$node = stdClass Object (
[nid] => [18082]
[type] => [report]
[language] => [en]
[uid] => [1]
[status] => [1]
[created] => [1212512400]
[changed] => [1262934266]
[comment] => [0]
[promote] => [1]
[moderate] => [0]
[sticky] => [0]
[tnid] => [0]
[translate] => [0]
[vid] => [18082]
[revision_uid] => [1]
[title] => [สฤณี อาชวานันทกุล เสนอ ?โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจทางเลือก?]
[body] => [<span class='print-link'></span><div class="field field-type-text field-field-author-report">
<div class="field-label">โดย : </div>
<div class="field-items">
<div class="field-item odd">
อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ </div>
</div>
</div>
<div class="field field-type-filefield field-field-picture-report">
<div class="field-label">ภาพ: </div>
<div class="field-items">
<div class="field-item odd">
<img class="imagefield imagefield-field_picture_report" width="280" height="224" alt="" src="http://www.ftawatch.org/sites/default/files/FriJune2008-15-10-16-show_505.jpg?1262934102" /> </div>
</div>
</div>
<p><span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma;">การใช้กรอบวาทกรรมกระแสหลักมาประเมินคุณค่าของการพัฒนาทางเลือกนั้น ดูเหมือนจะไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงต้องมาคุยกันว่าอุดมคติในเศรษฐศาสตร์ทางเลือกนั้นคืออะไร และตัววัดที่เราสมควรจะใช้นอกเหนือไปจากตัว GDP ที่เราคุ้นเคยว่ามันมีอะไรบ้าง...<b><br />
</b></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma;"></span></p>
<p></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 9.00 -- 16.15 น. ณ ห้องประชุม 209 ชั้น 2 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการส่งเสริมพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนา ศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ร่วมจัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “นโยบายเศรษฐกิจทางเลือกภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ : บทสำรวจองค์ความรู้ และประสบการณ์” </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในเวทีดังกล่าว <b>สฤณี อาชวานันทกุล</b> นักวิชาการอิสระ ร่วมเสวนาหัวข้อ “โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจทางเลือก: กรณีศึกษาเศรษฐกิจภูฏาน เศรษฐกิจอิสลาม และเศรษฐกิจละตินอเมริกา” สำนักข่าวประชาธรรมเรียบเรียงมาเผยแพร่ ดังต่อไปนี้...</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">................................................</span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เราจะต้องกล่าวถึงนโยบายการพัฒนาในอุดมคติ เหตุผลที่ต้องพูดถึงในหัวข้อนี้ ก็คือถ้าหากเรามองว่านโยบายเศรษฐศาสตร์ทางเลือก เป็นสิ่งที่จะทำให้เห็นผลและสมควรที่จะรับฟัง ก็จะต้องมาดูว่ามันมีปัจจัยหรือว่าตัวชี้วัดอะไรบ้าง ซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือจากกระบวนการเสรีนิยมใหม่ หรือว่าวาทกรรมกระแสหลัก เพราะถ้าหากใช้กรอบวาทกรรมกระแสหลักมาประเมินคุณค่าของการพัฒนาทางเลือกนั้นดูเหมือนจะไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงต้องมาคุยกันว่าอุดมคติในเศรษฐศาสตร์ทางเลือกนั้นมันคืออะไร และตัววัดที่เราสมควรจะใช้นอกเหนือไปจากตัว GDP ที่เราคุ้นเคยว่ามันมีอะไรบ้าง</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">วิชาทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแต่ไหนแต่ไรมาก็จะมองเกี่ยวกับปัจจัยการผลิต และในเรื่องของสิ่งที่วัดได้ในเรื่องของรายได้ ในประเทศเสรีนิยมใหม่ก็บอกเอาไว้ว่าในความจริงรัฐบาล หรือว่าภาคเอกชนควรที่จะเน้นเรื่องความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะว่าความเจริญนั้นจะไหลลงมา และคนจะมีเงินนำไปใช้จ่ายในการซื้อสวัสดิการให้ตนเองเพื่อที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ควรจะมองอะไรที่นอกเหนือไปจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมากนัก ซึ่งก็เป็นวาทกรรมที่กลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างสนุกสนาน </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เพราะว่าอย่างที่ทราบกันแล้วว่าขอบเขตของเศรษฐศาสตร์ตอนนี้ก็เริ่มที่จะขยับขยายออกไป จากเศรษฐศาสตร์ที่เคยเป็นกระแสหลักออกไปสู่เศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ที่เริ่มหันมาสนใจในเรื่องของความสุข มีการทำงานที่ใกล้ชิดกับนักจิตวิทยา นักจิตแพทย์ หรือนักสังคมศาสตร์เพื่อที่จะประเมินระดับความสุขของคนออกมา เดูว่าแง่มุมอันไหนที่จะใช้ได้ในนโยบายพัฒนา เพราะ GDP หรือรายได้นั้นเป็นเพียงแค่องค์ประกอบเดียวของสิ่งที่เราเรียกว่าความสุข นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อกันว่านโยบายเศรษฐศาสตร์นั้น พูดถึงมนุษย์เป็นตัวตั้งเพราะฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะพูดถึงรายได้อย่างเดียว เป้าควรที่จะสูงกว่านั้นก็คือควรที่จะส่งเสริมความสุข หรือว่าความอยู่ดีมีสุข</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">มันเป็นสิ่งที่ชัดเจนแล้วว่าโลกของเรามีขีดจำกัดทางทรัพยากร และนโยบายการพัฒนาขึ้นอยู่กับพลังงานที่โลกต้องสูญเสียไป เพราะฉะนั้นนโยบายการพัฒนาที่ไม่ได้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็เป็นนโยบายที่ยั่งยืนไม่ได้ นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการคำนึงถึงความยั่งยืนในการกำหนดนโยบายของการพัฒนา นอกเหนือไปจากปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นตัวกำหนดความยั่งยืนที่มีความสำคัญ ก็มีอีกประเด็นที่ถกเถียงกันเยอะมากซึ่งก็คือเรื่องความยุติธรรมทางสังคม ถ้าหากมองในมุมมองที่เป็นทุนนิยมก็มีข้อถกเถียงว่า จริง ๆ แล้วเป้าหมายของการพัฒนานั้นควรที่จะคำนึงถึงคุณภาพการพัฒนาด้วยหรือเปล่า </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">คือทำให้คนที่อยู่ในฐานรากของสังคมได้มีโอกาส หรือว่าได้ประโยชน์จากนโยบายด้วยหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้กลไกการตลาดทำงานของมันไปเอง แต่ว่าคนที่มีทุนทรัพย์มากก็จะได้ผลประโยชน์ไปมาก มีนักเศรษฐศาสตร์บางคนที่นำเสนอในแง่ของปรัชญา ความคิด และกระบวนที่การที่น่าสนใจ คือไอ้การเติบโตในมิติที่เป็นฐานกว้างของเศรษฐกิจนั้น เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนมากกว่าการเจริญเติบโตแบบที่ไม่เน้นการเติบโตที่ฐานกว้าง เพราะจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น และจะไปเอื้ออำนวยของกระแสการเจริญเติบโตของประชาธิปไตย คนจะใช้สิทธิเสียงในระบบการเมืองของตนเองได้ดีขึ้น และเมื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็จะเริ่มยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็นของคนในสังคมมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นมันก็สะท้อนว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมีนัยยะทางคุณธรรม และศีลธรรม ที่เราไม่สามารถมองข้ามไปได้</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">การพัฒนาในอุดมคติ ในกระแสขององค์กรโลกบาลก็จะไปแตะเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีคนหลายคนที่พยายามจะหาจุดเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนกับกับการเชื่อมโยงการพัฒนาของภาครัฐ แต่เท่าที่มีการถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นถึงแม้จะมีความหลากหลายมากเพียงใด แต่ว่าจุดที่มีความคล้ายกันก็คือว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจในอุดมคตินั้นควรที่จะส่งเสริมความสุขหรือว่าการอยู่ดีมีสุข มากกว่าระดับรายได้ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติควรที่จะมีการส่งเสริมให้มีการใช้อย่างยั่งยืน </span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img height="224" border="0" width="280" src="http://www.ftawatch.info/sites/default/files/FriJune200815124_show_506.jpg" alt="" /></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในระดับของสหประชาชาติเองก็มีการกำหนดนิยามของดัชนีชี้วัดการพัฒนาต่าง ๆ ที่ค่อนข้างจะหลากหลาย ตอนนี้การนิยามอย่างเป็นทางการ การพัฒนาแบบยั่งยืนก็หมายความว่าการพัฒนาที่ไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในอัตราที่เร็วกว่าความสามารถของมนุษย์ในการผลิตทรัพยากรขึ้นมาทดแทน และอัตราการทิ้งทรัพยากรนั้นต้องไม่มากกว่าอัตราที่ทรัพยากรธรรมชาติจะดูดซับเข้าไปได้ จะต้องมองว่าทรัพยากรธรรมชาตินั้นเป็นต้นทุนของระบบ ต้องมีคนรับภาระต้นทุนตรงนั้น โดยที่ไม่ใช่ให้สังคมเป็นคนจ่าย ไม่ใช่ว่าปัญหาจากแก๊สพิษก็ให้รัฐบาลซึ่งเอาเงินภาษีของประชาชนมาใช้ เป็นคนจ่าย </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">จะต้องมีการส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม ซึ่งก็คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานโดยเกี่ยวโยงกับเรื่องสวัสดิการที่ควรจะมี สามารถรองรับความหลากหลายของชุมชนในท้องถิ่นได้ ไม่ใช่มองการพัฒนาที่เป็นของสำเร็จรูปที่โยนลงไป แล้วทุก ๆ คนจะต้องทำตาม และการมองเรื่องของเศรษฐกิจทางเลือกนั้นต้องมองให้พ้นไปจากการเจริญเติบโตทางด้าน GDP แม้ว่าจะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญก็ตาม </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">อีกตัวหนึ่งที่ยังมีการถกเถียงกันในเรื่องของคำนิยามก็คือคำว่าความสุข นักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่นั้นบางคนก็ไม่ได้ละเลยในเรื่องของความสุขเพียงแต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้และจากนั้นนักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ควรที่จะไปสนใจ</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">กรณีศึกษาในเรื่องของประเทศภูฏาน เนื่องจากว่าภูฏานมองความสุขของประชาชนเหนือกว่าตัวเลขของ GDP เพราะฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจว่า ความสุขของภูฏานคืออะไรและจะวัดกันได้อย่างไร ซึ่งเป็นนามธรรม เป็นอัตตวิสัย ซึ่งจะใช้มาตรวัดนั้นค่อนข้างยาก แต่สิ่งที่เห็นตรงกันในเรื่องคำนิยามของคำว่าความสุขที่ก้าวหน้าที่สุด และเป็นที่ตกลงกันได้ในระดับหนึ่งก็คือการอยู่ดี มีสุข ซึ่งในตอนนี้มีการใช้คำนี้กันมากและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ข้อถกเถียงของ อมาตยา เซน หลัก ๆ คือข้อถกเถียงในมิติมุมมองของเสรีนิยมใหม่ที่ว่ารัฐบาลควรจะเน้นในเรื่องของเสรีภาพทางเศรษฐกิจของประชาชน แล้วก็ไม่สนใจเสรีภาพในเรื่องอื่น ๆ หรือว่าสนใจน้อยลง เขาบอกว่าแนวคิดแบบนี้เป็นสมมติฐานที่ไม่ถูกต้อง ถ้าหากถามว่าคนจนจะแสดงออกได้มากเพียงใดว่าเขาต้องการหรือว่าไม่ต้องการอะไรซึ่งบางครั้งอาจจะถูกปัจจัยอื่น ๆ ทางวัฒนธรรม หรือว่าปัจจัยทางสถาบันกดทับเอาไว้เช่น ผู้หญิงทางอินเดียในทางใต้จะถูกสามีกดขี่ค่อนข้างมาก จะถูกวัฒนธรรมกดทับเอาไว้ทำให้เขาไม่สามารถแสดงออกถึงความต้องการที่แท้จริงได้ </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คิดดัชนีในการวัดความเจริญของประเทศที่นอกเหนือไปจากGDP ก็คือมีตัวชี้วัความยืนยาวของประชากร มีอัตราการรู้หนังสือ และปัจจัยสุดท้ายก็คือรายได้ต่อหัวเพราะฉะนั้นจะเห็นว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจคือรายได้ต่อหัวนั้นเป็นเพียงปัจจัยเดียว จากดัชนีชี้วัดตัวที่เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรในการทำให้มนุษย์มีความสุขนั้น ภูฏานซึ่งเป็นสีเขียว แสดงว่าใช้ทรัพยากรน้อยมากในการที่จะทำให้คนมีความสุข ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเป็นสีแดง</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">สิ่งที่ทำให้ภูฏานโด่งดังที่สุดก็คือการใช้นโยบายที่เป็นรูปธรรม 4 แบบคือ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะเห็นว่ามิติทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนั้นไปได้ด้วยกันการส่งเสริมทางด้านวัฒนธรรมประจำชาติ และตัวสุดท้ายก็คือธรรมาภิบาลที่ดี </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่เมื่อเรานึกถึงภูฏานก็คือการท่องเที่ยว เพราะว่าเป็นประเทศที่เก็บภาษี 200 