โลกทัศน์ของผู้นำกับคนจนขี้อิจฉา

ศิริจินดา ทองจินดา มหาวิทยาลัยพายัพ

คำถามที่ติดอยู่ในใจที่ทำให้ต้องชั่งใจตัวเองอยู่พอสมควรว่า ควรจะนำออกมาแลกเปลี่ยนกับสังคมดีหรือไม่ เพราะในมุมหนึ่งช่างเป็นการมองโลกในมุมที่เลวร้ายเสียเหลือเกิน คำถามที่ว่านั้นคือ ตกลงโลกใบนี้ เป็นของ "เรา" จริงๆ หรือไม่ หรือเป็นของคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

กฎเกณฑ์บนโลกใบนี้ เป็นภาพตัวแทนของ "ความยุติธรรม" ที่มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ พึงจะไขว่คว้าหามาใช้เป็นบรรทัดฐานร่วมกันได้อย่างดีที่สุดแล้ว และเราคงจะหาทางเข้าถึงความยุติธรรมได้ใกล้ชิดกว่านี้.คงไม่มี หรือว่าจริงๆ แล้ว "ความยุติธรรม" ที่ยึดถือเป็นแค่เพียง "กรงเหล็ก" ขนาดใหญ่ที่เอาไว้ใส่คนส่วนใหญ่ของโลก โดยน้ำมือของ "คนบางส่วน" ที่รู้ดีว่า "ความยุติธรรม" เป็นได้อย่างมากก็แค่ "ข้ออ้าง" อันทรงประสิทธิภาพ ที่อ้างเมื่อไหร่คนส่วนใหญ่ก็เชื่อเมื่อนั้น หรือแม้ไม่เชื่อ ก็ไม่มีพลังมากพอที่จะเถียงกับ "ความยุติธรรม" ดังกล่าวแน่นอน เพราะเราให้อภิสิทธิ์กับความคิดความเชื่อดังกล่าวไปแล้ว

เพราะว่าความยุติธรรมนั้นทรงอานุภาพอย่างนี้นี่เอง ใครหลายคนจึงพยายามแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ซึ่งจะสามารถควบคุม จัดการและบริหารความยุติธรรมนั้นๆ ได้ด้วยตนเอง

และใครหลายๆ คนที่ว่าก็มักจะเป็นคนรวยผู้มีอันจะกินทั้งหลายที่เกิดอยาก "เสียสละ" ทำงานเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติ ภาพของคนรวยที่มีอันจะกินแย่งกันเสียสละเพื่อสังคมจึงเกิดมีขึ้นให้เห็นทุกยุคทุกสมัย และภาพล่าสุดกับความเสียสละของนายกรัฐมนตรีไทย ที่ต้องการข้ามให้พ้นจากเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ด้วยการขายหุ้นในธุรกิจของครอบครัว เพื่อจะมุ่งมั่นทำงานทางการเมืองที่ตนเองรักให้ดี แถมยังจะใจบุญแบ่งบางส่วนของรายได้มาให้กับการกุศลอีก!

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากถึงความยุติธรรมที่เกิดขึ้นในกระบวนการซื้อขายหุ้นดังกล่าว แต่นั่นก็ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ใดๆ ที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว เพราะอย่างน้อย "ตามหลักกฎหมาย" ก็เป็นข้ออ้างที่นายกรัฐมนตรีใช้สำหรับสร้างความเป็นธรรมให้กับพิธีกรรมเสียสละครั้งนี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายจึงเป็นได้อย่างมากก็แค่เสียงจาก "ความอิจฉาตาร้อน" เงินก้อนมหึมานั้นของคนจนในประเทศเท่านั้นเอง

ปรากฏการณ์ดังกล่าว ก็ช่วยคลี่คลายความคับข้องใจว่ามุมอันเลวร้ายของโลกนั้นร้ายกาจเพียงใด ท่ามกลางการขายของเอาเงินเข้ากระเป๋า แม้ในมุมหนึ่ง ไม่ผิด ถ้า "ของ" นั้นๆ จะเป็น "ส่วนตัว" ของท่านจริง ไม่ใช่ทรัพยากรส่วนรวมที่คว้า "โอกาสในการเข้าถึง" ไปครอบครองแสวงหาผลประโยชน์อยู่คนเดียว

แต่การกล่าวอ้างถึงการวางมือทางธุรกิจเพื่อทำงานด้านการเมืองให้เต็มที่ พร้อมกับจะบริจาคเงินส่วนหนึ่งเพื่อสังคมได้สะท้อนภาพปรากฏของการพยายามจะบริหาร จัดการและควบคุม "ความยุติธรรมหรือความเป็นธรรม" ของสังคม โดยน้ำมือของนายกรัฐมนตรีเอง ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนรวมเลย เว้นเสียแต่ว่าของที่ท่านขายไปจะเป็นของส่วนรวม!

