Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

ที่ดิน

ชาวสวนยางสุราษฎร์ฯเดือดร้อนมีเอกสารสิทธิที่ดินแต่ยังถูกจับหลังตัดต้นยางหมดอายุ

Submitted by info on Wed, 08/05/2013 - 11:09

สุราษฎร์ธานี - เกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่ทับซ้อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็นจังหวัดสุราษฎร์ธานีทับที่ดินทำกินยังวุ่นไม่เลิก ล่าสุดชาวสวนยางในพื้นที่อำเภอบ้านนาสารตัดโค่นต้นยางพาราที่หมดสภาพอายุกว่า 30 ปี ในพื้นที่มีเอกสารสิทธิโฉนดที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังไม่วายถูกเจ้าหน้าที่จับกุมดำเนินคดีส่งผลเดือดร้อนอย่างหนัก

วันนี้ (8 พ.ค.) นายมานพ อาชาไนย อายุ 61 ปี และ นางทิพา อายุ 60 ปี สองสามีภรรยา พร้อมด้วย น.ส.ธิรวรรณพงษ์ อาชาไนย อายุ 26 ปี ลูกสาว อยู่บ้านเลขที่ 6/19 ถ.คลองหา 1 ต.นาสาร อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ได้เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็นบุกจับกุมการตัดโค่นต้นยางพาราที่มีอายุกว่า 30 ปี พร้อมแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่อุทยาน ทั้งที่มีโฉนดครอบครองที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย

โดยนายมานพ นางทิพา และ นส.ธิรวรรณพงษ์ ได้นำสื่อมวลชลลงตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.ของวันที่ 2 พ.ค. 2556 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็นจำนวน 9 นาย นำโดยนายประคอง มีแก้ว หัวหน้าชุดได้บุกเข้าจับกุม นายสุราษฎร์ สร้างทองดี อายุ 48 ปี ผู้รับจ้างขณะดำเนินการตัดโค่นต้นยางพารา ที่หมดสภาพอายุกว่า 30 ปี ในพื้นที่จำนวน 12 ไร่เศษของตนเอง เพื่อดำเนินการปลูกต้นยางพาราใหม่ทดแทนของเดิมที่ไม่สามารถกรีดน้ำยางได้อีกต่อไป พร้อมยึดรถยนต์กระบะ บรรทุก และไม้ยางพารา จำนวน 37 ท่อน และเครื่องเลื่อยยนต์จำนวน 2 เครื่องไปเป็นของกลาง

นอกจากนั้นครอบครัวผู้เสียหาย ได้นำเอกสารเป็นโฉนดที่แปลงดังกล่าวมายืนยัน ถึงสิทธิการครอบครองที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยระบุว่าตนมีที่ดินแปลงดังกล่าวจำนวน 20 ไร่เศษ ในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.เพิ่มพูนทรัพย์ อ.บ้านนาสาร โดยพื้นที่เป็นพื้นที่ราบไม่ได้อยู่บนไหล่เขาหรือพื้นที่สูงชัน ซึ่งตนเองและครอบครัวได้แบ่งพื้นที่ทำการเกษตร โดยปลูกต้นทุเรียนจำนวน 8 ไร่ ปลูกยางพาราจำนวน 12 เศษ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวได้มีการออกเอกสารสิทธิเป็น นส.3 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2505

ต่อมาพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ออกสำรวจ และออกเอกสารสิทธิครอบครองที่ดิน เป็นโฉนดที่ดิน เลขที่ 19431 เลขที่ดิน 51 หน้าสำรวจ 960 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2546 พร้อมกับชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวจำนวนหลาย 10 ราย ต่อมาอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็นได้ประกาศเขตทับที่ดินเมื่อปี 2534 ทางชาวบ้านได้ต่อสู้ตลอดกว่า 20 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ทำให้ได้รับผลกระทบในการทำมาหากินอย่างหนัก ผู้เสียหายได้ระบุว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ทั้งๆที่พื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ทับซ้อนอยู่ในระหว่างการพิสูจน์สิทธิในจำนวน 28,000 กว่าไร่ใน 3 อำเภอ

โดยนส.ธิรวรรณพงษ์ ลูกสาวของผู้เสียหาย กล่าวว่าอยากให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัฒน์ นายกรัฐมนตรี ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวโดยด่วน เนื่องจากขณะนี้ทางครอบครอบครัวได้รับเดือดร้อนอย่างหนัก

ด้านนายสุราษฎร์ สร้างทองดี 1 ในผู้ต้องหา กล่าวว่า ตัวเองมีอาชีพรับจ้างตัดต้นยางพาราทั่วไป และมีความระมัดระวังในการรับจ้างเสมอมาเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย เมื่อเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีเอกสารสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่พื้นที่บุกรุก จึงตัดสินใจรับจ้างเข้าดำเนินการตัดโค่นต้นยางพารา แต่เมื่อเข้าไปดำเนินการก็ถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม โดยไม่มีการตักเตือนแต่อย่างใด เมื่อตนตกเป็นผู้ต้องหาเครื่องมือทำมาหากินถูกยึด จึงไม่มีรายได้ มาจุนเจือครอบครัว ลูกชาย 2 คน กำลังจะเปิดเรียนก็ยังไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาจ่าย ส่งผลให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักทั้งที่ตั้งใจทำงานอย่างสุจริตตลอดมา

ในขณะเดียวกันนายนิคม ดำกุล ประธานเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็นพร้อมกรรมการเครือข่าย ได้เข้าช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหาย โดยเข้ายื่นหนังสือต่อนายพิเชษฐ์ ชัยสวัสดิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น เพื่อเรียกร้องขอให้ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการนำเครื่องเลื่อยยนต์จำนวน 2 เครื่อง ที่มีใบอนุญาตการครอบครองอย่างถูกต้อง ไม้ยางพาราจำนวน 37 ท่อน พร้อมรถยนต์กระบะ ส่งมอบคืนให้กับผู้เสียหายภายใน 5 วัน โดยอ้างว่า การกระทำของเจ้าที่อุทยานมิชอบด้วยกฎหมาย หากพ้นกำหนดทางเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินให้ตามขอเรียกร้อง เครือข่ายฯพร้อมตัวแทนสภาทนายความจะดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดต่อเจ้าหน้าที่ทั้งหมดตามกฎหมาย

โดยนายพิเชษฐ์ ชัยสวัสดิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น ได้กล่าวยืนยันว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายของอุทยาน พร้อมระบุว่าในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ทางเจ้าหน้าที่จะประชุมตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิที่ดินของนายมานพ ว่าเป็นการออกโฉนดมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ขณะที่นายนิคม ดำกุล ประธานเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น กล่าวภายหลังยื่นหนังสือ ว่า เตรียมนำเรื่องเสนอขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ถูกอุทยานประกาศเขตทับที่ดินทับที่ดินทำกินของราษฎร 3 อำเภอ 10 ตำบล 58 หมู่บ้าน พื้นที่ประมาณ 28,770 ไร่ โดยขอให้ราษฎรในพื้นที่ทับซ้อนมีการตัดโค่นต้นยางพาราที่หมดสภาพได้ ขอให้ระงับการตัดฟันทำลายผลอาสินของราษฎรในพื้นที่ทับซ้อนโดยด่วน และ การแก้ไขระยะยาว ขอให้มีการเพิกถอนเขตอุทยานฯทับซ้อนที่ดินทำกินของราษฎรตามมติประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2546 ที่มีมติให้เพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนที่ดินทำกินของราษฎรประมาณ 28,770 ไร่

http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9560000055036
  • ASTVผู้จัดการออนไลน์
  • ที่ดิน
  • Read more
  • 28 reads

พีมูฟกว่า 800 คนร้องนายกฯ ​แก้ปัญหาที่ดิน​ทำกิน-รอฟัง​ความคืบหน้าบ่าย​โมง

Submitted by info on Tue, 07/05/2013 - 16:53

กลุ่มชาวบ้านจาก​เครือข่ายต่างๆ ที่ประสบ​ความ​เดือดร้อน​ในที่ดิน​ทำกิน จากจังหวัดต่างๆทั่วทุกภาค ​ในนามของขบวน​การประชาชน​เพื่อสังคมที่​เป็นธรรม(ขปส.)​หรือ“พีมูฟ" ประมาณ 800 คน อาทิ กลุ่ม​เครือข่ายสลัม 4 ภาค, สหพันธ์​เกษตรกรภาค​เหนือ(สกน.), ​เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คอป.), สมัชชาคนจนกรณี​เขื่อนปากมูล, ​เครือข่ายชุมชน​เพื่อ​การปฏิรูปสังคม​และ​การ​เมือง(คปสม.), ​เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน​เทือก​เขาบรรทัด (คปบ.) ,สหพันธ์​เกษตรกรภาค​ใต้ (สกต.), ​เครือข่าย​เกษตรพันธสัญญา, ​เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล ​และกลุ่ม​ผู้​ได้รับผลกระทบจาก​โรง​ไฟฟ้าชีวมวล ​ได้​เดินทางมายัง​ทำ​เนียบรัฐบาล​เพื่อยื่นหนังสือ​แก่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ​เพื่อขอ​ให้ติดตามข้อ​เรียกร้องจากรัฐบาล​ใน 7 กลุ่มปัญหา ประกอบด้วย 1.ปัญหาน​โยบาย​โฉนดชุมชน ที่​ไม่สำ​เร็จลุล่วง ​โดยขณะนี้ชาวบ้านที่อยู่​ในที่ดินดั่ง​เดิมต่าง​เดือดร้อน​เนื่องจากถูกจับกุมจากหน่วยงานของรัฐ,