เหรียญต่อวันในการเข้าไปในประเทศ คนที่เข้าไปเที่ยวจึงค่อนข้างน้อย ต้องทำรายการไปเที่ยวส่งไปให้เขา ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมนั้นระบุไว้เลยว่าต้องมีพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ต้องมีพื้นที่สงวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 จะมีการตัดไม้ก็ต้องมีการขออนุญาต</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในด้านมิติทางวัฒนธรรมของประเทศนั้น ค่อนข้างที่จะชัดเจนว่าของเขาเป็นแบบ “ชาติเดียวชาติพันธุ์เดียว” ซึ่งได้รับการประณามค่อนข้างที่จะสาหัสจากนักสิทธิมนุษยชน เพราะว่าภูฏานมีประชากรทั้งประเทศไม่ถึง 700,000 คน แต่ว่ามีชาวเนปาลอพยพไม่ต่ำกว่า 100,000 คน ซึ่งก็ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธและมีภาษาที่ใช้คนละภาษา ภูฏานก็ใช้คนเนปาลค่อนข้างที่จะเยอะ เพราะว่าคนในประเทศตัวเองไม่มีทักษะในด้านการสร้างถนน ใช้แรงงานจากต่างประเทศนี้ก็เป็นปัญหาที่รัฐบาลของเขานั้นวิตกว่าทำไมภาคอุตสาหกรรมของประเทศจึงไม่ไปถึงไหน บัณฑิตที่จบออกมาไม่มีงานให้ทำ </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เพราะฉะนั้น ปัญหาและความท้าทายของภูฏานคืออะไร ความยั่งยืนของประเทศภูฏานนั้นจะไปได้มากแค่ไหน จะทำสำเร็จมากน้อยเพียงใด เพราะว่าปัจจุบันประเทศยังต้องพึ่งพาประเทศอินเดียอยู่เป็นจำนวนมาก รายได้หลักคือการขายไฟฟ้าให้กับประเทศอินเดียเป็นหลัก เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ การพัฒนาธุรกิจเอกชนของประเทศนั้นช้ามาก และกำลังจะกลายเป็นปัญหาเพราะว่าบัณฑิตที่จบใหม่มาไม่มีงานทำ และถ้าหากว่ารัฐบาลไม่สร้างงานนั้นก็ไม่สามารถหางานทำได้ ทำให้อัตราการว่างงานสูง และเมื่ออัตราการว่างงานสูงมันก็จะมีแนวโน้มทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">มีนักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกเอาไว้ว่าการให้ความสำคัญกับป่าไม้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์นั้นมันไม่ยั่งยืน รัฐบาลต้องรับภาระในการพัฒนาถ้าหากว่าต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไปเรื่อย ๆ นั้นแน่นอนว่าต้องมีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องทำให้รัฐบาลต้องผ่อนผันนโยบายสิ่งแวดล้อม </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ทางด้านมิติทางด้านวัฒนธรรม ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศ ในทางตอนใต้ของประเทศที่มีคนเนปาลอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก เป็นความขัดแย้งที่เราไม่สามารถละเลยได้ ภูฏานเพิ่งเปลี่ยนผ่านการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นแบบประชาธิปไตย ซึ่งการเลือกตั้งที่ออกมาทำให้เขามีรัฐบาลเสียงบข้างมาก 14 จาก 17 ที่นั่ง คนภูฏานส่งเสียงกันออกมาว่าฝ่ายค้านนั้นน้อยจนเกินไป แต่ว่าก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเพราะการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ก็ต้องรอดูต่อไปว่ามันจะเกิดระบบเผด็จการรัฐสภาหรือเปล่า ซึ่งเมื่อมีระบบรัฐสภามีการเลือกตั้งไปแล้วก็แน่นอนว่ามันทำให้ชาวเนปาลรู้สึกว่าตนเองถูกกีดกัน ซึ่งในตอนนี้ที่ประเทศก็มีกลุ่มที่เรียกร้องให้คนเนปาลมีสิทธิเทียบเท่าประชาชนของชาวภูฏานแล้ว</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เรื่องต่อมาก็คือบทบาทของอิสลามในการพัฒนา ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้เป็นเศรษฐกิจทางเลือกเท่ากับการต่อสู้ทางอุดมการณ์และความคิด คำถามก็คือว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์จึงมีข้อขัดแย้งหรือว่าข้อถกเถียงในเรื่องของอิสลาม คือมาจากการที่หลาย ๆ คนนั้นมีความเป็นห่วงว่า GDP ต่อหัวของประเทศอาหรับนั้นมีความเจริญเติบโตที่ค่อนข้างจะช้า แต่ว่าก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เจริญ แต่ว่าอาจจะกังวลว่าประเทศอื่นนั้นไปไวกว่าเหมือนกับว่าความสำคัญของตะวันออกกลางนั้นจะสูญเสียไปถ้าหากว่าวัดจาก GDP ถ้าหากเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมีความเห็นว่าต้องล้าหลัง เพราะว่าศาสนาอิสลามนั้นสอนให้คนขี้เกียจ แล้วหลักคำสอนของอิสลามที่บอกว่าทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่างเป็นของศาสดาคุณทำไปแล้วก็ต้องไปเก็บเกี่ยวเอาผลในชาติหน้าเพระฉะนั้นด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนขี้เกียจหลังยาว</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ส่วนอีกขั้วหนึ่งก็บอกว่าถ้าหากไปพิจารณาตามหลักของศาสนาอิสลามเขาก็บอกว่าถ้าหากไปดูตามหลักของศาสนาอิสลามจริง ๆ แล้วไม่มีหลักคำสอนไหนที่สอนให้คนเกียจคร้าน เท่าที่ไปสรุปใน ชารีอะห์ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่มาจากอัลกุรอาน สรุปได้ว่าทุกคนมีหน้าที่ต้องทำงาน ทุกคนที่เกิดมาต้องทำงาน การทำงานนั้นเป็นหน้าที่มนุษย์ และมนุษย์ควรที่จะแสวงหาความมั่งคั่งอย่างชอบธรรมด้วยการทำงานหนัก แต่ว่าในระบบอิสลามนั้นมีการเก็บรายได้เพื่อไปช่วยเป็นสวัสดิการแก่คนจน สิ่งนี้ก็คือประกันสังคมของโลกมุสลิม </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ชารีอะห์ บอกว่าราคาในทางธุรกรรมต่าง ๆ ระหว่างมนุษย์ต้องเป็นราคาที่ยุติธรรม หมายความว่ามันจะต้องเกิดจากระบบตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเสรีจริง ๆ การผูกขาดและการกักตุนสินค้านำไปสู่การฉวยโอกาสเอาเปรียบ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าประเด็นนี้นั้นไม่ได้แตกต่างกับอุดมการณ์เศรษฐศาสตร์ทั่วไป และมีนโยบายต่อไปว่านโยบายทางด้านการเงินของรัฐควรที่จะมุ่งเน้นในด้านเสถียรภาพด้านราคาเป็นสำคัญ ในขณะที่นโยบายทางด้านการคลังควรที่จะสร้างสมดุลระหว่างรายได้ และรายจ่าย ที่ต้องทำเพื่อสาธารณะประโยชน์ ระบบเศรษฐกิจของเขาจึงเป็นระบบตลาดที่รัฐกำกับดูแล </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">หลักการที่สำคัญของศาสนาอิสลามอีกอย่าง คือการที่ห้ามมีการคิดดอกเบี้ย ดังนั้นธนาคารก็ต้องหารูปแบบอื่น ๆ แทน ในการทำธุรกิจ อาจจะเป็นผู้ร่วมทุนหรือว่าอาจจะให้เช่าซื้อ สินทรัพย์ที่จะใช้ ดังนั้นเมื่อธนาคารเปลี่ยนรูปแบบทางธุรกรรมแล้วมันก็น่าสนใจในกรณีที่ธนาคารนั้นร่วมรับความเสี่ยงของกิจการนั้น ซึ่งหลาย ๆ คนก็มองว่าทำให้ระบบการเงินธนาคารนั้นค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพ </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในประเด็นของลประเทศาตินอเมริกา ซึ่งวรรณกรรมเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศลาตินอเมริกาที่ถกเถียงกันนั้นสรุปได้ว่าหลัก ๆ ก็จะมี 3 แบบ คือแบบดั้งเดิม แบบเสรีนิยมใหม่ และแบบชาตินิยมแบบดั้งเดิมก็คือฐานเสยงส่วนใหญ่ก็อาจจะอยู่ที่แรงงาน เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นนโยบายที่เป็นสังคมนิยมมากหน่อย ก็คือจะจัดสรร กระจาย และแจกจ่ายสินค้า รัฐจะมีบทบาทที่สูงมากในการกระจายปัจจัยต่าง ๆ ให้กับประชาชน นี่คือนโยบายประชานิยมที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในลาตินช่วงปี 1980 </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">แบบเสรีนิยมใหม่นั้นเป็นนโยบายที่พัฒนามาจากแบบดั้งเดิมที่พิจารณาจากฐานของประชาชน ซึ่งก็มีส่วนประกอบของเสรีนิยมรูปแบบที่แตกต่างไปจากแบบดั้งเดิม ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งก็คือประชานิยมชาตินิยมที่นำโดยเวเนซุเอลา โบลิเวีย เอกวาดอร์ ที่ต่อต้านอิทธิพลของอเมริกาที่ยึดกิจการต่าง ๆ กลับมาเป็นของรัฐ แต่ว่าในรูปแบบที่ได้ไปศึกษามานั้นเขาก็ไม่ได้ไปยึดมา แต่ว่าใช้รูปแบบที่ไปซื้อมา แต่มันมีนโยบายทางการเมืองที่ต้องการจะแยกขาดจากอเมริกาจึงต้องบอกว่าจะไปยึดเขามา ซึ่งผลเสียและดีก็กำลังเป็นที่ถาเถียงกันอยู่ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามประชานิยมชาตินิยมก็เป็นรูปแบบใหม่ มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากประชานิยมแบบดั้งเดิมจะเห็นได้ว่าอย่างในของเวเนซุเอลาที่มีการนำน้ำมันไปแลกกับลูกวัว การทำเขตเศรษฐกิจประชาชน หรือส่งน้ำมันไปให้ทางคิวบาแล้วให้คิวบาส่งแพทย์มาให้ ซึ่งนโยบายที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ ก็มีการถกเถียงกันในรูปแบบที่ว่าจะนำพาสังคมไปทางไหน.</span></span></p>
]
[log] => []
[revision_timestamp] => [1262934266]
[format] => [2]
[name] => [admin]
[picture] => []
[data] => [a:11:{s:17:"fckeditor_default";s:1:"t";s:21:"fckeditor_show_toggle";s:1:"t";s:15:"fckeditor_popup";s:1:"f";s:14:"fckeditor_skin";s:7:"default";s:17:"fckeditor_toolbar";s:10:"DrupalFull";s:16:"fckeditor_expand";s:1:"t";s:15:"fckeditor_width";s:4:"100%";s:14:"fckeditor_lang";s:2:"en";s:19:"fckeditor_auto_lang";s:1:"t";s:7:"contact";i:0;s:13:"form_build_id";s:37:"form-b6b8afeeb4f8a56fa74ee59902bd99df";}]
[field_author_report] => array (
[0] => array (
[value] => [อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ]
[safe] => [อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ]
)
)
[field_picture_report] => array (
[0] => array (
[fid] => [218]
[list] => [1]
[data] => array (
[description] => []
[alt] => []
[title] => []
)
[uid] => [1]
[filename] => [FriJune2008-15-10-16-show_505.jpg]
[filepath] => [sites/default/files/FriJune2008-15-10-16-show_505.jpg]
[filemime] => [image/jpeg]
[filesize] => [16763]
[status] => [1]
[timestamp] => [1262934102]
[nid] => [18082]
)
)
[field_refer_report] => array (
[0] => array (
[url] => []
[title] => []
[attributes] => []
)
)
[print_display] => [1]
[print_display_comment] => [0]
[print_display_urllist] => [1]
[print_mail_display] => [1]
[print_mail_display_comment] => [0]
[print_mail_display_urllist] => [1]
[print_pdf_display] => [1]
[print_pdf_display_comment] => [0]
[print_pdf_display_urllist] => [1]
[taxonomy] => array (
[166] => stdClass (
)
[36] => stdClass (
)
)
[files] => array (
)
[build_mode] => [0]
[readmore] => [1]
[content] => array (
[print_links] => array (
[#weight] => [-101]
[#value] => [<span class='print-link'></span>]
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[field_author_report] => array (
[#type_name] => [report]
[#context] => [full]
[#field_name] => [field_author_report]
[#post_render] => array (
[0] => [content_field_wrapper_post_render]
)
[#weight] => [-4]
[field] => array (
[#description] => []
[items] => array (
[0] => array (
[#formatter] => [default]
[#node] => stdClass (
)
[#type_name] => [report]
[#field_name] => [field_author_report]
[#weight] => [0]
[#theme] => [text_formatter_default]
[#item] => array (
[value] => [อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ]
[safe] => [อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ]
[#delta] => [0]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#theme_used] => [1]
[#printed] => [1]
[#type] => []
[#value] => []
[#prefix] => []
[#suffix] => []
[#children] => [อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#children] => [อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ]
[#printed] => [1]
)
[#single] => [1]
[#attributes] => array (
)
[#required] => []
[#parents] => array (
)
[#tree] => []
[#context] => [full]
[#page] => [1]
[#field_name] => [field_author_report]
[#title] => [โดย ]
[#access] => [1]
[#label_display] => [above]
[#teaser] => []
[#node] => stdClass (
)
[#type] => [content_field]
[#children] => [อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ]
[#printed] => [1]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#children] => [<div class="field field-type-text field-field-author-report">
<div class="field-label">โดย : </div>
<div class="field-items">
<div class="field-item odd">
อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ </div>
</div>
</div>
]
[#printed] => [1]
)
[field_picture_report] => array (
[#type_name] => [report]
[#context] => [full]
[#field_name] => [field_picture_report]
[#post_render] => array (
[0] => [content_field_wrapper_post_render]
)
[#weight] => [-3]
[field] => array (
[#description] => []
[items] => array (
[0] => array (
[#formatter] => [image_plain]
[#node] => stdClass (
)
[#type_name] => [report]
[#field_name] => [field_picture_report]
[#weight] => [0]
[#theme] => [imagefield_formatter_image_plain]
[#item] => array (
[fid] => [218]
[list] => [1]
[data] => array (
[description] => []
[alt] => []
[title] => []
)
[uid] => [1]
[filename] => [FriJune2008-15-10-16-show_505.jpg]
[filepath] => [sites/default/files/FriJune2008-15-10-16-show_505.jpg]
[filemime] => [image/jpeg]
[filesize] => [16763]
[status] => [1]
[timestamp] => [1262934102]
[nid] => [18082]
[#delta] => [0]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#theme_used] => [1]
[#printed] => [1]
[#type] => []
[#value] => []
[#prefix] => []
[#suffix] => []
[#children] => [<img class="imagefield imagefield-field_picture_report" width="280" height="224" alt="" src="http://www.ftawatch.org/sites/default/files/FriJune2008-15-10-16-show_505.jpg?1262934102" />]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#children] => [<img class="imagefield imagefield-field_picture_report" width="280" height="224" alt="" src="http://www.ftawatch.org/sites/default/files/FriJune2008-15-10-16-show_505.jpg?1262934102" />]
[#printed] => [1]
)
[#single] => [1]
[#attributes] => array (
)
[#required] => []
[#parents] => array (
)
[#tree] => []
[#context] => [full]
[#page] => [1]
[#field_name] => [field_picture_report]
[#title] => [ภาพ]
[#access] => [1]
[#label_display] => [above]
[#teaser] => []
[#node] => stdClass (
)
[#type] => [content_field]
[#children] => [<img class="imagefield imagefield-field_picture_report" width="280" height="224" alt="" src="http://www.ftawatch.org/sites/default/files/FriJune2008-15-10-16-show_505.jpg?1262934102" />]
[#printed] => [1]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#children] => [<div class="field field-type-filefield field-field-picture-report">
<div class="field-label">ภาพ: </div>
<div class="field-items">
<div class="field-item odd">
<img class="imagefield imagefield-field_picture_report" width="280" height="224" alt="" src="http://www.ftawatch.org/sites/default/files/FriJune2008-15-10-16-show_505.jpg?1262934102" /> </div>
</div>
</div>
]
[#printed] => [1]
)
[body] => array (
[#weight] => [-1]
[#value] => [ <p><span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma;">การใช้กรอบวาทกรรมกระแสหลักมาประเมินคุณค่าของการพัฒนาทางเลือกนั้น ดูเหมือนจะไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงต้องมาคุยกันว่าอุดมคติในเศรษฐศาสตร์ทางเลือกนั้นคืออะไร และตัววัดที่เราสมควรจะใช้นอกเหนือไปจากตัว GDP ที่เราคุ้นเคยว่ามันมีอะไรบ้าง...<b><br />
</b></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma;"></span></p>
<p></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 9.00 -- 16.15 น. ณ ห้องประชุม 209 ชั้น 2 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการส่งเสริมพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนา ศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ร่วมจัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “นโยบายเศรษฐกิจทางเลือกภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ : บทสำรวจองค์ความรู้ และประสบการณ์” </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในเวทีดังกล่าว <b>สฤณี อาชวานันทกุล</b> นักวิชาการอิสระ ร่วมเสวนาหัวข้อ “โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจทางเลือก: กรณีศึกษาเศรษฐกิจภูฏาน เศรษฐกิจอิสลาม และเศรษฐกิจละตินอเมริกา” สำนักข่าวประชาธรรมเรียบเรียงมาเผยแพร่ ดังต่อไปนี้...</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">................................................</span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เราจะต้องกล่าวถึงนโยบายการพัฒนาในอุดมคติ เหตุผลที่ต้องพูดถึงในหัวข้อนี้ ก็คือถ้าหากเรามองว่านโยบายเศรษฐศาสตร์ทางเลือก เป็นสิ่งที่จะทำให้เห็นผลและสมควรที่จะรับฟัง ก็จะต้องมาดูว่ามันมีปัจจัยหรือว่าตัวชี้วัดอะไรบ้าง ซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือจากกระบวนการเสรีนิยมใหม่ หรือว่าวาทกรรมกระแสหลัก เพราะถ้าหากใช้กรอบวาทกรรมกระแสหลักมาประเมินคุณค่าของการพัฒนาทางเลือกนั้นดูเหมือนจะไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงต้องมาคุยกันว่าอุดมคติในเศรษฐศาสตร์ทางเลือกนั้นมันคืออะไร และตัววัดที่เราสมควรจะใช้นอกเหนือไปจากตัว GDP ที่เราคุ้นเคยว่ามันมีอะไรบ้าง</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">วิชาทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแต่ไหนแต่ไรมาก็จะมองเกี่ยวกับปัจจัยการผลิต และในเรื่องของสิ่งที่วัดได้ในเรื่องของรายได้ ในประเทศเสรีนิยมใหม่ก็บอกเอาไว้ว่าในความจริงรัฐบาล หรือว่าภาคเอกชนควรที่จะเน้นเรื่องความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะว่าความเจริญนั้นจะไหลลงมา และคนจะมีเงินนำไปใช้จ่ายในการซื้อสวัสดิการให้ตนเองเพื่อที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ควรจะมองอะไรที่นอกเหนือไปจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมากนัก ซึ่งก็เป็นวาทกรรมที่กลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างสนุกสนาน </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เพราะว่าอย่างที่ทราบกันแล้วว่าขอบเขตของเศรษฐศาสตร์ตอนนี้ก็เริ่มที่จะขยับขยายออกไป