การกล่าวอ้างถึง "ความเป็นส่วนรวม" ในเรื่อง "ส่วนตัว" เพื่อก่อให้เกิด "ความยุติธรรม" ทางสังคม ได้ทำให้ผู้เขียนตั้งคำถามไปไกลถึงขั้นว่า การเจรจาระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลยบนโลกใบนี้

หากแต่ที่ผ่านมาของโลกเราคือการเจรจาผลประโยชน์ในระหว่างตระกูลกับตระกูลผ่านหน้ากากที่เรียกว่าระหว่างประเทศ ภูมิภาคและโลก ซึ่งฟ้องออกมาจากการจัดอันดับจำนวนคนรวยของโลกบวกเข้ากับโยงใยความสัมพันธ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับคนจนของโลก

นั่นคือ ยิ่งรวยก็ยิ่งพบความสนิทชิดใกล้ในวงการเมือง เพราะการเมืองในมุมหนึ่งก็คือการเข้าไปบริหารจัดการกับ "ความยุติธรรม" ด้วยตัวของตัวเอง เศรษฐีหลายคนจึงมุ่งหน้าไปทางนี้

คำอธิบายของนายกรัฐมนตรีที่ว่าด้วย "ความอิจฉาตาร้อน" กับเงินก้อนยักษ์นี้ ก็ยิ่งสะท้อนโลกทัศน์ของท่านที่มีต่อโลกและสังคม ว่าท่านก็เป็นเพียงเศรษฐีคนหนึ่งที่มุ่งหน้าเข้ามาหา "โอกาส" ในการบริหารจัดการ "ความยุติธรรม" เพื่อผลประโยชน์ในเรื่องเงินๆ ทองๆ นั่นเอง ซึ่งก็ได้ผล เพราะท่านไม่ยอมให้กระเด็นแม้แต่บาทเดียว

เงินๆ ทองๆ ในที่นี้ก็คือที่มั่นในชีวิตที่เหนือสิ่งอื่นใด เพราะเป็นเรื่องที่น่าอิจฉาตาร้อนในมุมมองของท่าน และเลยพาลคิดว่า ถ้าใครจะลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ท่านในเรื่องดังกล่าว ก็คงหนีไม่พ้นความอิจฉาตาร้อนเช่นเดียวกัน

การตอบโต้ดังกล่าวเป็นการสะท้อนว่าโลกทัศน์ของท่านจริงๆ แล้ว มี "ความเป็นส่วนรวม" อยู่สักแค่ไหน เมื่อเทียบสัดส่วนกับ "ความเป็นส่วนตัว" ของท่านเอง และเป็นการสะท้อน "ความยุติธรรม" ในมุมมองของท่านว่าอยู่ในฐานะที่เป็นบรรทัดฐานหรือเป็นข้ออ้างทางสังคมกันแน่

เงินอันมหาศาลนั้น จะมีสักกี่คนบนใบโลกนี้ที่จะมีปัญญาจินตนาการได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร และจะมีใครสักกี่คนตั้งโจทย์ให้กับการมีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้ด้วยมูลค่าราคาแพงขนาดหมื่นๆ ล้านบาท เหมือนเช่นนายกรัฐมนตรีและครอบครัว และจะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว มีความจำเป็นต้องกินจุขนาดนั้นหรือไม่ เพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ จะเรียนรู้ได้อย่างไรว่าเรามีศักยภาพในการ "โลภสุดๆ" ได้สักแค่ไหน ถ้าเราไม่เคยผ่านประสบการณ์นั้นๆ มา

ถ้าบางเรื่องที่จินตนาการไปไม่ถึง ก็คงคลำทางอิจฉาไม่ถูกเช่นกัน การโต้ตอบในทำนองนี้ของนายกรัฐมนตรีจึงเป็นเพียงแค่การนำโลกทัศน์ของตัวเองไปตัดสินโลกทัศน์ของคนอื่น และเป็นการเปิดเผยให้สังคมรับรู้โลกทัศน์ไปในคราวเดียวกัน นอกเหนือไปจากที่อุตส่าห์เดินทางไปตอกย้ำภาพลักษณ์ "เงินนิยมหรือนิยมเงิน" มาด้วยตัวเอง 5 วัน 5 คืน ในเรียลลิตี้โชว์แก้จน

ไม่ผิดหรอกที่คนเราจะกินจุหรือกินดุ แต่ไม่เป็นการชอบธรรม ถ้าพยายามจะสถาปนาความชอบธรรมให้กับการกินจุนั้นๆ ไม่ว่าจะด้วยการยัดเยียดหรือการรณรงค์ให้คนอื่นต้องรู้สึกว่าเป็นความ "ยุติธรรม" ตามไปด้วย

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด