Skip to main content

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo

Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก

สมาคมผู้เลี้ยงปลาค้านFTAไทย-เอฟต้า

Submitted by admin on Thu, 19/01/2006 - 11:23

FTA ไทย-สหรัฐพุ่งเป้า"ทักษิณ" หลังฑูตนิตย์ออก



กรุงเทพ/สมาคมผู้เลี้ยงปลาไทยยื่นสมคิด อย่ารับข้อเสนอเอฟต้า เผยคนเลี้ยงปลานับล้านครอบครัวเดือดร้อน แนะพัฒนาเกษตรกรให้พร้อมก่อนเปิดเสรี ด้านการลาออกจากของฑูตนิตย์ เพราะทนกดดันจากรัฐบาล ทีมคณะเจรจา และกระแสสังคมไม่ไหว พร้อมระบุคนถูกเผารายต่อไปคือ ?ทักษิณ? เอ็นจีโอยัน กระบวนการเจรจาไม่เป็นธรรมต้องค้านถึงที่สุด



ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้(18 ม.ค.) กลุ่มเกษตรกรรายย่อยกว่า 50 คน นำโดยสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย ได้เข้ายื่นหนังสือถึง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เพื่อคัดค้านการเปิดเสรีสินค้าประมงทุกพิกัด ตามกรอบเจรจาเอฟทีเอไทยเอฟต้า ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจารอบ 2 ณ โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด จ.เชียงใหม่ ในระหว่างวันที่ 16 ? 21 มกราคมนี้



นายศักดิ์ สรรพานิช นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย เปิดเผยว่า สมาคมในฐานะตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากว่า 1 ล้านครัวเรือน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องอีกกว่าล้านครอบครัว มีความกังวลเป็นอย่างมากกับการเจรจา เพราะประเทศในกลุ่มเอฟต้าอย่างนอร์เวย์ และไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกปลารายใหญ่ 5 อันดับแรกของโลก พยายามกดดันอย่างหนักให้ไทยเปิดเสรีสินค้าประมง หรือลดภาษีเป็นศูนย์ในทุกรายการ ขณะที่ทางสมาคมยืนยันมาตลอดให้จัดสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์ที่เป็นปลาพื้นฐานของไทยจำนวน 8 พิกัด ให้เป็นสินค้าอ่อนไหว (ยกเว้นสินค้าเพื่อการส่งออก) ได้รับการดูแลพิเศษจากภาครัฐ เพราะเกี่ยวข้องกับประชาชน เกษตรกร และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ



นายศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ?เรามีบทเรียนอันเจ็บปวดมาแล้ว จากการปล่อยให้ปลาของเมืองนอกเข้ามาอย่างเสรี ในปี 2543 ครั้งนั้นปลาซาบะ หรือแมคเคอเรล จากนอร์เวยเข้ามาตีตลาด จนทำให้ราคาปลาทั่วประเทศตกต่ำ ผู้เลี้ยงเดือดร้อนกันทั่วหน้า ต่อมาสมาคมก็ได้เรียกร้องอย่างต่อเนื่องถึง 11 เดือน รัฐจึงยอมเก็บในอัตราร้อยละ 5 ถึงแม้จะเป็นอัตราการจัดเก็บที่น้อยนิดแต่ก็มีประสิทธิภาพมาก เพราะปลาซาบะในตลาดสดหรือแผงปลาต่างๆ เริ่มหายไป โดยมีปลาดุก และปลาชนิดอื่นที่เพาะเลี้ยงในประเทศเข้ามาแทนที่?



?เดิมรัฐบาลเคยจัดเก็บสูงถึงร้อยละ 60 การลดลงมาเหลือร้อยละ 5 ก็ต่ำมากๆ อยู่แล้วหากปล่อยให้ปลาของเอฟต้าเข้ามาอย่างเสรี ผู้เลี้ยงปลาร้อยละ 80 ที่เป็นเกษตรกรรายย่อยกว่า จะเดือดร้อน อาจต้องสูญเสียอาชีพ จนเกิดเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ และสังคมอย่างประเมินค่าไม่ได้ สมาคมฯจึงยอมไม่ได้ที่จะเปิดเสรีอย่างเต็มที่ ดูอย่างไต้หวันซึ่งมีเทคโนโลยีในการเลี้ยงปลาที่ทันสมัยติดระดับโลก และมีมาตรฐานสูงกว่าบ้านเรา ยังเก็บภาษีปลาร้อยละ 19-106 ? นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย กล่าว



สำหรับรายการสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์ที่สมาคมฯขอให้เป็นสินค้าอ่อนไหวมีจำนวน 8 พิกัด แบ่งเป็น ปลาพื้นฐานที่ผลิตได้ภายในประเทศ 6 พิกัด คือ 0302.69, 0303.79, 0304.10, 0304.20, 0304.90, 0305.599 ปลาต่างประเทศที่เคยสร้างความเดือดร้อน 2 พิกัด คือ 0302.64 และ 0303.74 ส่วนสินค้าปลาที่นำเข้ามาแปรรูปเพื่อส่งออกพิกัด 0303.41, 0303.42, 0303.43, 0303.49 และ 0303.71 หากมีความจำเป็นสามารถปรับลดภาษีได้ทันที หลังข้อตกลงเอฟทีเอมีผลบังคับใช้



ทั้งนี้สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทยยังเรียกร้องให้คงภาษีปลานำเข้าไว้ที่ร้อยละ 5 เป็นเวลา 10 ปีเป็นอย่างต่ำ แล้วค่อยทยอยลดลง โดยในระหว่างนั้นให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการเพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลาให้มีความพร้อม สามารถแข่งขันได้ นอกจากนี้ขอให้ภาครัฐยัดยืนเจรจาเอฟทีเอ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงปลา โดยคำนึงถึงผลดี-ผลเสียในระยะยาว เพื่อการเลี้ยงปลาซึ่งเป็นอาชีพเคียงคู่คนไทยมีความยั่งยืนตลอดไป



ปัจจุบันประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงกระจายอยู่ทั่วทุกภาค มีพื้นที่การเลี้ยงรวมประมาณ 1.5 ล้านไร่ แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 50 ภาคกลางร้อยละ 27 ภาคเหนือร้อยละ 20 และภาคใต้ร้อยละ 4 มีเกษตรกรเลี้ยงปลาทั้งหมด 1.3 ล้านครอบครัว โดยร้อยละ 80 เป็นเกษตรกรรายย่อย ร้อยละ 20 ขนาดกลาง และร้อยละ 0.5 เป็นรายใหญ่



กรณีการลาออกของนายนิตย์ พิบูลย์สงคราม หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย ในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐฯ โดยอ้างเหตุผลว่าถูกม็อบกดดัน เผาหุ่น และไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ



นายประยงค์ ดอกลำไย สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) กล่าวว่า ประเด็นคือการเจรจาเอฟทีเอนั้นมีความโปร่งใสแค่ไหน ถ้าโปร่งใสทำไมคนไทยไม่มีส่วนร่วมรับรู้ ทำไมไม่นำเข้าสู่กระบวนการทางรัฐสภา ให้ประชาชนได้ร่วมตรวจสอบ อีกประเด็นคือ การได้ตำแหน่งหัวหน้าคณะเจรจาใครเป็นผู้แต่งตั้ง มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่



นายประยงค์ กล่าวต่อว่า เมื่อกระบวนการเจรจาไม่ชอบธรรม ประชาชนจึงต้องขับไล่ หัวหน้าคณะเจรจาคนใหม่จะเป็นใครก็ตาม แม้กระทั่งนักการเมือง ถ้ากระบวนการเจรจาไม่ชอบธรรมประชาชนก็ต้องขับไล่เหมือนเดิม



นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า การลาออกของฑูตนิตย์ เป็นผลจาก หนึ่ง การตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต้องการให้การเจรจาลุล่วงไป แม้จะต้องยอมเสียผลประโยชน์อะไรก็ตาม ต่อมาคือความปั่นป่วนภายในทีมเจรจาเอง โดยเฉพาะการแยกขั้วกันระหว่างทีมเจรจาจากกระทรวงการต่างประเทศ กับคณะเจรจาในประเด็นสิ่งแวดล้อมและทรัพย์สินทางปัญญา และพลังสุดท้ายคือการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน จนทำให้เกิดเป็นกระแสสังคมไม่เห็นด้วยกับการเจรจาเอฟทีเอ



นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า สองฑูตนิตย์ถูกรัฐบาลโดดเดี่ยว ให้เป็นหนังหน้าไฟกับภาคประชาชน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็บอกว่าการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเป็นประโยชน์ต่อการเจรจา การแสดงออกของรัฐบาลดังกล่าวต้องการสร้างกระแสความนิยม และทำลายความชอบธรรมของขบวนการภาคประชาชนด้วยการระบุว่าเป็นม็อบรับจ้าง และประเด็นที่สามฑูตนิตย์ก็ถูกวิพากษ์จากสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะการทำหน้าที่เจรจากับคณะเจรจาฝ่ายไทยในแต่ละหัวข้อ แทนที่จะมุ่งเจรจากับคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ และด้วยความเป็นนักการฑูตจึงมุ่งแต่ด้านนโยบายการต่างประเทศ ไม่ได้มีทัศนะต่อเรื่องเศรษฐกิจ เห็นได้ชัดจากการยอมให้ถูกเผา ทั้งที่มีทางเลือกที่จะไม่เป็นหนังหน้าไฟให้กับรัฐบาล ยิ่งต้องมาดูแลคณะผู้เจรจาที่มาจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงสาธารณะสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์



นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า เป็นที่ชัดเจนว่าต่อไปฝ่ายการเมืองจะเข้ามาดูแลการเจรจาเอง และผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนฑูตนิตย์ก็จะมาทำหน้าที่เพื่อสนองตอบต่อท่านผู้นำโดยตรง ต้องมารับภาระหนัก และเป็นหนังหน้าไฟ เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายภาคประชาชนก็จะไม่มองไปที่หัวหน้าคนใหม่ แต่จะพุ่งเป้าไปยังคนที่อยู่เบื้องหลัง คือคุณทักษิณ ชินวัตร โดยตรง การประท้วงครั้งหน้าคนที่จะถูกเผาก็ย่อมเป็นนายกรัฐมนตรี.



........................................................................

สำนักข่าวประชาธรรม

77/1 หมู่ 5 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่50200

โทร 0-5381-0779, 0-9759-9705

Email:newspnn@hotmail.com

สำนักข่าวประชาธรรม
368
  • 166 reads

งบ50บาน1.4ล้านล้านเปิดFTAไทยบักโกรก!

Submitted by admin on Wed, 18/01/2006 - 14:59

18 ม.ค. 49

ครม.เห็นชอบตั้งงบรายจ่ายปี 50 สมดุล 1.476 ล้านล้านบาท ทุ่มงบลงทุน 4 แสนล้าน ขณะที่เจียดงบท้องถิ่นแค่ 26% อ้างติดปัญหาถ่ายโอน ศธ.-สธ. ประจานหลังเปิดเอฟทีเอไทยขาดทุนอ่วม



เสียดุลจีน 126% ออสซี่ 137% ฝ่ายค้านหงุดหงิดพาณิชย์โอ่แต่ด้านดี ยันต้องเปิดเผยผลกระทบต่อสาธารณะ



นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มกราคมว่า ครม.ได้มีมติเห็นชอบกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2550 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยรัฐบาลกำหนดจัดทำงบประมาณแบบสมดุล คือ รายจ่ายสุทธิเท่ากับรายได้สุทธิ จำนวน 1,476,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณปี 2549 จำนวน 116,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 โดยแบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำ 1,030,623.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณปี 2549 จำนวน 72,146.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 และคิดเป็นร้อยละ 69.8 ของวงเงินงบประมาณรวม เทียบกับสัดส่วนร้อยละ 70.5 ของปีงบประมาณปี 2549



ในส่วนของรายจ่ายลงทุนจำนวน 388,188.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2549 จำนวน 29,852.2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26.3 ของวงเงินงบประมาณ เท่ากับงบประมาณปี 2549 ส่วนรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 57,188.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2549 จำนวน 14,001.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.4 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.9 ของวงเงินงบประมาณรวม เทียบกับสัดส่วนร้อยละ 3.2 ของงบประมาณปี 2549



สำหรับการจัดสรรงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ได้จัดสรรให้ร้อยละ 26.0 แม้ว่าตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. พ.ศ.2542 จะระบุให้จัดสรรงบประมาณให้ อปท.ภายในปี 2549 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 แต่เนื่องจากการถ่ายโอนภารกิจของหน่วยงานไปให้ อปท.ยังไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ดังกล่าว ประกอบกับการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากร้อยละ 24.1 ในปีงบประมาณ 49 ไปเป็นร้อยละ 35 นั้นจะเป็นการจัดสรรรายได้เพิ่มถึงร้อยละ 10.9 ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมาก อันอาจจะมีผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ตามแผนบริหารราชการแผ่นดิน



