าวเปลือก

ขณะที่ในช่วงค่ำ สื่อมวลชนรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 19 มิ.ย. เวลา 10.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าด้วยเรื่องปัญหาในโครงการรับจำนำข้าว โดยเฉพาะภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติให้ปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกปี 2556/57 จาก 15,000 บาทต่อตัน เหลือประมาณ 12,000 บาทต่อตัน และจำกัดเกษตรกรรายละไม่เกิน 5 แสนบาท โดยให้มีผลวันที่ 30 มิ.ย.นี้

ทั้งนี้ ตามภารกิจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดิมได้มีการนัดประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจประจำสัปดาห์ ในเวลา 10.30 น.อยู่แล้วด้วย.
ปชป.แฉ ตัวเลขขาดทุน 1.36 แสนล้าน ยังไม่รวมยอดปี 55/56 อีก 8.4 หมื่นล้าน

ขณะที่ช่วงเช้าวันนี้ ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคฯ กล่าวถึงการขาดทุนของโครงการจำนำข้าวที่ นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่า การจำนำข้าวนาปี 54/55 และนาปรังปี 55 มีตัวเลขรวมขาดทุนที่ 1.36 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้แถลงไปก่อนหน้านี้คือ โครงการข้าวนาปี ปี 54/55 ขาดทุน 42,963 ล้านบาท รวมกับข้าวนาปรังปี 55 ขาดทุน 93,933 ล้านบาท เป็นยอด 1.36 แสนล้านบาท แต่นายวราเทพยังไม่ยอมรับตัวเลขการขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวนาปี ปี 55/56 อีกจำนวน 84,071 ล้านบาท ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้แถลงไปก่อนหน้านี้

โดย นายวราเทพอ้างว่าตัวเลขฤดูปี 55/56 ยังสรุปไม่ได้ เพราะมีการคำนวณสต๊อกข้าวไม่ตรงกัน เนื่องจากยังมีข้าวในสต๊อกอีก 2.5 ล้านตัน มีมูลค่า 4 หมื่นล้านบาท ที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้คำนวณรวมไว้ จึงให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ไปคำนวณใหม่ ทั้งนี้ การยอมรับของนายวราเทพจึงยืนยันได้ว่า ตัวเลขที่นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์นำมาเปิดเผยเป็นของจริง ต่างที่นายวราเทพไม่ยอมรับยอดขาดทุนข้าวนาปี 55/56 จึงพยายามที่จะลดตัวเลขการขาดทุนลง

นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าตัวเลขที่พรรคใช้แถลงตรงกับที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีรับจำนำข้าว ได้สรุปไปแล้ว แต่นายวราเทพอ้างว่า ยังมีตัวเลขข้าวในสต๊อกอีก 2.5 ล้านตัน มูลค่า 4 หมื่นล้านบาท จึงให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ไปพิจารณาใหม่นั้นก็ไม่เป็นความจริง แต่เป็นการลดยอดขาดทุนของรัฐบาล จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขข้าวที่อ้างว่ามีอยู่ในสต๊อก 2.5 ล้านตันนั้น ใกล้เคียงกับข้าวถุงที่รัฐบาลมอบให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) นำข้าวจากโครงการรับจำนำไปบรรจุถุงขายประชาชนในราคาถูกปริมาณ 1.8 ล้านตัน แต่จากการตรวจสอบของคณะอนุกรรมาธิการ วุฒิสภาฯ พบว่ามีการผลิตข้าวของ อคส.ออกสู่ตลาดจริง เพียงแค่ 1.4 แสนตันเท่านั้น จึงมีข้าวล่องหนของ อคส.ประมาณ 1.66 ล้านตัน มีมูลค่าความเสียหายต่อรัฐถึง 2.57 หมื่นล้านบาท ถามว่าข้าวที่หายไปถูกคำนวณในสต๊อกข้าวนาปี 55/56 ด้วยหรือไม่ และสงสัยว่านับสต๊อกซ้ำหรือทำสต๊อกลมหรือไม่ ขอให้รัฐบาลตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง

นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าในการจัดสรรงบประมาณแต่ละปีรัฐบาลจะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายขาด ปีละประมาณ 1.5 หมื่นล้าน สองปีรวม 3 หมื่นล้าน ไม่รวมค่าบริหารในส่วนอื่น ดังนั้น น่าจะขาดทุนมากกว่า 2.6 แสนล้านด้วยซ้ำ จึงเรียกร้องถึงรัฐบาลว่า อย่าเบี่ยงเบนว่าไม่ใช่ 2.6 แสนล้าน สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ต้องแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชันในโครงการ เพราะการที่ ครม. จะมีมติลดโควตาการจำนำข้าว หรือลดราคาจำนำนั้น ก็แสดงถึงการยอมรับความล้มเหลวว่า ไม่สามารถเดินหน้าโครงการจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคา 1.5 หมื่นบาทได้ เพราะขาดทุนจากโครงการนี้ 2.6 แสนล้าน เกษตรกรได้เงินแค่ 8.6 หมื่นล้าน เท่ากับ 30% เท่านั้น
เปิดมติเต็ม กขช.แนวทางรับจำนำฤดูกาลหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมถึงรายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2556 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้ครม.รับทราบ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. การปิดบัญชีโครงการรับจำนำ

1.1 เห็นชอบวิธีการคำนวณและผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ตามเอกสารปิดบัญชีโครงการรับจำนำทั้งสองโครงการของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายของรัฐบาล ณ วันที่ 31 มกราคม 2556 โดยมีข้อสังเกต คือ

(1) การคำนวณสต็อกข้าวคงเหลือ จะใช้ราคาต้นทุนหรือราคาตามประกาศกรมการค้าภายใน (ซึ่งคือราคาตลาด) หรือราคาจำหน่าย ขึ้นอยู่กับราคาใดจะต่ำที่สุด

(2) รายได้จากการจำหน่ายข้าวสารของทั้งสองโครงการ มีปริมาณข้าวที่เป็นข้าวบริจาคและข้าวสารจำหน่ายราคาถูกตามนโยบายลดค่าครองชีพของประชาชน รวมปริมาณ 608,672 ตัน มูลค่าที่อนุมัติจำหน่ายจำนวน 4,426.97 ล้านบาท มูลค่าตามต้นทุน จำนวน 15,531.109 ล้านบาท แตกต่างกันจำนวน 11,104.139 ล้านบาท ซึ่งไม่ควรนำมาพิจารณาเป็นภาระของโครงการ เนื่องจากเป็นนโยบายรัฐบาล จึงควรที่รัฐจะต้องชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาจำหน่ายกับราคาต้นทุนให้แก่โครงการรับจำนำ

1.2 ให้แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลปริมาณข้าวคงเหลือของทั้ง อคส. และ อ.ต.ก. ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2556 โดยมีรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง) เป็นประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้แทนของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ร่วมเป็นคณะทำงาน และผู้แทนกรมการค้าภายใน เป็นคณะทำงานและเลขานุการ

1.3 ให้มีการแยกรายงานการปิดบัญชีโครงการรับจำนำออกเป็น 2 ชุด โดยรายงานที่เสนอ กขช. เป็นการปิดบัญชีโครงการรับจำนำตั้งแต่ ปี 2554/55 เป็นต้นไป ตามคำสั่งคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ที่ 9/2556 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาล ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 สำหรับโครงการอื่นให้รายงานคณะรัฐมนตรีตามคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 672/2553 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลิตผลการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2553

1.4 ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลโครงการในทุกมิติ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทางตรงที่เกษตรกรได้รับ และผลทางอ้อมคือระบบเศรษฐกิจรวมถึงความคุ้มค่าของโครงการ โดยมีรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย) เป็นประธาน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านกฎหมาย ด้านบัญชี ด้านสังคม ผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นอนุกรรมการ โดยมีผู้แทนกรมการค้าภายใน เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

2. แนวทางการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี 2555/56 เพื่อมิให้ปริมาณและวงเงินการรับจำนำข้าว ปี 2555/56 เกินกว่ากรอบที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ ระยะเวลาโครงการสิ้นสุดวันที่ 15 กันยายน 2556 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เสนอแนวทางการดำเนินการในระหว่างฤดูกาลนี้ ดังนี้

2.1 การปรับลดราคารับจำนำ ข้าวเปลือกเจ้า 5% ลดลงเหลือตันละ 12,000 บาท

2.2 จำกัดวงเงินรับจำนำ ไม่เกิน 500,000 บาท/ครัวเรือน

ทั้งนี้ เพื่อมิให้เกิดความกังวลว่าการปรับเปลี่ยนกลางคันอาจเกิดความสับสนวุ่นวาย หรือเกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนที่จำนำข้าวเปลือกแล้วและคนที่ยังไม่นำข้าวเปลือกมาจำนำ สำหรับประเด็นการลดราคาอาจมีผลกระทบต่อราคาตลาดในประเทศและราคาส่งออกรวมทั้งส่วนที่ได้ระบายไปแล้วและอยู่ระหว่างการส่งมอบ ผู้ซื้ออาจขอเจรจาปรับราคาลงอีกได้ จึงมอบหมายให้หน่วยปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธ.ก.ส. อคส. และ อ.ต.ก. ไปดำเนินการกำกับดูแลให้การดำเนินการรับจำนำอยู่ในกรอบปริมาณและวงเงินที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติไว้โดยเคร่งครัด

3. แนวทางการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี 2556/57 เนื่องจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี 2554/55 และนาปรัง ปี 2555 มีผลขาดทุนมากกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่กดดันราคาข้าวไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ เช่น ปริมาณผลผลิตข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น การแข็งค่าของเงินบาท และการทุ่มตลาดข้าวของอินเดียและเวียดนาม แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมาสามารถทำให้เกษตรกรได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 338,562 ล้านบาท จึงเห็นควรปรับปรุงโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในปี 2556/57 ใน 4 ด้าน ดังนี้

3.1 ด้านราคารับจำนำ ซึ่งมีแนวทางการปรับลดราคารับจำนำ คือ

(1) ใช้ราคาต้นทุนการผลิต + กำไรที่เกษตรกรควรจะได้รับ ประมาณร้อยละ 25 เช่นเดียวกับสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่รัฐบาลจะดำเนินการแทรกแซงตลาด

(2) ใช้ราคารับจำนำเดิมปรับลดลง ร้อยละ 15 – 20

(3) ใช้ราคานำตลาด ร้อยละ 10

ซึ่งจะทำให้ราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้านาปี 5% มีราคาประมาณตันละ 12,000 – 13,000 บาท

3.2 ด้านปริมาณรับจำนำ การกำหนดปริมาณรับจำนำทั้งโครงการไว้เช่นเดียวกับโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง เช่น กำหนดปริมาณรับจำนำทั้งโครงการปี 2556/57 (ทั้งนาปี + นาปรัง) ไม่เกิน 17 ล้านตันข้าวเปลือก จำกัดปริมาณรับจำนำของเกษตรกรไม่เกินครัวเรือนละ 25 ตัน เป็นต้น

3.3 ด้านวงเงินที่รับจำนำของเกษตรกรแต่ละราย โดยจำกัดวงเงินรับจำนำข้าวเปลือกของเกษตรกร ไม่เกิน 300,000 - 500,000 บาท/ครัวเรือน

3.4 ด้านระยะเวลารับจำนำ โดยกำหนดระยะเวลาการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2556 – กุมภาพันธ์ 2557 และข้าวเปลือกนาปรัง ระหว่างเดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2557

ทั้งนี้ มอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ รวบรวมข้อมูลและศึกษาทางเลือกข้างต้นพร้อมทั้งการกำหนดเงื่อนไขประกอบ เพื่อจำกัดวงเงิน ภาระค่าใช้จ่าย และผลขาดทุนที่เกิดขึ้นไม่ให้เกินวงเงินปีละประมาณ 70,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการจัดทำงบประมาณสมดุลของประเทศตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง

เรียบเรียงจาก เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล, เว็บไซต์สำนักข่าวไทย, เว็บไซต์ไทยรัฐ , เว็บไซต์ RYT9

http://www.prachatai.com/journal/2013/06/47269
  • ประชาไทออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 2 reads

เปิดตัวเลข - ข้อเสนอแนะของ สศช. ต่อโครงการจำนำข้าว

Submitted by info on Tue, 18/06/2013 - 00:00

เปิดตัวเลข (ที่แตกต่าง) และ 8 ข้อเสนอแนะของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เสนอ ครม.รับทราบ เกี่ยวกับการปรับปรุงโครงการรับจำนำข้าว

ตัวเลขปริมาณการรับจำนำ-เงินที่ใช้-รายได้จากการขาย-ยอดหนี้สะสม ที่มีหลายชุดสร้างความสับสนมาพักใหญ่และยิ่งเป็นประเด็นเมื่อฝ่ายค้านออกมาระบุตัวเลขหนี้ว่าอยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท สถาบันจัดอันดับมูดีส์ระบุที่ 2 แสนล้านบาท จนกระทั่งคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) นั่งสรุปตัวเลขร่วมกับ วราเทพ รัตนากร ซึ่งเข้ามาเป็นคนกลางดูข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์และคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ จนล่าสุด มีการแถลงข่าวออกมาเป็นตัวเลขเดียว (ตามตาราง) โดยยังไม่มีการแจ้งตัวเลขของปี 55/56 เนื่องจากโครงการยังไม่สิ้นสุด (ดูตารางข้างบนประกอบ)

อย่างไรก็ตาม ในมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้18 มิ.ย.56 มีการรับทราบข้อเสนอแนะแนวทางในการบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งนอกจากจะมีคำแนะนำที่น่าสนใจแล้ว ยังมีตัวเลขอีกชุดหนึ่ง ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขที่นายวราเทพนำเสนอ แต่เพิ่มเติมมีตัวเลขการรับจำนำและวงเงินค่าใช้จ่ายในปี 2555/2556 ด้วย

ข้อมูลเบื้องต้นของ สศช.

1.ปริมาณข้าวเปลือก (ณ วันที่ 12 มิ.ย.56)

ปี 2554/55 จำนวน 21.68 ล้านตัน

ปี 2555/56 จำนวน 18.79 ล้านตัน

รวมทั้งสิ้น 40.47 ล้านตัน

2.วงเงินที่ใช้ (ณ วันที่ 14 พ.ค.56)

ปี 2554/55 จำนวน 337,246 ล้านบาท

ปี 2555/56 จำนวน 251,462 ล้านบาท

รวมทั้งสิ้น 588,708 ล้านบาท

3.การระบายข้าว

ตั้งแต่เริ่มโครงการฯ - มี.ค. 56 ระบายข้าวไปแล้วทั้งสิ้น 76,001 ล้านบาท

จนถึงเดือน ก.ย. 56 คาดว่าจะระบายได้อีกเป็นเงิน 73,082 ล้านบาท

รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 149,083 ล้านบาท

4.ประโยชน์ของโครงการ

ปี 2554/55 รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น ประมาณ 1.16 แสนล้านบาท ใน

ปี 2555/56 รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น ประมาณ 1.14 แสนล้านบาท

หรือ รายได้เกษตรกรที่เข้าโครงการเพิ่มขึ้น ประมาณ 42,000 บาทต่อคน

ปี 2554/55 โครงการมีส่วนทำให้ GDP เพิ่มร้อยละ 0.69

ปี 2555/56 โครงการมีส่วนทำให้ GDP เพิ่มร้อยละ 0.62

ปี 2555 การใช้จ่ายของครัวเรือนทั้งประเทศขยายตัวร้อยละ 6.7 หากไม่มีโครงการนี้จะขยายตัวร้อยละ 4.7

5.ผลกระทบของโครงการ

5.1 ผลกระทบต่อฐานะการคลัง

การดำเนินโครงการปี 2555 – 2556 ทำให้รัฐบาลมีภาระหนี้สะสม ประมาณ 159,687 ล้านบาท สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะต้องผลักภาระการชำระหนี้ไปในปีงบประมาณต่อ ๆ ไป ทั้งนี้ หากมีการกำหนดกรอบปริมาณการรับจำนำข้าวเปลือกไม่เกิน 15 ล้านตันต่อปี ในการดำเนินงานปี 2557 - 2560 จะทำให้รัฐบาลมีภาระเฉลี่ยปีละ 80,621 ล้านบาท (ประมาณการจากส่วนต่างของราคารับจำนำและแนวโน้มราคาตลาด รวมค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและการเก็บรักษา)

5.2 การกำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกสูงกว่าราคาตลาดมาก ซึ่งมีผลต่อการขาดทุนในการดำเนินงานสูง และเป็นภาระงบประมาณ รวมทั้งทำให้ราคาส่งออกและต้นทุนการผลิตข้าวสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

5.3 เกษตรกรรายใหญ่และกลางได้ประโยชน์จากโครงการมากกว่าเกษตรกรรายย่อย

5.4 ความสามารถในการระบายข้าวของรัฐมีจำกัด ประกอบกับสต็อกข้าวคงเหลือปลายปีของประเทศผู้ส่งออกข้าวสำคัญมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เป็นข้อจำกัดในการดำเนินงาน

5.5 กระบวนการออกใบรับรองและใบประทวนให้กับเกษตรกรมีความล่าช้า

ภาพรวมของข้าว

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมาก โดยสัดส่วนมูลค่าการส่งออกข้าวเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 25 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด และมูลค่าเพิ่มสินค้าข้าวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภาคเกษตร

นอกจากนั้น ข้าวเป็นสินค้าที่ใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกมากที่สุด คิดเป็นเกือบร้อยละ 50 ของพื้นที่ทั้งประเทศ รวมทั้งการปลูกข้าวเป็นแหล่งรายได้สำคัญของชาวนามากถึงร้อยละ 66 ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด

ประเทศไทยส่งออกข้าวประมาณ 1 ใน 3 ของข้าวที่ส่งออกทั้งหมดในโลก และมีคู่แข่งที่สำคัญ ได้แก่ เวียดนามและอินเดีย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ยร้อยละ 19 และ 15 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ในปี 2555 อินเดียเป็นผู้ส่งออกข้าวมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ เวียดนามและไทยตามลำดับ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากอินเดียเริ่มเปิดตลาดให้มีการส่งออกข้าว หลังจากที่ดงการส่งออกไปหลายปี และเวียดนามที่มีการลดราคาข้าวอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวคุณภาพต่ำเพื่อแข่งขันกับข้าวของไทย ดังจะเห็นได้จากในปี 2556 (ม.ค.-พ.ค.) ปริมาณการส่งออกข้าวไทย 2.232 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าส่งออก 1,584 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับปริมาณการส่งออกข้าวของเวียดนาม ประมาณ 2.226 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าส่งออก 973 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กล่าวได้ว่า ไทยสามารถส่งออกข้าวได้มูลค่าสูงกว่าเวียดนามในปริมาณส่งออกที่ใกล้เคียงกัน

ข้อเสนอแนะ

1.ควรกำหนดราคารับจำนำให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและมีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับภาระราคาข้าวในตลาดโลก โดยอาจคำนวณจากต้นทุนการผลิตข้าว บวกค่าขนส่งและกำไรที่เหมาะสมของเกษตรกร

ทั้งนี้ ในระยะแรก ควรพิจารณาจำกัดปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกของเกษตรกรต่อครัวเรือน โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรรายย่อย และในระยะต่อไป ควรพิจารณากำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลก

2. ควรจำกัดปริมาณและ/หรือพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยที่ยากจน มีพื้นที่นาน้อยหรือต้องเช่าที่นาจากผู้อื่นและเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวในพื้นที่ที่เหมาะสม

3.ควรเร่งรัดการออกเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีความรวดเร็ว และพัฒนาและปรับปรุงระบบฐานข้อมูลเกษตรกรที่มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันให้มากที่สุด สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาตลาดโลก เพื่อลดต้นทุนการเก็บรักษาและการเสื่อมสภาพของข้าวและรายงานผลการระบายสต็อกข้าวให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ

5. ควรวางระบบกำกับและตรวจสอบการดำเนินงานของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทั้งกระบวนการ ตลอดจน ลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง

6. โครงการรับจำนำข้าวเปลือกมีความจำเป็นต้องดำเนินการจนถึงปี 2558 ซึ่งประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เข้มแข็งเพียงพอ ทั้งนี้ ในการดำเนินงานควรกำหนดเป้าหมายการขาดทุนของโครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ไม่เกิน 1 แสนล้านบาทต่อปี ในระยะเวลา 3 ปี

7.สนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพข้าว เพื่อยกระดับการส่งออกสินค้าข้าวไปสู่ตลาดบนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ตลอดจนเร่งจัดทำโซนนิ่งภาคเกษตร ให้มีการปลูกข้าวที่สอดคล้องกับศักยภาพแต่ละพื้นที่ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาด

8. ส่งเสริมกลไกตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้มีความเข้มแข้งและมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับกลไกของตลาดในท้องถิ่น ตลาดกลาง และตลาดส่งออก ตลอดจนเร่งรัดการดำเนินงานทำประกันภัยพืชผลการเกษตรให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ที่มา: มติคณะรัฐมนตรี 18 มิถุนายน 2556

http://www.prachatai.com/journal/2013/06/47270
  • ประชาไทออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 3 reads

ลดราคาจำนำข้าว “เราคิดผิดหรือเปล่าที่เลือกพรรคเพื่อไทย?”