2.ปัญหาคดี​ความคนจนที่​ทั้งหมดอยู่​ในกระบวน​การพิจารณา​แก้​ไขปัญหา​และ​เยียวยาจากรัฐบาล ​แต่กลับมี​การ​เดิน​เนินคดีอย่างต่อ​เนื่อง, 3.ปัญหาที่ดินชุมชนทับซ้อนกับที่ดินรัฐ, 4.ปัญหาที่อยู่อาศัย​และสาธารณูป​โภค, 5.ปัญหาผลกระทบจาก​เหมือง​แร่ ​โรง​ไฟฟ้า​และ​โรง​โม่หิน, 6.ปัญหาสัญชาติ​และชาติพันธุ์ ​และ 7.ปัญหาผลกระทบจาก​การสร้าง​เขื่อน

​ทั้งนี้ กลุ่ม​ผู้ชุมนุม​เรียกร้อง​ให้รัฐบาล​เร่งรัดจัด​โฉนดชุมชน​ในพื้นที่ภาค​เหนือ ​เนื่องจากทางรัฐบาลยังคง​ไม่ดำ​เนิน​การต่อภายหลังจากมี​การประชุมของคณะกรรม​การประสานงาน​เพื่อจัด​ให้มี​โฉนดชุมชน (ปจช.) ​เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ​ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบ​ไม่อนุญาตส่งมอบพื้นที่ที่​ได้รับ​การอนุญาติของ ปจช. ​จึง​ทำ​ให้ประชาชน​เดือดร้อน​เพราะถูกคุกคาม​และดำ​เนินคดีอาญา​และทาง​แพ่ง, ขอ​ให้รัฐบาล​เร่ง​แก้ปัญหา​เขื่อนปากมูลอย่าง​เป็นรูปธรรม ที่มีปัญหามากว่า 24 ปี ภายหลังจากมี​การสร้าง​เขื่อน ประชาชน​ได้รับ​ความ​เดือดร้อนพันธุ์ปลา​เริ่มหมดจน​ไม่สามารถ​ทำอาชีพประมง​ได้ตาม​เดิม ​จึงขอ​เรียกร้อง​ให้รัฐบาล​เปิด​เขื่อนปากมูลถาวร รวม​ถึงจ่ายค่า​เยียวยา​ให้กับประชาชนที่​เดือดร้อน

ด้านนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ​เลขาธิ​การนายกรัฐมนตรีฝ่าย​การ​เมือง ​ซึ่ง​เป็น​ผู้รับหนังสือ​แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ​เรื่อง​ใดที่มีมติจากคณะกรรม​การ​แล้ว​ให้นำ​เรื่อง​เข้าที่ประชุมครม.ทันที ส่วน​เรื่องที่ยัง​ไม่​เริ่มประชุมขอ​เรียกร้อง​ให้มี​การ​เปลี่ยนคณะกรรม​การ​ใหม่​ทั้งหมด​และ​เร่งรัดประชุมทันที ​ซึ่ง​เบื้องต้น​ได้มี​การประสานงาน​ไปยังรัฐมนตรีที่​เกี่ยวข้อง​แล้ว​เพื่อนำ​เรื่อง​ไปพิจารณาอีกครั้ง

ขณะที่ทาง​แกนนำกลุ่มพีมูฟจะ​เข้ามา​เจรจา​เพื่อติดตาม​ความคืบหน้ารวม​ถึงยื่นหนังสือ​เพิ่ม​เติม​ใน​เรื่องดังกล่าว​ใน​เวลา 13.00 น.อีกครั้ง

อย่าง​ไร​ก็ตาม ตลอดระยะ​เวลา​การชุมนุมของกลุ่มพีมูฟกว่า 2 ชั่ว​โมงนั้น ทางกองบัญชา​การตำรวจนครบาล​ได้จัดกำลัง​เจ้าหน้าที่ตำรวจ​ไว้​ทั้งหมด 3 กองร้อย ​เพื่อดู​แลรักษา​ความปลอดภัย​โดยรอบ​ทำ​เนียบรัฐบาล ​และจาก​การชุมนุมมี​ผู้​ได้รับอุบัติ​เหตุ 1 ราย (นิ้วขาด) จาก​การ​เขย่ารั้วตรงบริ​เวณประตู 1 ​หรือประตูน้ำพุ

http://www.ryt9.com/s/iq02/1644414
  • สำนักข่าวอินโฟเควสท์
  • ที่ดิน
  • Read more
  • 34 reads

กลุ่มพีมูฟ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 20 ให้เวลารัฐตอบ 3 วัน

Submitted by info on Tue, 07/05/2013 - 16:30

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 7 พ.ค.56 เมื่อเวลา 11.00 น. ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 20 มีเนื้อหาสรุปว่า ขปส.ขอเรียกร้องต่อรัฐบาล ให้รัฐบาลจะต้องเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางขึ้น โดยมีนายกฯเป็นประธานการเจราจา ตามคำมั่นที่ให้ไว้กับพวกเราเมื่อวันที่ 3 ต.ค.55 อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ก็ด้วยความทุกข์ยากจากนโยบายการพัฒนาและโครงการพัฒนาของรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา วันนี้้พวกเราได้เริ่มต้นการแก้ไขปัญหากับรัฐบาลได้ด้วยดีแล้ว แต่เนื่องจากระเบียบ กฎหมาย และกลไกราชการที่ล้าหลังที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ พวกเราขอยืนยันว่า พวกเราจะปักหลัก ชุมนุมอย่างสงบ ยึดมั่นในแนวทาง อหิงสา โดยพวกเราขอทราบคำตอบภายใน 3 วัน ว่ารัฐบาลจะมีความจริงใจแก้ไขปัญหากับคนจนมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆมาหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมรอยื่นหนังสืออยู่ด้านหน้าประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากเจ้าหน้าที่ใช้เวลาดำเนินการล่าช้า กลุ่มผู้ชุมนุมได้พยายามผลักดันประตูเพื่อกดดันให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการรับหนังสือ โดยขณะที่มีการยื้อกันอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมปรากฏว่าจากแรงปะทะส่งผลให้ผู้ชุมนุมชาว จ.ลำพูนไม่ทราบชื่อ 1 รายถูกประตูเหล็กบีบที่นิ้วโป้งข้างขวาจนข้อนิ้วแรกขาด โดยกลุ่มผู้ชุมนุมที่เห็นเหตุการณ์ได้รีบพาตัวไปส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงทันที

http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=680590&lang=T&cat=
  • เนชั่นทันข่าว
  • ที่ดิน
  • Read more
  • 34 reads

‘พีมูฟ’ ปฏิบัติการยื่นปัญหารายคน - ผลเจรจา ‘เฉลิม’ รับ 4 ประเด็นเข้า ครม.

Submitted by info on Tue, 07/05/2013 - 00:00

‘เฉลิม’ เปิดโต๊ะเจรจาตัวแทนพีมูฟ รับปากเอาประเด็น ‘โฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน-บ้านมั่นคง-เขื่อนปากมูล’ เข้า ครม. 14 พ.ค.นี้ ด้านชาวบ้านปฏิบัติการดาวกระจาย ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เป็นรายบุคคล
ภาพโดย: สดใส สร่างโศรก

วันนี้ (7 พ.ค.56) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ Pmove (พีมูฟ) ในการชุมนุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ว่า ช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 07.00 น.ผู้ชุมนุมได้กระจายตัวกันเป็นเครือข่ายกรณีปัญหาและเดินขบวนเข้าไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามประเด็นปัญหาที่ประสบ ที่หน้าประตูต่างๆ เหลือเพียงแต่ประตูทางเข้าออกด้านสะพานอรทัย

ผู้ชุมนุมให้เหตุผลว่า เนื่องจากที่ผ่านมาความเดือดร้อนของชาวบ้านไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าจะเคยมีการยื่นเรื่องในนามเครือข่ายมาหลายครั้งแล้วก็ตาม จึงแบ่งกำลังคนในการเข้ายื่นหนังสือฯ ตามประเด็นปัญหาเพื่อให้เรื่องความเดือดร้อนถูกส่งถึงนายกรัฐมนตรีและทางรัฐบาล อีกทั้งประหยัดเวลาในการรับเรื่องและไม่ขัดขวางต่อการจราจร

ประตู 5 กลุ่มผู้เดือดร้อนคือสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต ) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล เกษตรพันธะสัญา แจงจุดประสงค์ในการมาทำเนียบรัฐบาลก็เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนให้ชวยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนกรณีปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ผลกระทบจากการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลหนี้สินและความไม่เป็นธรรมจากระบบเกษตรพันธะสัญญา

ประตู 1 ชาวบ้านสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล ที่มาเข้าร่วมชุมนุมกับ Pmove ได้เดินจากประตู 5 ไปยังประตู 1 บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องรายบุคคล ให้คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล ตามมติของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของ ขปส.ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงนั่งเป็นประธาน เมื่อวันที่ 22 ก.พ.56 ที่ผ่านมา เพราะจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีตามที่มีมติไว้

อีกทั้ง มีเป้าหมายให้มีการเปิดเขื่อนปากมูลถาวร เพราะกว่า 24 ปีที่ผ่านงานวิจัยหลายชิ้นและข้อเท็จจริงก็ได้ปรากฏให้เห็นชัดว่าการมีเขื่อนปากมูลส่งผลด้านลบมากกว่าสร้างประโยชน์

ประตู 6 เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล เรียกร้องให้นายกฯ ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องความมั่นคงในที่ดิน ที่อยู่อาศัย ขาดสาธารณูปโภค เเละถูกเลือกปฏิบัติ ส่วนเครือข่ายชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ มาเพื่อยื่นร้องเรียนเพื่อให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาจากการทำเหมืองแร่ การระเบิด เสียงดัง สารพิษทำลายสุขภาพ

บรรยากาศตึงเครียด เนื่องจากเวลา 9.00 น. ตำรวจนายหนึ่งได้อนุญาตให้ผู้ชุมนุมเข้าไปแลกบัตร แต่กลับไม่มีผู้ใดมารับเรื่องที่หน้าประตู เมื่อหมดความอดทนชาวบ้านจึงพังประตูรั้วเข้าไป ประกาศให้เวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปประสานงาน จึงทำให้มีเจ้าหน้าที่ออกมารับเรื่องร้องทุกข์ในทันที