"ครม.มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปศึกษาและหาช่องทางว่าจะทำอย่างไรให้มีการจัดงบให้ อปท.ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ร้อยละ 35 เพราะขณะนี้มีปัญหาติดขัดเรื่องถ่ายโอนการศึกษาและงานสาธารณสุขบางส่วนที่จำเป็นต้องถ่ายโอนบุคลากรด้วย ซึ่งถ้าถ่ายโอนเงินไปหมดแต่บุคลากรไม่ไปก็ทำไม่ได้ และที่สำคัญจะทำให้รัฐบาลไม่มีเงินจ่าย ดังนั้นอาจต้องศึกษาดูว่าจะให้ อปท.ดูแลงบอุดหนุนการศึกษารายหัวของนักเรียนจากเดิมอยู่ในการดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ และดูแลในส่วนของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยยังไม่โอนภารกิจไปด้วยได้หรือไม่ เพราะถ้าทำให้สัดส่วนเพิ่มถึง 35% ได้ก็ไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ทั้งนี้ นายสุรนันทน์รับจะใช้เวลาศึกษาเรื่องนี้ประมาณ 2-3 สัปดาห์" นพ.สุรพงษ์กล่าว



นายไชยยศ สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เหตุที่รัฐบาลตั้งงบประมาณแบบสมดุลเหมือนปี 2549 โดยสัดส่วนงบลงทุนอยู่ที่ร้อยละ 26.3 ประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งสัดส่วนเท่ากับปี 2549 แต่ในแง่ของเม็ดเงินเพิ่มขึ้นโดยได้รวมถึงโครงการเมกะโปรเจ็กต์ด้วย เนื่องจาก 4 หน่วยงาน คือ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2550 ว่าจะมีการขยายตัวประมาณร้อยละ 5.5-6 อัตราเงินเฟ้อร้อยละ 3.4 โดยมีการลงทุนภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ควบคู่กับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ในขณะที่การใช้จ่ายจากภาคเอกชนปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพ และความเสี่ยงที่เกิดจากแรงกดดันของราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับลดลงในครึ่งปีหลังของปี 2549



นายไชยยศกล่าวว่า สำหรับภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว และส่งออก คาดว่าจะได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ระบบเศรษฐกิจไทยอาจมีความเสี่ยงเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ประกอบกับภาวะการแข่งขันในตลาดโลกอาจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้



ด้านนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานตัวเลขการค้าระหว่างประเทศที่ไทยได้ทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ คือ จีน (1 ต.ค.46-30 พ.ย.48) อินเดีย (1 ก.ย.47-30 พ.ย.48) และออสเตรเลีย (1 ม.ค.48-30 พ.ย.48) โดยตั้งแต่เดือน ต.ค.46-พ.ย.48 ไทยส่งออกไปยังประเทศจีน อินเดีย และออสเตรเลีย รวมมูลค่า 7,732.39 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 313,081.52 ล้านบาท และนำเข้าสินค้ารวมมูลค่า 7,455.17 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 303,852 ล้านบาท



นายเฉลิมชัยกล่าวว่า สามารถแยกมูลค่าการส่งออก-นำเข้าระหว่างไทย-จีน คือ มูลค่าส่งออก 4,438 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 181,352.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 33 สินค้าส่งออกที่มีมูลค่ามากที่สุด ได้แก่ เครื่องประมวลผลข้อมูล ขณะที่นำเข้าสินค้ามูลค่า 4,316.68 ล้านเหรียญฯ หรือ 178,090.62 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนร้อยละ 20 สินค้าที่นำเข้ามีมูลค่ามากสุด ได้แก่ ส่วนประกอบและอุปกรณ์เครื่องจักร ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าจากจีนจำนวน 121.57 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,261.86 ล้านบาท คือได้ดุลเพิ่มร้อยละ 126



รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับไทย-อินเดีย มีมูลค่าส่งออก 364.15 ล้านเหรียญฯ หรือ 14,646.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 123 โดยเครื่องรับโทรทัศน์สีมีมูลค่าส่งออกมากที่สุด ขณะที่นำเข้ามีมูลค่า 97.05 ล้านเหรียญฯ หรือ 3,920.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 โดยกระปุกเกียร์เป็นสินค้าที่มูลค่านำเข้ามากที่สุด ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าอินเดียจำนวน 267.10 ล้านเหรียญฯ หรือ 10,725.40 ล้านบาท คือได้ดุลเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ส่วนไทย-ออสเตรเลีย มีมูลค่าส่งออก 2,929.99 ล้านเหรียญฯ หรือ 117,082.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 โดยยานยนต์สำหรับขนส่งมีมูลค่าส่งออกมากที่สุด และการนำเข้ามีมูลค่า 3,041.44 ล้านเหรียญฯ หรือ 121,841.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 เนื่องจากได้มีการนำเข้าทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป และน้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันที่ได้จากแร่บิทูมินัสเพิ่มขึ้น



"ตั้งแต่ ม.ค.-พ.ย.48 ไทยขาดดุลการค้าออสเตรเลียจำนวน 111.45 ล้านเหรียญฯ หรือ 4,758.36 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนที่ได้ดุลการค้า 332.19 ล้านเหรียญฯ หรือ 12,812.36 ล้านบาท ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 137 เนื่องจากนำเข้าทองคำมูลค่า 34,963.91 ล้านบาท และนำเข้าน้ำมันมูลค่า 19,880.70 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 29 และ 16 ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากหักมูลค่าส่งออกและนำเข้าทองคำและน้ำมันแล้ว ไทยได้ดุลการค้าจำนวน 46,400.89 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนที่ได้ดุลการค้าจำนวน 28,845.61 ล้านบาท ซึ่งได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 61" นายเฉลิมชัยกล่าว



รายงานข่าวจากที่ประชุม ครม.แจ้งว่า สินค้าประเภทผลิตภัณฑ์นม เหล้าองุ่น และสุราต่างๆ ไม่มีการรายงานตัวเลขการนำเข้าในที่ประชุม ครม. ขณะที่สินค้าเกษตรประเภทหอม กระเทียม ส้ม ที่ทำเอฟทีเอกับจีนก็ไม่มีรายงานเช่นกัน มีเพียงรายงานว่ามีสินค้าเกษตรประเภทแอปเปิล ลูกแพร์ และควินสด ที่มีการนำเข้ามาเพียงร้อยละ 3 ทั้งนี้ยังพบว่า ในเดือน ม.ค.-พ.ย.48 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนถึง 4,776.97 ล้านบาท และ ต.ค. 45-พ.ย.47 ขาดดุล 12,345.37 ล้านบาท เมื่อสรุปรวมตั้งแต่ทำเอฟทีเอกับจีน ไทยขาดดุลถึงร้อยละ 126 ส่วนเอฟทีเอไทยกับออสเตรเลีย เดือน ม.ค.-มี.ค.48 (ไตรมาส 1) ไทยขาดดุล 11,438 ล้านบาท เดือน เม.ย.-มิ.ย. 48 ขาดดุล 3,210 ล้านบาท และสรุปรวมไทยขาดดุลออสเตรเลียถึงร้อยละ 137



ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ในการอบรมนักบริหารระดับสูงของ กทม. ตอนหนึ่งว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการมาก แต่ในทางปฏิบัติจริงยังไม่มีผลในทางรูปธรรมที่ประชาชนจะเสนอกฎหมายให้สภาอนุมัติได้แม้แต่ครั้งเดียว โดยร่าง พ.ร.บ.ที่ใกล้ที่สุดก็คือร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน แต่ขณะนี้ก็มีปัญหาว่าเมื่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านไปถึงวุฒิสภาก็มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ หรือแม้แต่ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งสภาเกษตรกรที่ประชาชนกว่า 1 แสนคน เสนอร่างเข้ามาในปี 2543 สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย แต่เมื่อถึงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระยะเวลาผ่านไป 4 ปีก็ไม่เคยได้พิจารณา จนกระทั่งปี 2548 นายกฯ ไม่ได้ยืนยันร่างดังกล่าวต่อสภา จึงทำให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ตกไป



นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในส่วนของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือการประชาพิจารณ์ในโครงการต่างๆ ที่มีผลกระทบความเป็นอยู่ของประชาชนก็ไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นเพียงระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น และที่ผ่านมาโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด ท่อส่งก๊าซไทย-มาเลย์ หรือแม้แต่การแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) ก็ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างจริงจัง ดังนั้นการที่จะปรับเปลี่ยนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงแล้ว จะต้องมีการปรับระบบราชการให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว และดำเนินการใน 2 แนวทาง คือ 1.เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของทางราชการอย่างแท้จริง และ 2.ต้องเปิดเผยแนวทางปฏิบัติให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเนื้อหาสาระเชิงนโยบายและการจัดบริการสาธารณะ



หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ส่วนกรณีเอฟทีเอซึ่งมีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาคัดค้านอย่างมากนั้น ตนเชื่อว่าบุคคลจำนวนหนึ่งมีความเห็นว่าการทำเอฟทีเอเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำในแง่ไม่ต้องการเสียโอกาสทางการค้า แต่ต้องยอมรับด้วยว่าข้อตกลงทางการค้าเช่นนี้มีทั้งได้และเสีย ซึ่งตนรู้สึกหงุดหงิดกับกระทรวงพาณิชย์มากที่ออกโฆษณาชี้ให้เห็นถึงผลดีของการทำเอฟทีเออย่างเดียว โดยไม่มีข้อเสียเลย ซึ่งน่าถามว่ารัฐบาลประเทศอื่นเขาโง่มากขนาดนั้นหรืออย่างไร



"เราต้องยอมรับว่าการทำข้อตกลงการค้าเสรีนั้นต้องมีได้มีเสีย แต่ได้หรือเสียมากกว่ากัน และผลเสียนั้นตกอยู่กับคนกลุ่มไหน และกลุ่มใดได้ประโยชน์ ซึ่งเรื่องนี้ต้องเปิดเผยให้ประชาชาชนที่จะได้รับผลกระทบรับทราบข้อเท็จจริง จะได้มีการเสนอแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าพอรัฐบาลทำข้อตกลงการค้าเสรีแล้วผลกระทบเกิดขึ้นกับเกษตรกร นายกฯ ก็ไปบอกให้เขาเปลี่ยนอาชีพ ซึ่งก็จะมีผลกระทบกับวิถีชีวิตและวิถีชุมชน" นายอภิสิทธิ์กล่าว

ไทยโพสต์
322
  • 64 reads

การค้าไทย-จีนทะลุ 1.3แสนล้านดอลล์

Submitted by admin on Wed, 18/01/2006 - 14:32

18 มกราคม 2549 12:41 น.

รมช.พาณิชย์จีนระบุ เอฟทีเอ ระหว่างจีนกับอาเซียนที่จะเสร็จสมบูรณ์ที่สุดในปี 2553 ส่งผลให้มูลค่าการค้า 23%เมื่อปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่า 130,400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท



เซี่ยงไฮ้ 18 ม.ค. ? นายอี้ เซี่ยวจุ้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวระหว่างการประชุมกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย จีน ไทย ลาว พม่า และกัมพูชา วันนี้ เพื่อยกระดับความร่วมมือและการค้าระหว่างกัน ระบุว่า จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ ระหว่างจีน และสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ที่จะจัดตั้งเอฟทีเอใหญ่ที่สุดในโลกสมบูรณ์ในปี 2553 ส่งผลให้มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 23 เมื่อปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 130,400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท



ส่วนมูลค่าการค้าระหว่างจีนกับ 4 ชาติอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมีมูลค่ารวมประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบหนึ่งในสี่ของการค้าซีโนอาเซียน



นายอี้ ระบุว่า การค้าจีน-อาเซียน บรรลุเข้าสู่มิติใหม่ของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองฝ่าย และเชื่อว่าทั้งจีนและอาเซียนจะเป็นคู่ค้าที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในขณะที่ตลาดการแข่งขันการค้าโลกทวีความรุนแรงขึ้น



ทั้งนี้ อาเซียนลงนามเอฟทีเอกับจีนเมื่อปี 2547 และอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีลักษณะเดียวกันกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคทั้งอินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

กรุงเทพธุรกิจ
267
  • 81 reads

ความอึดอัด" ของเสรีภาพภายใต้การเจรจาค้า "เสรี"

Submitted by admin on Wed, 18/01/2006 - 14:30

18 มกราคม 2549 08:56 น.