Submitted by info on Mon, 17/06/2013 - 00:00

นิรมล ยุวนบุณย์

บทความชิ้นที่ 5 ของ นิรมล ยุวนบุณย์ ในชุดบทความ ข้าวนาปรัง : ความสัมพันธ์ ความเปลี่ยนแปลงและความขัดแย้งของสังคมไทยในชุมชนเกษตรภาคกลาง โดยจะทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมไทย ในการศึกษาชุดความรู้นี้ ทางประชาไทจะทยอยนำเสนอบทวิเคราะห์ที่มีความเชื่อมโยงกับประเด็นข้างต้นจำนวน 6ชิ้น

อนึ่ง ภายในไตรมาสที่สองของปี 2556 ประชาไท จะทยอยนำเสนอบทความที่จะพยายามทำความเข้าใจวิถีชีวิตและความสัมพันธ์การผลิตของชนบทไทยในปัจจุบัน 4ประเด็นคือเกษตรอินทรีย์, เกษตรพันธสัญญากรณีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภาคเหนือ,พืชเศรษฐกิจในภาคอีสาน และการทำนาปรังในภาคกลางที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้

กระแสข่าววิพากษ์โครงการจำนำข้าวและอาการเคลียร์ตัวเลขขาดทุนไม่แจ้งจนเป็นที่น่าพอใจของ รมต.กระทรวงพาณิชย์ จนมีผลทำให้เกิดการโยนหินถามทางอีกครั้งว่าอาจปรับราคาข้าวที่รับซื้อจากชาวนาเหลือเพียงตันละ 1.3 หมื่นบาทเมื่อวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับชาวนาในทุ่งหนองบอน ต.จักราช อ.ผักไห่ ที่ก่อนหน้านี้เผชิญปัญหาภัยแล้ง น้ำแห้งคลองและฝนล่า จนต้องลงทุนเร่งสูบน้ำหลายทอดเพื่อเริ่มทำนาปรังเพื่อปลูกข้าวอายุ 110 วันให้ทันได้เกี่ยวก่อนน้ำจะมาในหน้าน้ำช่วงเดือนกันยายน แต่ฝนก็กลับมาตกชุกหนักในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ข้าวอายุกว่า 30 วันซึ่งกำลังแตกก่องามถูกน้ำท่วมขังจนมีแต่น้ำขาวไปหลายสิบไร่ และอีกหลายแปลงกำลังรอความหวังว่ากรมชลประทานจะลดบานประตูลงเพื่อลดระดับน้ำที่ปล่อยเข้านาเพื่อรักษาแปลงนาที่ยังเหลืออยู่

“คิดผิดหรือเปล่าไม่รู้ที่เลือกทำนาหรือเลือกพรรคเพื่อไทย เราก็สงสัยว่าทำไมไม่บริหารเหมือนรุ่นทักษิณ รุ่นนั้นราคาข้าวดี แล้วทำไมไม่เดินตามรอยที่เขาทำไว้ดี รุ่นนั้นทำไมไม่มีปัญหาเลย ข้าวตันละ 12,000 – 13,000 บาท หลายคนก็พูดเหมือนเราว่าคิดผิดหรือเปล่าถ้าโดนลดราคาข้าว ลดราคาลงมา ชาวนาแย่ทันทีเลย รัฐบาลนี้จำนำข้าว 15,000 บาท เรายังโดนตัดความชื้นเหลือ 12,000 บาท ถ้าจำนำเหลือ 10,000 บาท เราไม่เหลือแค่ 7,000 – 8,000 บาทเหรอ? ถ้าอย่างนั้นเราร่วงทันทีเลย เพราะตอนนี้ค่าแรงก็ขึ้นแล้ว ค่าเช่าก็ขึ้นแล้ว รัฐบาลประกาศจะทำอะไรก็ทำได้ แต่พอมันขึ้นมาแล้ว มันลงยาก ลดราคาข้าวแล้ว ค่าแรง ค่าปุ๋ย ลดหรือเปล่า? ต้องลดค่าแรงลงด้วยสิจะได้ยุติธรรม รักษาหน่อยสิคำพูด จะดีมากเลยถ้ารักษาได้” รังสรรค์ และวราพร กำลังแพทย์ ระบายให้ฟังอย่างอึดอัดใจ

เลือกเพื่อไทยพราะโครงการรับจำนำข้าว

บ้านของรังสรรค์ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกับบ้านจรูญ น้าสาวที่คอยเอาแรงและเป็นที่ปรึกษาในการทำนา จรูญซึ่งเปิดบ้านเป็นร้านขายของชำเล็กๆ ในหมู่บ้าน และกลายเป็นที่พบปะพูดคุยสังสรรค์กันของชาวบ้านในหมู่ยามเย็นค่ำ รังสรรค์ บอกว่า ชาวนาที่นี่เทคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับพรรคเพื่อไทยจนล้มแชมป์เก่าเจ้าประจำจากพรรคชาติไทยพัฒนาลงได้ และเมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลเขาก็ยังจะคอยเชียร์ให้เป็นรัฐบาลจนครบ 4 ปี

“35 เสียงที่พรรคเพื่อไทยชนะพรรคชาติไทยพัฒนาที่หน่วยเลือกตั้งนี้เพราะนโยบายจำนำข้าวนี่แหละ บ้านนี้ มี 3 เสียง ผม เมีย และปู่ ให้ทั้ง 3 เสียงเลย ลำพังหัวคะแนนไม่ค่อยเท่าไหร่หรอกช่วงหาเสียง แต่ช่วงหลังนี้เข้ามาบ่อยขึ้นอย่างช่วงหน้าแล้ง ชาวนาในหมู่นี้ กับอีกหมู่นึงก็มาคุยกันก่อนจะไปทำประชาคม ว่าจะให้เขามาขุดคลองแก้น้ำแล้ง ลำพังงบประมาณของพื้นที่มันไม่พอ ก็ต้องให้ สส.เขามาช่วย” [1]

ความหวังจากโครงการรับจำนำข้าว

รังสรรค์ (44 ปี) และภรรยา (36 ปี) เพิ่งหันกลับมาเมื่อปี 52 ก่อนหน้าเคยทำนามานานหลายปีแล้วไม่ประสบความสำเร็จจนคิดเปลี่ยนอาชีพไปซื้อที่ 20 ไร่ ทำสวนส้ม และน้อยหน่า ไกลถึง แม่สอด แต่ก็ต้องคว้าน้ำเหลวอีกครั้งเมื่อระยะทางระหว่างบ้าน สวน และแหล่งจำหน่ายห่างไกลจนทำให้ผลกำไรจากผลผลิตต่ำกว่าค่าน้ำมันและการจัดการ จนต้องขายสวนทิ้งเพื่อตัดหนี้เมื่อปี 2549 แล้วหวนกลับมาทำนาทั้งนาปีข้าวฟางลอย และนาปรัง อีกหนพร้อมๆ กับเป็นพ่อค้าขายน้ำปลาขวดที่รับจากแหล่งกระจายรายใหญ่แถวบ้านบรรทุกปิ๊กอัพเร่ขายไปไกลถึงสุพรรณบุรี และนครปฐม มีกำไรประมาณวันละ 500 บาท ตลอดช่วง 4 เดือนที่เว้นว่างจากการทำนา

ปีที่แล้ว (ปี55) ทั้งคู่เริ่มได้รับผลกำไรจากการทำนาปรังเป็นกอบเป็นกำ จากการเช่านาทำ 38 ไร่ ซึ่งมีสัญญาเช่า 6 ปี ค่าเช่าไร่ละ 1,000 บาท คงเดิมมาตั้งแต่เริ่มทำปี52 จนคิดขยายพื้นที่ทำนาปรังเพิ่มขึ้น โดยลงทุนเช่านาของน้องสาววราพร 20 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตาบอดไม่มีทางเดินและร่องน้ำ จนต้องควักเงินลงทุนปรับแปลงนานั้นไป 150,000 บาท และซื้อทางเข้านาจากนาต้นทางอีก 30,000 บาท เพื่อให้ผ่านทางได้ตลอดไปโดยทำสัญญาตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้วและเริ่มปรับที่นาไปเมื่อเมษายนที่ผ่านมา เพื่อที่ว่าจะได้เริ่มต้นทำนาปรังได้ใหม่ในพฤษภาคม รับโครงการจำนำข้าวรอบ 3 ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ รังสรรค์เชื่อว่าหากเขาทำนาขายข้าวในโครงการรับจำนำได้ 2 เที่ยว เขาก็จะสามารถใช้หนี้คืนทุนได้หมดและหลังจากนั้นก็จะเหลือเป็นผลกำไรในระยะยาว ขำ – วราพร เล่าถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเบิกนาเช่าใหม่ว่า

“ถ้าไม่มีจำนำข้าวก็ต้องทำทางขุดเข้าไปอยู่ดี เพราะว่าทำนาปีมันไม่ได้อะไร ทำนาปรังดีกว่า จำนำนี่เราทำแค่ 2 เที่ยวมันก็ได้แล้วไง ที่เหลือต่อจากนั้นก็เป็นกำไรในระยะยาว ทำนาทุน 5,500 – 6,500 บาท/ไร่ รวมค่าเช่านาแล้ว ประหยัดค่าแรงเพราะทำนากันเอง จ้างเขาทำขึ้นราคาค่าแรงแล้วทำไม่ได้อย่างที่เราต้องการ พอประหยัดได้ 2,000 บาท มันก็พอได้ ทีนี้เรากะเหตุการณ์ข้างหน้าไม่ได้ ข้าวเป็นเพลี้ยบ้าง เป็นโรคบ้าง หนอนลง ฉีดยาหลายเที่ยว ต้นทุนก็เพิ่ม เราก็ได้น้อยลงอีก”

พฤษภาคมฝนมาช้า จนเกรงว่าจะไม่ได้ปลูกข้าว 110 วัน

ก่อนที่จะมีการชี้แจงงบประมาณประจำปี และอภิปรายถึงโครงการรับจำนำข้าวในรัฐสภาเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ก่อนหน้านั้นราวต้นเดือนเดียวกันนี้ เป็นช่วงที่ชาวนาในเขตที่ลุ่ม อ.ผักไห่ หลายแห่ง ต่างวิตกกังวลกับฝนที่ไม่ตกลงมา ในขณะที่น้ำในแม่น้ำลำคลองและลำรางแห้งขอด จนชาวนาหลายคนต้องตัดสินใจลงทุนเพิ่มเพื่อวิดน้ำเข้านา เพราะหากทำนาปลูกข้าว 110 วันตามเกณฑ์กำหนดของโครงการรับจำนำ พวกเขาต้องหว่านข้าวก่อนสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้แน่ใจว่า น้ำที่จะมาในช่วงหน้าน้ำของทุกปีราว 10 – 15 กันยายน นั้น จะไม่ท่วมข้าวที่กำลังได้อายุเก็บเกี่ยวของพวกเขาเสียก่อน

“ปีที่แล้วนาตั้งเยอะ ได้ข้าวแค่ 16 ตัน กข.51 มันเป็นข้าวเบา เที่ยวนี้เลยเอาข้าวหนักดีกว่า ได้น้ำหนักกว่า แต่ก็ว่าเสี่ยง เราถึงต้องรีบ ก็นับวันอายุข้าวแล้ว น่าจะได้เกี่ยวทันก่อนน้ำมา” ขำเล่า

ทั้งคู่เล่าว่า ช่วงที่ชาวนาต้องการน้ำเพื่อเริ่มตีเทือก แต่ไม่มีน้ำใช้นั้น มีคนรับจ้างสูบน้ำเข้านา โดยสูบจากคลองไปเข้าลำราง ชม.ละ 100 – 120 – 140 บาท จากนั้นคนทำนาต้องสูบน้ำจากลำรางเข้านาเอง ส่วนของครอบครัวกำลังแพทย์ นั้นไม่ได้จ้าง ใช้เครื่องสูบน้ำเก่าที่ใช้มาตั้งแต่รุ่นพ่อสูบน้ำ 1 ตัว ยืมน้าจรูญ ซึ่งมีกำลัง 2 แรงม้ามาใช้อีก 1 ตัว และต้องซื้อเครื่องสูบน้ำมือสองเพิ่มอีก 1 ตัว ราคา 26,000 บาท นาปรังที่เช่าทำเที่ยวนี้ 60 ไร่ ในที่นา 5 แห่ง ในทุ่งลาดชะโดและทุ่งจักราช ลงทุนเพื่อตีเทือก หว่านข้าวให้ได้ เฉพาะค่าสูบน้ำถึง 14 วัน คิดเป็นค่าน้ำมันดีเซลวันละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 28,000 บาทนั้น ยังไม่รวมค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าจ้างปั่นนา ตีเทือก ยาคุมหญ้า และปุ๋ยซึ่งใช้เครดิตจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์ซื้อมาแบบปลอดดอกเบี้ยเป็นเงิน 220,000 บาท สำหรับการลงทุนรอบแรกของการทำนาเที่ยวนี้

เครื่องสูบน้ำที่มีอยู่ 2 ตัวไม่พอใช้ ส่วนเครื่องสูบน้ำ 2 กำลังแรงม้าของน้า ก็มีคิวขอยืมใช้จากเพื่อนที่ทำนาด้วยกันยาวเหยียด รังสรรค์อยากได้เครื่องสูบน้ำเพิ่มเพื่อให้พอใช้งาน แต่ต้องระงับไว้ก่อนเพราะนาเที่ยวนี้ลงทุนไปเยอะมากแล้ว

ฝนชุก นาล่ม กลางเดือนมิถุนายน

15 มิถุนายน 56 นาเช่าของทั้งคู่ในทุ่งหนองบอน ขนาด 28 ไร่ ซึ่งแบ่งเป็น 6 กระทง ที่หว่านข้าวชัยนาท และข้าว กข. 47 ซึ่งมีอายุ 110 วัน ไปเมื่อ 11 พฤษคม ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ราวปลายสิงหาคม ต้นกันยายนนั้น กลับถูกน้ำท่วมขังหลังฝนตกหนักเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา จนทำให้น้ำท่วมข้าวในกระทงนาที่ลุ่มที่สุดจมน้ำท่วมขาวไปก่อน และนาอีก 2 กระทงกำลังจะท่วมมิดใบข้าว ซึ่งหากน้ำท่วมนานถึง 1 สัปดาห์ ข้าวก็จะเน่าเสีย และไม่สามารถฟื้นตัวได้เลย

“ข้าวอายุ 35 วัน เพิ่งหว่านปุ๋ยครั้งแรกไป ไร่ละ 3 ถัง ปุ๋ย 18-8-8 กระสอบหนึ่ง 50 กก. ก็ 780 บาท แล้ว ค่าเทือกไร่ละ 220 ปั่นอีก 220 บาท นี่ซื้อปุ๋ยเตรียมหว่านรอบ 2 ไว้ด้วย ข้าวกำลังงามแตกกอเลย”

เสียงเครื่องสูบที่ได้ยินแว่วๆ ไปทั่วทุ่งหนองบอนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เป็นเสียงที่สูบน้ำออก กลับกันกับเมื่อเดือนพฤษภาคม รังสรรค์บอกว่า ชาวนาทำนาพร้อมๆ กัน ตอนที่ต้องการน้ำแต่ไม่มี ก็แย่งน้ำกัน แต่ช่วงนี้เราไม่ต้องการน้ำ ฝนตกหนักในคืนวันที่ 12 มิถุนยายนที่ผ่านมา พอ 2 วันถัดมา น้ำก็ไหลเข้ามาในทุ่งได้ทุกทิศทางเพราะฝนตกใต้เขื่อน และต่างคนต่างก็ไม่เอาน้ำ เขาต้องป้องนากันน้ำโดยใช้วิธีดำน้ำลงไปในลำรางเพื่องัดดินข้างใต้ขึ้นมาถมคันคูตลอดวันแทนการสูบน้ำออก เพราะน้ำในลำรางเต็มปริบ และไม่รู้จะสูบออกไปทางไหนได้

น้ำมีอยู่ล้อมรอบเต็มไปหมด แต่ดอกผลจากต้นข้าวในนากำลังละลายหายไป ขำเล่าว่า ปีที่แล้วเธอลงทุนทำนา 200,000 บาท ขายข้าวได้ 480,000 บาท เหลือครึ่งหนึ่ง จ่ายค่าเช่านาเกือบ 70,000 บาท เหลือเงินประมาณ 200,000 บาท ก็นำบางส่วนไปใช้หนี้ เธอเป็นหนี้ที่กู้ยืมคนในหมู่บ้าน 300,000 บาท มาใช้จ่ายในครอบครัวและส่งลูกเรียน และ ตอนเริ่มทำนาปีแรก กู้หนี้สหกรณ์เพิ่มอีก 550,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 9บาท/ปี มีสัญญากำหนดใชหนี้ให้หมดภายใน 5 ปี โดยผ่อนชำระปีละ 110,000 บาท ไม่รวมดอกเบี้ยที่ตัดส่งในแต่ละงวด ตอนนี้เธอเหลือหนี้สหกรณ์อยู่ 330,000 บาท กับภาระที่จะต้องเลี้ยงดูและส่งเสียลูก 3 คน ซึ่งกำลังเรียนในระดับมัธยมปลายและชั้นประถม โดยคนโตอายุ 16 ปี ชั้นม.6 คนกลาง 14 ปี ชั้น ม.4 และคนเล็ก 7 ปี ชั้น ป.1