ต่อมา เมื่อเวลา 10.24 น. หน้าประตู 6 มีเจ้าหน้าที่ออกมารับเรื่องร้องเรียน

ประตู 4 เครือข่ายสลัม 4 ภาค และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เรียกร้องในเรื่องของที่ดินและที่อยู่อาศัยให้เป็นธรรมกับประชาชน เช่น เรื่องโฉนดชุมชน ของ สกน. จังหวัดน่าน เรื่องติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาความคืบหน้าการแก้ปัญหากรณีที่อยู่อาศัยและสินเชื่อของคนจนเมือง

ผู้ชุมนุมรอ นายสมภาส นิลพันธ์ ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกฯ ซึ่งได้ออกมาพูดคุยกับผู้ชุมนุมในช่วงเช้าให้ออกมารับจดหมายร้องทุกข์ จนผ่านไป 3 ชั่วโมง นายสมภาสยังไม่ปรากฏตัว ความเฉยเมยดังกล่าวทำให้มีผู้ชุมนุมไม่พอใจพยายามเข้าไปเขย่ารั้วประตูจนได้รับบาดเจ็บ รั้วประตูบาดนิ้วหัวแม่โป้งขาดต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล

นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกฯ ได้เดินทางมาเจรจาในบริเวณ ประตู 4 โดยระบุว่าให้ผู้ชุมนุมรวบรวมเรื่องและส่งให้ตนทีเดียวเพราะไม่สามารถให้ทุกคนเข้าไปภายในได้ แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอม และเสนอว่าจะเข้าเป็นชุด ชุดละ 10 คน แต่นายสุภรณ์ยืนยันว่าไม่สามารถทำได้ และยื่นข้อเสนอใหม่ว่าตนจะออกไปรับหนังสือด้วยตัวเองจากทุกคน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังไม่ยอม สุดท้ายจึงได้ข้อยุติว่า ให้เจ้าหน้าที่นำโต๊ะมาตั้งรับเรื่องที่ด้านนอกประตู 4

จากนั้นในเวลา 10.50 น. แกนนำพีมูฟได้อ่านแถลงการณ์ ฉบับที่ 20 แสดงท่าทีในการชุมนุม ที่ประตู 4 หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเปิดประชุมเพื่อพิจารณากำหนดนโยบายและมาตรการในการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ และเป็นประธานการประชุมด้วยตนเอง ตามคำมั่นเมื่อวันที่ 2 ต.ค.255 เพราะปัญหาส่วนใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงเป็นนโยบายของรัฐบาลซึ่งต้องการแก้ไขปัญหาของประชาชน แต่กลับถูกรัฐบาลเองแช่แข็งมาเกือบ 2 ปีแล้วโดยแถลงการณ์ดังกล่าวมีรายละเอียด ดังนี้

ต่อมา เวลา 13.20 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เข้าเจรจากับตัวแทนพีมูฟ โดยผลการประชุมในครั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิมได้รับปากจะนำประเด็นปัญหา 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน 2.โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน 3.เรื่องการอนุญาตก่อสร้างบ้านมั่นคง 4.การตั้งคณะกรรมการการแก้ปัญหาชาวบ้านปากมูล เข้า ครม.ในวันอังคารที่ 14 พ.ค.นี้ ส่วนกรณีอื่นๆ จะทำการนัดวันเพื่อนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาของพีมูฟที่มี ร.ต.อ.เฉลิมเป็นประธานต่อไป

ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องของพีมูฟแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มปัญหา คือ 1.ปัญหานโยบายที่ไม่สำเร็จลุล่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายโฉนดชุมชน 2.ปัญหาคดีความคนจนที่ทั้งหมดอยู่ในกระบวนการพิจารณาแก้ไขปัญหาและเยียวยาจากรัฐบาล แต่กลับมีการเดินเนินคดีอย่างต่อเนื่อง 3.ปัญหาที่ดินชุมชนทับซ้อนกับที่ดินรัฐ 4.ปัญหาที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค 5.ปัญหาผลกระทบจากเหมืองแร่ โรงไฟฟ้าและโรงโม่หิน 6.ปัญหาสัญชาติและชาติพันธุ์ และ 7.ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อน

http://prachatai.com/journal/2013/05/46618
  • ประชาไทออนไลน์
  • ที่ดิน
  • Read more
  • 23 reads

"พีมูฟ" ปักหลักชุมนุมข้างทำเนียบฯ เรียกร้องรัฐบาลแก้ไขปัญหาหลายด้าน

Submitted by info on Mon, 06/05/2013 - 17:04

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ซึ่งเป็นเครือข่ายเกษตกรรายย่อยและคนจนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาดในอดีต เช่น ปัญหาความเดือดร้อนที่ดินทำกินที่อยู่อาศัย ปัญหาการสร้างเขื่อน และสถานะชาติพันธุ์ ชุมนุมเรียกร้องบริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล ถนนราชดำเนิน ตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มดังกล่าวได้ปักหลักชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาล เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะตลอดช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล รับปากแก้ไขปัญหาแต่ขณะนี้เกิดความล่าช้า และความไม่ตั้งใจในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล

โดยมีปัญหาใน 3 กลุ่มหลัก คือ 1.ปัญหาในระดับนโยบาย เช่น นโยบายด้านสังคมและคุณภาพชึวิต ปัญหาที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน โดยการปรับปรุงกฎหมายป่าไม้ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2.ปัญหาที่ได้ข้อยุติแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เช่น ปัญหาเขื่อนปากมูล การดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อนำร่องธนาคารที่ดิน การออกเลขที่และทะเบียนบ้านให้กับชุมชนเมือง 3.ปัญหาการอนุมัติให้จัดทำโฉนดชุมชน ซึ่งเรื่องดังกล่าวรัฐบาลได้นำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้คณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ที่ได้แต่งตั้งไว้ก่อนหน้านี้ให้ขับเคลื่อน และทำหน้าที่แก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ที่ผ่านมาอนุกรรมการ อาทิ เรื่องประโยชน์ ที่ดิน ที่เอกชนปล่อยทิ้งร้างยังไม่มีการประชุม หรือจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด ซึ่งการชุมนุมประท้วงจะปักหลักยืดเยื้อและยื่นหนังสือให้กับนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 7 หรือ 8 พฤษภาคมนี้ ส่วนการรักษาความปลอดภัยภายในทำเนียบรัฐบาล มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประมาณ 1 กองร้อย ดูแลโดยรอบ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1367833194&grpid=03&catid=&subcatid=
  • มติชนออนไลน์
  • ที่ดิน
  • Read more
  • 25 reads

เคลื่อนขบวนสู่หน้าทำเนียบ Pmove จี้ 2 ปี รัฐล้มเหลวแก้ปัญหาคนจน

Submitted by info on Sun, 05/05/2013 - 00:00

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม Pmove เคลื่อนขบวน เตรียมชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ 6 พ.ค. เป็นต้นไป ร้องทุกข์ต่อการแก้ปัญหาที่ล้มเหลวตลอดสองปีที่ผ่านของรัฐบาล

5 พ.ค. 56 - เช้าวันนี้ สมาชิกขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม Pmove เครือข่ายสลัม 4 ภาค สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ อยู่ระหว่างเดินทางมายังสถานีรถไฟหัวลำโพง ส่วนสมาชิก Pmove ผู้ได้รับความเดือดร้อน อาทิ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล จ.อุบลราชธานี ได้ทยอยเดินทางจากพื้นที่ โดยสารรถไฟ รถประจำทาง รถบัส มีจุดนัดพบร่วมกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในเช้าวันที่ 6 พ.ค. 2556

ผู้เข้ามาร่วมชุมชนเปิดใจว่า การชุมนุมของผู้ได้รับความเดือดร้อนหน้าทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ วันที่ 6 พ.ค. เป็นต้นไปนี้ มีจุดหมายเพื่อร้องทุกข์ต่อการแก้ปัญหาที่ล้มเหลวตลอดสองปีที่ผ่านของรัฐบาล ซึ่งเป็นปัญหาด้านนโยบายที่ไม่สาเร็จลุล่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายโฉนดชุมชน ๕๓ พื้นที่ ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ และผ่านความเห็นชอบของ คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาล แต่หน่วยงานราชการ 5 กระทรวงหลักรวมทั้งกรุงเทพมหานคร ยังไม่ยอมอนุญาตให้ใช้พื้นที่ทาโฉนดชุมชน ส่วนปัญหาคดีความคนจน ปัญหาที่ดินชุมชนทับซ้อนกับที่รัฐ หรือปัญหาที่อยู่ที่ดินทำกินถูกเอกชนนาไปขอเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ปัญหาคนไร้บ้าน ปัญหาชาวเล รวมถึง ปัญหาสัญชาติและชาติพันธุ์ ปัญหาผลกระทบจากเหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และโรงโม่หิน ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งเป็นกรณีปัญหาทั้งหมดอยู่ในกระบวนการพิจารณา แก้ไขปัญหาและเยียวยาจากรัฐบาลทั้งหมดแล้ว แต่ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลทำให้สถานการณ์ในพื้นที่อยู่ในภาวะวิกฤต ชาวบ้านในหลายพื้นที่ถูกฟ้องร้อง ไล่รื้อ ติดคุก และถูกคุกคามด้วยความรุนแรงทุกรูปแบบ

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลได้แต่งตั้งกรรมการ และอนุกรรมการหลายคณะ เพื่อศึกษาการแก้ปัญหาจนได้ข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่กลไกการแก้ปัญหาที่ประชาชนมีส่วนร่วมสร้างขึ้น รัฐบาลกลับไม่ดาเนินตาม ไม่สั่งการ ไม่สนใจ จนการแก้ปัญหาแทบทั้งหมดไม่มีความคืบหน้า

นายดิเรก กองเงิน ชาวบ้านบ้านโป่ง หมู่ 2 ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีพื้นที่พิพาทที่ดินทำกินระหว่างเกษตรกรใน จ.ลำพูน-เชียงใหม่ กับนายทุนและรัฐ หลังกลุ่มชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินเข้าไปใช้ที่ดินซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ จากนั้นจึงถูกนายทุนใช้เอกสารสิทธิ์ แจ้งความดาเนินคดี