ในที่นี้จะไม่ขอพูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ภายใต้การทำข้อตกลงการค้าเสรีร่วมกันระหว่างไทยกับสหรัฐ เพราะมีคนพูดไปมากแล้ว



ถ้ารัฐบาลจะเคารพความแตกต่างทางความคิดที่กระจายอยู่ทั่วไปในสังคม ภาพปรากฏคงไม่เป็นอย่างที่เห็นอยู่ เช่น การย้ายสถานที่ประชุมแบบกะทันหัน เพื่อหนีผู้ชุมนุมประท้วง หรือการที่นายกรัฐมนตรีออกมาปกป้อง ว่า คณะผู้เจรจาไทยทุกคนล้วนมีความรู้ ความสามารถและมีความคิดคงไม่ทำให้เกิดการเสียเปรียบในการเจรจา



แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เป็นคนละเรื่องกัน เพราะในหลายๆ ครั้ง คนที่อ้างว่า มีความรู้ ความคิด ก็นำศักยภาพนั้นไปบริหาร "ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม" มากกว่าที่จะ "บริหารประโยชน์ส่วนรวม"



เพราะฉะนั้น นี่จึงไม่ใช่เรื่องของการไม่รู้ ไม่คิดหรือไม่มีความสามารถ อย่างที่นายกรัฐมนตรีกำลังจะปลอบให้คนในสังคมสบายใจ แต่เพราะเชื่อว่า คนเหล่านั้น ช่างรู้ ช่างคิด และมากด้วยความสามารถนี่เอง ที่ทำให้ไม่เชื่อใจว่า พวกเขาจะไม่ใช้ศักยภาพนั้นในการเอาตัวรอดเฉพาะตัวและเฉพาะกลุ่มหรือไม่ หลายๆ ครั้งประวัติศาสตร์ก็สอนให้ต้องจดจำ



ปัญหาหลักของข้อตกลงการค้าเสรีครั้งนี้ จึงไม่ใช่อยู่ที่ผลการเจรจาว่า ใครจะเป็นกลุ่มที่ถูกเลือกให้รอดหรือให้ได้รับผลประโยชน์ มากไปกว่าปัญหาที่ว่า "ใครจะเป็นผู้กระทำการตัดสินใจเลือก" และเพียงแค่เลื่อนการเจรจาเปิดการค้าเสรีในหัวข้อโทรคมนาคมออกไปก่อนของรัฐบาล ก็ฟ้องศักยภาพในการคิด ความรู้และความฉลาดของรัฐบาลให้ต้องหนาวๆ ร้อนๆ กัน



สิ่งที่เป็นความวิตกกังวลแท้จริงของคนในสังคม อาจไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นในการเจรจาและผลการเจรจาในหัวข้อ FTA เท่านั้น แต่อาจจะเป็นสิ่งที่เผยตัวออกมาท่ามกลางการดำเนินการเจรจาผ่านการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี ที่พยายามจะตีวง "สิทธิในการพิจารณา" เรื่องดังกล่าวให้อยู่ในกลุ่มคนที่คัดสรรไว้แล้ว และที่เหลือก็เพียงรอฟังผลเจรจาต่อไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้ เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ และไม่มีใครเขายอมกันด้วย



ประชาชนไทยมีชีวิตท่ามกลางปัญหาที่ไม่ได้สร้างมายาวนานและมากมายพอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขื่อนและการจัดการน้ำ ที่ก็ทำเอาคนอดอยากและยากจนไปกว่าค่อนประเทศ ในขณะที่ก็มีคนอิ่มหมีพีมันกว่าใครเพื่อนเพียงแค่สามารถผลักดันเขื่อนสักเขื่อนให้ผุดขึ้นมาได้ หรือการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่เน้นวิธีการรักษาจนป่าวอดวาย ในขณะที่ใครบางกลุ่มกลับได้รับผลประโยชน์



เหตุการณ์แบบนี้คงจะมากพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า ทำไมเราจึงไม่สามารถนิ่งดูดายมองดูการเจรจาการค้าที่เกิดขึ้นได้ เพราะความเก่งไม่ใช่ข้อกังขา แต่ความโปร่งใสต่างหากที่รัฐบาลไม่ว่ายุคไหนก็ไม่เคยพิสูจน์ตัวเองได้สักที



การไม่ให้สิทธิในการร่วมคิด ร่วมพิจารณา ความเป็นไปในประเทศ อันมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งกับวิถีชีวิตของประชาชนแต่ละคน และการพยายามจะผูกขาดสิทธิดังกล่าวโดยรัฐบาล ได้เป็นส่วนกระตุ้นการใช้ "เสรีภาพ" ในการคิดและการเคลื่อนไหวของประชาชน เพื่อถ่วงดุลกับการเจรจาการค้าเสรี ซึ่ง "เสรี" มาก็ต้อง "เสรี" ไป และถ้าใครก็ตามจะรับ "ความเสรี" จากฝั่งประชาชนไม่ได้ ก็พึงเข้าใจไว้เช่นกันว่า คนไทยก็รับหลักการ "เสรี" จอมปลอมจากการเจรจาการค้าครั้งนี้ไม่ได้เช่นกัน



แล้วใครจะรู้บ้างว่า "ความอึดอัด" ท่ามกลางหลักการแห่ง "เสรี" ของข้อตกลงการค้า "เสรี" (FTA) ภายใต้ "ระบอบประชาธิปไตย" ของประเทศไทยนั้นช่างอึดอัดยิ่งกว่าความอึดอัดใดๆ เพราะมาจากน้ำมือของนายกรัฐมนตรีที่ผูกขาดตัวเองว่ามาจาก "ประชาชน 19 ล้านเสียงเลือกเข้ามา!"

กรุงเทพธุรกิจ
252
  • 87 reads

'กันตธีร์'ให้'ทูตนิตย์'ชี้แจงเหตุลาออกเจรจาเอฟทีเอ

Submitted by admin on Wed, 18/01/2006 - 14:15

18 มกราคม 2549 12:27 น.

รัฐมนตรีต่างประเทศ คาดหัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอไทย-อเมริกา อาจหนักใจที่ถูกกดดัน แต่ขอให้ชี้แจงเหตุผลด้วยตัวเอง ด้าน?อภิสิทธิ์" เชื่อหัวหน้าคณะฯ ลาออก แต่การคัดค้านเอฟทีเอต้องดำเนินต่อ ระบุต้องเปิดเผยข้อลงให้ประชาชนมีส่วนร่วม



กระทรวงการต่างประเทศ - นายกันตธีร์ ศุภมงคล รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีมีการรายงานข่าวว่า นายนิตย์ พิบูลย์สงคราม หัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ จะลาออกจากตำแหน่ง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศให้ความเห็นว่า คงเป็นเพราะทูตนิตย์ มีความหนักใจและไม่สบายใจตามที่ปรากฎเป็นข่าวในสื่อ



"ผมอยากให้ทูตนิตย์ ได้อธิบายด้วยตนเองมากกว่า แต่ขณะนี้ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งแต่อย่างใด และทูตนิตย์ยังคงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะเจรเจเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ส่วนจะมีการลาออกหรือไม่ ผมคงตอบแทนไม่ได้"



ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่นายนิตย์ พิบูลย์สงคราม ลาออกจากเป็นหัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหรัฐว่า ได้ข่าวเช่นนั้น ต้องดูว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ มีเหตุผลอะไร แต่สิ่งที่ต้องทำคือการปรับกระบวนการเจรจา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินการเจรจาเอฟทีเอ



แต่ตนคิดว่าบรรยากาศการเจรจาในสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีผู้ชุมนุมคัดค้านเป็นจำนวนมาก และมีข้อเรียกร้องการมีส่วนร่วม และความโปร่งใส ถ้ารัฐบาลตอบรับข้อเรียกร้องเหล่านี้ เชื่อว่าการขับเคลื่อนในเรื่องเป็นไปได้อย่างราบรื่น และตรงกับประโยชน์ของประเทศ ตนเชื่อว่าสหรัฐเข้าใจเช่นกัน เพราะจากการที่เราไปยื่นหนังสือ และพบกับเจ้าหน้าที่สหรัฐเขาก็ยอมรับแนวคิดของเรา ว่ากระบวนการของเขาเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม



"ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแต่ตัวบุคคล แต่ไม่เปลี่ยนแนวทางและรัฐบาลยังบอกว่า ทุกอย่างเป็นความลับ อีกทั้งสิ่งที่นำไปแลกเปลี่ยนในเชิงผลประโยชน์ส่งผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว ซึ่งประชาชนไม่มีโอกาสรู้ก่อน และไม่มีโอกาสเตรียมตัว ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นเหมือนเดิม และที่จริงเราไม่ได้เจาะจงที่ตัวบุคคล แต่เราเจาะจง ไปที่หลักคิดและวิธีการมากกว่า" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ

กรุงเทพธุรกิจ
203
  • 78 reads

อนาคตอุตสาหกรรมไทยภายใต้เงา FTA

Submitted by admin on Wed, 18/01/2006 - 14:10

บทวิเคราะห์



11 มกราคม 2549 13:57 น.

กองเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศสำนักงานเศรษฐกิจตสาหกรรม(สศอ.) เสนอบทวิเคราะห์อนาคตอุตสาหกรรมไทยภายใต้เงาเอฟทีเอ



ในปัจจุบันคงไม่มีใครที่จะปฎิเสธได้ว่าเศรษฐกิจการค้าของโลกกำลังเดินหน้าเข้าไปสู่ระบบการค้าเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ และอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าการเจรจาการค้าในกรอบเวทีขององค์การค้าระหว่างประเทศ (WTO) จะไม่มีแนวโน้มของความคืบหน้าและไม่ส่อแววของความสำเร็จแต่ประการใดในระยะเวลาอันใกล้นี้ก็ตาม



ทั้งนี้เนื่องจากความแตกต่างของสภาพทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ต่างกันมากในมวลหมู่สมาชิกส่งผลทำให้ความสนใจ ผลประโยชน์ และความต้องการทางการค้าของประเทศต่างๆ แตกต่างกันมากจนยากและแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะสร้างกรอบและกติกาความตกลงที่สามารถก่อให้เกิดเงื่อนไขที่ได้ประโยชน์ทุกประเทศ (win-win) ได้หรืออย่างน้อยในเวลาอันใกล้นี้



การส่อแววของความล่าช้าของ WTO ทำให้ประเทศต่างๆ หันมาให้ความสนใจในการทำความตกลงการค้าเสรีในกลุ่มเล็กๆ และระหว่างสองประเทศมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่ง WTO ก็เปิดทางให้สามารถดำเนินการได้ภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้อย่างกว้างๆ และสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศต่างๆ เร่งทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน โดยเฉพาะในรูปแบบทวิภาคี หรือ FTA (Free Trade Agreement) นั้นคงไม่ใช่เพราะความนิยมหรือเหตุผลของความสะดวกในการตกลง หรือเพราะเนื่องจากตกลงกันน้อยประเทศจึงสามารถหาผลประโยชน์ร่วมได้ไม่ยาก หรือเพราะเหตุผลทางการเมืองเท่านั้น



เหตุผลทางเศรษฐกิจที่สำคัญก็คือ ก็เพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงเปรียบเทียบกับสินค้าของตนเองเหนือประเทศคู่แข่งในตลาดประเทศที่ตนเองทำความตกลงด้วย เพราะสินค้าของตนเองจะเข้าตลาดได้มากขึ้นเนื่องจากไม่ต้องหรือเสียภาษีศุลกากรน้อยกว่าและสะดวกกว่า รวมทั้งการเข้าสู่ตลาดก่อนคู่แข่งถือว่ามีความได้เปรียบในระดับแรก เนื่องสามารถเป็นที่รู้จักและสร้างฐานลูกค้าและเครือข่ายการค้าไว้แล้ว ผู้มาใหม่ต้องออกแรงและลงทุนมากกว่าปกติเพื่อจะเข้ามาแข่งทีหลัง



ดังนั้นหลายประเทศจึงต้องเร่งทำความตกลงกับประเทศต่างๆ ให้มากและเร็วที่สุดที่จะทำได้ โดยเฉพาะประเทศที่จะเป็นหรือมีศักยภาพที่จะเป็นตลาดสินค้าที่สำคัญของตนเอง และยิ่งประเทศต่างๆ เข้าสู่การเจรจาการค้าเสรีมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ความจำเป็นของประเทศต้องมีความตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ มากขึ้นเท่านั้น เพื่อให้ไม่เสียเปรียบในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในตลาดที่สำคัญ