“ทำนา 3 – 4 เดือนจะได้เงิน เราต้องกินต้องใช้ทุกวัน ขั้นต่ำเดือนเดือน 15,000 บาท เราต้องเร่ขายของช่วงที่ไม่ได้ทำนา เราจะไปหาที่ไหน เคยคำนวณว่า ถ้าลงทุนทำนาอย่างนี้ 3 ปี ก็หมดหนี้ ถอนทุนได้ ครบวาระ 4 ปีรัฐบาลยิ่งลักษณ์พอดี”

ในขณะที่เพื่อนชาวนา 1 คันรถปิ๊กอัพกำลังวิ่งไปดูบานประตูน้ำที่อยู่ทางดอนขึ้นไปจากทุ่งนาของพวกเขา เพื่อร้องขอให้ชลประทานลดบานประตูน้ำลง ชะลอไม่ให้น้ำท่วมนาข้าวที่เหลือ รังสรรค์ และวราพร ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันดีกับผู้นำชาวนานักสู้อย่างลุงวิเชียร พวงลำเจียก ตอนไปขอคำปรึกษาเรื่องเงินค่าชดเชยนาถูกน้ำท่วมเมื่อปี 53 – 54 ยังเสนอทางลงของโครงการรับจำนำข้าวเพื่อให้ชาวนาและรัฐบาลอยู่รอดครบวาระอย่างที่พวกเขาซึ่งได้ลงคะแนนเสียงเทให้เพราะนโยบายนี้ไว้ด้วยว่า ถ้ารัฐบาลยังราคารับจำนำข้าวไว้ที่ตันละ 15,000 บาท และจำกัดโควตาให้ครอบครัวละ 500,000 บาท หรือ ไม่เกิน 25 ตัน น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในภาวะทีทั้งคู่และชาวนาในทุ่งหนองบอน ต.จักราชกำลังเผชิญปัญหาดังกล่าว

จ๊อด – สำอาง กล่อมฤกษ์ (44 ปี) เพื่อนชาวนาของวราพรและรังสรรค์ ในทุ่งหนองบอน มีนากระทงหนึ่ง ขนาด 7 ไร่ เคียงกันกับนาของขำ ถูกน้ำท่วมจนมิดต้นข้าว เห็นแต่น้ำขาว รอบฤดูปลูกนี้เขาทำนาในทุ่งนี้ เกือบ 100 ไร่ เป็นนาตัวเอง 30 กว่าไร่ นอกนั้นเช่า ลงทุนไปแล้ว 200,000 กว่าบาท แต่ตอนนี้นากว่า 70 ไร่ ถูกน้ำท่วมไปแล้วนานราว 1 สัปดาห์ เพราะที่นาลุ่มกว่าคนอื่น ยังเหลือลุ้นว่าน้ำจะไม่ปล่อยเข้ามาจนท่วมข้าวอยู่อีก 20 กว่าไร่

“เครียดจนไม่รู้จะทำยังไง ปีหน้าเจ้าของนาจะขึ้นค่าเช่าจาก 1,000 บาทเป็น 1,500 บาท ปีหน้า ถ้าราคาข้าวอยู่เกณฑ์เดียวเหมือนปีนี้ก็ยังพออยู่ได้ แต่ถ้าราคาข้าวต่ำกว่านี้ อยู่กันไม่ได้แน่ ต้นทุน/ไร่ ก็ 5,000 กว่าบาทแล้ว ได้ข้าว 80 ถัง ขายได้ตันละ 13,000 – 14,000 บาท กำไลครึ่งๆ ต้นทุนปีนี้พอๆกับปีที่แล้ว จะมีแต่ค่าน้ำมันวิดน้ำเข้า หมดค่าวิดน้ำไปแสนกว่าบาท ปลูกข้าว กข.41 อายุ 110 วัน น้ำมาท่วมเสียก่อนตอนนี้ ถ้าข้าวไม่รอดหมื่นพออยู่ได้ ต่ำกว่าหมื่นตายอย่างเดียว เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นดีกว่า”

นาแล้ง วิกฤติแลโอกาส ของชาวนาในทุ่งผักไห่

หลังเกี่ยวข้าวนาปรังหนแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางการประกาศไม่ให้ทำนา ให้หยุดทำนาไป 8 เดือน ชาวนาในทุ่งผักไห่ ชาวนาหลายคนตัดสินใจสูบน้ำเข้านาทำนาปรังรอบ 2 กันต่อ บ้างก็ขอแจ้งติดมิเตอร์กับสำนักงานการไฟฟ้า มีเพียงส่วนน้อยที่ถอดใจไม่ทำนา และรอดูน้ำอีกทีเดือนกันยายน เพราะเป็นที่ดอนและเห็นว่าต้องลงทุนเพิ่มมากเกินกำลังจะจ่าย นอกจากนี้ยังมีชาวนา 8 ราย ผืนนารวมกัน 140 ไร่ ลงขันกันสูบน้ำจากนาเข้าคลอง

ตุ่น – ลำไย พูลเพิ่ม หนุ่มฉกรรจ์วัย 47 ปี อดีตชาวนาที่ผันตัวเองมาทำบ่อปลาและรับจ้างสูบน้ำเข้านาในทุ่งผักไห่ หลังจากเคยทำนาล่มเพราะพายุอีร่าและถูกเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลายนาเช่าเสียหายอีกรอบ จนขาดทุนและเลิกทำนาที่อ.เดิมบาง จ.สุพรรณ เมื่อปี 33 ระบาด เล่าว่า เขาใช้รถซาเล้งบรรทุกมีท่อสูบและเครื่องสูบไปประจำจุดต่างๆ ของผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นคนทำนาในทุ่งผักไห่ราว 10 กว่ารายรวม 1,000 กว่าไร่ ค่าจ้างมีตั้งแต่ 200 – 500 บาท/ครั้ง ขึ้นกับขนาดที่นา และจะวนกลับมาสูบน้ำให้นาแปลงนั้นอีกทีใน 5 - 7 วันถัดมา จนกระทั่งหยุดสูบก่อนเกี่ยวข้าวราว 10 วัน ซึ่งเขาว่าเป็นรายได้ที่น่าพอใจ และ “ดีกว่าทำนาเองเสียอีก” แม้บางครั้งต้องออกไปเฝ้าเครื่องสูบน้ำในนายามค่ำคืนค่อนคืนก็ตาม นอกจากค่าจ้างวิดน้ำแล้ว หลังเกี่ยวข้าวขาย ชาวนาที่ว่าจ้างก็มักให้เงินแก่ตุ่นเพิ่ม 2,000 – 3,000 บาท

ประภาส แย้มอุทัย (50 ปี) ชาวนา 1 ใน 8 รายที่ร่วมลงหุ้นกับเพื่อน ครั้งนี้บอกว่า จึงร่วมหุ้นกับติดมอเตอร์ขนาด 7 แรงม้าเพื่อใช้สูบน้ำจากในคลองเขาราง โดยเครื่องสูบน้ำเป็นของกลุ่มซึ่งเคยซื้อไว้ตั้งแต่เมื่อคราวฤดูแล้งปี53 สมาชิกใหม่ 6 คน ที่ลงหุ้นจ่ายเงินซื้อแค่ท่อพญานาค 10,000 บาท และขอสำนักงานไฟฟ้าติดตั้งมิเตอร์เกษตร อีกต่างหาก ส่วนค่าไฟ แบ่งจ่ายโดยหารค่าไฟกับขนาดของนาของแต่ละรายที่ลงขัน หลังจากวิดน้ำจากคลองเข้าลำรางแล้ว แต่ละคนต้องตั้งเครื่องสูบน้ำเข้านาของตัวเอง ประภาสเล่าว่า พวกเขา เคยเสนอโครงการให้เทศบาลทำคลองส่งน้ำเป็นคลองปูนผ่าเข้าไปตามแนวคลองส่งน้ำเดิมที่มีอยู่ในทุ่ง ตรงคลองตาเข่ง ซึ่งใช้งบหลายแสน และเสนอไป 3 ปีแล้ว แต่เขายังไม่ทำ ขุดลอกให้แต่คลองลำรางบางแห่ง ส่วนลำรางในนาต้องขุดกันเอง เขายอมรับว่าทำนาปีนี้ลงทุนซื้อน้ำไปมากทีเดียว

“เช่านาเขา 18 ไร่ ข้างนอกทุ่งนี้อีก 10 ไร่ ถ้าไม่ทำก็ต้องจ่ายค่าเช่าฟรี ก็ต้องเสี่ยงทำ ปกติทำนาต้องสูบน้ำทุก 7 วัน แต่ช่วงต้นพฤษภาคมแดดแรง สูบมาแล้วน้ำแห้งไว ปกติสูบแล้วปล่อยทิ้งไว้ 10 วันค่อยสูบใหม่ จนกว่าข้าวจะใกล้ได้เกี่ยวจึงหยุดสูบ แต่ดีหน่อยที่ว่าทำเลที่นาของเขามันเป็นที่ดอน หากน้ำหากมาก่อนช่วงหน้าน้ำ น้ำจะไปลงทางบางปลาม้า นาคู จักราช หนองน้ำใหญ่ ต้นเดือนกันยายนปี 54 ที่ชาวนาสุพรรณ กับที่ จักราช หนองน้ำใหญ่มาประท้วงไม่ให้น้ำปล่อยเขานาเพราะนากำลังจะได้เกี่ยวนั่นน่ะ ถึงเขาปล่อยเข้า ก็อีกหลายวันกว่าน้ำจะมาถึงที่นานี่ ผมมัวแต่วิ่งหารถเกี่ยวข้าว เลยไม่ได้ไปประท้วงปิดถนนกับเขาไง”

“ช่วงนี้เขาเร่งรีบกันทำนาเพราะราคาข้าวมันดี เขาว่ากันอีกว่าหมดจาก “ชินวัตร” แล้ว ราคาข้าวไม่ได้อย่างนี้หรอก แต่อย่างว่า ถ้ายิ่งลักษณ์ลงเลือกตั้งอีกสมัยหน้า ก็คงได้เลือกกันเข้ามาอีก” ประภาสให้ความเห็นเมื่อ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก่อนที่จะกระแสข่าวลดราคาข้าวในโครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่สั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรงอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์เคยส่งสัญญาณลดราคาข้าวรับจำนำเหลือตันละ 1.3 หมื่นบาทเมื่อเดือนมีนาคม ปีนี้

ไม่แน่ว่า หากราคาข้าวรับจำนำปีหน้าลดราคาจาก 15,000 บาท แล้วเขาขายข้าวได้ไม่ถึงหมื่นบาท ชาวนาเสื้อแดงที่เทคะแนนเชียร์พรรคเพื่อไทยเพราะติดใจนโยบายเด็ดๆ มาตั้งแต่สมัยทักษิณ อย่างประภาส ก็อาจจะต้องออกมาร่วมขบวนประท้วงตัวเองร่วมกับพรรคพวกเพื่อนพ้องในทุ่งจักราชที่กำลังตกที่นั่งเดียวกันนี้ได้เหมือนกัน

http://prachatai.com/journal/2013/06/47237
  • ประชาไทออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 2 reads

‘จำนำข้าว’ ใกล้ถึงทางตัน! ชาวนา-โรงสี-TDRI ร่วมแนะทางปรับนโยบาย

Submitted by info on Sun, 16/06/2013 - 00:00

ตัวแทนชาวนาเตือน ‘ยกเลิก-ถอยหลัง’ ไม่มีใครยอม เสนอทำเป็น 2 ระบบทั้งจำนำ-ประกันราคา จี้รัฐบาลลดทิฐิ ด้าน TDRI ชี้ครึ่งทางโครงการจำนำข้าว รัฐบาลทำไม่ได้อย่างที่พูด ชี้ ‘ยกระดับราคา’ สร้างปัญหาระยะยาว แนะทางออกใช้ ‘ประกันความเสี่ยง’ ช่วยเกษตรกร

ประเด็นร้อนโครงการรับจำนำข้าว ฝ่ายค้านจี้รัฐบาลเปิดบัญชีโครงการฯ เพื่อชี้ชัดๆ ตัวเลขการขาดทุนกำลังอยู่ในกระแสความสนใจ ขณะที่รัฐบาลรับสภาพกับปัญหา แสดงท่าทีเตรียมลดราคาจำนำข้าวในเร็ววันนี้ ทุกความเคลื่อนไหวจากฝากฝั่งการเมืองสั่นคลอนความรู้สึกของชาวนาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเต็มประตู

แน่ชัดว่าโครงการนี้มีขึ้นมาเพื่ออุ้มชูชาวนา และมันก็ได้ผลเป็นอย่างดี ชี้วัดได้จากการร้างราของม็อบชาวนาบทท้องถนน ทั้งนี้ แม้จะเป็นการยากหากรัฐบาลจะล้มโครงการไป แต่ปัญหาของการดำเนินโครงการในส่วนตาชาวนาก็ใช่ว่าจะไม่มี การเปิดเวทีคุยร่วมกันของผู้เกี่ยวข้องว่าด้วยเรื่องการจะเดินหน้า-ถอยหลังโครงการรับจำนำข้าวกันอย่างไรจึงมีขึ้น

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.56 มูลนิธิชีววิถี ร่วมกับแผนงานความมั่งคงทางอาหารจัด เสวนา ‘ข้อเสนอเพื่อปรับปรุงนโยบายรับจำนำข้าว’ ส่วนหนึ่งในงานสมัชชาวิชาการความมั่นคงทางอาหาร ประจำปี 2556 การปกป้องพื้นที่ผลิตอาหารเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศและชุมชน ณ อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดพื้นที่หลากหลายภาคส่วนร่วมแนะแนวทางการแก้ปัญหา

ตัวแทนชาวนาเตือน ‘ยกเลิก-ถอยหลัง’ ไม่มีใครยอม

ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า เมื่อชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน ประมาณ 20 ล้านคน ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศประสบปัญหาความยากจน ถือเป็นภารกิจที่น่าเห็นใจสำหรับทุกรัฐบาลที่จะต้องเข้ามาแก้ปัญหา สำหรับโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลนี้ถือเป็นโครงการที่ดี เพราะชาวนาขายข้าวได้ในราคาที่ไม่ขาดทุน แม้จะไม่ได้ราคา 15,000 บาท ตามที่รัฐบาลตั้งไว้ แต่ก็ดีกว่าราคาตามกลไกตลาดที่ 5-6 พันบาท

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้มีจุดอ่อนที่เป็นปัญหาคือ 1.ชาวนาถูกโกงความชื้น จากโรงสีบางแห่ง เพราะเมื่อขนข้าวไปยังโรงสีแล้วได้เท่าไหร่ก็ต้องขาย และตามโครงการยังมีการกำหนดเขตพื้นที่ในการซื้อขายข้าว 2.การออกใบประทวนล่าช้า และ 3.ในคณะกรรมการข้าวแห่งชาติไม่มีตัวแทนชาวนาเข้าร่วม และจากที่ได้ร่วมเป็นอนุกรรมการก็ไม่เคยมีการเรียกประชุมเลย

เสนอทำเป็น 2 ระบบ ทั้งจำนำ-ประกันราคา จี้รัฐบาลลดทิฐิ

ประสิทธิ์ กล่าวถึงกระแสข่าวเรื่องการปรับปรุงแก้ไขโดยปรับปรุงราคารับจำนำว่า ชาวนาหลายคนบอกว่าหากลดราคาคงไม่มีใครยอม หากรัฐบาลไปไม่ไหว กำลังจะถึงทางตัน จะยกเลิกหรือถอยหลังก็ไม่ได้เพราะชาวนาไม่ยอมโดยเด็ดดาด ทางเลือกจะต้องช่วยชาวนาให้อยู่ได้ ไม่ขาดทุน โดยเสนอ 3 แนวทาง คือ 1.ตัดทิ้งจำนำ ‘ทุกเมล็ด’ เปลี่ยนไปใช้โคตาระหว่างครัวเรือน ตั้งวงเงินในครัวเรือน ในสมัยสมัคร สุนทรเวชเคยทำมาแล้ว ตั้งวงเงินครัวเรือนละ 4 แสน

2.หากถึงทางตันจริงๆ ชาวนายอมรับได้ให้ลดราคาลงจาก 15,000 บาท เป็น 10,000 บาท แต่กำหนดความชื้นที่ 25-27 % หากเป็นความชื้นที่ 15 % ต้องกำหนดอีกราคาหนึ่ง และ 3.ทำเป็น 2 ระบบ โดยเปิดโครงการรับจำนำในส่วนภาคกลาง ส่วนภาคอีสานเปิดโครงการประกันรายได้ โดยเอาข้าวไปขายโรงสีไหนก็ได้ ไม่มีขอบเขต

“รัฐบาลจะต้องละทิฐิ แยกพวกกันซักที ท่านบอกว่าจะแก้กฎหมายปรองดองแต่รัฐบาลยังทะเลาะกันตลอดแล้วจะแก้ตอนไหน สิ่งเหล่านี้เราชาวบ้านเราพร้อมจะแก้ไข เราพร้อมจะปรับปรุง แต่รัฐบาล นักการเมืองยังไม่ปรับปรุงตัวเองเลย สส.ยังทะเลาะกันอยู่เลย” ประสิทธิ์กล่าว

ประสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลจะมีการแก้ไขปรับปรุงนโยบายจำนำข้าว นายกฯ และรองนายกฯ ต้องออกมาชี้แจ้ง และแถลงว่ารัฐบาลจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ต้องยอมรับความจริงหากรัฐบาลจะย่ำแย่ ให้เรียกตัวแทนชาวนา โรงสี ผู้ส่งออก ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปร่วมนำเสนอการแก้ปัญหา แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะแก้ไขได้ ซึ่งชาวนาก็คงไม่ร้ายและยอมรับข้อเสนอได้

“ทางออกเรามีให้ แต่จะทำหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาล” ประสิทธิ์ กล่าว

สมาคมโรงสีฯ ถามคนเสียภาษีรับได้ไหม รัฐฯ จ่าย 15,000 เสียหายแสนล้าน

เกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ เลขาธิการสมาคมโรงสีข้าวไทย เจ้าของบริษัทรุ่งทรัพย์พืชผล เทรดดิ้ง กล่าวว่า โครงการจำนำข้าวเป็นโครงการเพื่อช่วยเกษตรกร แต่จะช่วยอย่างไรไม่ให้กระทบกับตลาดข้าวส่งออก เพราะกว่าจะส่งออกได้ต้องใช้เวลายาวนาน การที่รัฐบาลจำนำ 15,000 บาท แต่ราคาข้าวในตลาดโลกมันลงหมด ขณะที่เพื่อบ้านอย่างพม่าและกัมพูชาส่งออกมากขึ้น ซึ่งข้าวเป็นพื้นที่ผลิตทนแทนกันได้ ขณะที่มีส่วนแบ่งตลาดไม่มากประมาณ 30 กว่าล้านตัน เมื่อไทยลดลงก็จะมีคนเติมเข้าไป ปัญหาคือเราผลิตแล้วส่งออกไม่ได้ เพราะมีการตั้งกำแพง วันนี้จึงมีผู้ผลิตของเราบางรายไปลงทุนสร้างโรงสีในประเทศเพื่อนบ้าน บางรายไปซื้อข้าวแล้วส่งออก