จากนั้นกลุ่มชาวบ้านได้รวมตัวเจรจากับรัฐบาล และได้เสนอให้จัดตั้ง สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน และโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่ 5 ชุมชนภาคเหนือ ได้แก่ บ้านไร่ดง หมู่ 3 ตำบลน้าดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลาพูน บ้านแม่อาว หมู่ 3 ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน บ้านแพะใต้ หมู่ 7 ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลาพูน บ้านท่ากอม่วง ตำบลหนองปลาสะวาย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน และบ้านโป่ง หมู่ 2 ตาบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อกระจายการถือครองที่ดิน ให้สามารถจัดซื้อที่ดินให้แก่เกษตรกรรายย่อยไร้ที่ทำกิน ในกรอบงบประมาณ 167 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 22 ก.พ. 2554 และ 8 มี.ค.2554 ได้ และเร่งการร่างกฎหมายเกี่ยวกับจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พ.ศ. 2553 ซึ่งรัฐบาลรับปากจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี

“2 ปี ที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐบาลประกาศนโยบายไว้ รับปากกับชาวบ้านไว้กลับไม่มีการสั่งให้ดำเนินการ รวมถึงยังพยายามหลีกเลี่ยงที่จะนัดประชุมเพื่อสอบสาเหตุ อธิบายปัญหา ส่วนในพื้นที่ที่เคยเจรจาจะซื้อที่กับคู่กรณีไว้ เจ้าของที่ยอมตกลงจะขายที่ดินให้ และชะลอการฟ้องดาเนินคดีไว้ก่อน ถ้าได้งบประมาณมาจากโครงการธนาคารที่ดินมาซื้อ แต่ตอนนี้เจ้าของที่ยื่นฟ้องชาวบ้านแล้ว วันที่ 9 พ.ค. นี้ต้องไปรับทราบข้อกล่าวหาที่อัยการ ถ้าชาวบ้านไม่มีญาติซึ่งมีตาแหน่งราชการก็ไม่สามารถประกันตัว ต้องติดคุกไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะประกันตัวได้” นายดิเรกกล่าว

สำหรับการเดินทางมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ นายดิเรก กล่าวว่า “แม้จะไม่มีความหวัง ท้อแท้กับความพยายามที่กี่ครั้งๆ รัฐบาลรับปากแต่ไม่ยอมทา ทำแต่นโยบายของตัวเอง ไม่สนใจการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะให้ปัญหาได้รับการแก้ไข คือต้องมาเจรจากับรัฐบาล ด้วยอำนาจของนายกรัฐมนตรีต้องสั่งการให้ปัญหาคลี่คลายไปได้” นายดิเรก พูกล่าว

ด้านผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเขื่อนปากมูนที่ผ่านการเจรจาอย่างต่อเนื่องกับรัฐบาลมาหลายครั้ง ในที่สุด 23 มกราคม 2556 สามารถบรรลุข้อตกลง 3 ข้อกับรัฐบาล ประกอบด้วย 1.ยกเลิกมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2554 ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำการศึกษาเพิ่มเติม 2.ให้ยกเลิก คณะกรรมการฯ อนุกรรมการ และคณะทำงาน ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ที่มีอยู่ทั้งหมด และ 3.ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลขึ้นมา 1 คณะ ที่มีอำนาจเต็ม เพื่อเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาองค์รวม

นางสมปอง เวียงจันทร์ แกนนำสมัชชาคนจน หนึ่งในกรรมการแก้ปัญหาเขื่อนปากมูล กล่าวถึงการมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ว่า ข้อตกลงในครั้งนั้นกับรัฐบาล รัฐบาลรับปากจะนาเรื่องเข้า ค.ร.ม.ในเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา มาถึงปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการ

นางสมปอง กล่าวว่า “เรารอมานานแล้วเพื่อให้รัฐบาลแก้ปัญหา 13 นายก 16 รัฐบาล แต่รัฐบาลนี้ก็ไม่แตกต่างเหมือนกันหมด เราไม่ได้อยากมาชุมนุม แต่มันตกลงกันไม่ได้ เรื่องการแก้ปัญหาปากมูนไม่เข้า ค.ร.ม. เราก็ต้องรวมพลังกันเพื่อต่อรองเท่านั้นถึงจะเจราจาต่อรองปัญหาได้ เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาปากมูนเข้า ค.ร.ม. ให้ได้”

ทั้งนี้ การชุมนุมของผู้เดือนร้อนจาก 4 ภาคของประเทศ ภายใต้ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม Pmove หน้าทำเนียบรัฐบาล ผู้เดือดร้อนทั้งหมดได้เตรียมพร้อมมาเพื่อยืนยันจะปักหลักรอคาตอบจากรัฐบาลให้ถึงที่สุด

สายอีสาน สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) ร่วมพันรวมพลเคลื่อนขบวนขึ้นรถไฟมุ่งหน้าทาเนียบรัฐบาล

5 พ.ค. 56 - สายอีสาน สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) ร่วมพันคน รวมพลเคลื่อนขบวนขึ้นรถไฟมุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมชุมนุมในวันพรุ่งนี้ (6 พ.ค.56) จี้! รัฐบาลล้มเหลวแก้ปัญหาคนจน ถามปัญหาเขื่อนปากมูล ผ่าน 13 นายก 16 รัฐบาล จะสาเร็จได้ในรัฐบาลปูที่รับปากแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้หรือไม่

แม้จะมีอุปสรรคต้องเจราจากับนายสถานีรถไฟเพื่อขึ้นรถไฟฟรี ตามนโยบายรถไฟฟรีเพื่อช่วยเหลือคนไทย และถูกคุมเข้มจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แต่ชาวบ้านก็สามารถเจรจาขึ้นรถไฟได้สาเร็จ

ในระหว่างรอขึ้นขบวนรถไฟและทุกช่วงของการเดินทาง ยังได้แจกใบปลิว เพื่ออธิบายสถานการณ์ปัญหาความเดือดร้อนจากเขื่อนปากมูล เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ที่สัญจรไปมาและสังคม โดยจุดมุ่งหมายของขบวนที่มาร่วมในการชุมนุมครั้ง คือ ความเดือดร้อนหลายสิบปีของชาวบ้านต้องได้รับการแก้ไข

http://www.prachatai3.info/journal/2013/05/46584
  • ประชาไทออนไลน์
  • ที่ดิน
  • Read more
  • 25 reads

‘ศาลฎีกา’ ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ‘สองตายาย’ สมาชิก คปอ. เหตุกลัวหลบหนี

Submitted by info on Wed, 01/05/2013 - 10:24

สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

ชาวบ้านผิดหวัง ผลยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวสองตายายคดีบุกรุกสวนป่าโคกยาว ศาลฎีกายกคำร้อง ชี้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาและยังไม่ยื่นฎีกา หากอนุญาตให้ปล่อยตัวจำเลยอาจหลบหนี

วันที่ 29 เม.ย.56 ชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) กว่า 100 คน ตั้งขบวนบริเวณหน้าศาลจังหวัดภูเขียว อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เพื่อร่วมกันเดินเท้าเข้าเยี่ยม นายเด่น คำแหล้ อายุ 62 ปี และนางสุภาพ คำแหล้ อายุ 58 ปี สามี – ภรรยาสามสมาชิก คปอ.ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 และ 4 คดีบุกรุกสวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ที่เรือนจำอำเภอภูเขียว

หลังจาก เมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สั่งจำคุกจำเลยทั้งสอง เป็นเวลา 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งทีมทนายความของเครือข่ายฯ คปอ.และชาวบ้านได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว และนัดกันมารอฟังคำสั่งจากศาล ในวันจันทร์ (วันที่ 29 เม.ย.56)

ทั้งนี้ ตามกำหนดการ ชาวบ้านจะเดินเท้าไปเยี่ยมผู้ถูกคุมขังทั้ง 2 ราย จากนั้นจะกลับมาปักหลักบริเวณหน้าศาลจังหวัดภูเขียว เพื่อร่วมรับฟังคำสั่งศาลฎีกาว่าผลการให้ประกันจะออกมาอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่ชาวบ้านสมาชิก คปอ.กำลังเตรียมขบวน มีเจ้าหน้าที่ศาลออกมาแจ้งว่าได้เบิกจำเลยออกมาจากเรือนจำ เพื่อมารับฟังคำสั่งการให้ประกันจากศาลแล้ว เป็นผลให้ชาวบ้านยุติการเคลื่อนขบวน เปลี่ยนมาเป็นร่วมชุมนุมอยู่บริเวณหน้าศาล รอฟังคำสั่งศาลฎีกา

ต่อมาเวลาประมาณ 11.30 น. ผลการยื่นประกันขอให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 1 และที่ 4 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ปรากฏว่าศาลไม่อนุญาต เพราะเกรงจะหลบหนี

“พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 4 ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาและยังไม่ยื่นฎีกา มีเหตุอันควรเชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 1 และที่ 4 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 4 อาจจะหลบหนี จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง” คำพิจารณาของศาล

ศรายุทธ ฤทธิพิณ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานกล่าวว่า สมาชิกฯ ต่างแสดงเหตุผลไปในทางเดียวกันว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ในการวินิจฉัย คำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ต้องพิจารณา 1.ความหนักเบา แห่งข้อหา 2.พยานหลักฐาน ที่ปรากฏแล้ว มีเพียงใด 3.พฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร 4.เชื่อถือ ผู้ร้องขอประกัน หรือ หลักประกัน ได้เพียงใด 5.ผู้ต้องหา หรือ จำเลย น่าจะหลบหนี หรือ ไม่ 6.ภัยอันตราย หรือ ความเสียหาย ที่จะเกิดจาก การปล่อยชั่วคราว มีเพียงใด หรือไม่ และ 7.ในกรณีที่ ผู้ต้องหา หรือ จำเลย ต้องขังตามหมายศาล ถ้ามีคำคัดค้านของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ โจทก์ หรือผู้เสียหาย แล้วแต่กรณี ศาล พึงรับประกอบการวินิจฉัยได้ ประกอบไปด้วย