ดังนั้นจึงพอจะเข้าใจได้ว่าทำไมประเทศไทยพยายามเร่งการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น รวมทั้งอินเดีย ซึ่งทำให้คู่เจรจา FTA ของไทยเป็นกลุ่มประเทศที่มีประชากรรวมกันมากกว่า 2,000 ล้านคน ซึ่งจะเป็นตลาดขนาดมหาศาลของไทย และเป็นคู่ค้าที่สำคัญยิ่งของไทย



ความก้าวหน้าและการขยายขอบเขตความตกลงของ FTA ในปัจจุบันมีการพัฒนาออกไปไกลกว่าเฉพาะการสร้างความสะดวกในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันเท่านั้น แต่จะครอบคลุมประเด็นที่สำคัญที่คู่เจรจาทุกฝ่ายพอใจ ตั้งแต่การลงทุน การบริการ และการพัฒนาด้านต่างๆ ร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจคู่สัญญาจะสามารถได้ประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าวได้อย่างเต็มที ซึ่งมักจะเรียกกันว่า ความร่วมมือใกล้ชิดทางเศรษฐกิจหรือพันธมิตรทางเศรษฐกิจ (Close Economic Partnership หรือ CEP) เพราะฉะนั้น ประเด็นต่างๆ ทั้งหมดจะมีการผูกโยงเข้าหากันในกระบวนการต่อรอง และจะมีการแลกเปลี่ยนกันข้ามสาขาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของแต่ละฝ่าย



ดังนั้น การมองภาพของความเอื้อประโยชน์(Complementary) ของความชำนาญและได้ประโยชน์ในภาพรวมเป็นสิ่งจำเป็นของความสำเร็จในการตกลงกัน ซึ่งในกระบวนการเจรจานั้นแต่ละประเทศจะหลีกเลี่ยงการพิจารณาผลได้และเสียในเฉพาะสาขาหรือสินค้าไม่ได้ แต่อาจจะต้องพิจารณาข้ามสาขาและความร่วมมือ ซึ่งจะมีการมัดประเด็นรวมกันมากกว่าการค้าระหว่างประเทศอย่างเดียวเท่านั้น ทำให้การพิจารณาหาสถานภาพที่ดีที่สุด (optimal position) และนำประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุดเป็นสิ่งที่ท้าทายและซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง การพูดคุย หารือ ระหว่างผู้รับผิดชอบในแต่ละประเด็น รวมทั้งการศึกษาผลในภาพรวมเป็นความจำเป็นที่ต้องทำ



อุตสาหกรรมไทย: ประโยชน์อยู่ตรงไหน?



ผลกระทบและโอกาสของการมีความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ภายใต้กรอบ FTA ต่างๆ ของภาคอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบันนั้น จะมากหรือน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศคู่เจรจา และยุทธศาสตร์ในการวางภาคอุตสาหกรรมในการเจรจาว่าเป็นอย่างไร ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการทำ FTA ก็คือ การลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน โดยการลดอัตราภาษีศุลกากร และการขจัดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ ที่ไม่ใช่ภาษี นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงความร่วมมือและการสร้างโอกาสการลงทุนระหว่างกัน และการใช้ประเทศคู่สัญญาเป็นแหล่งหรือประตูในการขยายตลาดสินค้าตนเอง ประเด็นสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่ก็คือ



1. โครงสร้างภาษีศุลกากรของไทยในสินค้าต่างๆ ค่อนข้างจะสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่เจรจาต่างๆ ที่กำลังเจรจาและจะเจรจา โดยอัตราเฉลี่ยของไทยเท่ากับร้อยละ 10 ในขณะที่อัตราเฉลี่ยภาษีศุลกากรของประเทศคู่เจรจาของไทยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำกว่ามาก เช่น จีนที่มีอัตราเฉลี่ยเท่ากับ ร้อยละ 7 ส่วนญี่ปุ่นเท่ากับร้อยละ 2.5 และออสเตรเลียกับสหรัฐอเมริกา เท่ากับร้อยละ 2.5 และ 3 ตามลำดับ



จะมีเพียงประเทศอินเดียเท่านั้นที่มีอัตราภาษีศุลกากรค่อนข้างจะสูงกว่าของไทย คือ ประมาณร้อยละ 17 ดังนั้น เมื่อเจรจาในส่วนของการลดภาษีศุลกากรแล้วอุตสาหกรรมไทยมักจะต้องลดในอัตราเฉลี่ยที่มากกว่าประเทศคู่เจรจา และอัตราภาษีศุลกากรของประเทศคู่เจรจาในปัจจุบันก็ไม่สูงมากจนเป็นอุปสรรคของการส่งออกหรือบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในประเทศคู่เจราจา



อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญก็คือ รายการสินค้าอุตสาหกรรมที่เจรจาลดอัตราภาษีศุลกากรระหว่างกันนั้น คงจะต้องพิจารณาในรายละเอียดแต่ละรายการเป็นสำคัญ เพราะถึงแม้ว่าอัตราภาษีศุลกากรของประเทศคู่เจรจาจะอยู่ในอัตราต่ำ แต่ในบางรายการอัตราภาษีศุลกากรของประเทศคู่เจรจายังอยู่ในระดับสูง เช่น รถปิกอัพของสหรัฐอเมริกา หรือรายการสิ่งทอของออสเตรเลีย ที่สูงถึงกว่าร้อยละ 20 และนอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ประกอบ อาทิ



- สินค้าอุตสาหกรรมนั้นไทยมีศักยภาพในการส่งออกไปประเทศนั้นหรือไม่ จะพิจารณาจากศักยภาพการส่งออกโดยเปรียบเทียบของประเทศซึ่งจะดูถึงความสามารถการส่งออกของไทยเทียบกับความสามารถของคู่แข่งในตลาดนั้นเป็นสำคัญ รวมทั้งความยืดหยุ่นของสินค้าไทยในตลาด เพราะหากสินค้าอุตสาหกรรมไทยในตลาดของประเทศคู่เจรจากำลังแข่งขันกับคู่แข่งทางด้านราคาและเป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นต่อราคาสูง ดังนั้น การลดอัตราภาษีศุลกากรของประเทศคู่เจรจาในสินค้าอุตสาหกรรมนั้นลงได้ก็จะทำให้ประเทศสามารถส่งออกได้มากขึ้น ในกรณีของกับออสเตรเลียนั้น สินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยจะได้ประโยชน์มากในการลดภาษีศุลกากรได้แก่ สิ่งทอ ที่ออสเตรเลียจะลดอัตราภาษีศุลกากรลงครึ่งหนึ่งจากร้อยละ 25 ให้เหลือร้อยละ 12.5 ทันทีที่ข้อตกลงมีผลในทางปฏิบัติในเดือนมกราคมปี 2548 ซึ่งจะทำให้สิ่งทอจากไทยสามารถได้เปรียบสินค้านี้จากจีนในออสเตรเลียกว่าร้อยละ 12.5 ถึงแม้ค่าความยืดหยุ่นต่อราคาอาจจะไม่มาก แต่เชื่อว่าการทดแทน (Substitution effects) ของสินค้าไทยต่อประเทศคู่แข่งน่าจะทำให้ไทยขยายตลาดของอุตสาหกรรมนี้ในตลาดออสเตรเลียได้



- ในทางกลับกันการลดอัตราภาษีศุลกากรให้ประเทศคู่เจรจา การมองว่าสินค้าอุตสาหกรรมนั้นประเทศจำเป็นต้องมีความต้องการการนำเข้าอยู่แล้ว การลดอัตราภาษีศุลกากรให้ประเทศคู่เจรจาก็จะทำให้ผู้ใช้ในประเทศได้ประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคงต้องคำนึงถึงความสามารถในการทดแทนด้วย เพราะถึงแม้ว่าประเทศจะไม่สามารถผลิตสินค้านั้นๆ ได้แต่สามารถหาสิ่งทดแทนหรือใกล้เคียงนั้นได้ในประเทศ การลดอัตราภาษีศุลกากรในสินค้าหนึ่งก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการลดลงของการบริโภคสินค้าทดแทนที่สามารถผลิตได้ในประเทศได้ ซึ่งความสามารถในการทดแทนของสินค้าแต่ละประเภทในความรู้สึกของผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าเดียวกัน อาจจะเป็นสินค้าใกล้เคียงกันหรือต่างกัน แต่สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้ในเรื่องและระดับเดียวกัน แต่หากเป็นสินค้าที่เป็นประเภทที่ใกล้เคียงกันแล้ว ผลกระทบก็จะมากขึ้นตามลำดับ แต่สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมที่เป็นวัตถุดิบแล้ว ความสามารถในการทดแทนของสินค้าต่างประเภทก็จะจำกัดแคบลงไป เนื่องจากข้อจำกัดจากความต้องการที่ต้องการวัตถุดิบที่เฉพาะเจาะจงในกระบวนการผลิต เช่น กรณีการลดภาษีศุลกากรให้กับฝ้ายกับประเทศคู่เจรจาเช่นสหรัฐอเมริกาที่ไทยจำต้องนำเข้าสินค้านี้อยู่แล้วและไทยก็ไม่มีการผลิตหรือใช้สินค้าประเภทอื่นที่ใกล้คียงกับสินค้านี้ได้เนื่องจากความจำเป็นในกระบวนการผลิตที่ต้องใช้สินค้านี้ในกระบวนการผลิตขั้นตอนต่อไป



- นอกจากนี้ในเรื่องของระยะเวลาการลด ในการเจรจากับประเทศคู่เจรจาที่มีระดับการพัฒนาสูงกว่า ไทยอาจจะขอระยะเวลาในการลดอัตราภาษีนานกว่า เนื่องจากการปรับตัวของโครงสร้างเศรษฐกิจทุกด้านของประเทศเพื่อให้สามารถรองรับและได้ประโยชน์จาก FTA เต็มที่นั้นจะใช้เวลานานกว่า รวมทั้งต้นทุนจะสูงกว่า การปรับตัวเหล่านี้จะรวมทั้งด้านกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ รวมทั้งโครงสร้างการผลิตทุกภาคส่วนของประเทศ



2. ประเทศคู่เจรจาที่มักจะการกำหนดมาตรการต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าสินค้าไทยในตลาดนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านมาตรฐานที่สูงกว่าสากลทั่วไป หรือมีกระบวนการที่ซับซ้อนยุ่งยากทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงเกินความจำเป็น ประเด็นเหล่านี้จะต้องมีการเจรจาและผูกโยงกับประเด็นอื่นๆ ด้วย เช่น การลดภาษีศุลกากร การอำนวยความสะดวกในการลงทุน หรือพิธีศุลกากร หรือประเด็นอื่นๆ ที่ไทยจะต้องเป็นฝ่ายให้มากกว่า แนวทางออกมาในรูปของความร่วมมือเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยในอนาคตหรือเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และอื่นๆ เพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาดคู่แข่งได้สะดวกและในมาตรฐานระดับสากลทั่วไป จากการศึกษาของ Ando-Fujji (2003) ที่คำนวณผลการใช้การมาตรการกีดกันทางการค้าทิ่ใช่ภาษีศุลกากร (NTM/NTB) ออกมาในรูปภาษีศุลกากร (Tariff Equivalence) จะพบว่าอัตราการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีศุลกากรของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจะสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนามาก



โดยประเทศพัฒนาทั้งหลายถึงแม้จะกำหนดมาตรการกีดกันในภาคอุตสาหกรรมน้อยกว่าภาคเกษตรกรรม แต่ก็อยู่ในอัตราที่สูงกว่าประเทศที่กำลังพัฒนามาก และลักษณะการใช้ประเภทของมาตรการก็มีความแตกต่างกันออกไป โดยประเทศกำลังพัฒนาจะเน้นการใช้มาตรการทางด้านมาตรฐานและคุณภาพสินค้านำเข้าและการสนับสนุน เป็นสำคัญ ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นการใช้มาตรการควบคุมการนำเข้า และกระบวนการนำเข้าที่ยุ่งยาก สำหรับประเทศไทยนั้น มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีศุลกากรเมื่อคิดย้อนกลับเป็นอัตราภาษีศุลกากรจะสูงมาก โดยในภาคอุตสาหกรรมเท่ากับร้อยละ 9 และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 114 และเมื่อเทียบกับประเทศคู่เจรจาที่สำคัญของไทย เช่น ญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนของอัตราการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีในภาคอุตสาหกรรมสูงถึงร้อยละ 39 และ 99 ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมสูงร้อยละ 135 และ 77 ตามลำดับ



3. การลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ประเทศคู่เจรจามีความชำนาญจะเรียกร้องความสะดวกและเปิดให้เข้าประเทศสะดวกและง่ายขึ้น โดยเฉพาะด้านการลงทุน ประเทศเหล่านั้นจะมองไทยเป็นประตูในการระบายสินค้าไปสู่อาเซียน และประเทศอื่นๆ ที่ไทยทำความตกลงการค้าเสรีด้วย ดังนั้น ประโยชน์ที่ไทยได้รับจะต้องมากกว่าการได้เงินทุนเข้ามาและการจ้างงานเท่านั้น แต่จะต้องรวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี การบริหาร และการตลาดจากการลงทุนเหล่านี้ เพื่อใช้เป็นบันไดให้กับอุตสาหกรรมไทยสู่ตลาดโลก



ตารางที่ 1: Tariff Equivalence ของประเทศต่างๆ ที่ไทยกำลังทำ FTA ด้วย



ประเทศ เกษตรกรรม (%) ภาคอุตสาหกรรม %)



ประเทศไทย 114 9

ประเทศญี่ปุ่น 135 39

ประเทศสหรัฐอเมริกา77 99

ประเทศจีน 28 29

ประเทศออสเตรเลีย 93 8

ประเทศนิวซีแลนด์ 53 13





ที่มา: Ando and Fujji (2000)



ผลการปรับลดทางภาษีศุลกากรและ Trade Creation

ในกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศในส่วนที่เน้นการขยายตัวการค้าระหว่างประเทศคู่เจรจาด้วยกันมักจะมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 2 ด้านที่สำคัญ คือ การกำจัดหรือลดการกีดกันทางการค้าในรูปแบบที่เป็นภาษีศุลกากร (Tariff Barrier) และอีกด้านหนึ่งก็คือ อุปสรรคอื่นๆ ที่มิใช่ภาษีศุลกากร (Non-Tariff Barriers) รวมทั้งการส่งเสริมการค้าระหว่างกัน (Trade Facilitation) ซึ่งอาจจะได้แก่ การจัดการระบบศุลกากรที่มีประสิทธิภาพ และการทำความตกลงด้านมาตรฐานและการทดสอบ เป็นต้น



การที่ทั้งสองประเทศสามารถลดอุปสรรคทางการค้าในด้านต่างๆ ดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศทั้งสองได้ประโยชน์จากการขยายตัวทางการค้า (Trade Creation) ระหว่างกันมากขึ้น ทั้งในรูปของราคาสินค้าที่ถูกลง รวมทั้งความพอใจของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น และความหลากหลายของโอกาสในการบริโภค ซึ่งจะส่งผลทำให้ประเทศเกิดการปรับตัวในการเลือกผลิตสินค้าที่ตนเองมีความสามารถในการแข่งขันในเชิงเปรียบเทียบได้ อันจะส่งผลต่อประเทศในภาพรวมในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีในรูปแบบทวิภาคีที่รูปแบบการรวมตัวทางเศรษฐกิจเป็นแบบ FTA ที่ไม่ใช่แบบสหภาพศุลกากร (Custom Union) นั้น การทำให้อัตราภาษีศุลกากรที่กำหนดต่อประเทศนอกสมาชิก FTA แตกต่างกันออกไปในระหว่างประเทศสมาชิกจะส่งผลทำให้เกิดปัญหา Trade Diversion ให้กับประเทศ



โดยในภาพรวมแล้ว ประเทศอาจจะต้องจ่ายเงินตราต่างประเทศมากขึ้นโดยการหันมานำเข้าสินค้าจากประเทศที่เป็นสมาชิก FTA แทนประเทศนอกสมาชิกที่แพงกว่าก็เป็นได้



นอกจากนี้แล้ว ในกระบวนการของข้อตกลงการค้าเสรีที่พยายามจะลดปัญหาการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร (Non-Tariff Barriers: NTB และ Non-Tariff Measure: NTM) ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการปกป้องธุรกิจของตนเอง โดยมาตรการต่างๆ นั้นจะส่งผลทำให้สินค้าของต่างประเทศที่ตนเองต้องการกีดกันให้ไม่สามารถเข้ามาในประเทศได้ หรือเข้ามาในราคาหรือต้นทุนที่สูง หรือบางทีก็เป็นทางด้านเทคนิค (Technical Barrier to Trade หรือ TBT) ผลการศึกษาของ Ando และ Fujji (2002)



แสดงให้เห็นว่าประเทศที่พัฒนาทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา จะมีขนาดของการกีดกันทางการค้าในรูป NTM และ NTB ในอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับอัตราภาษีศุลกากร ซึ่ง NTM และ NTB เหล่านี้ ส่วนมากมักจะเป็นมาตรการทางด้านมาตรฐานสินค้าที่ค่อนข้างสูง รวมทั้งการสนับสนุนที่ซับซ้อนและมีอิทธิพลทางการเมืองภายในเข้ามาเกี่ยวข้อง และนอกจากนี้ การศึกษาของ Ando และ Fujji ยังพบว่ามาตรการเหล่านี้จะปรากฏในภาคเกษตรมากกว่าอุตสาหกรรม (ดูตารางที่ 1) ยกเว้นกรณีของสหรัฐอเมริกาที่การสนับสนุนในสินค้าเกษตรยังสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมน้ำตาล โดยมาตรการในภาคเกษตรกรรมจะประกอบด้วยการสนับสนุนและมาตรการด้านควบคุมปริมาณการนำเข้า ในขณะที่มาตรการด้านอุตสาหกรรมจะเป็นด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เช่น กระบวนการตรวจสอบ การแจ้งหรือรายงานการนำเข้าที่เข้มงวด ฯลฯ



จากผลการศึกษาผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของการทำ FTA ของประเทศไทยกับประเทศ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น อินเดีย นิวซีแลนด์ และเปรู นั้น ซึ่งเป็นประเทศที่ไทยกำลังทำข้อตกลงการค้าเสรีด้วย จะพบว่าหากมีการลดอัตราภาษีศุลกากรทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมคู่สัญญาแล้ว ประเทศไทยจะมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ในขณะที่การค้าระหว่างประเทศก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งการนำเข้าและส่งออก การเพิ่มขึ้นของการบริโภคในประเทศ รวมถึงสวัสดิการทางสังคมที่เพิ่มขึ้น โดยในด้านการผลิตที่มีการขยายตัวนั้น เมื่อพิจารณาเป็นรายสาขาแล้วจะพบว่า ประเทศไทยภาคการเกษตรกรรมของไทยจะมีการขยายตัวเมื่อมีการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดียบางรายการ แต่จะส่งผลกระทบให้การผลิตลดลง



ในกรณีทำการค้าเสรีกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และผลกระทบจะน้อยมากในกรณีของเปรู แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมของภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยจะประสบปัญหาการลดลงของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมในเกือบทุกรายการ ยกเว้นหมวดเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยภาคอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบจากการทำ FTA สำหรับในกรณีของประเทศอื่นๆ ภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างจะได้เปรียบในหมวดสำคัญๆ ทั่วไป



สำหรับในกรณีที่ประเทศไทยเปิดเสรีการค้ากับทั้ง 7 ประเทศในเวลาเดียวกันนั้น จะพบว่าภาคการผลิตจะมีการขยายตัวประมาณร้อยละ 4.01 โดยภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบโดยพิจารณาจากดุลการค้า ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก ยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศมีการปกป้องค่อนข้างสูงและประเทศคู่แข่งทั้งสามมีความสามารถสูง ในขณะที่ประเทศจะได้เปรียบในสาขาเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ รวมทั้งเครื่องหนัง พร้อมกันนี้ การลงทุนและการบริโภคจะขยายเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเช่นกัน



อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในกรอบของสวัสดิการทางสังคมที่รวมประโยชน์จากการบริโภคของผู้บริโภคที่สามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่ถูกลง และการบริโภคที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งส่วนที่เป็นประโยชน์ของผู้ผลิตที่เป็น Producer Surplus ซึ่งส่วนมากจะอยู่ในภาคเกษตรกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบในเชิงเปรียบเทียบสูง และในภาคอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยคาดว่าจะสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้น อาทิ สิ่งทอ เครื่องหนัง ฯลฯ จะพบว่าประเทศจะสามารถสร้างสวัสดิการให้เพิ่มได้มากขึ้นมากกว่า 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในกรณีที่ประเทศไทยสามารถเปิดเสรีทางการค้ากับทั้ง 7 ประเทศได้ โดยให้ประเทศคู่เจรจาสามารถลดภาษีศุลกากรลงเป็นศูนย์ได้ทุกรายการ ซึ่งในทางปฏิบัติดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากในแต่ละรายการสินค้าความอ่อนไหวจะต่างกัน อาทิ อุตสาหกรรมเครื่องหนังของญี่ปุ่น หรือน้ำตาลทรายของสหรัฐอเมริกา ฯลฯ และอย่างไรก็ตาม ถ้าหากลดภาษีสาขาอุตสาหกรรมลงเพียงครึ่งหนึ่งของทุกรายการกับประเทศคู่ค้าแล้ว



ประเทศไทยก็ยังสามารถสร้างการเติบโตของภาคการผลิตได้กว่าร้อยละ 3.5 นอกจากนี้ หากพิจารณาในกรณีของ NTM และ NTB แล้ว ประเทศไทยจะยิ่งได้ประโยชน์ในการขยายตัวทางด้านการผลิตสูงขึ้นไปอีกมาก อาทิ ในกรณีประเทศญี่ปุ่นที่อัตราการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีศุลกากรสูงมาก ซึ่งจากการคำนวณโดย GTAP จะพบว่าหากประเทศไทยสามารถเจรจาด้าน NTM และ NTB ให้ลดลงมาครึ่งหนึ่งแล้ว จะส่งผลทำให้อัตราการเพิ่มขึ้นของการขยายตัวของเศรษฐกิจของไทยที่ควรจะได้จากการยกเลิกภาษีศุลกากรจากร้อยละ 1.2 มาเป็นกว่าร้อยละ 5 เป็นต้น



โอกาสที่ต้องสร้าง



จากที่กล่าวข้างต้นทั้งหมดนั้น เป็นเพียงสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในระยะสั้นในกระบวนวิวัฒนการของโลกที่ก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ไร้พรมแดนมากขึ้น และประเทศไทยก็คงไม่อาจจะสามารถฝืนกระแสโลกได้ เหลือเพียงแต่ว่าภาคอุตสาหกรรมไทยจะวางแนวทางเพื่อให้ตัวเองมีความพร้อมและสามารถทำให้ตนเองดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันที่รุนแรงได้อย่างเต็มที่



จากแนวโน้มของการค้าระหว่างประเทศที่ไร้ภาษีศุลกากร อุปสรรคทางการค้าอื่นๆ การเคลื่อนย้ายการลงทุนระหว่างประเทศที่สะดวก ทำให้เครื่องมือการปกป้องสำหรับอุตสาหกรรมจะลดลง แต่ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการเปิดประตูโอกาสที่กว้างขึ้น ซึ่งแนวทางการปรับตัวที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากสภาพดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ



1. พัฒนาคุณภาพสินค้าเข้าสู่มาตรฐานสากลให้เร็วที่สุด เพราะผลของการเจรจาการค้าเสรีมาตรการที่จะเป็นด่านที่สำคัญที่อุตสาหกรรมไทยจะฝ่าเข้าไปในตลาดประเทศคู่ค้าที่เหลืออยู่จะเป็นมาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร เช่น มาตรฐานสินค้า และเงื่อนไขด้านมนุษยธรรม ฯลฯ ดังนั้น FTA จะต้องช่วยสร้างโอกาสเพื่อให้เกิดความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาเพื่อยกระดับการพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานที่คู่ค้าต้องการจะเป็นโอกาสที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยเร่งการพัฒนาคุณภาพเข้าสู่มาตรฐานสากลสำหรับประเทศอื่นๆ



2. สร้างความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าเพื่อลดความสามารถในการทดแทนของสินค้าอื่นๆ การสร้างเอกสักษณ์อาจจะมาจากทั้งภาพลักษณ์ของสินค้าในความรู้สึกของผู้บริโภค (consumer?s perception) ซึ่งหมายรวมถึงการสร้างแบรด์ หรือ การพัฒนา นวัตกรรม และการสร้างสรรที่ทำให้สินค้าแตกต่างจากสินค้าจากต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่มีภาษีศุลกากร