“รัฐบาลยอมที่จะจ่าย 15,000 แต่ผลเสียหายเกิดขึ้นประมาณ 1 แสนล้าน คนเสียภาษี Happy ไหม ประเด็นมันอยู่ตรงนี้แล้ว และรัฐบาลยอมรับไหมว่าสิ่งที่ตนเองทำมันไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของราคาได้ มันทำให้มูลค่าของข้าวลดลง ยอมรับไหมว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแต่ต้องให้เกษตรกรอยู่ได้” เกรียงศักดิ์ กล่าว

เกรียงศักดิ์ เสนอด้วยว่า เพื่อตอบสนองความต้องการของชาวนา วันนี้เรามีบัตรเกษตรกร เราสามารถเติมการชดเชยเป็นค่าปัจจัยการผลิต เช่น การเตรียมดิน พันธุ์ข้าว ค่าจ้างเก็บเกี่ยว ฯลฯ จ่ายเข้าบัญชีเกษตรกรไปเลยได้ แล้วที่เหลือปล่อยให้ตลาดทำงาน เพราะหากเรายังคิดเหมือนเดิม ยังไปเหมือนเดิม ปัญหาคือข้าวจะอยู่ในบ้านเราเยอะขึ้น และปัญหาคือซื้อแพงขายถูก กลไกลตลาดไม่เดิน ยังไงต้องเปิดช่องว่าให้ตลาดมันไปได้ ข้าวส่งออกไปได้

TDRI ชี้ครึ่งทางโครงการจำนำข้าว รัฐบาลทำไม่ได้อย่างที่พูด

ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า โครงการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำขึ้นมาเปลี่ยนจากโครงการจำนำข้าวในอดีตโดยพื้นฐาน แม้ปัจจุบันตัวเลขขาดทุนยังไม่รู้แน่ชัด แต่คาดว่าประมาณ 1.3-1.5 แสนล้านบาท ส่วนแรกเป็นราคาต่างคือการที่ชาวนาขายข้าวได้ในราคาที่สูงกว่าตลาดโลก ซึ่งคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้าน ส่วนที่เหลือ 3 หมื่นกว่าล้านหรือมากกว่านั้นเป็นการขาดทุนที่มาจากการดำเนินโครงการ

“ถึงปัจจุบัน พูดได้ว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือชาวนา แต่เมื่อจบโครงการแล้วจะถึงชาวนาเป็นส่วนใหญ่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผลงานการระบายข้าวของรัฐบาลเป็นอย่างไร” ดร.วิโรจน์ กล่าว

ดร.วิโรจน์ ให้ข้อมูลด้วยว่า จากตัวเลขการตอบกระทู้ในสภาเมื่อวันที่ 21 มี.ค.56 ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ตอบคำถามฝ่ายค้านว่ามีการขายทั้งข้าวเก่า-ข้าวใหม่ที่มาจากการจำนำ ทั้งสิ้น 7 ล้านตันเป็นเงิน 9.7 หมื่นล้าน เมื่อหารออกมาแล้วพบว่ารัฐบาลขายข้าวสารซึ่งมีข้าวหอมมะลิรวมอยู่ด้วย ในราคาเฉลี่ย 13,750 บาทต่อตัน ขณะที่ตั้งราคาซื้อข้าวเปลือกไว้ที่ 15,000 บาทต่อตัน และข้าวหอมมะลิ 20,000 บาทต่อตัน แม้ราคารับซื้อจริงอาจต่ำกว่านั้นเนื่องจากมีการหักค่าความชื้น

ส่วนการประเมินผลงานโครงการ ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า หากคำนวณจากตัวเลข 7 ล้านตันข้าวสารนั้น มากกว่าครึ่งของตัวเลขข้าวที่เข้ามาแต่ละปี ตรงนี้ถือได้ว่าเลยกลางภาคมาแล้วกำลังใกล้ถึงช่วงปลายภาค ซึ่งพบว่ารัฐบาลขายข้าวได้ในราคาต่ำกว่าตลาดโลก และต่ำกว่าราคาที่ได้เคยประมาณการเอาไว้ สิ่งที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ว่าหลังจากกลายมาเป็นผู้ผูกขาดการซื้อข้าวแล้ว จะใช้อำนาจจากการเป็นผู้ถือข้าวรายใหญ่ แล้วทำให้ราคาตลาดสูงขึ้น และจะขายได้สูงกว่าตลาดโลกนั้นไม่เกิดขึ้นจริง

ดร.วิโรจน์ กล่าวด้วยว่าเรื่องการระบายเป็นสิ่งที่กังวลมาตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งได้เคยเสนอแล้วว่าหากรัฐบาลไม่อยากทำตามสิ่งที่ประชาธิปัตย์ทำไว้ รัฐบาลก็ควรจะซื้อข้าวเข้ามาแล้วค่อยทยอยประมูลออกไปสู่ตลาด ซึ่งแน่นอนว่าจะได้ราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดโลก ขาดทุนเท่าไหร่นั่นคือรัฐบาลยอมขาดทุนเพื่อชาวนา ซึ่งอาจขาดทุนปีละ 1 แสนล้าน แต่ข้อครหาเรียงการคอรัปชั่นจะไม่มี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลทำคือการเก็บข้าวไว้ขายเองแล้วจะขายข้าวได้ราคาดีซึ่งมันไม่จริง ตรงนี้คนมักมองเป็นเรื่องการโกงกินก่อน แม้ว่าอาจจะมีเกิดขึ้น แต่ประเด็นสำคัญที่คนไม่ค่อยนึกถึงคือการขายข้าวต้องใช้ฝีมือ มีกลไกและเครื่องมือ หากให้พ่อค้ามาประมูลซื้อข้าวต่างคนก็จะประมูลไปขายในตลาดที่ตัวเองถนัด แต่เมื่อรัฐบาลจะขายเองโดยให้กระทรวงพาณิชย์ที่เลิกขายข้าวมากว่า 20 ปีหลังยกเลิกพรีเมียมข้าว (ยกเลิกในปี 2529: คลิกดู) ดังนั้นจึงต้องมีการจ้างเอกชนบางเจ้ามาดำเนินการ ซึ่งก็อาจไม่เก่งในทุกตลาด หรือไม่เก่งเลยสักตลาดก็ได้ จากตรงนี้ทำให้ตัวแทนรัฐบาลตอบคำถามอย่างกระอึกกระอัก

“สิ่งที่พิสูจน์ไปแล้วก็คือว่าที่ทำอยู่มันไปไม่ไหว ที่ขาดทุนส่วนหนึ่งก็เกิดจากซื้อแพงขายถูก ซึ่งแม้ในทางการเมืองผมคิดว่ารัฐบาลที่มาโดยระบอบประชาธิปไตยมีสิทธิ มีอำนาจ และมีหน้าที่ด้วยที่จะกระจายรายได้ แต่ว่ารัฐบาลก็ไม่มีสิทธิที่จะทำโครงการที่มันไร้ประสิทธิภาพ” ดร.วิโรจน์ กล่าว และว่าปัญหาของรัฐบาลนี้อยู่ที่ต้นทุนในการจัดการแพงเกินไป

ส่วนทางแก้ที่หลายคนพูดถึงการจำกัดปริมาณการรับซื้อข้าว ดร.วิโรจน์ แสดงความเห็นว่า จะกลับไปสู่รูปแบบเดิมที่เป็นการโยนอำนาจไปให้โรงสีอยู่เหนือชาวนา สามารถกดราคาชาวนาได้ และมีผู้ใช้อำนาจในการเลือกว่าโรงสีไหนจะเข้าโครงการ ซึ่งผลประโยชน์ก็จะขึ้นอยู่กับอำนาจในการกำกับเป็นชั้นๆ ไป ปัญหาเดิมก็จะกลับมาว่าส่วนแบ่งอาจไม่เข้าสู่มือชาวนา ซึ่งรูปแบบนี้เป็นตัวอย่างของโครงการที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น หายจะถอยไปเป็นแบบที่มีโคตา ไม่ควรเป็นโคตา 30-20% ของผลผลิตของแต่ละจังหวัด และไม่ใช่เพดาที่ตั้งขึ้นมาแล้วให้สิทธิ์โรงสีเลือกเองว่าจะซื้อแบบไหนก็ได้

ยันจำนำข้าวยิ่งลักษณ์ ชาวนาจำนวนมากได้ประโยชน์ ตัวเลข 17% แค่ข้อมูลเก่า

นอกจากนี้ ดร.วิโรจน์ ชี้แจงในประเด็นที่เกิดความเข้าใจบางประการเกี่ยวกับโครงการจำนำข้าว คือ 1.ตัวเลขชาวนาที่รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการรับจำนำ แค่ 17% ตัวเลขนี้ไม่แฟร์ เพราะมาจากงานวิจัยการจำนำข้าวในอดีต ซึ่งจำนำแบบจำกัดโควต้าผลผลิต ชาวนาไม่มีอำนาจการต่อรองกับโรงสีที่เข้าโครงการเลย

2.ชาวนาที่ได้รับประโยชน์เป็นชาวนาที่ฐานะปานกลางถึงฐานะดี ตรงนี้จริงเพราะข้าวที่นำมาจำนำคือข้าวที่เหลือกิน และเป็นจริงสำหรับโครงการแทรกแซงราคาทุกประเภท เพราะเมื่อรัฐบาลบอกว่าต้องการ ‘ยกระดับราคาข้าว’ คือคิดว่าชาวนาที่มีรายได้จากการค้าข้าวมีรายได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนการให้เงินเพื่ออุดหนุนคนไปปลูกข้าวกินเอง พูดในเชิงเศรษฐกิจของประเทศแล้วไม่มีเหตุผลที่จะทำอย่างนั้น ในโครงการประกันรายได้ที่มาจาก TDRI เป้าหมายก็อยู่ที่การชดเชยเฉพาะผลผลิตส่วนที่เหลือออกมาขายเช่นกัน ไม่ได้มุ่งชาวนาที่ปลูกข้าวกินเอง เพราะแยกได้ยากว่าครัวเรือนปลูกไว้กินเท่าไหร่และขายเท่าไหร่

3.เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน โครงการนี้ไม่ได้ทำให้เกษตรกรเข้าถึงที่ดินได้มากขึ้น แต่ในทางกลับกันใครอยากเป็นเจ้าของที่ดินจะยากขึ้น เพราะเมื่อชาวนาหันมาทำนามากขึ้นเพราะขายข้าวได้ราคาดี ก็ต้องการใช้ที่ดินมาก ราคาที่ดินก็แพงขึ้น ทั้งนี้ ในเรื่องข้าวต้นทุนไม่ได้เป็นตัวกำหนดราคา แต่ราคาเป็นตัวกำหนดต้นทุน

‘ยกระดับราคา’ ทั้งจำนำ-ประกันราคา สร้างปัญหาระยะยาว

“เอาเข้าจริงแล้ว ผมคิดว่านโยบายใดๆ ก็ตามที่พยายามใช้วิธียกระดับราคาข้าว หรือราคาสินค้าต่างๆ ให้สูงกว่าราคาตลาดโลก ในขณะที่เรายังดำรงฐานะเป็นผู้ส่งออก และยังส่งออกจำนวนมาก มันสร้างปัญหาในระยะยาวทั้งนั้น แม้กระทั่งนโยบายที่ใช้ในยุคพรรคประชาธิปัตย์ซึ่ง TDRI มีส่วนไปทำนโยบายให้” ดร.วิโรจน์กล่าว

ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร TDRI กล่าวต่อมาว่า การดำเนินนโยบายในสมัยประชาธิปัตย์ ปีแรกใช้เงินประมาณ 50,000 ล้านบาท ปีถัดมาใช้เงินประมาณ 70,000 ล้านบาท และตอนหาเสียงมีการระบุว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะเพิ่มกำไรให้ชาวนาเป็น 40% ดังนั้น ถ้ารอบนี้ประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล งบที่ใช้ก็อาจจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1 แสนล้านบาทเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ งบที่ใช้จริงจะขึ้นกับส่วนต่างของราคาประกันกับราคาตลาดโลกในขณะนั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่านโยบายของประชาธิปัตย์หรือของเพื่อไทย เป็นการสร้างแรงจูงใจที่ทำให้คนหันมาปลูกข้าวมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าจะเป็นปัญหาของประเทศในระยะยาว เพราะหากดูตัวเลขจะพบว่ารายได้จากสินค้าเกษตรของไทยซึ่งไม่รวมสินค้าเกษตรแปรรูปปีล่าสุดคือ 7.7 ของ GDP ขณะที่มีคนอยู่ในภาคเกษตรประมาณ 30-40% พบว่า โดยเฉลี่ยเกษตรกรไทยมีรายได้ไม่เกิน 1 ใน 3 ของรายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ ซึ่งฟ้องว่าหากเราจะเก็บคน 1 ใน 3 ของประเทศไว้ในภาคการเกษตร คนเหล่านั้นส่วนใหญ่จะไม่หลุดพ้นจากความยากจน

ดร.วิโรจน์กล่าวว่า หากไปดูว่าพื้นที่ไหนที่จนที่สุด พื้นที่แถบทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งบอกว่าปลูกข้าวได้ดีที่สุดในประเทศไทย ตรงนั้นคือที่ที่คนจนที่สุด ทั้งนี้เกษตรกรรู้ดีและหลายคนใช้วิธีจ้างทำนา ปล่อยนาทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วมาทำงานในเมืองเช่นขับแท็กซี่ในเมือง ซึ่งรวมแล้วพบว่ารายได้ทั้งสองทางของเขาดีกว่าคนที่อยู่กับที่แล้วก็ตั้งใจทำนาเป็นอย่างดี

เพราะฉะนั้น จึงเป็นกลายปัญหาว่า ขณะที่เกษตรกรจำนวนมากเลือกที่จะเดินออกจากการเกษตร แต่ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมจำนวนหนึ่งพยายามจูงใจให้เขาอยู่ในภาคการเกษตรต่อ โดยภาครัฐบอกว่าจะพยายามทำให้เขามีรายได้ที่ดีขึ้น จากราคาที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคประชาสังคมให้ข้อเสนอแนะต่อเกษตรกรเรื่องการลดต้นทุน อยู่อย่างพอเพียง กินทุกอย่างที่ปลูก-ปลูกทุกอย่างที่กิน ทำให้มีค่าใช้จ่ายน้อย

แนะทางออกใช้ ‘ประกันความเสี่ยง’ ช่วยเกษตรกร

“การรักษาคนที่มีจำนวนมากเกินไปที่อยู่ในภาคการเกษตร ผมคิดว่ามันไม่ใช่ทางออกของประเทศในระยะยาว และก็ไม่สามารถทำให้เกษตรกรมีฐานะ ลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ และจริงๆ แล้วประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะที่ขาดแคลงแรงงานมากขึ้น เพราะว่าอัตราการเกิดของเราลดต่ำลงมามาก” ดร.วิโรจน์ ให้ความเห็น และว่าการสร้างคำมั่นสัญญาว่าอยู่ในภาคเกษตรแล้วจะดีเป็นคำตอบของเกษตรกรส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช้ทั้งหมด อีกทั้งไม่ควรชักชวนให้คนเข้าสู่ภาคเกษตรเพิ่มมากขึ้น

ต่อคำถามที่ว่ารัฐควรมีโครงการเพื่อช่วยเกษตรเรื่องราคาอยู่หรือไม่ ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า รัฐยังควรต้องช่วยในเรื่องการประกันความเสี่ยงจากการลงทุนเพาะปลูกโดยไม่รู้ว่าเมื่อเก็บเกี่ยวราคาจะเป็นเช่นไร จากตัวอย่างโครงการจำนำในหลายประเทศ มีการตั้งราคาเป้าหมายที่คำนวณมาจากราคาสินค้าเกษตรย้อนหลัง 3 ปี เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวหากราคาจริงต่ำกว่าราคาเป้าหมาย อาจมีโครงการรับจำนำที่ราคาประมาณราคาเป้าหมายหรือหากเป็นโครงการประกันรายได้ก็เป็นการชดเชยส่วนต่างตรงนั้น ซึ่งหากราคาตกกะทันหันรายได้ของเกษตรกรจะไม่ตกไปด้วย ตรงนี้คือการแก้ปัญหาในระยะสั้น

กรณีที่ราคาในระยะยาวตกลงเรื่อยๆ จนเกษตรกรจำนวยหนึ่งรู้สึกไม่คุ้มที่จะอยู่ เราก็ควรจะปล่อยให้ราคาตลาดตรงนั้นเป็นตัวชี้นำว่าเขาควรจะอยู่หรือควรจะไป

ดร.วิโรจน์ กล่าวด้วยว่า การช่วยประกันความเสี่ยงในขณะที่ราคาตกกะทันหันเป็นความรับผิดชอบที่รัฐมีต่อเกษตรกร แต่ไม่ควรเป็นความรับผิดชอบของรัฐที่ต้องมายกระดับราคาให้เกษตรกร เพราะเมื่อมีการยกระดับราคาให้สูงมากกว่าราคาตลาดโลกก็จะมีคนปลูกมากกว่าที่ควรจะเป็นซึ่งส่วนที่เกินมานี้ขายในราคาต้นทุนที่รับมาไม่ได้ กลายเป็นว่ารัฐต้องขาดทุนเพื่อช่วยเกษตรกรส่วนนี้ แต่การช่วยเกษตรกรส่วนนี้ก็ไม่ทำให้เกษตรกรรวย เพราะว่าเกษตรกรรายใหม่ที่เข้ามาจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ดังนั้นจึงจะมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งที่มีต้นทุนใกล้เคียงกับราคาขาย ไม่ว่าราคาจะสูงเท่าไหร่

‘ประพัฒน์’ เชื่อเลิกจำนำเมื่อไหร่ ม็อบเต็มถนน แนะต้องแจงปัญหา

ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ตราบเท่าที่รัฐบาลไม่ออกนโยบายมาทำร้ายเกษตรกร นโยบายยังมีประโยชน์กับเกษตรกรอยู่บ้าง ย่อมถือว่าไม่ใช่ศัตรูของเกษตรกร และไม่ได้เป็นศตรูของสหพันธ์เกษตรกรฯ ยังเป็นพันธมิตรอยู่ ที่ถามว่าทำไมไม่มีม็อบชาวนา ก็จะมีม็อบต่อเมื่อเลิกนโยบายจำนำข้าวนี้ หากเลิกเมื่อไหร่ม็อบก็จะเต็มถนน เต็มหน้าศาลากลางจังหวัด เพราะตอนนี้เขาพึงใจนโยบายนี้อยู่ แต่ถามว่าพึงใจทั้งหมดไหม คำตอบคือไม่ ยกตัวอย่าง ที่ชาวนาที่ลำปางปลูกข้าวไว้กินเป็นหลัก เหลือจึงขาย และปลูกข้าวปีละครั้ง ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์ แต่ไม่เท่าชาวนาภาคกลางที่การชลประทางเหมาะสมกับการปลูกข้าว