จากเศรษฐศาสตร์ที่เคยเป็นกระแสหลักออกไปสู่เศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ที่เริ่มหันมาสนใจในเรื่องของความสุข มีการทำงานที่ใกล้ชิดกับนักจิตวิทยา นักจิตแพทย์ หรือนักสังคมศาสตร์เพื่อที่จะประเมินระดับความสุขของคนออกมา เดูว่าแง่มุมอันไหนที่จะใช้ได้ในนโยบายพัฒนา เพราะ GDP หรือรายได้นั้นเป็นเพียงแค่องค์ประกอบเดียวของสิ่งที่เราเรียกว่าความสุข นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อกันว่านโยบายเศรษฐศาสตร์นั้น พูดถึงมนุษย์เป็นตัวตั้งเพราะฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะพูดถึงรายได้อย่างเดียว เป้าควรที่จะสูงกว่านั้นก็คือควรที่จะส่งเสริมความสุข หรือว่าความอยู่ดีมีสุข</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">มันเป็นสิ่งที่ชัดเจนแล้วว่าโลกของเรามีขีดจำกัดทางทรัพยากร และนโยบายการพัฒนาขึ้นอยู่กับพลังงานที่โลกต้องสูญเสียไป เพราะฉะนั้นนโยบายการพัฒนาที่ไม่ได้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็เป็นนโยบายที่ยั่งยืนไม่ได้ นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการคำนึงถึงความยั่งยืนในการกำหนดนโยบายของการพัฒนา นอกเหนือไปจากปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นตัวกำหนดความยั่งยืนที่มีความสำคัญ ก็มีอีกประเด็นที่ถกเถียงกันเยอะมากซึ่งก็คือเรื่องความยุติธรรมทางสังคม ถ้าหากมองในมุมมองที่เป็นทุนนิยมก็มีข้อถกเถียงว่า จริง ๆ แล้วเป้าหมายของการพัฒนานั้นควรที่จะคำนึงถึงคุณภาพการพัฒนาด้วยหรือเปล่า </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">คือทำให้คนที่อยู่ในฐานรากของสังคมได้มีโอกาส หรือว่าได้ประโยชน์จากนโยบายด้วยหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้กลไกการตลาดทำงานของมันไปเอง แต่ว่าคนที่มีทุนทรัพย์มากก็จะได้ผลประโยชน์ไปมาก มีนักเศรษฐศาสตร์บางคนที่นำเสนอในแง่ของปรัชญา ความคิด และกระบวนที่การที่น่าสนใจ คือไอ้การเติบโตในมิติที่เป็นฐานกว้างของเศรษฐกิจนั้น เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนมากกว่าการเจริญเติบโตแบบที่ไม่เน้นการเติบโตที่ฐานกว้าง เพราะจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น และจะไปเอื้ออำนวยของกระแสการเจริญเติบโตของประชาธิปไตย คนจะใช้สิทธิเสียงในระบบการเมืองของตนเองได้ดีขึ้น และเมื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็จะเริ่มยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็นของคนในสังคมมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นมันก็สะท้อนว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมีนัยยะทางคุณธรรม และศีลธรรม ที่เราไม่สามารถมองข้ามไปได้</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">การพัฒนาในอุดมคติ ในกระแสขององค์กรโลกบาลก็จะไปแตะเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีคนหลายคนที่พยายามจะหาจุดเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนกับกับการเชื่อมโยงการพัฒนาของภาครัฐ แต่เท่าที่มีการถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นถึงแม้จะมีความหลากหลายมากเพียงใด แต่ว่าจุดที่มีความคล้ายกันก็คือว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจในอุดมคตินั้นควรที่จะส่งเสริมความสุขหรือว่าการอยู่ดีมีสุข มากกว่าระดับรายได้ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติควรที่จะมีการส่งเสริมให้มีการใช้อย่างยั่งยืน </span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img height="224" border="0" width="280" src="http://www.ftawatch.info/sites/default/files/FriJune200815124_show_506.jpg" alt="" /></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในระดับของสหประชาชาติเองก็มีการกำหนดนิยามของดัชนีชี้วัดการพัฒนาต่าง ๆ ที่ค่อนข้างจะหลากหลาย ตอนนี้การนิยามอย่างเป็นทางการ การพัฒนาแบบยั่งยืนก็หมายความว่าการพัฒนาที่ไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในอัตราที่เร็วกว่าความสามารถของมนุษย์ในการผลิตทรัพยากรขึ้นมาทดแทน และอัตราการทิ้งทรัพยากรนั้นต้องไม่มากกว่าอัตราที่ทรัพยากรธรรมชาติจะดูดซับเข้าไปได้ จะต้องมองว่าทรัพยากรธรรมชาตินั้นเป็นต้นทุนของระบบ ต้องมีคนรับภาระต้นทุนตรงนั้น โดยที่ไม่ใช่ให้สังคมเป็นคนจ่าย ไม่ใช่ว่าปัญหาจากแก๊สพิษก็ให้รัฐบาลซึ่งเอาเงินภาษีของประชาชนมาใช้ เป็นคนจ่าย </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">จะต้องมีการส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม ซึ่งก็คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานโดยเกี่ยวโยงกับเรื่องสวัสดิการที่ควรจะมี สามารถรองรับความหลากหลายของชุมชนในท้องถิ่นได้ ไม่ใช่มองการพัฒนาที่เป็นของสำเร็จรูปที่โยนลงไป แล้วทุก ๆ คนจะต้องทำตาม และการมองเรื่องของเศรษฐกิจทางเลือกนั้นต้องมองให้พ้นไปจากการเจริญเติบโตทางด้าน GDP แม้ว่าจะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญก็ตาม </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">อีกตัวหนึ่งที่ยังมีการถกเถียงกันในเรื่องของคำนิยามก็คือคำว่าความสุข นักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่นั้นบางคนก็ไม่ได้ละเลยในเรื่องของความสุขเพียงแต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้และจากนั้นนักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ควรที่จะไปสนใจ</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">กรณีศึกษาในเรื่องของประเทศภูฏาน เนื่องจากว่าภูฏานมองความสุขของประชาชนเหนือกว่าตัวเลขของ GDP เพราะฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจว่า ความสุขของภูฏานคืออะไรและจะวัดกันได้อย่างไร ซึ่งเป็นนามธรรม เป็นอัตตวิสัย ซึ่งจะใช้มาตรวัดนั้นค่อนข้างยาก แต่สิ่งที่เห็นตรงกันในเรื่องคำนิยามของคำว่าความสุขที่ก้าวหน้าที่สุด และเป็นที่ตกลงกันได้ในระดับหนึ่งก็คือการอยู่ดี มีสุข ซึ่งในตอนนี้มีการใช้คำนี้กันมากและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ข้อถกเถียงของ อมาตยา เซน หลัก ๆ คือข้อถกเถียงในมิติมุมมองของเสรีนิยมใหม่ที่ว่ารัฐบาลควรจะเน้นในเรื่องของเสรีภาพทางเศรษฐกิจของประชาชน