3. ใช้ FTA สร้างโอกาสในการพัฒนาประสิทธิภาพ ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก และสร้างความสามารถในการแข่งขันจากจุดเด่นของประเทศคู่เจรจา โดยอาศัยการเรียนรู้ผ่านการสร้างเครือข่ายพันธมิตร เช่น การลงทุน หรือ ความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยี อาทิ ในกรณีของออสเตรเลียที่มีความสามารถสูงในด้านไบโอเทค ที่อุตสาหกรรมไทยสามารถสร้างโอกาสในการเรียนลัดในเรื่องดังกล่าวเพื่อนำมาพัฒนาในอุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือการผลักดันให้มีความเข้าใจร่วมกันด้านมาตรฐานสินค้ากับประเทศคู่เจรจาที่มีชื่อด้านคุณภาพสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งหากประเทศไทยสามารถสร้างการยอมรับมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรมกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์แล้ว ก็จะทำให้คุณภาพและมาตรฐานของสินค้าไทยในตลาดโลกก็เป็นที่มั่นใจกับประเทศอื่นๆ ทั่วไป



4. การใช้ประเทศคู่เจรจาเพื่อเป็นประตูระบายสินค้าสู่ประเทศอื่นๆ ที่ประเทศคู่เจรจาเป็นสมาชิกกลุ่มการค้าประเทศจะต้องเร่งสร้างศักยภาพของนักลงทุนในต่างประเทศ การสร้างผู้ค้าระหว่างประเทศ หรือเครือข่ายการพัฒนาร่วมกันในประเทศคู่เจรจาเพราะไม่เช่นนั้นแล้วสินค้าไทยจะไม่สามารถผ่านด้านกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าในกลุ่มเศรษฐกิจนั้นๆ ได้



5. การเตรียมสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและเงื่อนไขทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโครงสร้างภาษีต่างๆ ภายในของประเทศที่ไม่ส่งผลทำให้ภาระภาษีที่เกิดกับผู้ผลิตภายในประเทศสูงกว่าสินค้านำเข้า ในปัจจุบันกระทรวงการคลังได้กำหนดกรอบโครงสร้างภาษีศุลกากร 1, 5, 10 เปอร์เซ็นต์ สำหรับสินค้าที่เป็นปัจจัยการผลิต สินค้าขั้นกลาง และสินค้าสำเร็จรูปตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามยังมีความพยายามของหลายอุตสาหกรรมที่จะพยายามยืดเวลาที่จะให้นำอุตสาหกรรมของตนเองเข้าสู่โครงสร้างดังกล่าว ซึ่งการเข้าสู่ระบบภาษีที่ไม่พร้อมกันจะส่งผลต่อความลักหลั่นของระบบภาษีและผลต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในภาพรวม เพราะขณะนี้ การเจรจาความตกลงทางการค้าที่ประเทศไทยดำเนินการไปแล้วนั้นได้มีผลดำเนินการไปแล้ว อาทิ กับออสเตรเลีย จีน อินเดีย และบาเรนห์ เป็นต้น โดยไม่นับรวมกับกลุ่มประเทศอาเซียนภายใต้ AFTA ที่กว่าร้อยละ 60 ของรายการภาษีอยู่ในอัตราที่ 0 เปอร์เซ้นต์แล้ว และจะขยายเป็นร้อยละ 80 ของรายการในปี 2550



6. พัฒนาการผลิตให้ครอบคลุมกระบวนการผลิตให้มากที่สุด รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้มากขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถขจัดปัญหาและเงื่อนไขของกฏว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าใน FTA ที่นับวันจะเป็นเงื่อนไขที่รุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน รวมทั้งการใช้ประโยชน์จาก FTA ที่ประเทศทำกับประเทศต่างๆ หลายฉบับให้มากที่สุด เช่น การใช้วัตถุดิบต้นถูก ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีจากประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรีด้วย เพื่อสามารถผลิตสินค้าส่งออกในราคาที่แข่งขันได้



โลกที่ก้าวไปสู่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจใหม่เป็นการท้าทายศักยภาพและความสามารถของผู้เกี่ยวข้องของภาคอุตสาหกรรมไทยทุกส่วนทั้งในภาครัฐและเอกชน ประตูแห่งโอกาสที่เปิดพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลา รวดเร็ว และในทุกย่างก้าวธุรกิจ ทำให้การวางยุทธศาสตร์ในการปรับเปลี่ยนและการสร้างความพร้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าจำต้องเป็นไปอย่างชาญฉลาดและทันการณ์ การอาศัยความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่ชัดเจน การวางกลยุทธ์ที่เป็น Globally Strategy ที่อาศัยจุดเด่นและความเก่งกาจของผู้อื่นมาเสริมความสามารถในการแข่งขันให้กับตนเอง รวมทั้งการวางสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่างๆ ที่เอื้อต่อธุรกิจของผู้ประกอบการไทยอย่างมีวิสัยทัศน์ของภาครัฐที่จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ

กรุงเทพธุรกิจ
503
  • 49 reads

อีก 3 ปีข้างหน้า อาจเกิดวิกฤติแรงงานมาแน่

Submitted by admin on Wed, 18/01/2006 - 14:07

19 - 21 ม.ค. 49

"อันนี้เป็นทั้งระบบขาดหมด ยิ่งเราจะก่อสร้างอินฟราสตรัคเจอร์ เมกกะโปรเจ็ตต์ ภาคก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ก็ขาด อุตสาหกรรมอาหารขาดแน่ ๆหลายหมื่นอัตรา มีอีกกี่ ? สารพัดอุตสาหกรรมขาดคนหมด สัญญาณนี้เริ่มเห็นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ไม่อย่างงั้นทำไมมีการผ่อนปรนแรงงานชาวต่างชาติ! มันชัดอยู่แล้ว ขณะที่แรงงานต่างชาติให้มา 1- 2 ล้านคนก็ยังไม่เพียงพอ "



ตั้งเป้าว่าจะทำรายได้ในปี 2549 เติบโตถึงร้อยละ 15 เทียบจากปี 2548 และหากสามารถรักษาอัตราการเติบโตดังกล่าวเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 3 ปี ความหวังที่จะให้บริษัทมีรายได้ทะลุ 80,000 ล้านบาทในปี 2551 ก็ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม แต่อะไรที่ทำให้ซีอีโออย่าง ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยนโฟร่เซ่น จำกัด (มหาชน) ( TUF ) เชื่อมั่นในธุรกิจอาหารปลากระป๋องหรืออาหารทะเลส่งออก ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขาลง



ที่สำคัญท่ามกลางการเติบโต TUF ก็กำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งธีรพงศ์ เชื่อว่าไม่ใช่เฉพาะอุตสาหกรรมของเขาเท่านั้น หากทว่ามันกำลังเป็นปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมไทยที่อาจเข้าขั้นวิกฤติได้ในอีก 3 ปี หากไม่มีการเตรียมรับมือที่ดี



**อะไรทำให้เรามองเห็นโอกาสถึงเป้า 80,000 ลบ.ในปี2551



เรามีความเชื่อมั่น ถ้าดูจากเป้าหมายของเราที่ได้ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2551หรือ 2008 จะมีรายได้บรรลุ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯหรือ 80,000 ล้านบาท ตีความออกมาแล้ว ถ้าทำได้ตามเป้าหมายคือเติบโตปีละ 15% อีก 3 ปีก็จะถึงเป้า และวันนี้ธุรกิจเรามีโมเมมตั้ม ทูน่า หรือกุ้งก็มีโอกาสเติบโต บริษัทย่อยที่อเมริกา ( 1. Chicken of the sea ,2. บริษัทเอ็มเพรส อินเตอ์เนชั่นแนล ) ก็มีการเติบโตที่ดีมีทีมงานที่ดี เป็นเป้าหมายที่ไม่เลวในขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกเติบโตช้าลง



อีกอย่างธุรกิจเราเป็นอาหารพื้นฐานของการบริโภค ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ คนก็ต้องบริโภค และต้องยอมรับว่าสินค้าของเรา ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี ยิ่งบริโภคมากขึ้นเราจึงเห็นการเติบโตของธุรกิจ และการบริโภคที่คนเริ่มเห็นในเรื่องของสุขภาพ ว่าอาหารทะเลมีความเป็นไปได้ที่สูงเมื่อเทียบกับอาหารประเภทอื่น เช่นไก่ที่ยังมีในเรื่องของไข้หวัดนก



**บุกฐานตลาดในอเมริกาเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม



ในปี 2008 เราตั้งใจว่าตลาดอเมริกาจะต้องมีรายได้โตประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (40,000 ล้านบาท ) ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของเป้ารายได้รวม 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ โดยเรามีเป้าหมายที่ให้บริษัทในอเมริกาอย่างชัดเจน และถ้าเขาทำได้ 1,000 ล้านเหรียญ รายได้รวมเราเกิน 2,000 ล้านเหรียญแน่นอน เพราะปัจจุบันรายได้ที่มาจากบริษัทย่อยในอเมริกา ( ไม่รวมธุรกิจส่งออกอาหารทะเลที่ไปอเมริกา )มีสัดส่วนถึง 45% ของรายได้รวมทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าเขาทำได้ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รายได้รวมเราจะเกิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แน่นอน เราจึงต้องตั้งเป้าไว้สูง ๆให้มันท้าทาย



และฐานะวันนี้ของ Chicken of the sea ก็มีรายได้ตกประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ( 16,000 ล้านบาท ) แต่ผมคิดว่า Chicken of the sea ด้วยตัวของเขาเองน่าจะเติบโตได้ถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ( 20,000 ล้านบาท ) ภายใน 3 ปี ขณะที่ธุรกิจกุ้งแช่แข็งภายใต้แบรนด์ของ Xcellent โดยบริษัทเอ็มเพรส อินเตอร์เนชั่นแนล วันนี้มีรายได้อยู่ที่ 240 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯต่อปี ( 9,600 ล้านบาท ) ผมเชื่อว่ากุ้งแช่แข็งและอาหารทะเลแช่แข็งน่าจะเติบโตไปได้ถึง 350 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ( 12,000 ล้านบาท ) ภายใน 3 ปี รวมเบ็ดเสร็จแล้ว 2 ตัวก็ประมาณ 850 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ( 34,000 ล้านบาท ) เพราะฉะนั้นก็เหลือแค่ 150 ล้านเหรียญสหรัฐ ( 6,000 ล้านบาท ) ที่จะต้องมาจากธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่อเมริกาที่จะต้องค้นหา และเสนอมา เพราะถ้าง่าย ๆ ก็ 850 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยอดใหม่ก็ 1,000 ล้านเหรียญ ก็อาจมาจากการลงทุนใหม่ ๆในตลาดอเมริกา



อย่างประเทศจีน เราก็มี joint venture 50 : 50 กับพาร์ทเนอร์ชาวฟิลิปปินส์ สำหรับทูน่า แบรนด์เนมก็คือ " century "อยู่ที่เซี้ยงไฮ้ มีการขายฟิชโช่ ขณะนี้เราก็ทำตลาดอยู่ ผลิตภัณฑ์ของเราต้องใช้เวลาในตลาดจีน เพราะฉะนั้นวันนี้มาร์เก็ตแชร์เราอาจสูงถึง 70% ในตลาดแต่ต้องยอมรับว่าปริมาณยังเล็ก เพราะฉะนั้นหน้าที่เราวันนี้คือรักษามาร์เก็ตแชร์ และผลักดันให้มีการบริโภคให้มากขึ้นในตลาด



** แผนการลงทุนเพิ่มที่อเมริกา ?



ก็เป็นไปได้ทุกตัวที่เรามีธุรกิจอยู่ เราไม่มีลิมิตและพร้อมที่จะลงทุนแล้วแต่จังหวะและโอกาส ไม่ว่าจะเป็นทูน่าหรือกุ้งก็ดี สินค้าอื่น ๆหรือการผลิต การตลาด เราดูอย่างต่อเนื่อง และถ้าดูจากฐานะการเงินของบริษัทจากเรคคอร์ด เราเป็นบริษัทที่คอนข้างคอนเซอร์เวทีฟ ถ้าจะมีการลงทุนอะไรที่สำคัญใหญ่ ๆเรามักจะลงทุนแล้วก็รอดูบริษัทที่เราลงทุน ว่ามีการดำเนินงานไปตามแผนที่เราตั้งไว้หรือไม่ ฉะนั้นการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ ที่ใหญ่จึงมักจะใช้เวลาถึง 2 ปีแล้วจึง เดินต่อ จะเห็นว่าเราซื้อบริษัทเอ็มเพรส อินเตอร์เนชั่นแนล มา 2 ปีแล้วและทุกบริษัทที่เราลงทุนถึงทุกวันนี้ก็เดินตามแผนที่เราวางไว้ เรามีความตั้งใจในตัวธุรกิจหลักและฐานะการเงินเราวันนี้ก็เข้มแข็ง จะเห็นว่าเรามีความพร้อมที่จะลงทุนตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่บอกไม่ได้ว่าเมื่อไร อย่างไรแต่ในแง่ของบริษัท อยู่ในฐานะที่มีความพร้อมที่จะลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งก็ได้ติดตามดูตลอด