ส่วนประกอบการพิจารณาความที่ศาลมีอำนาจสั่งให้ปล่อยชั่วคราวทั้ง 7 ข้อนั้น ผู้ถูกคุมขังไม่มีการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุที่ศาลจำต้องนำมาเป็นส่วนประกอบการพิจารณาไม่ให้ประกันได้ อีกทั้งในข้อที่ 5 ตามที่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จะหลบหนีนั้น เป็นไปไม่ได้เพราะจำเลยทั้งสองเป็นเพียงเกษตรกรธรรมดา อีกทั้งต่างมีหลักทรัพย์ประกันจากทางกองทุนยุติธรรม ที่ได้ประสานให้ความช่วยเหลือในด้านหลักประกันอยู่แล้ว

ศรายุทธ ระบุถึงคำถามของชาวบ้านด้วยว่า ศาลในชั้นต้นและอุทธรณ์นั้นสามารถใช้ดุลยพินิจได้ใช่หรือไม่ แล้วทำไมศาลจึงไม่มีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัว กลับโยนให้ศาลฎีกาสั่ง โดยไม่สั่งการเอง หากเปรียบเทียบกับคดีของนายทอง กุลหงส์ วัย 72 ปี และนายสมปอง กุลหงส์ อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นกรณีเดียวกันและอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ศาลยังสามารถให้ประกันได้ เช่นนี้แล้วมีความยุติธรรมในการใช้ดุลพินิจหรือไม่ และเหตุใดศาลจึงไม่มีคำสั่งยกฟ้องจำเลยทั้ง 10 ราย (ชาวบ้าน 10 คนถูกจับกุมในกรณีเดียวกับแต่ถูกแยกฟ้องเป็น 4 คดี)

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ว่า ขณะที่มีการชุมนุมปราศรัยอยู่บริเวณหน้าศาลนั้น เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น.ชาวบ้านที่ชุมนุมส่วนหนึ่งได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ถูกคุมขังที่เรือนจำภูเขียว ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ให้เยี่ยมได้เพียง 10 นาที และสามารถเข้าเยี่ยมได้แต่นายเด่น คำแหล้ แต่เพียงคนเดียว เพราะระเบียบของเรือนจำอนุญาตให้ผู้ต้องขังชายเข้าเยี่ยมได้ในวันจันทร์, พุธ และศุกร์ ส่วนผู้ต้องขังหญิงเยี่ยมได้ในวันอังคารและพฤหัสบดี ขณะที่วันเสาร์และอาทิตย์ รวมทั้งวันหยุดราชการไม่มีให้เข้าเยี่ยม จนถึงเวลาประมาณ 16.30 น.จึงได้ร่วมกันเดินทางกลับ

ทั้งนี้ สมาชิก คปอ.ปักหลักตากแดดปราศรัยอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามถนนด้านหน้าศาลจังหวัดภูเขียว จนถึงเวลาประมาณ 16.30 น.จึงสลายการชุมนุม

http://www.prachatai3.info/journal/2013/05/46501
  • ประชาไทออนไลน์
  • ที่ดิน
  • Read more
  • 34 reads

การปฏิรูปที่ดินในสังคมไทย: ปัญหาการกระจายการถือครองที่ดิน

Submitted by info on Wed, 01/05/2013 - 00:00

ชัยพงษ์ สำเนียง
สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ ม.เชียงใหม่
ชื่อบทความเดิม “การปฏิรูปที่ดินในสังคมไทย”

[งานชิ้นนี้สรุปจาก มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด และคณะ. (2555). การศึกษานโยบายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อขับเคลื่อนการกระจายอำนาจสู่ อปท. และชุมชน. และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ: อำนาจปัญหา และข้อเสนอเชิงนโยบาย. สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ ม.เชียงใหม่.]

1 การปฏิรูปที่ดินในประเทศไทย

การจัดการที่ดินในประเทศไทยในอดีต มีความสำคัญไม่มากนักเนื่องด้วยพื้นที่รกร้างว่างเปล่ามีปริมาณมาก การทำศึกสงครามในอดีตก็มิใช่เพื่อการขยายดินแดน หรืออาณาเขต แต่เป็นการสงครามเพื่อการแย่งชิงผู้คน ที่เป็นแรงงานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะว่าการผลิตเพื่อการค้ายังไม่ขยายตัวอย่างกว้างขวาง เช่นในสมัยอยุธยา หรือในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นไม่มีการหวงห้ามการบุกเบิกป่ามาเป็นที่ทำกิน รวมถึงมีการส่งเสริมให้ราษฎรบุกเบิกป่าเป็นนา เช่น ถ้าใครบุกเบิกป่าเป็นนาจะได้รับการยกเว้นภาษี เป็นเวลา 3 ปี เป็นต้น

ปัญหาของรัฐไทยจึงมิใช่การบุกรุกแผ้วถางที่ป่าเป็นที่ทำกิน แต่ปัญหา คือ รัฐไม่สามารถที่จะเก็บภาษีจากการใช้ประโยชน์จากที่ดินนั้นๆได้ (ชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์ : 2522 อ้างใน, ฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย 2535: 54 ) ภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ในปี พ.ศ. 2398 ทำให้มีการผลิตเพื่อการค้า โดยเฉพาะข้าวขยายตัวในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง แต่พื้นที่รกร้างว่างเปล่าก็ยังคงมีปริมาณมากอยู่ จึงไม่มีความจำเป็นที่รัฐจะสงวนหวงห้ามมิให้มีการใช้ที่ดินในรูปแบบต่างๆ

แม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 จะเริ่มมีการจัดทำแผนที่จำลองไว้ในโฉนดที่จะมีการรังวัดแบบสมัยใหม่ตามประกาศ ออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) โดยวางหลักการเดินรางวัด ออกแบบโฉนดใหม่ ซึ่งเป็นการออกหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินที่แน่นอนกว่าเดิม และออกให้แก่ผู้มีสิทธิในที่ดินอยู่แล้ว โดยเอาหลักฐานเก่ามาเปลี่ยนหลักฐานแบบใหม่ แต่เนื่องจากที่ดินยังมีมาก กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ที่ยังมิได้จับจองสามารถมาขอจับจอง และออกโฉนดอย่างใหม่ให้ไปในคราวเดียวกันได้ แต่ต้องเสียเงินค่าจองที่ดินจำนวนหนึ่งด้วย

ในปี พ.ศ. 2470 คณะกรรมการพิจารณาวางโครงการเรื่องที่ดินของประเทศ ได้มีความเห็นว่า ประเทศไทยยังมีที่ดินอยู่อีกมาก โดยส่วนใหญ่เป็นเป็นป่าดงที่ไม่มีการทำประโยชน์ ถึงแม้จะมีการบุกรุกแผ้วถางป่าซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ช่วยแปรสภาพป่าให้เป็นไร่นาจึงควรยึดเป็นนโยบายที่จะไม่เอาโทษผู้บุกรุกที่ดินของรัฐ เพราะทางราชการไม่ประสงค์ให้เอกชนถือครองที่ดินแปลงใดก็สามารถไล่ออกไปได้ (ชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์: 2526 อ้างใน, ฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย 2535: 54 และ อัจฉรา รักยุติธรรม 2548 : 13)

ความเปลี่ยนแปลงของการถือครองที่ดิน หรือการบุกเบิกที่ทำกินในป่าเริ่มมีมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 2500 ที่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในช่วงเวลานี้มีการขยายตัวของการค้า และการปลูกพืชเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง แต่ภาครัฐก็มิได้ให้ความสำคัญต่อการบุกรุกป่า หรือที่สาธารณะเพื่อปลูกพืชไร่ หรือแปรสภาพให้เป็นพื้นที่ทำการเกษตร นอกจากนี้จากงานของอานันท์ กาญจนพันธุ์ และมิ่งสรรพ์ ขาวสอาด (2538: 43) ชี้ให้เห็นว่าการบุกเบิกพื้นที่ป่าเกิดจากหลายปัจจัย เช่น

1) การที่ภาครัฐได้มีการให้สัมปทานป่าไม้ทั้งบริษัทต่างประเทศ และบริษัทของคนไทยเพื่อนำไปทำหมอนรถไฟ ทำให้ไม้ใหญ่หมดไป จึงทำให้สะดวกต่อการบุกเบิกที่ดินทำกิน

2) การขยายตัวของพืชพาณิชย์ โดยเฉพาะยาสูบ อ้อย และถั่วลิสง กระตุ้นให้เกิดความต้องการขยายพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปในพื้นที่ดอน

3) การที่ทางภาครัฐเริ่มกำจัดโรคมาลาเรียด้วยยาดีดีที ช่วยลดปัญหาโรคภัยไข้เจ็บในป่าลงได้มาก ทำให้ชาวบ้านสามารถตั้งชุมชนในเขตพื้นที่ป่าได้

4) ทางราชการได้เข้าไปจัดตั้งชุมชนในเขตป่าเป็นหมู่บ้านทางราชการ เก็บภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) และในปี พ.ศ. 2498 ภาครัฐได้ให้มีการแจ้งสิทธิครอบครองและออกเอกสาร ส.ค. 1 แม้ไม่ใช่เอกสารสิทธิ แต่ชาวบ้านถือว่าเป็นเอกสารสิทธิชนิดหนึ่ง แนวทางปฏิบัติเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่ารัฐบาลส่งเสริมการบุกเบิกพื้นที่ป่า