แล้วก็ไม่สนใจเสรีภาพในเรื่องอื่น ๆ หรือว่าสนใจน้อยลง เขาบอกว่าแนวคิดแบบนี้เป็นสมมติฐานที่ไม่ถูกต้อง ถ้าหากถามว่าคนจนจะแสดงออกได้มากเพียงใดว่าเขาต้องการหรือว่าไม่ต้องการอะไรซึ่งบางครั้งอาจจะถูกปัจจัยอื่น ๆ ทางวัฒนธรรม หรือว่าปัจจัยทางสถาบันกดทับเอาไว้เช่น ผู้หญิงทางอินเดียในทางใต้จะถูกสามีกดขี่ค่อนข้างมาก จะถูกวัฒนธรรมกดทับเอาไว้ทำให้เขาไม่สามารถแสดงออกถึงความต้องการที่แท้จริงได้ </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คิดดัชนีในการวัดความเจริญของประเทศที่นอกเหนือไปจากGDP ก็คือมีตัวชี้วัความยืนยาวของประชากร มีอัตราการรู้หนังสือ และปัจจัยสุดท้ายก็คือรายได้ต่อหัวเพราะฉะนั้นจะเห็นว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจคือรายได้ต่อหัวนั้นเป็นเพียงปัจจัยเดียว จากดัชนีชี้วัดตัวที่เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรในการทำให้มนุษย์มีความสุขนั้น ภูฏานซึ่งเป็นสีเขียว แสดงว่าใช้ทรัพยากรน้อยมากในการที่จะทำให้คนมีความสุข ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเป็นสีแดง</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">สิ่งที่ทำให้ภูฏานโด่งดังที่สุดก็คือการใช้นโยบายที่เป็นรูปธรรม 4 แบบคือ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะเห็นว่ามิติทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนั้นไปได้ด้วยกันการส่งเสริมทางด้านวัฒนธรรมประจำชาติ และตัวสุดท้ายก็คือธรรมาภิบาลที่ดี </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่เมื่อเรานึกถึงภูฏานก็คือการท่องเที่ยว เพราะว่าเป็นประเทศที่เก็บภาษี 200 เหรียญต่อวันในการเข้าไปในประเทศ คนที่เข้าไปเที่ยวจึงค่อนข้างน้อย ต้องทำรายการไปเที่ยวส่งไปให้เขา ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมนั้นระบุไว้เลยว่าต้องมีพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ต้องมีพื้นที่สงวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 จะมีการตัดไม้ก็ต้องมีการขออนุญาต</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในด้านมิติทางวัฒนธรรมของประเทศนั้น ค่อนข้างที่จะชัดเจนว่าของเขาเป็นแบบ “ชาติเดียวชาติพันธุ์เดียว” ซึ่งได้รับการประณามค่อนข้างที่จะสาหัสจากนักสิทธิมนุษยชน เพราะว่าภูฏานมีประชากรทั้งประเทศไม่ถึง 700,000 คน แต่ว่ามีชาวเนปาลอพยพไม่ต่ำกว่า 100,000 คน ซึ่งก็ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธและมีภาษาที่ใช้คนละภาษา ภูฏานก็ใช้คนเนปาลค่อนข้างที่จะเยอะ เพราะว่าคนในประเทศตัวเองไม่มีทักษะในด้านการสร้างถนน ใช้แรงงานจากต่างประเทศนี้ก็เป็นปัญหาที่รัฐบาลของเขานั้นวิตกว่าทำไมภาคอุตสาหกรรมของประเทศจึงไม่ไปถึงไหน บัณฑิตที่จบออกมาไม่มีงานให้ทำ </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เพราะฉะนั้น ปัญหาและความท้าทายของภูฏานคืออะไร ความยั่งยืนของประเทศภูฏานนั้นจะไปได้มากแค่ไหน จะทำสำเร็จมากน้อยเพียงใด เพราะว่าปัจจุบันประเทศยังต้องพึ่งพาประเทศอินเดียอยู่เป็นจำนวนมาก รายได้หลักคือการขายไฟฟ้าให้กับประเทศอินเดียเป็นหลัก เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ การพัฒนาธุรกิจเอกชนของประเทศนั้นช้ามาก และกำลังจะกลายเป็นปัญหาเพราะว่าบัณฑิตที่จบใหม่มาไม่มีงานทำ และถ้าหากว่ารัฐบาลไม่สร้างงานนั้นก็ไม่สามารถหางานทำได้ ทำให้อัตราการว่างงานสูง และเมื่ออัตราการว่างงานสูงมันก็จะมีแนวโน้มทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">มีนักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกเอาไว้ว่าการให้ความสำคัญกับป่าไม้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์นั้นมันไม่ยั่งยืน รัฐบาลต้องรับภาระในการพัฒนาถ้าหากว่าต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไปเรื่อย ๆ นั้นแน่นอนว่าต้องมีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องทำให้รัฐบาลต้องผ่อนผันนโยบายสิ่งแวดล้อม </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ทางด้านมิติทางด้านวัฒนธรรม ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศ ในทางตอนใต้ของประเทศที่มีคนเนปาลอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก เป็นความขัดแย้งที่เราไม่สามารถละเลยได้ ภูฏานเพิ่งเปลี่ยนผ่านการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นแบบประชาธิปไตย ซึ่งการเลือกตั้งที่ออกมาทำให้เขามีรัฐบาลเสียงบข้างมาก 14 จาก 17 ที่นั่ง คนภูฏานส่งเสียงกันออกมาว่าฝ่ายค้านนั้นน้อยจนเกินไป แต่ว่าก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเพราะการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ก็ต้องรอดูต่อไปว่ามันจะเกิดระบบเผด็จการรัฐสภาหรือเปล่า ซึ่งเมื่อมีระบบรัฐสภามีการเลือกตั้งไปแล้วก็แน่นอนว่ามันทำให้ชาวเนปาลรู้สึกว่าตนเองถูกกีดกัน ซึ่งในตอนนี้ที่ประเทศก็มีกลุ่มที่เรียกร้องให้คนเนปาลมีสิทธิเทียบเท่าประชาชนของชาวภูฏานแล้ว</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เรื่องต่อมาก็คือบทบาทของอิสลามในการพัฒนา ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้เป็นเศรษฐกิจทางเลือกเท่ากับการต่อสู้ทางอุดมการณ์และความคิด คำถามก็คือว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์จึงมีข้อขัดแย้งหรือว่าข้อถกเถียงในเรื่องของอิสลาม คือมาจากการที่หลาย ๆ คนนั้นมีความเป็นห่วงว่า GDP ต่อหัวของประเทศอาหรับนั้นมีความเจริญเติบโตที่ค่อนข้างจะช้า แต่ว่าก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เจริญ แต่ว่าอาจจะกังวลว่าประเทศอื่นนั้นไปไวกว่าเหมือนกับว่าความสำคัญของตะวันออกกลางนั้นจะสูญเสียไปถ้าหากว่าวัดจาก GDP ถ้าหากเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมีความเห็นว่าต้องล้าหลัง เพราะว่าศาสนาอิสลามนั้นสอนให้คนขี้เกียจ แล้วหลักคำสอนของอิสลามที่บอกว่าทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่างเป็นของศาสดาคุณทำไปแล้วก็ต้องไปเก็บเกี่ยวเอาผลในชาติหน้าเพระฉะนั้นด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนขี้เกียจหลังยาว</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ส่วนอีกขั้วหนึ่งก็บอกว่าถ้าหากไปพิจารณาตามหลักของศาสนาอิสลามเขาก็บอกว่าถ้าหากไปดูตามหลักของศาสนาอิสลามจริง