**อะไรเป็นความท้าทายของเราในปีนี้



คือการเติบโตเพราะเป้าหมายของเราคือการสร้างความเติบโตให้กับบริษัทอย่างยั่งยืนทั้งรายได้และผลตอบแทน และแน่นอนเมื่อเราต้องการเติบโตด้วยฐานที่ใหญ่ขึ้นทุกๆปี มันก็เป็นสิ่งที่ยากขึ้น โดยนอกจากต้องมีแผนที่ดี ยังต้องมีทีมงานที่ดีและเติบโตไปกับองค์กรได้ทัน สิ่งที่ท้าทายที่สุดขององค์กรคือเรื่องคน ผมคิดว่าทุกวันนี้เราแข่งกันเรื่องคน คนตอนนี้หายาก



และปัญหาหลักของอุตสาหกรรมวันนี้ ไม่ใช่เฉพาะกับอุตสาหกรรมเราเท่านั้น ก็คือ"แรงงาน" การขาดแคลนแรงงานที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และจะถึงจุดที่น่าเป็นห่วง เหมือนอดีตก่อนที่เราจะเกิดวิกฤติ ปัญหาขาดแคลนแรงงานค่อนข้างสูง ขณะที่สมัยนี้มีการผ่อนคลายโดยการสามารถให้แรงงานต่างชาติเข้ามาได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัด



ทั้งนี้ก็เป็นผลจากการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างสูงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมามาก แรงงานทั้งระบบจึงขาดหมด อันนี้เป็นสิ่งที่น่าห่วง



นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องต้นทุน พลังงานค่าใช้จ่ายทั้งหลาย ที่แพงขึ้น ค่าแรงก็สูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้บริหารทุกคนต้องไปบริหารจัดการให้ดี แต่สำคัญคือแรงงานจะทำอย่างไร



**เรียกว่าเข้าขั้นวิกฤติแรงงาน



ผมว่าไม่แน่อีก 3 ปีข้างหน้า อาจวิกฤติแรงงานได้ อันนี้เป็นทั้งระบบขาดหมด ภาคก่อสร้างก็ขาด ยิ่งเราจะก่อสร้างอินฟราสตรัคเจอร์ เมกกะโปรเจ็ตต์ ผมว่าแรงงานก่อสร้างก็ขาด อุตสาหกรรมยานยนต์ก็ขาด อุตสาหกรรมอาหารขาดแน่ ๆหลายหมื่นอัตรา มีอีกกี่ ? สารพัดถ้าคุณไปคุยอุตสาหกรรมมันขาดคนหมด อย่างที่นายก ฯพูดในงานพบนักธุรกิจว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ระยอง ,อิสเทอนซีบอร์ดเวลานี้กำลังขาดกำลังคนมาก สัญญาณนี้เริ่มเห็นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ไม่อย่างงั้นทำไมมีการผ่อนปรนแรงงานชาวต่างชาติล่ะ! มันชัดอยู่แล้ว ขณะที่แรงงานต่างชาติให้มา 1- 2 ล้านคนก็ยังไม่เพียงพอ



**TUFแก้ปัญหาแรงงานอย่างไร



เราเองยังขาดแคลนแรงงาน หลายพันคน การแก้ปัญหาก็คือรับแรงงานเข้ามามากขึ้น ซึ่งก็ต้องแข่งกัน และต้องปรับแผนงานของเราตามสภาพของแรงงานที่เกิดขึ้นด้วย เช่นถ้าคนเพิ่มไม่ได้ก็ต้องปรับแผนงานการผลิตให้เหมาะสมกับกำลังคน ปัจจุบันเราโต ๆในระดับที่พอสมควร เพียงแต่ทุกปีมันต้องโตแรงงานก็ยิ่งจำเป็น ซึ่งปัญหานี้สำคัญ และมันกำลังหนักขึ้นเรื่อย ๆ และผมคิดว่านโยบายการใช้แรงงานต่างชาติยังเป็นสิ่งที่ยังจำเป็นต้องผลักดันส่งเสริม เพื่อนำแรงงานเข้ามาใช้ให้มากขึ้น



คือวันนี้เราไม่ได้ใช้แรงงานต่างชาติเพื่อค่าแรงที่ถูก เพราะเราจ่ายค่าแรงต่างชาติเทียบเท่าคนไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ค่าแรง แต่อยู่ที่ปริมาณ อุตสาหกรรมไทยวันนี้เติบโตมาก และไทยกำลังเป็นต้องหลายฮับ เป็นฮับอาหารครัวโลก เป็นฮับยานยนต์ดีทรอยต์ เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะเป็นฮับทุกอย่างมันใช้คนทั้งนั้น และถ้าเราอยากให้เศรษฐกิจเติบโต มันก็ต้องมีแรงงานเข้ามาเสริม



**ผลกระทบจากเอฟทีเอ ?



เรื่องเอฟทีเอ น่าจะเป็นผลบวกกับเรามากกว่า เพราะวันนี้อุปสรรคหลัก ๆก็คือการกีดกันการค้าด้านภาษี เรามีความหวังในส่วนของเอฟทีเอญี่ปุ่น มีความหวังเอฟทีเออเมริกา 2 ตัวนี้เป็นตลาดที่สำคัญของประเทศไทย ถ้าเราขจัดอุปสรรคภาษีลงได้ ก็จะช่วยให้เราเติบโตได้มากขึ้น หรือโตมากกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 15 เพราะตลาดส่งออก 2 ประเทศนี้เรายังจับตลาดไม่เกินครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ด้วยซ้ำ จึงน่าจะสร้างโอกาสอีกมาก



**ความคืบหน้าการออกหุ้นกู้?



ถึงแม้บอร์ดจะอนุมัติให้ศึกษาแผนการระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ แต่จากการที่เราศึกษาหุ้นกู้ระยะยาว บอนด์ส่วนใหญ่เสนอกันอยู่ระหว่าง 7-10 ปีขึ้นไป จึงไม่เหมาะกับบริษัทที่มีการเติบโตแบบเรา เพราะการเติบโตเป็นหัวใจของธุรกิจและเป็นจุดมุ่งหมายผู้บริหารที่นี่ เราจึงเห็นว่าไม่เหมาะสม บอนด์ประเภทนี้เหมาะสมกับธุรกิจที่ไม่เน้นการเติบโต เป็นธุรกิจที่มีรายได้แน่นอน เช่นธุรกิจพลังงานที่ไปเรื่อย ๆ ถึงวันนี้เราจึงตัดสินใจที่จะไม่ใช้เครื่องมือตัวนี้ แต่จะไปกู้ระยะปานกลางคือไม่เกิน 5 ปี ในลักษณะของการซินดิเคตโลน จากสถาบันการเงินต่างประเทศ เพราะในเรื่องต้นทุนทางการเงินต่างประเทศจะถูกกว่า ในวงเงินไม่เกินกว่าที่เราได้อนุมัติคือ 8,500 ล้านบาท



จุดประสงค์ของการระดมทุนครั้งนี้ก็เพื่อนำไฟแนนซ์หนี้ระยะสั้น และส่วนหนึ่งรองรับแผนการขยายธุรกิจ แต่บอกไม่ได้ว่าจะนำไปขยายหรือลงทุนอะไรเพิ่ม แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นการตอบว่าเราเตรียมความพร้อมในการลงทุน ทุกอย่างต้องเตรียมไว้ จะลงทุนอะไรมันก็ต้องมีสตางค์



**ฐานะหนี้วันนี้



หนี้ของ TUFเกือบทั้งหมดเป็นระยะสั้น แต่มีไม่มากโดยหนี้รวมทั้งหมดมีประมาณ 10,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น และมีฐานะหนี้ต่อทุน อยู่ที่ 0.7 เท่านั้น



**ต้นทุนดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบบริหารต้นทุน



ถ้าดอกเบี้ยสูงขึ้น เงินเราแพงขึ้น การหารีเทิร์นก็ต้องสูงขึ้น และการรีไฟแนนซ์ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่สอดรับกับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย เพราะเงินกู้ระยะยาวพวกนี้จะฟิทดอกเบี้ยไว้ ผมเชื่อในกลยุทธ์ของเรา และยังมีโอกาสเติบโตอีกเยอะ



นอกจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจเราก็คืออัตราแลกเปลี่ยน จากค่าบาทที่มีแนวโน้มแข็งขึ้น และถ้าแข็งขึ้นแล้ว ค่าเงินบาทก็มีความสำคัญกับการส่งออก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากเห็นก็คือเสถียรภาพ อย่าขึ้นลงแรงมากเกินไป แต่อยากให้ค่อยเป็นค่อยไปก็จะดี คิดว่าก็โอเค ดูจากตัวเลขการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ แผนงานของรัฐบาลก็คิดว่าประเทศไทยยังมีโอกาสการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และก็ไม่ได้น่าจะมีอะไรมาก

ฐานเศรษฐกิจ
433
  • 56 reads

ไทยไม่แฮปปี้ 1ปีFTAออสซี ผู้เลี้ยงวัวล่มจม

Submitted by admin on Wed, 18/01/2006 - 13:39

19 - 21 ม.ค. 49

ผ่าน1 ปีเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย ซ้ำรอยจีน เกษตรกรเริ่มกระทบหนัก ผู้เลี้ยงโคแฉ 1 ใน 3 ของผู้เลี้ยงทั่วประเทศ ทยอยขายวัวส่งเข้าโรงเชือด หลังมองไม่เห็นอนาคต ขณะที่ผู้เลี้ยงโคเนื้อเผยออสซี่รุกหนักขอโควตานำเข้าเพิ่ม หลังปีที่แล้วส่งขายไทยเกือบชนเพดาน สั่งจับตาไม่เกินปีหน้า เนื้อนำเข้าเริ่มถูกกว่าเนื้อในประเทศ คาดกระทบผู้เลี้ยงล้านครอบครัวเต็มๆ



จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลียที่มีผลบังคับใช้มาครบรอบ 1 ปี (บังคับใช้ ตั้งแต่ 1 ม.ค.48) ปรากฎตามข้อเท็จจริงว่า ในการลดภาษีครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้าในรอบปีที่ผ่านมา ผลประโยชน์ได้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าเพียงไม่กี่รายการที่สามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกระทบได้กระจายไปในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศ



ทั้งนี้นายอดุลย์ วังตาล นายกสมาคมผู้เลี้ยงโคมนมโฮลสไตน์ฟรีเชี่ยล เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากผลกระทบเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย ส่งผลให้ ณ เวลานี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนผู้เลี้ยงทั่วประเทศ(ผู้เลี้ยงวัวนมประมาณ 3 หมื่นครอบครัว รวมประมาณ 1.5 แสนคน เลี้ยงวัวนมรวมกันประมาณ 3 แสนตัว)ได้เริ่มทยอยขายวัวสาว และแม่วัวที่ยังให้น้ำนมบางส่วนให้กับโรงเชือดในราคาต่ำ จากที่เคยขายอยู่ประมาณตัวละ 2-3 หมื่นบาทได้ขายไปประมาณตัวละหมื่นกว่าบาท



"สาเหตุหลักที่เกษตรกรขายวัวทิ้งเนื่องจากมองไม่เห็นอนาคต และเกรงว่าในอีก 15 ปีที่จะเปิดเสรี ผลิตภัณฑ์นมไทยคงไม่สามารถแข่งขันกับออสเตรเตรเลียได้รวมถึงนิวซีแลนด์ได้ จากความไม่มั่นใจดังกล่าวทำให้ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ไม่มีการลงทุนใหม่และเริ่มทยอยขายวัวทิ้ง"



สอดคล้องกับนายสิทธิพร บุรณนัฏ เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงโคเนื้อแห่งประเทศไทย ที่เปิดเผยว่า จากการที่ในปี 48 ไทยได้ลดภาษีนำเข้าเนื้อโคแช่แข็งให้ออสเตรเลียตามข้อตกลงจาก 51% ลงเหลือ 40% โดยจำกัดโควตาการนำเข้าที่ 776 ตัน รอบปีที่ผ่านมามีเนื้อโคจากจากออสเตรเลียส่งเข้ามาจำหน่ายในไทยทั้งสิ้นประมาณ 680 ตัน ซึ่งราคาเนื้อวัวของออสเตรเลียเฉลี่ยยังสูงกว่าราคาเนื้อโคในประเทศเล็กน้อย อย่างไรก็ตามในปี 49 ที่ไทยต้องลดภาษีนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลียลงเหลือ 37.25% โควตานำเข้า 800 ตัน จะทำให้ต้นทุนนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเตรเลียต่ำลง และมีราคาใกล้เคียงกับเนื้อโคในประเทศ ขณะที่ในปีต่อๆไปราคาเนื้อโคนำเข้าจากออสเตรเตรเลียจะถูกลงเรื่อยๆ จากอัตราภาษีที่จะลดลงทุกปี และเหลือ 0% ในปี 2563