จะเห็นได้ว่าจากการขยายตัวของการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ การสนับสนุนของภาครัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม การเพิ่มของประชากรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการขยายตัวของการบุกเบิกที่ดินในเขตป่ามากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการบุกเบิกพื้นที่ป่าในสมัยนั้นก็ไม่ถือว่าบุกรุกป่า เพราะพื้นที่ยังมีอยู่จำนวนมาก กอปรกับรัฐมีนโยบายส่งเสริมการปลูกพืชไร่เชิงพาณิชย์จึงไม่การป้องปราม คนที่เข้าไปอยู่ในเขตป่าสมัยนี้จึงเป็น “ผู้บุกเบิก” ซึ่งตอนหลังกลายเป็น “ผู้บุกรุก” (โปรดดูเพิ่มใน, อานันท์ กาญจนพันธุ์ และมิ่งสรรพ์ ขาวสอาด : 2538)

2 การปฏิรูปที่ดินมีความหมายที่หลากหลาย ส่วนที่สำคัญคือ การทำให้ที่ดินไม่กระจุกตัวอยู่ในความครอบครองของคนกลุ่มน้อย สามารถแบ่งออกเป็นการปฏิรูปอย่างแคบหรือย่างจำกัด และอย่างกว้าง (สมภพ มานะรังสรรค์ มปป. : 7-8)

การปฏิรูปอย่างแคบ คือ การเปลี่ยนระบบการถือครองที่ดิน หรือการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ตามการจำกัดความของ ประดิษฐ์ มัชฌิมา (2519 : 50 อ้างใน, สมภพ มานะรังสรรค์ มปป.: 7-8) คือ

1) การให้หลักประกันการเช่าที่ดินให้มั่นคงและให้โอกาสแก่ผู้เช่ามีโอกาสในกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
2) การควบคุมการใช้ที่ดินโดยรัฐบาล เพื่อดำเนินการตามโครงการต่างๆ เช่น การจัดรูปที่ดิน (Land Consolidation) หรือจำกัดการใช้ที่ดินของเอกชน
3) การจัดนิคมของรัฐบาล(Land Settlement)
4) การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ให้แก่เกษตรกรผู้เช่า
5) การเวนคืน การแบ่งแยก และการจัดสรรที่ดินที่ถือครองเสียใหม่
6) การเวนคืนที่ดินของชาติ เพื่อผลการจำกัดกรรมสิทธิ์ในที่ดินเอกชน (Land Nationalization)
7) การเวนคืนที่ดินของชาติเพื่อนำไปสู่ระบบนารวม

กล่าวโดยสรุป การปฏิรูปที่ดินโดยแคบ คือ การจัดสรรการกระจายการถือครองที่ดินใหม่ เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรรายเล็กรายน้อย และเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยมีจุดมุ่งหมายในการลดช่องว่างทางฐานะความเป็นอยู่ของคนในสังคมโดยรวม ส่วนการปฏิรูปที่ดินในความหมายแบบกว้างตามคำจำกัดความของ ประดิษฐ์ มัชฌิมา (2519: 51 อ้างใน, สมภพ มานะรังสรรค์ มปป. : 9-10) มีรายละเอียด คือ

1) การจัดระบบที่ดินใหม่เพื่อให้เกษตรกรได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือมีหลักประกันและเป็นธรรมในการเช่าที่ดิน
2) การกำหนดขั้นสูงของการถือครองที่ดิน
3) การจัดระบบการเช่าที่ดินหรือการเก็บภาษีที่ดินที่เป็นธรรม
4) การให้สินเชื่อทางการเกษตร
5) การปรับปรุงและบำรุงดิน
6) การจัดระบบการตลาดเกษตร
7) การจัดระบบชลประทาน
8) การจัดหาเงินทุนเพื่อการปฏิรูปที่ดิน

หรือพูดอย่างย่นย่อว่าเป็นการกระจายการถือครองที่ดิน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ความพยายามในการปฏิรูปที่ดินในสังคมไทยเกิดขึ้นหลายครั้ง การปฏิรูปที่ดินในสังคมไทยตั้งแต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. 2475 โดยอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้เสนอแนวคิดการปฏิรูปที่ดินในสมุดปกเหลืองในปี พ.ศ. 2476 (สมภพ มานะรังสรรค์ มปป. : 17-18) ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เป็นของรัฐในรูปแบบสหกรณ์ แต่ได้รับการต่อต้านและไม่สามารถนำมาใช้ได้

ในปี พ.ศ. 2493 รัฐบาลได้ออกกฎหมายควบคุมค่าเช่านา โดยกำหนดให้มีการเก็บค่าเช่านาเฉลี่ยสูงสุดไม่เกิน 25% ของผลผลิต แต่ไม่มีผลในทางปฏิบัติมากนัก กฎหมายนี้มีการประกาศใช้ควบคุมค่าเช่าในท้องที่ 22 จังหวัด ต่อมาในสมัยรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ในปี พ.ศ. 2517 ได้ปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมค่าเช่านาในระดับอำเภอ และจังหวัด มีการประกาศใช้ทั่วประเทศแต่ไม่มีผลต่อการบังคับใช้มากนัก (เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม 2525 : 104 อ้างใน, สมภพ มานะรังสรรค์ มปป. : 18)

ในปี พ.ศ. 2497 ได้มีการออก พ.ร.บ. จัดสรรที่ดินเพื่อความเป็นธรรมในสังคม โดยมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาที่ถูกฉ้อโกงที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ได้มีโอกาสเรียกร้องที่ดินของตนกลับคืนมา แต่กฎหมายฉบับนี้ก็มีผลบังคับใช้ในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะศาลฎีกาได้ตีความว่ากฎหมายฉบับนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้ในขณะนั้น (เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม 2525 : 101 อ้างใน, สมภพ มานะรังสรรค์ มปป. : 19)

ในปีเดียวกันนั้น (2497) ได้มีความพยายามที่จะจำกัดขนาดการถือครองที่ดินสำหรับเอกชน โดยมีการตรา พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินปี พ.ศ. 2497 ได้กำหนดจำนวนสูงสุดที่เอกชนแต่ละคนจะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ดังนี้ คือ

ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่เกินคนละ 50 ไร่
ที่ดินเพื่ออุตสาหกรรม ไม่เกินคนละ 10 ไร่
ที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม ไม่เกินคนละ 5 ไร่
ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย ไม่เกินคนละ 5 ไร่

กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เมื่อครบ 7 ปี นับตั้งแต่มีการตรากฎหมายฉบับดังกล่าว แต่ก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะมีการบังคับใช้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการรัฐประหารและออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม 2503 ยกเลิกการจำกัดขนาดการถือครองที่ดิน (เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม 2525: 103 อ้างใน, สมภพ มานะรังสรรค์ มปป.: 20)

อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยหลายปัจจัยที่ทำให้ที่ดินมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินที่ตกอยู่ในมือคนรวยเพียงร้อยละ 10 ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่ ในขณะที่ราษฎรและคนจนอีกร้อยละ 90 ถือครองที่ดินน้อยกว่า 1 ไร่ (พงษ์ทิพย์ สำราญจิตน์ ใน อัจฉรา รักยุติธรรม (บรรณาธิการ) 2548: 28) และไร้ที่ดินทำกิน หรือมีก็ไม่พอต่อการทำเกษตรกรรม

ซึ่งนับว่าการปฏิรูปการถือครองที่ดินในสังคมไทยยังไม่ประสบความสำเร็จ และนับวันช่องว่างการถือครองที่ดินจำนวนมากยิ่งกระจุกตัวอยู่ในมือคนส่วนน้อย และทำให้เกิดการเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาในหลายรูปแบบ เช่น กรณีของสมัชชาคนจน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) เป็นต้น ซึ่งเกิดจากนโยบายของภาครัฐที่ทำให้เขาเหล่านั้นประสบปัญหาในหลายรูปแบบ

3 การปฏิรูปที่ดินรูปแบบหนึ่ง คือ การออก ส.ป.ก. (การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) เพื่อปรับปรุงสิทธิและการถือครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงการจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมการนำพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมาให้ประชาชนทำประโยชน์ โดยรัฐให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม

การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิตตลอดจนการผลิตและจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น แต่กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของรัฐอยู่ โดยที่ดิน ส.ป.ก. จะเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ห้ามทำกิจกรรมประเภทอื่น เช่น รีสอร์ท สนามกอล์ฟ เป็นต้น ไม่สามารถกระทำได้ และสิทธิในการใช้ประโยชน์ให้เป็นของทายาทไม่สามารถจำหน่าย จ่าย โอน ให้บุคคลอื่นได้

แต่ในปัจจุบันกลับพบว่าพื้นที่ ส.ป.ก. จำนวนมากได้เปลี่ยนมือไปเป็นของนายทุน หรือไม่ก็มีการทุจริตเอื้อประโยชน์ออก ส.ป.ก. ให้นายทุน เช่น กรณีการออก ส.ป.ก. ให้สามีของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ จนทำให้รัฐบาลนายกชวน หลีกภัย (2535-2538) ยุบสภา และยังมีกรณีวังน้ำเขียว (พ.ศ.2535) ที่ดิน ส.ป.ก. จำนวนมากได้ตกอยู่ในการครอบครองของนายทุน และใช้ผิดวัตถุประสงค์

การออก พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในปี พ.ศ. 2518 ได้กำหนดขอบเขตของการปฏิรูปที่ดินไว้ว่า “การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หมายความว่า การปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น โดยรัฐนำที่ดินของรัฐ หรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือที่ดินเกินสิทธิตาม พ.ร.บ. นี้

เพื่อจัดให้แก่เกษตรกร ผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอต่อการยังชีพ และสถาบันเกษตรกรได้เช่าซื้อ เช่า หรือเข้าทำประโยชน์โดยรัฐให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น” (สมภพ มานะรังสรรค์ มปป. : 21-22) ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้มีการตั้งสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีวัตถุประสงค์ คือ

1) เพื่อปรับปรุงสิทธิการถือครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้เกษตรกรผู้ทำประโยชน์มีโอกาสได้เป็นเจ้าของที่ดิน หรือมีที่ดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างถาวร

2) เป็นการกระจายรายได้จากผู้ที่ร่ำรวยให้แก่เกษตรกรที่ยากจน ลดช่องว่างทางรายได้เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมในสังคม

3) เพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม ให้สามารถใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับปรุงปัจจัยการผลิตให้มีราคาสูงขึ้น

4) สร้างความเจริญให้แก่ท้องถิ่นชนบทอันจะส่งผลดีต่อความมั่นคงของประเทศชาติ (สมภพ มานะรังสรรค์ มปป. : 21-22)

การตั้งสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พบว่าไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรเพราะพื้นที่ที่ ส.ป.ก. เข้าไปทำการปฏิรูปล้วนอยู่ในอำนาจของหน่วยงานอื่นถึง 6 หน่วยงาน เช่น กรมป่าไม้ กรมธนารักษ์ กรมศาสนา เป็นต้น ทำให้การดำเนินการของ ส.ป.ก. ไม่ประสบผลสำเร็จในการกระจายการถือครองที่ดินให้เกษตรกรเท่าที่ควร

การกระจายการถือครองที่ดินที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดูได้จากตัวเลขการขึ้นทะเบียนคนจนทั่วประเทศของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตช.) ในปี พ.ศ.2547 พบว่ามีคนจนและเกษตรกรรายย่อย มาขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้านที่ดินกว่า 4 ล้านคน (ใช้เกณฑ์รายได้คนจนที่ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อปี) และ

ยืนยันต้องการความช่วยเหลือจำนวน 2,217,546 ราย จำแนกเป็น

ไม่มีที่ดินทำกินจำนวน 889,022 ราย
มีที่ดินทำกินแต่ไม่เพียงพอ จำนวน 517,263 ราย
มีที่ดินแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 811,279 ราย

ที่ดินร้อยละ 90 อยู่ในมือคนเพียงร้อยละ 10 ที่ดินที่จัดสรรไปให้ประชาชนก็ถูกนำไปขายต่อ พื้นที่ในเขตปฏิรูปจำนวนมากอยู่ในมือผู้มีอิทธิพลที่ทำให้การจัดสรรเป็นไปไม่ได้ (สมัชชาปฏิรูปประเทศไทย1 หลัก 3 2554: 1/6 )

ยังมีกฎหมายที่ดินมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันอีกนอกจากเพื่อป้องกันการบุกรุกที่ดินของรัฐ และการจัดที่ดินให้แก่ราษฎรที่ยากไร้ (หรือมีที่ดินทำกินไม่พอเพียง) ได้แก่ วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าว โดยมีการกลั่นกรองคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ามาเป็นสมาชิก และเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น

พ.ร.บ.สหกรณ์นิคม พ.ศ. 2483
พ.ร.บ.การจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2485 แก้ไข พ.ศ. 2511 และ
พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไข พ.ศ. 2532 ซึ่งการปฏิบัติตามกฎหมายข้างต้นขัดแย้งกันเองและไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ทำให้การปฏิรูปที่ดินในสังคมไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ (ศยามล ไกรยูรวงศ์ และคณะ 2549: 108-110)

ปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินในสังคมไทยมีหลายประการ เช่น

(1) ที่ดินในประเทศไทยมีหน่วยงานที่กำกับที่หลากหลาย (ศยามล ไกรยูรวงศ์ และคณะ 2549: 114) ทำให้ไม่มีเอกภาพในการทำงาน
(2) ผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่ล้วนแล้วแต่มีทั้งอิทธิพล และอำนาจ (พบว่า ส.ส. ที่มีหน้าที่ออกกฎหมายมีที่ดินครอบครองจำนวนมาก)
(3) รวมถึงประเทศไทยไม่มีกฎหมายมรดก และกฎหมายที่เก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า และจำกัดการถือครองที่ดิน
(4) ไม่มีความจริงจังกับปัญหาการกระจายที่ดิน พบว่าไม่มีนโยบายพรรคการเมืองใดในประเทศไทยต้องการให้มีการปฏิรูปที่ดิน ผลสุดท้ายไม่อาจก่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินได้ในสังคมไทย และคนเล็กคนน้อยก็เป็นเพียงผู้รับผลของความไม่สามารถของรัฐอยู่นั้นเอง

http://www.siamintelligence.com/land-reform-in-thai/
  • Siam Intelligence
  • ที่ดิน
  • Read more
  • 54 reads

Pmove นัดรวมพลใหญ่ทำเนียบ 5-6 พ.ค.นี้ บอกอยากดำหัว “ปู” พร้อมจี้เร่งกฎหมายช่วยคนจน

Submitted by info on Mon, 29/04/2013 - 14:49

กลุ่มพลังมวลชนในขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมหรือ Pmove ชุมนุมเสนอข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 ก.ค.2554 ณ ศาลากลาง จ.เชียงราย โดยมีการจัดทำตู้ ปณ.ถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อส่งให้ถึงมือด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 2 ปียังไม่สำเร็จพวกเขาจึงจะไปเรียกร้องที่ทำเนียบรัฐบาลต้นเดือน พ.ค.56 นี้อีกครั้ง

เชียงราย - เครือข่าย Pmove นัดระดมพลใหญ่ทั่วประเทศ เข้ากรุง 5-6 พ.ค. รวมตัวหน้าทำเนียบ บอกเที่ยวนี้อยากรดน้ำดำหัว “ปู” พร้อมจี้รัฐบาลเร่งคลอดกฎหมายช่วยคนจน 3 ฉบับ หลังยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี

วันนี้ (29 เม.ย.) รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า กลุ่มพลังมวลชนในขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ Pmove เตรียมเดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาล ร่วมกับเครือข่าย Pmove จากทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคมนี้ เพื่อกดดันรัฐบาลให้เร่งเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร 3 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.โฉนดชุมชน ให้เป็น พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการเรื่องที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีที่ดินเกษตรกรรมในอัตราก้าวหน้า และร่างกฎหมายเกี่ยวกับจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน โดยในเชียงรายมีเครือข่ายประมาณ 40 หมู่บ้าน คาดว่าจะมีผู้ร่วมเดินทางไปชุมนมเป็นจำนวนมาก

นายวิรัตน์ พรหมสอน ประธานเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน จ.เชียงราย กล่าวว่า ที่เดินทางไปกรุงเทพฯเป็นการไปให้กำลังใจรัฐบาล และถือเป็นการไปรดน้ำดำหัวนายกรัฐมนตรี เนื่องจากช่วงเดือนเมษายนอากาศร้อนแรงเกินไป โดยจะถือโอกาสติดตามความคืบหน้าข้อเสนอของเกษตรกรที่เคยเสนอไปนานแล้ว โดยออกมาเป็นร่างกฎหมาย 3 ฉบับดังกล่าว

ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลและประสานกับรัฐบาล รวมทั้งดูจากนโยบายของรัฐบาลพบว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลอย่างมาก จึงสมควรที่จะเร่งผลักดันให้แล้วเสร็จ เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรณีร่าง พ.ร.บ.สิทธิชุมชน ซึ่งจะใช้แทนชื่อ พ.ร.บ.โฉนดชุมชน ที่มีข้อจำกัดมากเกินไป และกรณีนี้มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาแล้วด้วย

สำหรับร่างกฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน ล้วนเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เพราะจะทำให้เกิดอัตราภาษีที่เป็นธรรม เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรที่มีฐานะยากจนต้องเสียภาษีกันทั้งนั้น แต่คนที่ร่ำรวยมีที่ดินมากมายกลับไม่ค่อยเสียภาษี ทั้งยังเชื่อมโยงไปถึงกรณีการมีกองทุนที่ดิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเกษตรกรในอนาคตอีกด้วย ซึ่งเมื่อร่าง พ.ร.บ.เหล่านี้เป็นผลดีต่อเกษตรกร ก็ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องถ่วงเวลาให้ล่าช้าต่อไปอีก

ทั้งนี้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาการผลักดันกฎหมายเป็นไปด้วยความล่าช้า แต่ก็มองในแง่ดีว่าเรื่องกฎหมายคงจะต้องใช้เวลากันบ้าง โดยเฉพาะกฎหมายที่ดินที่จะทำให้รวดเร็วคงจะยาก แต่ก็ไม่อยากให้เลื่อนออกไปอีก อยากให้รัฐบาลได้เรียนรู้ประชาชนให้มากขึ้นด้วย เพราะทุกรัฐบาลต่างก็มีเรื่องยุ่งๆกันทั้งนั้น แต่ถ้ารัฐบาลเห็นว่ามีประโยชน์ต่อประชาชน ก็น่าจะเห็นด้วยกับการผลักดันร่างกฎหมายให้ผ่านไปได้

นายวิรัตน์กล่าวว่า คาดว่าการนำเสนอและการหารือคงจะเกิดขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม โดยร่าง พ.ร.บ.สิทธิชุมชนฯก่อน ส่วนเรื่องที่ดินอาจจะหารือกันวันที่ 9 พฤษภาคม เพราะมีรายละเอียดมาก และเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000051162
  • ASTVผู้จัดการออนไลน์
  • ที่ดิน
  • Read more
  • 41 reads

ชาวบ้านทุ่งลุยลาย นอนคุก 2 ราย แพ้คดีชั้นอุทธรณ์ รอศาลฎีกาพิจารณาให้ประกันตัว

Submitted by info on Fri, 26/04/2013 - 09:56

สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

ศาลจังหวัดภูเขียวอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีที่ดินสวนป่าโคกยาว ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สั่งจำคุกชาวบ้านทุ่งลุยลายอีก 2 ราย 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ต้องนอนรอคำสั่งศาลฎีกาพิจารณาให้ประกันตัวอยู่ในเรือนจำ ส่วนอีก 3 ราย ศาลยกฟ้อง

25 เม.ย.56 ที่ศาลจังหวัดภูเขียว อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อ่านคำพิพากษาคดีบุกรุกสวนป่าโคกยาว เขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ยืนตามศาลชั้นต้น ให้นายเด่น คำแหล้ อายุ 60 ปี (จำเลยที่ 1) และนางสุภาพ คำแหล้ อายุ 57 ปี (จำเลยที่ 4) ชาวบ้าน ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ในข้อหาร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต

ส่วนจำเลยอีก 3 ราย ในคดีเดียวกัน คือนายบุญมี วิยาโรจน์ นางหนูพิศ วิยาโรจน์ (ภรรยา) และนางเตี้ย ย่ำสันเทียะ (เพื่อนบ้าน) ศาลยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า โจทก์เพียงตั้งข้อสงสัยว่าร่วมกันกระทำความผิดในพื้นที่ดังกล่าว

“แม้คราวนี้ศาลจะยกฟ้องตนและพวกรวม 3 คนอีกครั้ง แต่โดยส่วนตัวมองว่า ยังไม่มีความเป็นธรรมต่อชาวบ้าน โดยเหตุเพราะจำเลยที่ 1 และ 4 นั้นยอมรับในชั้นการสืบพยานโจทก์ว่า พื้นที่ทำกินนั้นได้รับการสืบทอดมรดกมาจากพ่อตา และแม่ยาย ที่ได้เข้าทำประโยชน์มาก่อนมีการประกาศเขตป่าสงวนฯ กลับถูกดำเนินคดีมีความผิด” นายบุญมี วิยาโรจน์ จำเลยที่ 2 ในคดีซึ่งได้รับการยกฟ้องกล่าว

นายบุญมี กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค.55 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสอง 6 เดือน นั้น ในวันดังกล่าวทางเครือข่ายฯ ได้ใช้หลักทรัพย์ของกองทุนยุติธรรมประกันตัวออกมาแล้ว แต่ในชั้นศาลอุทธรณ์กลับไม่ให้ประกันตัว ซึ่งต่างกับคดี ในชั้นอุทธรณ์ของนายทอง และนายสมปอง กุลหงส์

“อย่างนี้มีความเป็นธรรมหรือไม่ ถือเป็นการตัดสินโดยใช้ดุลยพินิจ 2 มาตรฐานหรืออย่างไร จึงเป็นเหตุให้จำเลย 2 ราย ต้องนอนรอคำสั่งศาลฎีกา สูญเสียอิสรภาพอยู่ในเรือนจำ โดยไม่ทราบว่าคำสั่งจะตกมาเมื่อไร” นายบุญมีตั้งคำถาม

นายบุญมี กล่าวต่อมาว่า โดยส่วนตัวมองว่าการตัดสินยังไม่มีความเป็นธรรมต่อชาวบ้าน โดยตั้งคำถามด้วยว่าเหตุใดศาลจึงไม่มีคำสั่งยกฟ้องจำเลยทั้ง 5 ราย ทั้งๆ ที่เป็นคดีเดียวกัน รวมทั้งจำเลยทั้ง 10 คน ที่แยกออกเป็น 4 คดี ต่างก็อยู่ในพื้นที่เดียวกัน อีกทั้งศาลมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัวชั่วคราวให้ศาลฎีกาสั่ง โดยไม่สั่งการเอง เป็นเหตุให้จำเลยทั้ง 2 ราย ต้องนอนอยู่ในคุก

“แม้พวกตนจะยอมรับโดยการเคารพคำตัดสินของศาล แต่ต่างยืนยัน พร้อมใจจะไม่ออกจากพื้นที่ทำกินเดิมที่ได้ทำประโยชน์มาก่อน แม้ศาลจะพิพากษาให้พวกตนทั้ง 10 คน มีความผิดทั้งหมดก็ตาม” จำเลยที่ 2 กล่าว

ลำดับการอ่านคำพิพากษา ศาลจังหวัดภูเขียว อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ

กรณีสวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาชาวบ้าน (จำเลย) โดยแยกเป็น 4 คดี 10 ราย โดยมีเจ้าหน้าที่ป้องรักษาป่าที่ ชย.4 คอนสาร เป็นโจทก์

คดีที่ 1 วันที่ 22 พ.ค.55 ศาลพิพากษานายคำบาง กองทุย อายุ 65 ปี และนางสำเนียง กองทุย อายุ 61 ปี (สามี-ภรรยา) จำคุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา

คดีที่ 2 วันที่ 13 มิ.ย.55 ศาลพิพากษานายทอง กุลหงส์ อายุ 72 ปี และนายสมปอง กุลหงส์ อายุ 48 ปี (สองพ่อลูก) จำคุก 4 เดือน โดยคดีนี้ ศาลได้เพิ่มวงเงินประกันจากรายละ 100,000 บาท เป็นรายละ 200,000 บาท เป็นเหตุให้เงินที่เตรียมไว้ต้องถูกรวมมาประกันจำเลยเพียงรายเดียวคือนายสมปอง ด้วยนายทอง ยอมเสียสละนอนอยู่ในคุก เพื่อให้ลูกชายที่มีอาการพิการทางสมอง เป็นโรคประสาท ได้รับการประตัวออกมาก่อน ต่อมาวันที่ 28 มิ.ย.55 นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแห่งชาติ ได้ใช้ตำแหน่งประกันตัวออกมาเมื่อวันที่ 28 พ.ค.55

คดีที่ 3 วันที่ 9 ส.ค.55 ศาลพิพากษานายสนาม จุลละนันท์ อายุ 59 ปี จำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

คดีที่ 4 วันที่ 28 ส.ค.55 ศาลพิพากษานายเด่น คำแหล้ อายุ 60 ปี (จำเลยที่ 1) และนางสุภาพ คำแหล้ อายุ 57 ปี (จำเลยที่ 4) ตัดสินจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลย อีก 3 ราย คือนายบุญมี วิยาโรจน์ อายุ 51 จำเลยที่ 2, นางหนูพิศ วิยาโรจน์ อายุ 70 ปี (ภรรยานายบุญมี)จำเลยที่ 5 และนางเตี้ย ย่ำสันเทียะ อายุ 54 ปี จำเลยทั้ง 3 รายนี้ ศาลยกฟ้อง

ลำดับการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์ภาค 3

คดีที่ 2 วันที่ 6 มี.ค.56 ที่ศาลจังหวัดภูเขียวนัดอ่านฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลย คือนายทอง กุลหงส์ อายุ 72 ปี และนายสมปอง กุลหงส์ อายุ 48 ปี (สองพ่อลูก) มีคำสั่งให้ จำคุก 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

ต่อมาชาวบ้านในนามเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ได้ประสานไปยังกองทุนยุติธรรม โดยทางกองทุนยุติธรรม ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งได้ทำเรื่องขอความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านและได้ประกันตัวออกมาในวงเงิน คนละ 200,000 บาท เพื่อสู้คดีในชั้นฎีกาต่อไป

คดีที่ 4 วันที่ 25 เม.ย.56 ที่ศาลจังหวัดภูเขียวนัดอ่านฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลย คือ 1. นายเด่น คำแหล้ 2.นางสุภาพ คำแหล้ จำคุก 6 เดือน

ส่วน นายบุญมี วิยาโรจน์ อายุ 51 ปี นางหนูพิศ วิยาโรจน์ อายุ 70 ปี และนางเตี้ย ย่ำสันเทียะ อายุ 54 ปี ทั้ง 3 รายนี้ ศาลยกฟ้อง

ที่มาของพื้นที่พิพาท

กรณีพื้นที่พิพาทดังกล่าว ถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม เมื่อปี 2516 ครอบคลุมพื้นที่ ต.ทุ่งลุยลาย ต.ทุ่งพระ ต.ทุ่งนาเลา ต.ห้วยยาง ต.ดงกลาง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ประมาณกว่า 290,000 ไร่ ในส่วนพื้นที่ ต.ทุ่งลุยลาย ต่อมามีโครงการปลูกสวนป่าโคกยาว ทดแทนพื้นที่สัมปทาน ด้วยการนำไม้ยูคาลิปตัสมาปลูกในพื้นที่เมื่อปี 2528 ซึ่งขณะนั้นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และกองกำลังทหารพราน ได้อพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ทำกินเดิม โดยสัญญาว่าจะจัดสรรที่ดินแห่งใหม่ให้รายละ 15 ไร่

เมื่อชาวบ้านบางส่วนออกจากพื้นที่ เพื่อเตรียมการจะเข้ามาอยู่ตามพื้นที่จัดสรร กลับปรากฏว่าเป็นที่ดินผืนนั้นมีเจ้าของเป็นผู้ครอบครองอยู่แล้ว ดังนั้นชาวบ้านจึงเสมือนตกอยู่ในสภาพถูกลอยแพ กลายเป็นคนไร้ที่ดิน

การเรียกร้องต่อสู้ของชาวบ้านจึงเริ่มแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แต่ท้ายที่สุดกลับต้องตกเป็นจำเลยเป็นกรณีพิพาทที่ดินสวนป่าโคกยาว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตามมติ ครม.ปี 2553 เห็นชอบให้ชาวบ้านสามารถเข้าทำประโยชน์ในสวนป่าได้โดยไม่มีการข่มขู่ กักขัง และดำเนินคดีในช่วงที่กำลังมีการแก้ไขปัญหา แต่ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงประสบปัญหาถูกคุกคามและจับกุมอยู่สืบเนื่องเรื่อยมา

กระทั่งจากเช้ามืดของวันที่ 1 ก.ค.54 ราวตี 5 ครึ่ง เจ้าหน้าที่นำโดยนายอำเภอคอนสาร (นายประทีป ศิลปะเทศ) สนธิกำลังของป่าไม้ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ประมาณ 200 นาย นำกำลังเข้ามาในพื้นที่พิพาทที่ดินสวนป่าโคกยาว เขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ และจับกุมชาวบ้านรวม 10 ราย โดยต่อมามีการฟ้องรองคดีกับชาวบ้านโดยเจ้าหน้าที่ป้องรักษาป่าที่ ชย.4 คอนสาร เป็นโจทก์

http://www.prachatai3.info/journal/2013/04/46416
  • ประชาไทออนไลน์
  • ที่ดิน
  • Read more
  • 65 reads
  • « first
  • ‹ previous
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content