ถามว่านโยบายประชานิยมชาวนาถึงเอา ทำไมคนกรุงเทพฯ ไม่เอาประชานิยม ก็เพราะเป็นนโยบายที่ป้อนคนจน ถ้าชาวนาพึงตนเองได้ ทำมาหากินได้อย่างมีศักดิ์ศรี อยู่ดีกินดีเขาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจประชานิยม และหากโครงการนี้เดินหน้าต่อไปอีก 3 ปีแล้วขาดทุน เพราะเมื่อเทียบกับไอเอ็มเอฟที่ต้องใช้เงินอุ้มร้อยกว่าล้าน หรือในส่วนประชานิยมของคนชั้นกลางก็มีทั้งรถคันแรกและบ้านหลังแรกซึ่งใช้เงินรวมกันกว่า 2 แสนล้าน

“ชาวนาเขาก็มีคำถามว่า เวลาอุ้มคนรวย อุ้มคนชั้นกลางทำไมไม่บ่น พอมาอุ้มคนจนแล้วทำไมบ่นจัง” ประพัฒน์กล่าว

ประพัฒน์ กล่าวว่า เกี่ยวกับนโยบายนี้ไม่สามารถพูดแทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพราะเรื่องข้าวเป็นเรื่องที่หาฉันทามติยาก ชาวนาแต่ละภาคคิดแตกต่างกัน แต่ก็จะพยายามต่อไป อย่างไรก็ตามคิดว่าเกษตรกรทั้งประเทศคิดไม่ต่างกัน และไม่ใช่คนใจแคบหากได้นั่งลงคุยกันว่านโยบายนี้สุดโต่งเกินไป ทำไปแล้วประเทศชาติได้เกิดความเสียหายอะไร พยากรณ์ได้ว่าอนาคตอีก 2-3 ปี อาจก่อให้เกิดวิกฤติใหญ่ของชาวนา เพราะรัฐบาลไม่สามารถอุ้มได้ต้องปล่อยตามยถากรรม เรื่องนี้ชาวนารับฟังได้ เพียงแต่เขาประหวั่นใจ

ส่วนข้อเสนอ ประพัฒน์ กล่าวว่า 1.โดยจุดยืนไทยไม่สามารถปลูกข้าวคุณภาพต่ำเพื่อแข่งกับเพื่อนบ้านได้อีกต่อไป ต้องเปลี่ยนเป็นข้าวคุณภาพสูง 2.ปรับนโยบายจำนำข้าวให้อ่อนตัวลงมา มีผลกระทบน้อยลง 3.เปิดเวทีพูดคุยระหว่างตัวแทนชาวนาจริงๆ และตัวแทนรัฐบาลที่เป็นคนคุมนโยบาย ไม่ใช่การสังการแบบบนลงล่าง 4.จะมีการเสนอนายกฯ เรื่องการจัดซื้อเครื่องวัดความชื้นและสิ่งเจือปนส่วนกลาง ไว้บริการที่สภาเกษตรกรทุกอำเภอ เพื่อเอาไว้ตรวจสอบป้องกันไม่ให้โรงสีฉวยโอกาสเอาเปรียบชาวนา

“เชื่อว่ารัฐบาลเองหาทางออกอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าหากทางออกนำเสนอโดยฝ่ายค้าน แน่นอนตายเป็นตาย สู้ตายคาเวที ถ้าเสนอโดยเอ็นจีโอที่เป็นขาประจำก็เหมือนกัน ขาประจำ หายใจก็ผิดแล้ว” ประพัฒน์ กล่าวและว่าจะร่วมหาทางออกที่เป็นกลางๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ

‘ประภาส’ จี้รัฐบาลให้ข้อมูลสังคมตรงไปตรงมา อย่าเฉไปเป็นนักสังคมสังเคราะห์

รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อพูดถึงการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว ต้องกลับมาพูดเรื่องหนึ่งคือที่รัฐบาลนี้บอกว่าจะเป็นผู้ค้าข้าว ทำเหมือนกลุ่มโอเปกที่สามารถคุมราคาน้ำมันได้ แต่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาได้ และสิ่งที่รัฐบาลแถลงซึ่งสำคัญในเรื่องจุดยืนเชิงนโยบายกลับพูดแบบนักสังคมสงเคราะห์ ข้าวที่เราซื้อมาจะเอามาแจกแบบสังคมสังเคราะห์ อย่ากังวลเรื่องกำไรขาดทุน ตรงนี้ไม่ถูกต้อง เพราะตรงนี้เรากำลังพูดถึงการค้าข้าว มีกำไรขาดทุน เพื่อยกระดับการแข่งขันไปสู่ภูมิภาคหรือตลาดโลก

“ชาวนาเขารับได้อยู่แล้วตัวเลขแบบนี้ เพราะว่าเขาได้ประโยชน์ แต่ผมคิดว่าการพูดกับผู้คนในสังคม รัฐบาลต้องตรงไปตรงมา เพราะว่าโครงการนี้ไม่ใช่โครงการแบบสังคมสังเคราะห์” รศ.ดร.ประภาส

ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการฯ รศ.ดร.ประภาส กล่าวว่า เรื่องสำคัญคือเรื่องคุณภาพข้าว ซึ่งโครงการฯ ไม่ได้มีการควบคุมเรื่องนี้ ทำให้เกษตรกรมุ่งปลูกข้าวเพื่อขาย ปลูกข้าวเหมือนปลูกยางพารากินไม่ได้ซักเม็ด และยังไปกระทบกับการปลูกข้าวทางเลือกและการผลิตโดยโรงสีชุมชนเพราะไม่สามารถตั้งราคาซื้อแข่งกับรัฐบาลได้ ขณะที่ในเรื่องต้นทุนของโครงการนี้ก็ไปอยู่ที่ข้าราชการจำนวนมาก ทั้งตำรวจ ดีเอสไอ ส่วนหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรก็ไม่มีทำงานเลย

รศ.ดร.ประภาส กล่าวถึงขี้อเสนอในระยะสั้นว่า ความสมเหตุสมผลของการอุดหนุนที่ชาวนาควรจะได้เพิ่มเติมจากกลไกตลาด ทำให้ชาวนาอยู่ได้เป็นทางเลือกนโยบายของข้าวโดยทั่วไป ส่วนการพัฒนาคุณภาพข้าวซึ่งเป็นประเด็นระยะยาวที่พูดกันมานาน ส่วนตัวคิดว่าข้าวที่บริโภคภายในประเทศ 8 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งถูกผูกขาดโดยข้าวถุง ในเชิงนโยบายควรกลับมาคิดเรื่องคุณภาพข้าว การรักษาพันธุข้าว การพัฒนาพันธุ์ โดยทำให้ตลาดชุมชนเชื่อมกับผู้บริโภค นี่คือทางเลือกเชิงนโยบาย

อีกทั้งเสนอให้มีการพัฒนาเครื่องจักรทางการเกษตร เพื่อการลดปุ๋ยและยาฆ่าแมลง สนับสนุนการทำนาโดยลดต้นทุน นโยบายอาจมากกว่าการยกระดับราคา แต่มองเรื่องการลดต้นทุนผลิต

‘เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก’ จี้หยุดใช้นโยบายเดียวปฏิบัติทั่วประเทศ

ด้านอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวถึงข้อเสนอ ดังนี้ ควรมีนโยบายที่เกี่ยวกับตัวคนด้วย นอกจากนโยบายที่มุ่งตัวสินค้า และไม่ควรมีนโยบายเดียวที่ใช้ปฏิบัติไปทั่วประเทศ ยกตัวอย่าง โครงการรับจำนำข้าวทำได้ในภาคกลาง ทำนาปีละ 2 ครั้ง และจำกัดเข้าโครงการไม่เกิน 60 ไร่ ส่วนภาคอีสานและเหนือใช้นโยบายจำนำข้าวที่ยุ้งฉาง รัฐอุดหนุนดอกเบี้ยเพื่อให้ชาวนาทยอยขายข้าวเมื่อจำเป็นได้ โดยข้าวมีฐานะเป็นทรัพย์เก็บออมซึ่งตรงกับสภาพสังคมในภาคเหนือและอีสาน

ปัญหาเชิงเทคนิคเรื่องการโกงตราชั่งเปลี่ยนค่าความชื้น ต้องมีการคิดรูปแบบกฎเกณฑ์ขึ้น โดยตรงนี้ชาวบ้านเคยมีข้อเสนอให้ตั้งตราชั่งพาณิชย์ที่บริเวณหน้าอำเภอ เพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมตรวจสอบกับโรงสี และนำคำอธิบายของโครงการหมู่บ้านละล้าน และกองทุนพัฒนาสตรีที่ว่า ‘เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับภาคส่วนอื่นของสังคม’ มาใช้กับชาวนา ทำงานสร้างนโยบายเพื่อให้องค์กรเกษตรกรเข้มแข็งขึ้น มีความรู้เรื่องโครงสร้างอำนาจในสังคม ขีดความสามารถในการจัดการ และระบบคุณธรรมภายใน

หนุนออกนโยบายสร้างเกษตรกรเข้มแข็ง

“ผมอยากให้มีนโยบายที่จะสนับสนุนในเกษตรกรเข้มแข็ง เพื่อให้ดุลอำนาจต่างๆ มันถ่วงกัน อันนี้เป็นเรื่องยาวที่ต้องควรจะทำ สร้างนโยบายเฉพาะหน้าเพื่อให้ถูกใจ เพื่อให้ได้คะแนนเสียง ผมไม่ปฏิเสธ แต่ว่าจะต้องออกนโยบายที่ยังยืนด้วย” อุบล กล่าว

อุบล กล่าวถึงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรว่า ควรส่งเสริมอย่างจริงจังให้ความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ และปุ๋ย อยู่ในมือขององค์กรเกษตรกร ส่วนนโยบายส่งเสริมการตลาดให้สัมพันธ์กับความยั่งยืนในการผลิต และเสนอให้ลดความเปราะปางของนิเวศน์การผลิต โดยทำให้คนกินข้าวรู้จักข้าวที่มากกว่าข้าวที่ขายในตลาด เพราะพฤติกรรมการกินส่งผลต่อความหลากหลายในการผลิต

อุบล กล่าวด้วยว่า ข้าวคุณภาพนั้นนอกจากพันธ์ข้าวแล้วยังรวมถึงกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยด้วย จึงควรมีนโยบายอุดหนุนเกษตรกรที่สมัครใจเปลี่ยนแบบแผนการผลิตจากเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยมีระบบมาตรฐานที่เข้มงวด ตรวจสอบได้ และควรสนับสนุนการผลิตข้าวคุณภาพที่หลากหลาย เชื่อโยงผู้บริโภคในพื้นที่ ไม่สนับสนุนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว อีกทั้งยังมีข้อเสนอไปยังเอกชนโดยเฉพาะเจ้าของโรงสี ในการร่วมทำแฟร์เทรดกับองค์กรเกษตรกร โดยเปิดเผยราคาตลอดกระบวนการ

โน๊ต: หลังมีการเผยแพร่งานรายงานข่าวเรื่องนี้ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เผยแพร่ข้อมูลเพิ่มเติมในเฟซบุ๊ก Viroj NaRanong (วิโรจน์ ณ ระนอง) ประชาไทเห็นว่าน่าสนใจและช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการประกันราคาข้าวจึงขอนำมาเผยแพร่ต่อ

เป้าหมายของโครงการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคาข้าวที่ TDRI นำไปเสนอรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้น จริงๆ เป้าหมายก็อยู่ที่การชดเชยเฉพาะผลผลิตส่วนที่เหลือออกมาขายเช่นกัน เพราะไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลควรเอาภาษีไปจ่ายชดเชยราคาข้าวส่วนที่เกษตรกรปลูกไว้กินเอง แต่ที่ออกมาแบบนั้นเพราะการแยกว่าแต่ละครัวเรือนปลูกไว้กินเท่าไหร่และขายเท่าไหร่นั้นจะยุ่งยากในทางปฏิบัติ แต่พอมาถึงตอนนี้โครงการนั้นกลับถูกนำมาเคลมว่ามีข้อดีกว่าการจำนำเพราะประโยชน์ตกกับชาวนาจนที่ไม่มีข้าวเหลือขายหรือเหลือน้อย ทั้งที่ by design โครงการที่เกี่ยวกับราคา ต่างก็ target ผลผลิตส่วนที่เหลือเข้าสู่ตลาดเป็นหลักทั้งนั้น ซึ่งถ้าเราเห็นว่าไม่ควรหรือไม่จำเป็นต้องเอาเงินภาษีไปช่วยเกษตรกรเหล่านี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง (หรือถ้าเห็นว่าไม่ควรทำโครงการจำนำเพราะรัฐบาลจะไร้ประสิทธิภาพในการขายข้าวทำให้เกิดความสูญเสียมากจนไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ชาวนาได้รับ ดังเช่นที่เป็นที่ประจักษ์จากความล้มเหลวที่ขายข้าวได้ในราคาที่ต่ำกว่าตลาดโลกมากในช่วงที่ผ่านมาก็ย่อมได้เช่นกัน)

ข้อเสนอของเราตอนแรกคือเป็นโครงการ (ที่อาจให้ ธกส.) ขายประกันความเสี่ยงด้านราคาให้ชาวนา โดยในช่วงแรกให้รัฐบาลอุดหนุนเบี้ยประกันส่วนใหญ่ ไม่ใช่โครงการแจกเงินชดเชยหรือโครงการยกระดับราคาหรือ "เพิ่มกำไรให้ชาวนา" อย่างที่ถูกนำมาโฆษณาตอนหลัง แต่ในทางการเมืองไม่มีใครกล้าเสนอโครงการที่มีการเรียกเก็บเงินจากชาวนา (ทั้งที่ในความเป็นจริง ธกส. ก็มีการขายประกันภัยพืชผล ซึ่งชาวนาจำนวนหนึ่งก็ยินดีซื้อ) ถ้าทำเป็นโครงการขายประกันก็แทบจะไม่ต้องห่วง ปัญหาชาวนาปลอม เจ้าของที่ดินมาแย่งลงทะเบียนเป็นชาวนาแทนผู้เช่า หรือผลประโยชน์ตกกับชาวนาฐานะดีมากกว่าชาวนาจน ฯลฯ

หมายเหต: แก้ไขเพิ่มเติม วันที่ 16 มิ.ย.56 เวลา 18.00 น

http://www.prachatai3.info/journal/2013/06/47230
  • ประชาไทออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 4 reads

Believe it or not จดหมายน้อยข้างคันแทนา

Submitted by info on Wed, 12/06/2013 - 18:54

ชาวนา ลูกหลานพญาคันคาก

คุณเชื่อหรือไม่?

อะไรเอ่ย ?

คนกินทั้งประเทศ แต่คนปลูกทำไมยังไม่รวยซักที จนเพื่อชาติ ?

เขาว่า ซื้อแพง ขายถูก ยังไงก็ขาดทุน

ขาดไปเท่าไหร่ ตอบไม่ได้ ตอบไม่ชัด ไม่กล้าตอบ

เก็บไว้จนโรงสีไม่มีที่จะเก็บ ไม่รู้ไปขายที่ไหน ไม่รู้จะขายตอนไหน คนรับจ้างเก็บชอบใจ อยากให้เก็บนานๆ

คำก็ว่าเอาเงินภาษีของประชาชนมาอุ้ม สองคำก็ว่าอุ้ม สามคำก็ว่าอุ้ม ขี่หลังกันมากี่ชาติแล้วจำได้ไหม

ฯลฯ ฯลฯ

รัฐบาลขาดทุนเท่าไหร่ ประเทศเสียงบประมาณไปกับโครงการนี้เท่าไหร่ บางคนก็ว่า นี่มันเงินภาษีของพวกเรานะ ต้องจับตาดู นโยบายประชานิยมแบบนี้ จะพากับฉิบหายทั้งประเทศ

เสียงสะท้อนส่วนใหญ่นั้น ดังอยู่ในฟากของผู้ค้านทั้งหลาย ที่เป็นห่วงเป็นใย กับสถานการณ์ของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้

ทั้งอ่านข่าว ทั้งดูทีวี ยังไม่นับกระทู้ในเฟสบุ๊ค ที่อ่านผ่านหูผ่านตา จนแทบจะตาลายเลยก็ว่าได้ *^*@*?*.. ...ทั้งนี้ทั้งนั้นชาวนายินดีรับฟังกับข้อเสนอต่างๆ ของท่านเหล่านั้น แม้จะนึกน้อยใจอยู่บ้างว่า น่าจะด่าโครงการรถคันแรกให้มันสมน้ำสมเนื้อกันบ้าง งบเหยียบๆแสนล้านเหมือนกันนี่น่า หรืออาจจะด่าแต่ว่าเสียงเบาไปนิด อยากให้ด่าดังๆสักหน่อย...