"ในช่วง 15 ปีนับจากปี 48 มองแล้วโคเนื้อคงไม่สามารถสู้กับออสเตรเลียได้ เพราะเขามีฐานการผลิตถึง 30 ล้านตัว มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ขณะที่เรามีเพียง 7 ล้านตัว แต่มีเกษตรกรที่เกี่ยวข้องถึง 1 ล้านครอบครัว ซึ่งเวลานี้ต้นทุนการเลี้ยงเราสูงขึ้นมาก จากราคามันเส้น และกากน้ำตาลที่ปรับตัวสูงขึ้นมากจากการที่ผู้ผลิตแก๊ซโซฮอล์มากว้านซื้อและให้ราคาสูง ทำให้เราต้องแย่งซื้อในราคาสูงตามไปด้วย ขณะที่ล่าสุดออสเตรเลียยังได้รุกไทยอย่างหนัก โดยได้มาขอเพิ่มโควตานำเข้าเนื้อโคในปี 49 กับกระทรวงเกษตรฯโดยขอเพิ่มมากกว่า 800 ตันตามข้อตกลงเดิม ซึ่งทางสมาคมฯได้ชี้แจงกับกระทรวงไปแล้วว่ายอมไม่ได้เพราะเปิดแค่นี้ก็จะตายอยู่แล้ว"



อย่างไรก็ตามทั้งกลุ่มโคนม และโคเนื้อยังได้ฉายภาพมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบของภาครัฐเป็นไปค่อนข้างช้า โดยกลุ่มโคเนื้อระบุว่า ได้ของงบจากกองทุนปรับโครงสร้างภาคเกษตรเพื่อลดผลกระทบจากเอฟทีเอไปแล้วจำนวน 67 ล้านบาทเพื่อใช้ในโครงการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันต่างๆ อาทิ โครงการปรับปรุงพันธุ์โค โครงการสร้างจุดกระจายเนื้อโคขุน โครงการตลาดกลางซื้อขายโคพันธุ์ เป็นต้น ขณะที่กลุ่มโคนมได้ของบจำนวน 50 ล้านบาท เพื่อใช้ในการรณรงค์ให้คนไทยหันมาดื่มนมสดที่ผลิตในประเทศ แต่โครงการทั้งหมดยังไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณแต่อย่างใด



ด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แกนนำกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ FTA Watch กล่าวว่า 1 ปีของเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลียมีสินค้าไทยเพียงไม่กี่รายการที่ได้รับประโยชน์ในการส่งออกไปออสเตรเลียเพิ่มขึ้น อาทิ ยานยนต์ และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น แต่เมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วค่อนข้างกระจายในวงกว้าง ตัวอย่างสินค้าโคเนื้อ และโคนมที่เริ่มได้รับผลกระทบรวมกันกว่า 1.3 ล้านครอบครัวขณะที่ในส่วนของสุราและไวน์คาดว่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบอีกไม่ต่ำกว่า 1 แสนครอบครัว ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนอย่างเร่งด่วน เพราะในระยะยาวสินค้านำเข้าอาจมีราคาแพงขึ้น จากที่สามารถเข้ามาครอบครองตลาด และช่องทางการจำหน่ายได้ หากไม่มีกิจการของคนไทยเป็นตัวถ่วงดุล



ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมการค้าต่างประเทศ(คต.)เปิดเผยว่า จากข้อมูลของกรมศุลการกรนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 พ.ย.48 ที่เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลียมีผลบังคับใช้ ไทยมีการส่งออกสินค้าตามข้อตกลงจำนวน 5,505 รายการมูลค่า 117,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 31% ขณะที่มีการนำเข้าสินค้าจากออสเตรเลียตามข้อตกลงมูลค่า 121,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 59% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าออสเตรเลียมูลค่า 4,758 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนไทยเป็นฝ่ายเกินดุลออสเตรเลียมูลค่าถึง 12,812 ล้านบาท การขาดดุลดังกล่าวเนื่องมาจากการนำเข้าทองคำและน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นมาก จากปีก่อนหน้านี้ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้าออสเตรเลียมาโดยตลอด



ทั้งนี้แหล่งข่าวยอมรับว่าประโยชน์จากเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลียยังค่อนข้างกระจุกตัว โดยช่วง 11 เดือนของปี 48 สินค้าที่ส่งออกไปออสเตรเลียยังอยู่ในกลุ่มสินค้ายานยนต์สำหรับขนส่งของโดยคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 24% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด รองลงมาคือรถยนต์และยานยนต์สำหรับขนส่งบุคคลเป็นหลักสัดส่วน 14% เครื่องปรับอากาศที่ประกอบด้วยพัดลมซึ่งขับด้วยมอเตอร์สัดส่วน 5% และปลาที่ปรุงแต่งหรือทำไว้ไม่ให้เสียสัดส่วน 3% ของมูลค่าตามลำดับ



ขณะที่สินค้านำเข้าของไทยจากออสเตรเลียที่มีมูลค่ามากที่สุดได้แก่ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูปสัดส่วน 29% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด รองลงมาคือน้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันดิบสัดส่วน 16% อลูมิเนียมไม่เจือเสีย และแคโทดและส่วนของแคโทดทำด้วยทองแดงบริสุทธิ์สัดส่วน 7% และอลูมิเนียมเจือสัดส่วน 4% ของมูลค่าตามลำดับ

ฐานเศรษฐกิจ
378
  • 178 reads

?สุริยะ? บอก ผปก. ไทย ได้ประโยชน์เปิด FTA มะกัน

Submitted by admin on Wed, 18/01/2006 - 13:29

?สุริยะ? วางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปี 49 เน้นเพิ่มศักยภาพเครื่องจักรที่ผลิตในประเทศ พร้อมวางยุทธศาสตร์ส่งเสริมเอสเอ็มอี ระบุเปิดเอฟทีเอ ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์ แต่ต้องเร่งปรับตัว มอบหมายหน่วยงานเกี่ยวข้องพัฒนาเครื่องจักรต้นแบบ



นายสุริยะ จึงรุ่งเรือนกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในปี 2549 นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะมุ่งเน้นเรื่องการเพิ่มศักยภาพเครื่องจักรที่ผลิตในประเทศ และยุทธศาสตร์การส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการขณะนี้ คือ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยต้องมีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนในภาคการผลิตจะเน้นใน 2 ส่วน ได้แก่ การกระตุ้นต่างชาติให้เข้ามาลงทุน ตั้งฐานการผลิตในไทย ที่เชื่อว่าจะส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานจำนวนมาก และการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ใช่เพียงการรับจ้างผลิตเพียงอย่างเดียว



นายสุริยะ กล่าวอีกว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคที่ก่อให้เกิดการผลิตที่สร้างมูลค่าต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในสัดส่วนที่สูง ซึ่งขณะนี้การแข่งขันในตลาดการค้าโลกค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะกฎเกณฑ์การเจรจาเอฟทีเอกับประเทศต่าง ๆ ทำให้สินค้าไทยได้รับผลกระทบพอสมควร ทว่า เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า การทำเอฟทีเอกับหลายประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมไทยค่อนข้างได้ประโยชน์ ซึ่งผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัว ใช้ภูมิปัญญาและองค์ความรู้ในการผลิตเพื่อแข่งขันในตลาดโลกให้ได้



เขาเผยต่อว่า คณะทำงานสภาที่ปรึกษาฯ ได้เสนอแนวคิดในการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลของไทย เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีศักยภาพในการผลิตได้สูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน แต่ยังขาดการส่งเสริมจากรัฐบาลเท่าที่ควร ซึ่งในเรื่องนี้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยได้เร่งจัดทำโครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาเครื่องจักรกลและดำเนินโครงการนำร่องผลิตเครื่องจักรกลต้นแบบ ซึ่งจะเป็นแนวทางให้เกิดเครื่องจักรกลต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยในระยะยาวจะช่วยลดภาระการนำเข้าเครื่องจักรราคาแพง และการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ



ด้านนางชุตาภรณ์ ลัมพสาระ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องจักรกลมีต้นทุนที่สูง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังเป็นผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ซึ่งไม่สามารถลงทุนทำการวิจัยพัฒนาเครื่องจักรใหม่ ๆ ขึ้นมาใช้เองได้ ดังนั้น โครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาเครื่องจักรกลและดำเนินโครงการนำร่องผลิตเครื่องจักรต้นแบบ จะเป็นแนวทางที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องการเข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลของประเทศได้ในระยะยาว ซึ่งโครงการจะทำให้ทราบถึงข้อมูลที่ชัดเจนของเครื่องจักรแต่ละประเภท เพื่อคัดเลือกและวางแผนการพัฒนาได้ถูกทิศทางต่อไป

ผู้จัดการออนไลน์
259
  • 116 reads

ทองคำ-น้ำมันฉุดไทยขาดดุลฯออสเตรเลีย

Submitted by admin on Wed, 18/01/2006 - 13:28

18 มกราคม 2549 09:43 น.

ผู้จัดการรายวัน-แฉ! หลังเปิดเอฟทีเอ ไทยขาดดุล ออสเตรเลียสูงสุด 137% อ้างทองคำ-น้ำมัน ตัวแปรสำคัญ ขณะที่ไร้เงาตัวเลขนำเข้า ผลิตภัณฑ์นม-สุราต่างประเทศ



นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานการส่งออก-นำเข้าสินค้าระหว่างไทย-จีน (1 ต.ค.46-30 พ.ย.48) ไทย-อินเดีย (1 ก.ย.47-30 พ.ย.48) และไทย-ออสเตรเลีย (1 ม.ค.48-30 พ.ย.48) ตามที่ประเทศไทยได้มีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA)



ทั้งนี้สามารถแยกมูลค่าการส่งออก-นำเข้า ระหว่างไทย-จีน มีมูลค่าส่งออก 4,438 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 181,352,48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 33% สินค้าส่งออกที่มีมูลค่ามากที่สุดได้แก่ เครื่องประมวลผลข้อมูลฯ ขณะที่นำเข้าสินค้า มูลค่า 4,316.68 ล้านเหรียญฯหรือ 178,090.62 ล้านบาท เพื่อจากปีก่อน 20 %สินค้าที่นำเข้ามีมูลค่ามากสุด ได้แก่ ส่วนประกอบและอุปกรณ์เครื่องจักร ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าจากจีน จำนวน 121.57 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 3,261.86 ล้านบาท



สำหรับไทย-อินเดีย มีมูลค่าส่งออก 364.15 ล้านเหรียญฯหรือ 14,646.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123% โดยเคื่องรับโทรทัศน์สีมีมูลค่าส่งออกมากที่สุด ขณะที่กี่นำเข้ามีมูลค่า 97.05 ล้านเหรียญหรือ 3,920.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% โดยกระปุกเกียร์ เป็นสินค้าที่มูลค่านำเข้ามาที่สุด ทั้งนี้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าอินเดีย จำนวน 267.10 ล้านเหรียญหรือ 10,725.40 ล้านบาท คือได้ดุลเพิ่มขึ้น 250%



ส่วนไทย-ออสเตรเลีย มีมูลค่าส่งออก 2,929.99 ล้านเหรียญหรือ 117,082.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31 %โดยยานยนต์สำหรับส่งขนส่ง มีมูลค่าส่งออกมาที่สุด และการนำเข้า มีมูลค่า 3,041.44 ล้านเหรียญหรือ121,841.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% เนื่องจากได้มีการนำเข้าทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป และน้ำมันปิโตเลียมดิบและน้ำมันที่ได้จากแร่บิทูมินัสเพิ่มขึ้น



ตั้งแต่ ม.ค.-พ.ย.48 ไทยขาดดุลการค้าออสเตรเลีย จำนวน 111.45 ล้านเหรียญหรือ 4,758.36 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนที่ได้ดุลการค้า 332.19ล้านเหรียญหรือ 12,812.36 ล้านบาท ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น 137% เนื่องจากนำเข้าทองคำ มูลค่า 34,963.91 ล้านบาท และนำเข้าน้ำมันมูลค่า 19,880.70 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหากหักมูลค่าส่งออกและนำเข้าทองคำ และน้ำมัน แล้วไทยได้ดุลการค้าจำนวน 46,400.89 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนที่ได้ดุลการค้าจำนวน 28,845.61 ล้านบาท

ผู้จัดการรายวัน
272
  • 93 reads
  • « first
  • ‹ previous
  • …
  • 2593
  • 2594
  • 2595
  • 2596
  • 2597
  • 2598
  • 2599
  • 2600
  • 2601
  • …
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content