แม้จะเป็นชาวนาปรังที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ จากโครงการนี้ จนเกือบจะได้เป็นชาวนาเงินล้านอยู่แล้ว อาจจะเรียกได้ว่าเป็นชาวนาเงินล้านบนความฉิบหายของประเทศก็ว่าได้ ชาวนาก็รู้สึกเป็นห่วงเป็นใยต่อเพื่อนชาวนาด้วยกันเป็นอย่างยิ่ง

หากพิจารณาในส่วนของงบประมาณ ที่นำมาใช้ และกำไรจากการขายข้าวนั้น ทุกฝ่ายต่างฟันธงว่า เจ๊งแน่นอน ซึ่งชาวนาก็ค่อนข้างเชื่อว่าถ้ามองในแง่นี้แง่เดียว เจ๊งก็คือเจ๊ง นั่นแหละ ชาวนา อยากให้รัฐบาลออกมายอมรับตรงนี้อย่างตรงไปตรงมา จุดอ่อนที่สำคัญเรื่องการระบายข้าวนั้น ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน เจ๊ง ก็คือเจ๊ง นั่นแหละ …

ตอนนี้แนวโน้มของโครงการคือการปรับราคารับจำนำใหม่ อาจจะอยู่ที่ 12,000-13,000 บาทต่อตัน สำหรับข้าวนาปรัง เอาเถอะ ยังไงก็รับได้ แค่ขอให้ราคาข้าวไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อตันก็พอ ชาวนาขอแค่นี้ จริงๆ จะให้กลับไปขายข้าวตันละ 6 – 7 พัน เหมือนแต่ก่อน มันทำใจลำบากเหมือนกัน ต้นทุนทำนาตอนนี้อยู่ที่ 5-6 พันบาทต่อไร่ แล้ว ขอรับ .... มาถึงตรงนี้ก็จะมีเสียงแซ่ซ้องกันมาอีกว่าก็ชาวนาไทยทำนาต้นทุนแพง ไปลดต้นทุน ไปลดต้นทุน ๆๆๆ

ครับๆๆๆๆ ข้าก็พยายามลดอยู่เนี่ย เอ็งหยุดเปรียบเทียบแล้วมาดูข้าก่อน....ข้าไม่อยากเสียสักบาทโน่นหล่ะเอ็งเอ้ย

ท่ามกลางเสียงบ่นกันอื้ออึงว่า เจ๊งแล้ว เจ๊ง แล้ว (โปรดสังเกต ชาวนาใช้คำนี้เกือบทุกย่อหน้า แสดงว่า น่าจะเจ๊งจริง) ชาวนามองเห็นอะไรบ้าง ในสังคมเพื่อนชาวนาด้วยกัน นอกจากคำว่า เจ๊ง ที่บรรดาผู้เป็นห่วงเป็นใยกำลังเป็นห่วงกัน

ถ้าชาวนาพูด คุณจะเชื่อหรือไม่ว่า เม็ดเงินจากโครงการรับจำนำในช่วงเวลาสองปีมานี้ ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาให้ดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัดเจน

คุณเชื่อหรือไม่ ว่าชาวนานำเงินจากการขายข้าวมาปรับปรุงที่นาของตนเองให้มีศักยภาพในการทำนามากขึ้น เช่น การยกร่อง ขุดคัน การถมถนนเข้านา การปรับแปลงนาให้สม่ำเสมอมากขึ้น แน่นอนว่าเที่ยวต่อไปผลผลิตข้าวต้องเพิ่มขึ้น และช่วยลดต้นทุนเรื่องการจัดการน้ำในแปลงนาของชาวนาลงได้ด้วย เราเคยรู้/เห็นสิ่งเหล่านี้บ้างไหม

คุณเชื่อหรือไม่ว่า ชาวนานำเงินจากการขายข้าว มาลงทุนเพิ่มในกิจการทำนาของตนเอง ซื้อรถไถคันใหม่ ที่เครื่องแรงขึ้น ซื้อเครื่องมือย่ำเทือกชุดใหม่ รวมแล้ว ราคา 6-7 หมื่น เครื่องมือเหล่านี้นอกจากใช้งานในนาของตนเองแล้ว ยังนำมาเป็นเครื่องมือหากินสำหรับรับจ้างเพื่อนชาวนาด้วยกันได้อีกด้วย นี่คือการลงทุนใหม่ๆ ของชาวนา คุณจะไม่ให้เขามีโอกาสอย่างนี้เลยหรือ

คุณเชื่อหรือไม่ว่า ชาวนานำเงินจากการขายข้าว ไปถอยรถเกี่ยวข้าว พร้อมกับรถเทรลเลอร์คันใหม่ สำหรับรับจ้างเกี่ยวข้าว ทั้งหมดนี้รวม ราคา ล้านกว่าๆ นี่คือการลงทุนทางธุรกิจใหม่ของชาวนาจากฐานเดิมของตนเอง มีใครเห็นสิ่งเหล่านี้บ้าง นี่มันอนาคตของชาวนาที่เราอยากเห็นไม่ใช่รึ

คุณเชื่อหรือไม่ว่า คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวนา หลังจากถอยรถคันแรกแล้ว จากชีวิตที่เคยอยู่แต่แถวในหมู่บ้าน เข้าจังหวัดนานๆที รถคันแรกได้พาเพื่อนชาวนาเต็มคันรถ ไปเชียร์ทีมฟุตบอลที่เขารัก มีเงินซื้อเสื้อทีม ตัวละแปด เก้า ร้อย ใส่ไปเชียร์ทีมบอลประจำจังหวัด ไปกันทุกแมทซ์ คุณจะให้เขาคอยดูแต่ในจอทีวีอยู่ได้ไง อะไรมันจะมันส์เท่ากับไปเชียร์ข้างขอบสนาม จริงมั้ย ถ้าใครไม่เล่นบอล คงไม่รู้.... ถึงจะเป็นชาวนา เราก็อยากมีเวลาพักผ่อนหย่อนใจบ้าง จริงมั้ย ....

คุณเชื่อรึไม่ว่า ชาวนาบางคนทำนาแค่สิบกว่าไร่ แต่มีเงินดาวน์รถอีโคคาร์ให้ลูกขับไปสอนหนังสือในโรงเรียนเอกชน นี่ยังไม่รวมถึงว่า ชาวนาบางคนเอาเงินจากการทำนาไปดาวน์บ้านให้ลูกที่ทำงานในกรุงเทพ ฯ นี่มันเป็นเรื่องคุณภาพชีวิตชัดๆ

คุณเชื่อรึไม่ว่า ระบบนาปรังภาคกลางนั้นสามารถดูดซับแรงงานได้อย่างมากมาย ชาวนาแปลกใจมาก เมื่อเริ่มเป็นชาวนาใหม่ๆ ชาวนาเห็นบรรดาลูกหลานชาวนาปรังจำนวนมาก มีแต่คนหนุ่มๆ สาวๆ พวกเขาแค่จบชั้น ม.3 เขาหลังจากนั้นก็อยู่ช่วยครอบครัวทำนา และเป็นแรงงานรับจ้างในแปลงนาไปพร้อมกัน บางคนขยับฐานะขึ้นมาเป็นเจ้าของรถเกี่ยวข้าวแล้วก็มี คนที่ทำงานฝีมือดี แต่ละวันรับโทรศัพท์แทบจะไม่ว่าง ต้องรอคิวกันเลยทีเดียว ขนาดหนุ่มคนพิการทางหูคนหนึ่ง เมื่อครอบครัวมีทุนออกรถไถนา คูโบต้า ให้เขารับจ้างทำเทือก ในฤดูทำนาหนึ่งๆ เขาแทบไม่ว่างเลย ถึงจะพูดคุยกันไม่ได้ แต่หนุ่มชาวนาคนนี้ขับรถไปยังแปลงนาถูกเป้าหมายทุกแปลง รายได้ของเขาสามารถเลี้ยงดูภรรยา ได้อย่างสบายๆ อึ้งล่ะสิ นี่มันเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต ชัดๆ (ย้ำอีกที)

จะทำอย่างไร ในขณะที่เราพูดกันว่า ปีนึงชาวนาประเทศไทยปลูกข้าวได้ประมาณ 30 ล้านตันเศษๆ นำมาบริโภคภายในประเทศและแปรรูปประมาณ 20 ล้านตัน และส่งออกประมาณ 10 ล้านตัน (ข้อมูลประมาณการ ตอนนี้คงส่งออกต่ำกว่าเป้า จะเจ๊งแล้ว) คิดเป็นมูลค่าเท่าใด ...ไม่รู้ คิดไม่ทัน ต้องถาม นักเศรษฐศาสตร์

ทำไมภาคการผลิตสินค้าที่มีคนกินกันทั้งประเทศ ส่งออกไปขายทั่วโลก กลับพากันรวยอย่างช้าๆ ในขณะที่บรรดาพ่อค้าโรงสีพากันรวยเอา ๆ ทำไมช่องว่างมันถ่างออกมากขึ้นทุกที

การจัดการปัญหาของโครงการนี้มีผู้เสนอไว้มากแล้ว เข้าท่าบ้าง ไม่เข้าท่าบ้าง รัฐบาลควรที่จะหยิบไปพิจารณาให้หมด ชาวนาไม่ขอเสนออะไร (ขี้เกียจคิด)

รัฐบาลนี้ //// โครงการรับจำนำ//// จะทำอย่างไร//// จะอุ้มใครกันแน่ ////จะขายข้าวที่ราคาไหน //////ข้าวในสต๊อค จะขายใคร /////จะเจ๊งแล้ว ///// มีนโยบายอะไรที่ดี ก้าวหน้า กว่านี้มั้ย ? ///// มีแน่ๆ แต่รอรัฐบาลโน้นนน....ดีมั้ย

สุดท้ายแล้ว ชีวิตชาวนามัสโกออน...... ไม่ว่าข้าวจะราคาเท่าไหร่ ก็คงยังไม่หยุดทำนา ตราบที่ยังมีนาให้ทำ จุดยืนของพวกเราก็คือฝ่าเท้าของพวกเรานั่นเอง ......แน่นอนว่าเราไม่มีฟูกมารองหลัง อย่างเวลาคนรวยล้ม ...... ไม่อุ้มเราไม่เป็นไร แต่อย่ามาขี่หลังเราได้มั้ย มิตรสหายคนหนึ่งกล่าวไว้....

สุดท้ายอีกที ขอดราม่า มั่งได้มั้ย ชาวนารู้สึกเศร้าใจมากๆ ถึงมากที่สุด เมื่อได้เห็นบรรดาผู้ไม่ได้ทำนา พากันก่นดาชาวนา กันอย่างไม่หยุดยั้ง ชาวนาขอได้ไหม ขอนิดเดียว ถ้าคุณไม่อยากกินข้าว ขอให้ไปกินหญ้าแทนได้ไหม เวลาอ่านที่คุณด่ามันเศร้านะ ......

http://prachatai.com/journal/2013/06/47174
  • ประชาไทออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 10 reads

การปฏิรูปที่ดิน คปอ. สู่ข้อตกลงสัญญารัฐบาล

Submitted by info on Tue, 11/06/2013 - 16:11

ศรายุทธ ฤทธิพิณ
สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

ความขัดแย้งเรื่องที่ดินในประเทศไทย ถือเป็นปัญหาสำคัญลำดับต้นๆ ของสังคม ที่ทุกฝ่ายพยายามหาทางออก แต่กระทั่งปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวยังดำรงอยู่ และมีแนวโน้มจะขยายขนาดความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ หากพิจารณามูลเหตุของเรื่องจะพบว่า เกิดจากโครงสร้างการจัดการที่ดินของรัฐไทย ที่จำแนกระบบกรรมสิทธิ์ของรัฐและของเอกชน โดยในส่วนระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินของรัฐจะให้อำนาจรัฐบริหารจัดการโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เช่น พื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายป่าไม้ประเภทต่างๆ เป็นต้น ส่วนกรรมสิทธิ์ของเอกชนก็จะให้สิทธิ์การจัดการโดยเอกชน
อย่างเบ็ดเสร็จเช่นกัน โดยการบริหารจัดการจะใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมือสำคัญ ดังนั้น เราจะพบว่าที่ดินส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือนายทุน และผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจเป็นด้านหลัก ในขณะที่เกษตรกรรายย่อยมีความเสี่ยงในการสูญเสียที่ดินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถพึ่งพาปัจจัยการผลิตของตนเองได้

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อพิพาท และความขัดแย้งระหว่างที่ดินของรัฐกับประชาชนที่มีปัญหาทับซ้อนกัน ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นมายาวนาน แต่รัฐกลับไม่มีมาตรการที่เป็นธรรมในการแก้ไขปัญหา ในทางตรงกันข้าม กลับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และกลไกการแก้ไขปัญหาที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้หลายพื้นที่มีการละเมิดสิทธิของเกษตรกรอย่างรุนแรง เช่น การจับกุม ดำเนินคดีชาวบ้านใน อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ในกรณีสวนป่าคอนสาร ต.ทุ่งพระ กรณีสวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย กรณีที่สาธารณประโยชน์ ต.ดงกลาง และกรณีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เป็นต้น

ในขณะที่ข้อเท็จจริงกลับพบว่า พื้นที่พิพาทเหล่านี้ ชาวบ้านได้ครอบครอง ทำประโยชน์มาก่อนการประกาศเขตพื้นที่ป่าไม้ของหน่วยงานรัฐทั้งสิ้น แต่เมื่อรัฐมีอำนาจเหนือทรัพยากรตามกฎหมายที่บังคับใช้ ชาวบ้านกลับกลายเป็นผู้บุกรุก และถูกดำเนินการทางกฎหมาย

จากความขัดแย้งดังกล่าว ชาวบ้านได้รวมตัวเพื่อผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนโดยประชาชน มีมาตรการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ได้แก่ การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเฉพาะหน้าของสมาชิกเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาไปสู่การจัดการที่ดินของชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน รวมทั้งการผลักดันให้รัฐมีการกำหนดมาตรการทางภาษี โดยการจัดเก็บภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า เพื่อเป็นเครื่องมือในการกระจายการถือครองที่ดินสู่เกษตรกร คนจนเมือง การจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน และมาตรการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญโดยการบรรจุเป็นนโยบาย กระทั่งมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 12 มิ.ย.53 ทั้งนี้ มีพื้นที่นำร่องที่จะดำเนินการ ทั้งสิ้นกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระบวนการแก้ไขปัญหาระหว่างรัฐบาลกับเครือข่ายภาคประชาชน แต่ในทางปฏิบัติ ทางสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) กลับพบว่าในหลายพื้นที่ถูกคุกคามจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น การฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับชาวบ้าน ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ชาวบ้านห้วยกลทา อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เป็นต้น

ในอีกด้านหนึ่ง กระบวนบริหารจัดการที่ดินของเครือข่ายฯ ยังคงดำเนินไปในพื้นที่ต่างๆ เพื่อยืนยันในสิทธิของชุมชน และความเป็นเกษตรกรผู้ทำการผลิตสร้างและเลี้ยงสังคม โดยในพื้นที่ คปอ.ได้กำหนดเป็นพื้นที่นำร่องการจัดทำโฉนดชุมชนทั้งสิ้น 16 ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด ชัยภูมิ ยโสธร ศรีสะเกษ และเพชรบูรณ์

จากการดำเนินการในพื้นที่ของเครือข่ายฯ จะพบว่า การจัดทำโฉนดชุมชนของชาวบ้านจะมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การจัดทำขอบเขตที่ดินที่จะดำเนินการโฉนดชุมชน การจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการที่ดินในรูปคณะกรรมการโฉนดชุมชน การกำหนดระเบียบข้อบังคับ กองทุนที่ดิน กองทุนสวัสดิการสมาชิก กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มฌาปนกิจ และการจัดเก็บภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า ในหลายพื้นที่มีการทำการผลิตแปลงรวม การใช้แรงงานร่วมกันเพื่อจัดหากองทุนกลุ่ม เช่น การทำหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ การทำนารวมของทั้งชุมชนดอนฮังเกลือ ต.บึงเกลือ อ.เสลภูมิ หรือจะเป็นที่ชุมชนเขวาโคก อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด การเก็บหาหน่อไม้รวมของชุมชนบ้านห้วยระหงส์ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เป็นต้น

กล่าวได้ว่า การจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน เป็นบทสรุปสำคัญของเกษตรกรและคนจนเมือง ที่ผ่านบทเรียนอันยากลำบากจากการต่อสู้เพื่อพิทักษ์สิทธิในที่ดิน และการรักษาพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืน ในท่ามกลางการคุกคามสิทธิจากหน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ปฏิบัติการดังกล่าวจึงถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญ และท้าทายต่อทัศนคติของสังคม เกี่ยวกับแนวคิดการจัดการที่ดินที่มุ่งสร้างความเป็นธรรมทางสังคมในอนาคต รวมทั้งการยืนหยัดต่อสู้ของเกษตรกรผู้ริเริ่มดำเนินการในพื้นที่ต่างๆ

แม้การปฏิบัติการโฉนดชุมชนของชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน จะดำเนินไปท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่เกษตรกรส่วนใหญ่ตกเป็นเบี้ยล่างทางการผลิต รวมถึงการถูกข่มขู่ คุกคาม ถูกดำเนินคดี ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาในระบบการจัดการที่ดินเช่นนี้ แต่ชุมชนหลายแห่งได้เริ่มต้นที่จะก้าวเดินไปสู่จินตนาการทางสังคมที่มีความเป็นธรรม รวมทั้งได้ร่วมเรียกร้อง ผลักดัน ติดตามการแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดการเคลื่อนไหวของเครือข่ายฯ ร่วมกับองค์กรภาคประชาชนทั่วประเทศ ในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ได้มาชุมนุมเป็นครั้งที่ 7 ในช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อร่วมติดตามปัญหาบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 พ.ค.56 ให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อน เหมืองแร่ โรงไฟฟ้าชีวมวล และให้ดำเนินการโฉนดชุมชน การชุมนุมดังกล่าวได้ดำเนินมาถึงวันที่ 22 พ.ค.56 กระทั่งได้มีการร่วมทำบันทึกข้อตกลง (mou) ระหว่างภาคประชาชนในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กับตัวแทนภาครัฐ โดยมี นายประชา ประสพดี รมช.ช่วยมหาดไทย นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุภรณ์ อัตตาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ร่วมลงนาม

การตกลงร่วมครั้งนั้น ทุกขั้นตอนได้มีบันทึกการแก้ไขปัญหาผ่านเวทีสาธารณะสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยมีข้อยุติร่วมกันไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ดี ดังเช่นกรณีที่ดินทำกินและกรณีการเร่งรัดเสนอเร่งออกโฉนดชุมชน นั้น ตัวแทนรัฐบาล โดย รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ กำชับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ในระหว่างการดำเนินการการแก้ไขปัญหา ตามกลไก และตามดำเนินการที่มีข้อยุติเดิมอยู่แล้วนั้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่เร่งจัดการ รวมทั้งให้ยุติการดำเนินการต่างๆ ในอันที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน หากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ใดก็ตามฝืนปฏิบัติในคำสั่ง จะจัดการในขั้นเด็ดขาด

นี่หมายถึงนิมิตรหมายหรือสัญญาณที่ดีอีกขั้นหนึ่ง ที่เครือข่ายฯ และภาคประชาชนต่างๆ ได้ร่วมต่อสู้เรื่อยมา เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ให้ผืนดินที่ทำกิน เกิดความมั่นคง ยั่งยืน ไปถึงลูก สู่ถึงหลาน และถือเป็นบทพิสูจน์หัวใจอีกครั้ง ที่รัฐบาลสัญญาโดยมีการบันทึกข้อตกลงร่วม รวมทั้งมีการเผยแพร่ในสื่อสาธารณะ ในการที่จะให้ความจริงใจอย่างเต็มที่ ในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้

http://www.prachatai.com/journal/2013/06/47153
  • ประชาไทออนไลน์
  • ที่ดิน
  • Read more
  • 11 reads

คปก.ชี้ช่องโหว่ร่างฯรธน.ม.190 ติงขาดการถ่วงดุล-เป็นกลาง

Submitted by info on Mon, 10/06/2013 - 16:05

วงเสวนาร่างฯ รธน.ม.190 ถกดุลอำนาจบริหาร-นิติบัญญัติ ด้านทีดีอาร์ไอ ติงกรอบสัญญาหลวม ให้อำนาจฝ่ายบริหาร ขาดการถ่วงดุล - เป็นกลาง คปก.ชี้ออกกม.ลูกอุดช่องโหว่ ขณะที่กมธ.ฯ แจง คำนึงผลกระทบรอบด้าน ภาคปชช.ระบุนิยามกว้างสร้างอำนาจต่อรอง ลดอุณหภูมิการเมือง

10 มิ.ย. 56 – คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) จัดเสวนาวิชาการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีคณะกรรมาธิการพิจารราร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190) ,สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร,กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ,กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และผู้แทนจากภาควิชาการร่วมอภิปราย

คปก.ชี้ออกกม.ลูกทันทีที่แก้รธน.ม.190 อุดช่องโหว่ ตั้งข้อสังเกตปชช.เข้าถึงข้อจริงหรือ

นายไพโรจน์ พลเพชร กรรมการปฏิรูปกฎหมาย เปิดเผยว่า มีข้อกังวลว่า หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 ต้องไปออกกฎหมายลูกนั้น จะมีประเด็นสำคัญตามมาคือ หนังสือสัญญาจะเป็นประเภทใดจะมีการศึกษาผลกระทบหรือไม่แล้วใครจะเป็นผู้ศึกษา ขณะเดียวกันถ้ากฎหมายลูกออกมาล่าช้าก็จะต้องใช้กฎหมายแม่บท ประเด็นนี้อาจจะเกิดการโต้แย้งจากหลายฝ่ายได้ ดังนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบของรัฐสภาที่จะต้องทำกฎหมายลูกทันทีหากมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 อีกทั้งควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วมโดยพิจารณาด้วยว่าเรื่องใดบ้างที่ต้องรับฟังความคิดเห็น เพื่อแก้ไขจุดอ่อนตรงนี้ให้ฝ่ายปฏิบัติทำงานได้จริง

นายไพโรจน์ กล่าวว่า กรณีวรรค 4 ที่ระบุก่อนแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันในหนังสือสัญญาตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น ประเด็นนี้ตนมีข้อสังเกตว่า ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้จริงหรือไม่ เนื่องจากการเข้าถึงสัญญานั้นจะกระทำได้ในขั้นตอนที่ทำสัญญาแล้วเสร็จ ประเด็นนี้เป็นจุดอ่อนประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณา เพราะถ้าหากให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลรายละเอียดของหนังสือสัญญาได้ตั้งแต่ขั้นต้นก็จะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองของรัฐไทยได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งรัฐสภายังมองไม่เห็นถึงประเด็นนี้มากนักและคิดว่าเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข อย่างไรก็ตามคาดว่าการพิจารณาในวาระสองและสามอาจจะต้องใช้เวลา ซึ่งคปก.จะเร่งทำความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เสนอไปยังรัฐสภาโดยเร็ว

กมธ.ฯแจง คำนึงผลกระทบรอบด้าน

ด้านผศ.จารุพรรณ กุลดิลก ผู้แทนคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190) กล่าวชี้แจงว่า ในการแก้ไขมาตรา190 เป็นมาตราที่ยากที่สุดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทั้งผู้ที่นำกฎหมายเข้าสู่สภาตลอดจนผู้ยกร่างฯ ตรงนี้ได้พิจารณาแล้วว่ามีใครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบ้าง ประเทศไทยจะได้เปรียบเสียเปรียบต่างประเทศอย่างไร โดยการพิจารณาครั้งนี้ได้คำนึงถึงประวัติความเป็นมา,วัฒนธรรม,กฎหมายระหว่างประเทศ,ทิศทางการทูตในอนาคตรวมถึงการจะเข้ารวมเป็นประชาคมอาเซียนและข้อกังวลต่างๆแล้ว

ทีดีอาร์ไอ ติงเพิ่มอำนาจฝ่ายบริหาร ขาดหลักธรรมาภิบาลในกม.ลูก

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า กระบวนการขั้นตอนในการจัดทำหนังสือสัญญาตามร่างฯ ฉบับนี้ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่หน่วยงานราชการมากกว่าการรับรู้ และการมีส่วนร่วมของประชาชน อีกทั้งมีการกำหนดกรอบในการทำหนังสือสัญญาไว้หลวมๆ ทำให้อำนาจของดุลยพินิจตกอยู่กับฝ่ายบริหารค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีกฎหมายลูก นอกจากนี้ยังเห็นว่าไม่มีการกำหนดหลักธรรมาภิบาลที่สำคัญในกฎหมายลูก เช่น การถ่วงดุล ความโปร่งใส ความเป็นกลาง เป็นต้น

“จากประสบการณ์ที่ยังไม่มีการตรากฎหมายลูกแม้เวลาล่วงเลยมาแล้ว 6 ปี ควรกำหนดให้มีการดำเนินการภายใต้ระบบเดิมในช่วงที่ยังไม่มีกฎหมายลูก เพื่อผลักดันให้เกิดกฎหมายลูก ขณะเดียวกันเห็นว่าควรกำหนดกรอบของกระบวนการและขั้นตอนในการทำหนังสือสัญญาที่ไม่น้อยกว่าเดิม เพราะประเภทของหนังสือสัญญาถูกจำกัดแล้ว ภาระที่ตกแก่หน่วยงานราชการไม่น่าจะมากนัก นอกจากนี้ยังเห็นว่าหากมีการขยายประเภทของหนังสือสัญญา อาจกำหนดกระบวนการและขั้นตอนของหนังสือสัญญาแต่ละประเภทที่แตกต่างกันด้วย” ดร.เดือนเด่น กล่าว

ดร.เดือนเด่น กล่าวว่า การกำหนดบทนิยามให้แคบลงนั้นเป็นเรื่องดี แต่นิยามใหม่ยังแคบเกินไป ควรรวมถึงหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อการเงิน การคลังของประเทศ เช่น สัญญาเงินกู้จากต่างประเทศ ตลอดจนหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งแวดล้อม แรงงาน และสิทธิมนุษยชนที่ต่างไปจากเดิม และความตกลงกับองค์กรระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ

เสนอแก้ไขวรรค2 เพิ่มบทคุ้มครอง-แย้งอำนาจวินิจฉัยศาลรธน.หวั่นขาดความสมดุล

นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้แทนกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการเน้นย้ำคุณูปการมาตรา190 ซึ่งตนมองว่า นิยามที่กว้างขึ้นสอดคล้องกับการเป็นประชาธิปไตย ลดความสุ่มเสี่ยงทางการเมือง และสร้างอำนาจต่อรองได้มากขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าข้อจำกัดก็ยังมีอยู่ คือมีความไม่ชัดเจนในพื้นที่การตีความเดิม จึงนำมาสู่การแก้ไขมาตรา190 เพื่อลดข้อจำกัดด้านความล่าช้า ความไม่มีประสิทธิภาพดังกล่าว

นายจักรชัย กล่าวว่า กลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์มีความเห็นว่า ในวรรคสองควรจะต้องมีเพิ่มเติมเรื่อง บทคุ้มครองด้านการค้าการลงทุน หรือมีบทเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองหรือจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน หรือสังคม ที่มิใช่ความร่วมมือทางวิชาการ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ขณะเดียวกันควรเพิ่มบทบัญญัติ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือหนังสัญญา รวมทั้งการศึกษาถึงประโยชน์ของหนังสือสัญญา และผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการ และการดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว ประเด็นนี้น่าเป็นห่วงอย่างมาก หากมีการแก้ไขปรับปรุงตรงจุดนี้จะช่วยลดแรงเสียดทานต่อรัฐบาลได้

“ประเด็นที่เห็นต่างประเด็นหนึ่งคือในกรณีที่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาใดเข้าลักษณะหนังสือตามวรรคสาม ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยหนังสือสัญญา ซึ่งประธานรัฐสภาจะได้แต่งตั้งขึ้น ประกอบด้วยประธานสภาส.ส. ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีและประธานศาลฎีกา เพื่อให้เกิดความสมดุล ไม่เห็นด้วยที่ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด” นายจักรชัย กล่าว

ตั้ง 5 ประเด็นถกเถียงดุลอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ

ผศ.รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มี 5 ประเด็นสำคัญ คือ 1.ควรจะมีการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่ 2.เรื่องการเยียวยา ไม่ควรมองเฉพาะเรื่อง FTA อาจจะมองเรื่องอื่นด้วย เช่น สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรต่างๆ 3. กรอบการเจรจาควรจะมีอยู่หรือไม่ 4. หากมีความเห็นแย้งกัน เหตุใดต้องให้การวินิจฉัยกลับไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ 5.บทเฉพาะกาล ในมาตรา 4 เขียนไว้ แต่ยังไม่ได้หยิบยกเรื่องของการเยียวยา ช่วงที่ยังไม่มีกฎหมายลูก ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่และมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ทั้ง 5 ประเด็นเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อไป

ด้านผู้แทนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมเจรจาการค้าต้องพิจารณาทั้งสองส่วนคือ ทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งจุดประสงค์หลักของการแก้ไขมาตรา 190 เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความคลุมเครือ ความไม่ชัดเจนในบทนิยาม ประกอบกับมีประเด็นเกี่ยวกับผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ จึงต้องปลดล็อคความคลุมเครือดังกล่าวนั้น และการออกกฎหมายลูกก็จะทำได้ง่ายขึ้น

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 190

มาตรา 190 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ

หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว

ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย

เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนจะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในการที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผล กระทบจากการปฏิวัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป

ในกรณีที่มีปัญหาตาม วรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 154(1) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม

http://www.prachatai.com/journal/2013/06/47144
  • ประชาไทออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 6 reads

นิรมล ยุวนบุณย์ :การเลื่อนชั้นและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนา

Submitted by info on Mon, 10/06/2013 - 00:00

นิรมล ยุวนบุณย์

บทความชิ้นที่ 4 ของ นิรมล ยุวนบุณย์ ในชุดบทความ ข้าวนาปรัง : ความสัมพันธ์ ความเปลี่ยนแปลงและความขัดแย้งของสังคมไทยในชุมชนเกษตรภาคกลาง โดยจะทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมไทย ในการศึกษาชุดความรู้นี้ ทางประชาไทจะทยอยนำเสนอบทวิเคราะห์ที่มีความเชื่อมโยงกับประเด็นข้างต้นจำนวน 6ชิ้น

อนึ่ง ภายในไตรมาสที่สองของปี 2556 ประชาไท จะทยอยนำเสนอบทความที่จะพยายามทำความเข้าใจวิถีชีวิตและความสัมพันธ์การผลิตของชนบทไทยในปัจจุบัน 4ประเด็นคือเกษตรอินทรีย์, เกษตรพันธสัญญากรณีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภาคเหนือ,พืชเศรษฐกิจในภาคอีสาน และการทำนาปรังในภาคกลางที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้

ภายใต้ภาพจำของโครงสร้างการผลิตในอุตสาหกรรมข้าวที่ชาวนาและแรงงานที่ถูกขูดรีดด้วยกลไกการตลาดและทุน เราจะได้เห็นการปรับตัวของชาวนาในระบบการผลิต ที่ไม่ยอมจำนนกับแรงกดเค้น โดยเข้ามาอิงอาศัยกลไกและเครื่องมือต่างๆ ในระบบการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร เครื่องมือสมัยใหม่ สถาบันเงินกู้ และการสร้างเครือข่ายของกลุ่มชาวนารับจ้างที่ทุนน้อย โดยอาศัยเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ และการติดตามข่าวสารข้อมูล ทำให้โครงการรับจำนำข้าว และนโยบายค่าจ้าง 300 บาท/วัน กลายเป็นน้ำมันหล่อลื่นชั้นดีที่เข้ามาลดช่องว่างของการจ้างงานซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในอุตสาหกรรมข้าวภาคกลางให้เดินหน้าต่อไปได้ ในขณะที่ชาวนาเองก็มีทางเลือกมากขึ้นจากโอกาสที่เพิ่มขึ้นด้วยเมื่อส่วนต่างของรายได้จากการขายผลผลิตนั้นเพิ่มขึ้น

พัฒนาการของการทำนา

สนิท สภาพโชติ ชายวัย 62 ปี ทำนามาตั้งแต่จบชั้น ป. 4 ทั้งครอบครัวมีที่นาราว 200 ไร่ ซึ่งเพิ่งเบิกทำนาปรังได้ 80 กว่าไร่ในปีนี้ เขาเล่าให้ฟังถึงสภาพการจ้างงานในนาที่เขาเคยจ้างมาตั้งแต่สมัยที่เขามาช่วยพ่อทำนาใหม่ๆ ทั้งรับจ้างเกี่ยว มัดฟ่อนข้าว และไถนา ซึ่งการรับจ้างไถนาเริ่มมีขึ้นช่วงที่มีรถไถเข้ามาในหมู่บ้านราวปี 2515 และเป็นเหตุให้พี่ทุยของรวงหายจากนาไปในที่สุดว่า

“เมื่อก่อนนาปี(ข้าวฟางลอย) ดีกว่านี้เยอะ เกี่ยวแล้วต้องมัดเป็นฟ่อน ต้องจ้างเขาเกี่ยวคิดค่าจ้างเกี่ยวเป็นฟ่อน คนรับจ้างเกี่ยวเขาพักที่ตามนา พวกนี้มาจากแถวสิงห์บุรี แล้วมารุ่นหลังนี่พวกนี้ก็หายไป แล้วก็มีทางศรีประจันต์มาแทน พวกนี้มาเกี่ยวเป็นรายวัน ค่าจ้างเกี่ยวเป็นไร่ มาเช้าเย็นกลับ มาเกี่ยวถึงไร่ ถ้าจ้างเกี่ยวพวกไร่นี่เหนื่อยเยอะเพราะต้องมัดเอง ไม่เหมือนจ้างพวกที่นอนตามนานี่มัดให้ แล้วต่อมาเป็นรถเกี่ยว นี่แต่มาสุพรรณ เราต้องมัดเองหมด ก็ต้องจ้างเขามัดฟ่อนละบาทละบาท ลำบากแล้ว โอ้โห!อีตอนลุข้าว[2] นี่แหละคันละออง ปิดตรงเบ้าตาหน่อยเดียวละ ละอองทั้งนั้น จะนอนก็ตั้งตี 1 ทำฟางอยู่นั่น พุ้ยพาย แต่นวดฟางมันน้อยเจ้า เพราะว่ามีรถไถแล้วจ้าง มารุ่นลูกนี่สบายแล้ว รุ่นลูกนี่มาแบบ(อัดฟาง)เป็นก้อนนะนั่น สบายเยอะ แต่มารุ่นนี้สบายกว่าอีก ไม่ต้องฝัดเลย เดี๋ยวนี้เกี่ยวออกมาเป็นเม็ดเลย เมื่อก่อนต้องเอาข้าวใส่กระสอบไปขาย ต้องจากคนยกกระสอบอีก เดี๋ยวนี้มีท่อต่อลงรถเทขายกันเป็นคันรถ สมัยก่อนรุ่นเราต้องลากไปลงบ้าน ถ้าไม่บ้านก็เอาไปไว้กลางนารวมๆ กันไว้แล้วรถลากจะมานวดให้ แล้วก็คอยอยู่นั่นแหละข้าวมันไม่ดี”

แม้สนิทจะมีบรรพบุรุษทำนา เขาก็ไม่ได้สนับสนุนให้ลูกชาย ทั้ง 3 วัย 36 , 35 และ 27 ปี กลับมาเป็นชาวนา แต่ได้ส่งเสียให้ลูกๆ เรียนจบขั้นปริญญาตรี มีเพียงลูกชายคนโตเท่านั้นที่กลับมาอยู่บ้าน และลงสมัครเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านอยู่ 2 ครั้งจนได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ส่วนอีก 2 คน เป็นพนักงานออฟฟิสในกรุงเทพฯ

เมื่อปี 2554 ช่วงที่ลูกชายคนเล็กรอสมัครงานนั้น ช่วยพ่อทำนาประหยัดค่าจ้างคนขับรถไถนาฟางลอยของตัวเองเพื่อไปได้มาก ซึ่งช่วงนั้นเขาต้องจ่ายค่าจ้างวันละ 300 – 350 บาท เพราะคนรับจ้างหายาก จากปกติที่ต้องจ่ายแบบเหมาไร่ละ 500 บาท แต่พ่อก็อยากให้ลูกเป็นข้าราชการ หรือทำงานเอกชน ซึ่งดูว่าจะเป็นอาชีพที่ดีกว่าชาวนา จนกระทั่ง ลูกชายคนเล็กได้เข้าทำงานบริษัทเมื่อต้นปี 2555 ครั้นพอลูกชายคนเล็กได้งานซึ่งต้องใช้รถวิ่งออกหาลูกค้าโดยทางบริษัทเป็นผู้จ่ายค่าน้ำมันเท่านั้น ช่วงนี้เองที่พยงค์ ภรรยาวัย 55 ปีของสนิทตัดสินใจควักเงินก้อนใหญ่ที่เป็นผลกำไรซึ่งมากขึ้นจากการขายข้าวในโครงการรับจำนำให้ลูกชายคนเล็กผ่อนดาวน์รถยนต์คันแรกที่ได้รับส่วนลดหย่อนจากนโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ครอบครัวสภาพโชติ นั้นหวังว่าข้าวราคาดีช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์นี้จะช่วยผ่อนเพลาภาระหนี้ที่สะสมได้บ้าง ส่วนงานหนักๆ ในนานั้นสนิท รับหน้าที่ด้านออกแรง ดูแลความเรียบร้อยในนา เช่น การปั่นนา , การทำเทือก , การดูแลน้ำ ส่วนพยงค์ทำหน้าที่ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านต้นทุน การติดต่อประสานงานกับคนงานรับจ้างทำนาประเภทต่างๆ

ลูกจ้างขาประจำของพยงค์ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสุพรรณบุรีนั้นมีหลากหลายแตกต่างไปตามประเภทของงาน ตั้งแต่ การหว่านข้าวปลูก , การหว่านปุ๋ย ( 4 ครั้ง/ฤดู) , การฉีดยากำจัดวัชพืช ( 2 ครั้ง/ฤดู) , การฉีดพ่นสารกำจัดแมลง ( 4 – 8 ครั้ง/ฤดู ขึ้นกับการแพร่ระบาดของโรคแมลง) , การตัดข้าวดีดซึ่งเป็นวัชพืชที่ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหายได้ตั้งแต่ 30 – 100 % , การจ้างเกี่ยว และการจ้างเข็นข้าว [3]

ในช่วงโครงการรับจำนำข้าวครั้งที่ 2 ปี 2555 ที่พยงค์นำข้าวไปขายแล้วได้รับเงินจาก ธกส. ช้า จึงสร้างปัญหาให้กับการผ่อนชำระหนี้ปัจจัยการผลิตที่ร้านค้าเจ้าประจำซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านของเธอไปราว 6 กม. คิดดอกเบี้ยเธอร้อยละ 2 บาท/เดือน และทำให้การจ้างงานนาในรอบใหม่อยู่ในภาวะขัดสน เธอก็ต้องยืมเงินญาติมาจ่ายตัดดอก เธอว่าขายข้าวได้เงินช้าแต่ว่าข้าวราคาดีจนน่าพอใจ และหวังว่าจะมีไม่การจ่ายช้าในครั้งต่อๆไป

แม้ราคาข้าวในโครงการรับจำนำจะจูงใจให้ชาวนาอยากทำนาเพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่ในฤดูปลูกข้าวนาปรังครั้งที่ 2 ช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ปี 2555 ของพยงค์และสนิท มีนาบางแปลงก็จำเป็นต้องเลือกปลูกข้าว 51 [4] ซึ่งมีอายุสั้น เพราะในการปลูกข้าวนาปรังครั้งแรกของปีนี้มีข้าวดีดปนมาก ทำให้ผลผลิตที่ควรได้ไร่ละตันลดลงเหลือแต่ 3 ตันจาก 5 ไร่ เธอต้องการกำจัดข้าวดีดให้หมดจึงใช้วิธีปั่นนาหลังเกี่ยวข้าวแปลงนี้แล้วปล่อยน้ำเข้าแปลงเพื่อล่อให้เมล็ดหญ้างอกขึ้นมา แล้วทำการปั่นนาอีกครั้งเพื่อให้วัชพืชเจ้าปัญหาเหล่านี้ตาย จึงตีเทือกแล้วหว่านข้าวอายุสั้นแทนข้าวอายุ 110 วัน เพื่อจะได้เกี่ยวข้าวให้ทันก่อนที่ชลประทานน้ำจะปล่อยเข้าท่วมนาในช่วงปลายสิงหาคม-ต้นกันยายน

พยงค์ ยังเลือกหว่านข้าวพันธุ์ 51 ถึง 4 ถัง/ไร่ ซึ่งมากเกินคำแนะนำของรัฐที่ให้หว่านไร่ละ 1.5 – 2 ถัง เพื่อป้องกันเพลี้ย เธอว่าถ้าหว่านบางอย่างนั้นไม่ได้ เพราะดินไม่ดี หว่านห่างแล้วข้าวไม่แตกกอ จะทำให้ได้ผลผลิตไม่ถึงไร่ละตัน ที่สำคัญคือหว่านเผื่อนกเผื่อหนูมารบกวน เพราะถ้าจ้างหว่านซ่อมก็ต้องเสียเพิ่มอีกเป็นเท่าตัว และเธอเลือกปลูกข้าว 51 นี้ ซึ่งเธอใช้เวลาปลูกเพียงแค่ 85 วันและขายได้แค่ตันละ 8,000 บาท ก็ทำให้เสี่ยงน้อยกว่าปลูกข้าวราคาดีตามที่โครงการรับจำนำกำหนดอายุไว้ 110 วัน แต่ต้องเสี่ยงกับการความไม่แน่ไม่นอนของน้ำที่อาจทำให้เธอต้องจ้างรถเกี่ยวมาเกี่ยวข้าวเขียวหรือไม่ได้เกี่ยวข้าวขายเลย

สุพรรณแหล่งสำคัญของแรงงานรับจ้างทำนา

อำไพ เสือแดง อายุ 44 ปี เรียนจบ ป.6 ก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาที่บ้านเกิด ที่ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ปัจจุบันเธอทำนา 44 ไร่ เป็นที่นาของตัวเอง 10 กว่าไร่ เธอบอกว่าแรงงานในครอบครัวมีแค่เธอกับลูกชายคนโตวัย 24 ปี ที่จบชั้น ม. 3 มาช่วยงานทั้งในนา และสวนดอกสลิดที่ปีหนึ่งมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวราว 9 เดือน บางครั้งลูกชายเธอก็ออกไปรับจ้างตีเทือกให้กับนาเพื่อนบ้านด้วย เมืองสุพรรณบุรีอาจนับเป็นเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมข้าว อำไพซึ่งต้องอาศัยการจ้างงานในนาแทบทุกขั้นตอน จึงหาคนรับจ้างทำไม่ยาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือญาติกัน

เธอว่าทำนาโครงการจำนำข้าวให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าการประกันรายได้ของรัฐบาลชุดที่แล้ว ถ้าเงินออกไวและลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและออกใบประทวนให้ยุ่งยากน้อยลงจะดียิ่งขึ้น ราคาข้าวที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นเป็นหลักประกันให้เธอพออุ่นใจได้ว่าจะมีเงินเป็นค่าใช้จ่ายหลักค่าสูงลูกชายคนเล็กที่กำลังเรียน ปวส.ปี 1 ที่วิทยาลัยเอกชนในตัวเมืองสุพรรณบุรี ให้จบปริญญาตรี ในขณะที่แวดวงสังคมของเธอในหมู่บ้านที่เริ่มเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ก็มีรายจ่ายสูงขึ้นผิดไปจากในอดีต

“ถ้าขายได้เงินสดเกวียนละไม่ต่ำกว่าหมื่นบาทมันอยู่ได้ ทำนามันดีอย่าง มันได้เงินเป็นก้อน นอกจากต้นทุนก็มีรายจ่ายหนักๆ ตกที่ลูกชายคนเล็กคนเดียว เบิกค่าเทอมได้ครึ่งหนึ่งจาก 13,000 บาท ปีละ 2 เทอม ค่าใช้จ่ายรายวันวันะ 60 บาท ค่ารถเดือนละ 600 บาท กินอยู่ในบ้านวันละ 300 บาท น้ำ 300 กว่าบาท ค่าไฟ 500 กว่าบาท ภาษีสังคมก็เดือนละ 5,000 บาทเข้าไปแล้ว”

ทำนาในทุ่งผักไห่แต่อาศัยแรงงานรับจ้างจากสุพรรณบุรี

สำหรับชาวนามือใหม่อย่างผู้ใหญ่ธงชัย นัยเนตร ชาวนามือใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำนาได้เป็นปีที่ 2 ซึ่งทำนากว่า 80 ไร่ ในทุ่งผักไห่ บอกว่า เขาเลือกจ้างงานจากชาวนารับจ้างที่มาจากสุพรรณบุรี ห่างไปราว 30 กว่ากม. เพราะความเป็นมืออาชีพของผู้รับจ้าง เขาวิเคราะห์ว่าค่าแรงรับจ้างทำนาที่ขึ้นมาราว 20 % จากแต่เดิมในช่วงการเพาะปลูกปี 2555 – ปัจจุบัน นั้นไม่ใช่เพราะราคาข้าวที่ชาวนาขายได้เพิ่มจากโครงการรับจำนำข้าวโดยตรง หากแต่เป็นการประกาศยกระดับค่าจ้างรายวัน 300 บาท ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประกอบกับการขยายตัวของนาปรังที่เปิดใหม่แทนการทำนาปีข้าวฟางลอยที่ล้มเหลวจนแทบไม่ได้ผลผลิตมาในระยะ 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้

“หว่าน ฉีด จ้างไร่ละ 60 บาท เพิ่งขึ้นมาได้ 5 เดือน ทีแรกมัน 50 บาท แล้วคนฉีดคนหว่านเขาบอกว่าเขาทำดี คนอื่นทำไม่ค่อยดี เขาก็ขึ้น(ค่า)ตัวเขา ถ้าไม่ขึ้นจะไปเอา 50 บาทแถวบ้าน เราก็ไม่เอาดีกว่า เราไม่รู้จักใคร อีกอย่างไม่เคยเห็นฝีมือ นามันเปิดเยอะขึ้นด้วย คนที่ฉีดหว่านไม่ค่อยดีไม่มีฝีมือก็ถูกตัด ไม่เอา ของเขากลุ่มนึงฉีดทีมา 10 คน คนเขาก็ไว มาถึงคนก็รุมทำ เวลาเร่งด่วน โทรไป เขามีทีมของเขาอยู่แล้ว บอกเขาฉีดยา เขาก็ลงวันนัดเวลาให้เลย เย็นหรือบ่าย เราก็เตรียมตัว ยา ถัง ถึงเวลาเขาก็มาที่นา โทรนัดกัน แต่เขาน่ะฉีดทุกวัน เช้ายันเย็น ทุกวัน ไม่ว่าง วันละร้อยกว่าไร่”

ทำนาแบบเลื่อนขั้น

จำเนียร และสุภาพ ฉ่ำแจ่ม ( 42 และ 46 ปี) เป็นชาวนาสุพรรณบุรีที่ครอบครัวพี่น้อง 6 คน ทั้งครอบครัวมีที่นาของตัวเองแค่ 10 กว่าไร่ เมื่อ 9 ปีที่แล้ว พี่น้องคู่นี้ต้องมาเช่านาแถว ต.หน้าโคก และ ต.หนองน้ำใหญ่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ทำหลายแปลงรวม 46 ไร่ จำเนียรเล่าให้ฟังถึงความเปลี่ยนแปลงจากแต่ก่อนที่ต้องทำนาของตัวเองและรับจ้างทำนาของคนอื่นไปพร้อมๆ กันว่า

“ทำนามาตั้งแต่เด็ก เมื่อ 30 กว่าปีก่อน แต่ก่อนไม่มีกินหรอก ลำบาก ขนาดหมูแต่ก่อนโลละ 30 บาท แขวนอยู่ยังมองอยู่นั่น กินแต่ผัก เห็นหมูยังไม่มีตังค์กินเลย แต่ก่อนลำบาก เดี๋ยวนี้สบาย มันก็ตามยุคตามสมัย พอสบายเงินมันก็ไม่มีค่า เดี๋ยวนี้สบายก็ต้องใช้เงินเยอะ แต่ก่อนเงินมีค่า แต่เดี๋ยวนี้สบาย ถือว่ารวยกว่าแต่ก่อน เมื่อก่อนว่ามีเงินแสนถือว่ารวย เดี๋ยวนี้มีเงินล้าน ยังไม่กระดิกไปไหนเลย ตอนนั้นลำบากแต่เงินมีค่า ตอนนั้นเกี่ยวเอง หาบเอง กว่าจะหาบได้ หอบมามัดแล้วหาบมาขึ้นร้าน แล้วก็ไปรูด กว่าจะได้ (ข้าว) หลายขั้นตอนเลย เดี๋ยวนี้สบาย”

จำเนียร สบายขึ้นจากเดิม เพราะปัจจุบันทำนาพอมีเงินเก็บ ไม่มีหนี้ แต่ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อที่นาเพิ่มขึ้นได้อีกเพราะราคาที่ดินแพงขึ้น โดยเฉพาะที่ทำเลดีอย่างในสุพรรณบุรี เธอและพี่สาวจึงต้องพยายามทำนาแบบไม่ให้เป็นหนี้

จากที่ก่อนหน้านี้หลายปี จำเนียรทำนาตัวเองและรับจ้างทำนาด้วย ซึ่งมีตั้งแต่เอากระสอบพันธุ์ข้าวแช่น้ำ[5] ตีเทือก หว่านปุ๋ย แต่ 4 – 5 ปีหลังมานี่เธอลงแรงในนาตัวเองเป็นส่วนมาก และจ้างงานนาให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น คือ หว่านข้าว ฉีดยา เกี่ยวข้าว และเข็นข้าวไปขาย แต่ทั้งคู่เลือกที่จะลงทุนซื้อรถปั่นนามาปั่นนาของตัวเอง และให้ สมดี ตันติโน ญาติที่ทำนาข้างๆ กัน ราว 160 ไร่ เช่าใช้

เมื่อเธอจะปั่นนา เธอต้องจ่ายค่าจ้างขับรถปั่นให้สมดี ไร่ละ 20 บาท กับค่าน้ำมันที่ใช้ไร่ละ 2 ลิตร หากสมดีจะนำรถปั่นของเธอไปใช้ก็ต้องจ่ายค่าเช่ารถไร่ละ 100 บาท ในขณะที่รถรับจ้างปั่นทั่วไปที่ชาวนาในทุ่งลาดชะโดจ้างมักมาจากสุพรรณบุรี และ อ.สามโก้ จ.อ่างทอง นั่นจะไปคิดค่ารับจ้างเหมา ไร่ละ 220 – 250 บาท

“รถปั่นคันละ 450,000 บาท ดาวน์ไป 200,000 บาท ผ่อน 4 งวด ครึ่งปี หมดหนี้ไปนานหลายปีแล้ว ซื้อมาเมื่อปี 51 พี่ชายเพิ่งถอยมาเหมือนกันคันหนึ่งไว้ไปรับจ้าง ไม่ทันไรพังแล้ว นี่เขาว่าจะฟ้อง คันละ 190,000 บาท ของคูโบต้า แต่ของเราเป็นยันมาร์ มันปั่นไม่ได้เงิน ไม่มีเงินส่งเขา เขาจะยึด ไม่ได้ส่งมา 3 งวด เขาจะมาฟ้องแต่ยึดรถไปแล้ว”

จำเนียร เชี่ยวชาญในการตีเทือก เธอเคยรับจ้างตีเทือกมานานนับสิบปี ปัจจุบัน เธอตีเทือกเฉพาะนาที่เธอทำ เธอว่าชาวนาในทุ่งลาดชะโดและทุ่งหน้าโคกส่วนใหญ่มีชุดเครื่องมือตีเทือกเป็นของตัวเอง นอกจากคนที่ทำนาขนาดเล็กและไม่มีเงินทุนมากพอจะใช้วิธีจ้าง เพราะเฉพาะขลุบตัวหนึ่งราคาราว 40,000 บาท ประกอบด้วยกล่อง 2,000 บาท ลูกตีตัวละ 7,500 บาท และเครื่องยนต์ซึ่งหากเป็นเครื่องยนต์เกียร์ธรรมดา ตัวละ 15,000 – 20,000 บาท หากเป็นเกียร์อัตโนมัติ ตัวละ 30,000 บาท อุปกรณ์เหล่านี้หากเก็บไม่ดีจะถูกลักขโมยได้ง่าย และหากเครื่องตีเทือกของเธอพัง เธอต้องขนไปซ่อมไกลถึงสุพรรณบุรี

เมื่อเธอหันมาใช้เครื่องจักรกลและจ้างงาน แม้อยากจะเช่านาทำเพิ่มแต่ที่นาเช่าก็หายากและราคาค่าเช่าก็แปรผันตามราคาข้าวซึ่งกระตุ้นให้มีคนอยากทำนาเหมือนๆ กับเธอจนเกิดการแข่งขันด้านราคาเช่า เธอและพี่สาวจึงใช้เวลาว่างที่เหลือจากงานนาลงแรงไปกับพืชผักอายุสั้น ปลูก ฟักทอง ฟักเขียว บนคันนา เป็นรายได้เสริม และ 4 วัน ใน 1 สัปดาห์เธอจะเก็บผักบุ้งในคันคลอง ผลผลิตในนา เก็บมะม่วง และมะพร้าวในสวนที่บ้าน ให้น้องสาววัย 36 ปี ไปขายที่ตลาดนัด อ.ผักไห่ และ วัดลาดชะโด

ในตอนหน้า พบกับกลุ่มชาวนายากจน และอดีตชาวนาไร้ที่ดินที่รวมตัวกันเป็นเครือข่ายออกรับจ้างทำงานเฉพาะด้านในนา ซึ่งได้รับอานิสงค์จากโครงการจำนำข้าว นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท และกองทุนหมู่บ้าน

[1] บทความชุดที่สังเคราะห์ขึ้นจาก กรณีศึกษา “โครงการจำนำข้าว: โอกาสและกลยุทธ์การลดต้นทุนและพัฒนาการผลิตของชาวนารายย่อยและแรงงานในอุตสาหกรรมข้าว” กรณีศึกษา ต.หนองน้ำใหญ่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ระหว่าง มกราคม – พฤษภาคม 2556 โดยการสนับสนุนของ ประชาไท และ ศูนย์ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] ลุข้าว: หรือนวดข้าว การทำให้เมล็ดข้าวเปลือกหลุดออกจากรวง โดยการตี ฟาด หรือ ใช้วัวควายเหยียบย่ำ

[3] การปั่นนา : เป็นวิธีการเตรียมดินในนาข้าวขั้นแรกที่พัฒนาขึ้นมาทดแทนการไถดะและไถแปร เพื่อใช้ในการไถกลบตอซังด้วยรถปั่นยนต์ที่ติดใบจอบหมุน ปั่นให้หน้าดินเป็นก้อนเล็กและตัดซังข้าวและหญ้าให้สั้นลง

การทำเทือก: หรือการตีขลุบ หลังจากปั่นนาแล้วจะต้องเตรียมดินให้แตกเป็นก้อนละเอียดจนเป็นโคลน โดยใช้รถไถเดินตามเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนพ่วงขลุบซึ่งเป็นล้อเพลาติดใบมีดเหล็ก (บางครั้งก็เรียกลูกตี, ลูกเจาะ) เมื่อตีเทือกจนเป็นโคลนดีแล้วจะต้องปาดผืนนาให้เรียบ แล้วทำเป็นร่องระบายน้ำ จึงเริ่มทำการหว่านข้าวที่เริ่มมีรากงอกซึ่งผ่านการเตรียมไว้ก่อนหน้าการหว่าน 3 วัน

การกีดน้ำ: การทำร่องน้ำเล็กๆ หลังจากการตีเมือกและปาดเรียบ เพื่อใช้เป็นทางระบายน้ำออกจากนา

ข้าวดีด: ข้าวดีด เป็น วัชพืชที่ขึ้นปนในนาข้าว มีลักษณะคล้ายต้นข้าวมาก เมื่อปลูกข้าว ข้าวดีดจะโตไปพร้อมกับข้าว สังเกตแยกแยะได้ยาก จนกระทั่งข้าวดีดออกรวง ต้นจะสูงกว่าและออกรวงไวกว่าข้าว ช่วงนี้ชาวนาในเขตผักไห่และสุพรรณบุรีมักจะใช้วิธีกำจัดข้าวดีดด้วยวิธีการตัด(เฉาะ)ข้าวดีดทิ้ง เพราะปล่อยให้ข้าวดีดแก่และเมล็ดร่วงหล่นจะทำให้ผลผลิตนาข้าวเสียหาย 10 – 100 %

เข็นข้าว: การจ้างรถบรรทุก 6 ล้อ บรรทุกข้าวเปลือกที่ได้จากการเกี่ยวไปขายที่โรงสี หรือลานตากข้าว

[4] ชื่อเดิม “เจ้าแปด51” หรือ"ตาเม้า51" ตามชื่อเจ้าของ/คิดค้นชือ เม้า บ้านอยู่วัดเจ้าแปดทรงไตร อ.เสนา จ.อยุธยา ต่อมา พ่อค้าข้าวเปลี่ยนมาเรียกเบอร์ 51 ลักษณะสายพันธุ์ 1.อายุเก็บเกี่ยวสั้น 90 - 100 วัน 2.ผลผลิตสูง 3.เมล็ดข้าวเปลือกยาวเกิน 0.5 ซม. ข้าว 51 นี้คนละพันธ์กับ กข.51 ของกรมการข้าว ที่ทนน้ำท่วมและพัฒนามาจากการผสมข้าวขาวดอกมะลิกับ IR49830-7-1-2-2

[5] เป็นวิธีการเตรียมข้าวปลูก ซึ่งต้องใช้เวลาเตรียม 3 วันก่อนจะนำข้าวไปหว่าน โดยการนำข้าวพันธุ์ไปแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน (บางรายอาจผสมสารเร่งการงอกเพื่อให้งอกดีและป้องกันเชื้อราลงในน้ำที่แช่ข้าว) แล้วยกขึ้นจากน้ำ พักให้กระสอบแห้ง 1 คืน แต่ต้องราดน้ำลงในกระสอบเป็นระยะ ทิ้งไว้อีกคืน แล้วก็หว่านในเช้าวันที่ 3

http://www.prachatai.com/journal/2013/06/47150#_ftnref5
  • ประชาไทออนไลน์
  • การค้าและการลงทุน
  • Read more
  • 4 reads
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content