ๆ แล้วไม่มีหลักคำสอนไหนที่สอนให้คนเกียจคร้าน เท่าที่ไปสรุปใน ชารีอะห์ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่มาจากอัลกุรอาน สรุปได้ว่าทุกคนมีหน้าที่ต้องทำงาน ทุกคนที่เกิดมาต้องทำงาน การทำงานนั้นเป็นหน้าที่มนุษย์ และมนุษย์ควรที่จะแสวงหาความมั่งคั่งอย่างชอบธรรมด้วยการทำงานหนัก แต่ว่าในระบบอิสลามนั้นมีการเก็บรายได้เพื่อไปช่วยเป็นสวัสดิการแก่คนจน สิ่งนี้ก็คือประกันสังคมของโลกมุสลิม </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ชารีอะห์ บอกว่าราคาในทางธุรกรรมต่าง ๆ ระหว่างมนุษย์ต้องเป็นราคาที่ยุติธรรม หมายความว่ามันจะต้องเกิดจากระบบตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเสรีจริง ๆ การผูกขาดและการกักตุนสินค้านำไปสู่การฉวยโอกาสเอาเปรียบ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าประเด็นนี้นั้นไม่ได้แตกต่างกับอุดมการณ์เศรษฐศาสตร์ทั่วไป และมีนโยบายต่อไปว่านโยบายทางด้านการเงินของรัฐควรที่จะมุ่งเน้นในด้านเสถียรภาพด้านราคาเป็นสำคัญ ในขณะที่นโยบายทางด้านการคลังควรที่จะสร้างสมดุลระหว่างรายได้ และรายจ่าย ที่ต้องทำเพื่อสาธารณะประโยชน์ ระบบเศรษฐกิจของเขาจึงเป็นระบบตลาดที่รัฐกำกับดูแล </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">หลักการที่สำคัญของศาสนาอิสลามอีกอย่าง คือการที่ห้ามมีการคิดดอกเบี้ย ดังนั้นธนาคารก็ต้องหารูปแบบอื่น ๆ แทน ในการทำธุรกิจ อาจจะเป็นผู้ร่วมทุนหรือว่าอาจจะให้เช่าซื้อ สินทรัพย์ที่จะใช้ ดังนั้นเมื่อธนาคารเปลี่ยนรูปแบบทางธุรกรรมแล้วมันก็น่าสนใจในกรณีที่ธนาคารนั้นร่วมรับความเสี่ยงของกิจการนั้น ซึ่งหลาย ๆ คนก็มองว่าทำให้ระบบการเงินธนาคารนั้นค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพ </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในประเด็นของลประเทศาตินอเมริกา ซึ่งวรรณกรรมเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศลาตินอเมริกาที่ถกเถียงกันนั้นสรุปได้ว่าหลัก ๆ ก็จะมี 3 แบบ คือแบบดั้งเดิม แบบเสรีนิยมใหม่ และแบบชาตินิยมแบบดั้งเดิมก็คือฐานเสยงส่วนใหญ่ก็อาจจะอยู่ที่แรงงาน เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นนโยบายที่เป็นสังคมนิยมมากหน่อย ก็คือจะจัดสรร กระจาย และแจกจ่ายสินค้า รัฐจะมีบทบาทที่สูงมากในการกระจายปัจจัยต่าง ๆ ให้กับประชาชน นี่คือนโยบายประชานิยมที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในลาตินช่วงปี 1980 </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">แบบเสรีนิยมใหม่นั้นเป็นนโยบายที่พัฒนามาจากแบบดั้งเดิมที่พิจารณาจากฐานของประชาชน ซึ่งก็มีส่วนประกอบของเสรีนิยมรูปแบบที่แตกต่างไปจากแบบดั้งเดิม ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งก็คือประชานิยมชาตินิยมที่นำโดยเวเนซุเอลา โบลิเวีย เอกวาดอร์ ที่ต่อต้านอิทธิพลของอเมริกาที่ยึดกิจการต่าง ๆ กลับมาเป็นของรัฐ แต่ว่าในรูปแบบที่ได้ไปศึกษามานั้นเขาก็ไม่ได้ไปยึดมา แต่ว่าใช้รูปแบบที่ไปซื้อมา แต่มันมีนโยบายทางการเมืองที่ต้องการจะแยกขาดจากอเมริกาจึงต้องบอกว่าจะไปยึดเขามา ซึ่งผลเสียและดีก็กำลังเป็นที่ถาเถียงกันอยู่ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามประชานิยมชาตินิยมก็เป็นรูปแบบใหม่ มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากประชานิยมแบบดั้งเดิมจะเห็นได้ว่าอย่างในของเวเนซุเอลาที่มีการนำน้ำมันไปแลกกับลูกวัว การทำเขตเศรษฐกิจประชาชน หรือส่งน้ำมันไปให้ทางคิวบาแล้วให้คิวบาส่งแพทย์มาให้ ซึ่งนโยบายที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ ก็มีการถกเถียงกันในรูปแบบที่ว่าจะนำพาสังคมไปทางไหน.</span></span></p>
]
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[#content_extra_fields] => array (
[title] => array (
[label] => [Title]
[description] => [Node module form.]
[weight] => [-5]
)
[body_field] => array (
[label] => [Body]
[description] => [Node module form.]
[weight] => [-1]
[view] => [body]
)
[revision_information] => array (
[label] => [Revision information]
[description] => [Node module form.]
[weight] => [3]
)
[menu] => array (
[label] => [Menu settings]
[description] => [Menu module form.]
[weight] => [2]
)
[taxonomy] => array (
[label] => [Taxonomy]
[description] => [Taxonomy module form.]
[weight] => [-2]
)
[path] => array (
[label] => [Path settings]
[description] => [Path module form.]
[weight] => [5]
)
[attachments] => array (
[label] => [File attachments]
[description] => [Upload module form.]
[weight] => [1]
[view] => [files]
)
[print] => array (
[label] => [Printer, e-mail and PDF versions]
[description] => [Print module form.]
[weight] => [4]
)
[url] => array (
[label] => [Link URL]
[description] => [Links to another site.]
[weight] => [10]
)
[click_count] => array (
[label] => [Click counter]
[description] => [How many times the link has been clicked upon.]
[weight] => [12]
)
[last_click] => array (
[label] => [Last click date/time]
[description] => [Date/time of the last click.]
[weight] => [13]
)
[last_status] => array (
[label] => [Last status]
[description] => [Status from the last validity check]
[weight] => [11]
)
[last_status_info] => array (
[label] => [Last status date/time]
[description] => [Last status date/time]
[weight] => [9]
)
[last_checked] => array (
[label] => [Last checked date/time]
[description] => [Date/time of the last validity check]
[weight] => [6]
)
[urlhash] => array (
[label] => [URL hash]
[description] => [The hashed value of the URL]
[weight] => [7]
)
[reciprocal] => array (
[label] => [Reciprocal link]
[description] => [A reciprocal URL for matching referers]
[weight] => [8]
)
)
[field_refer_report] => array (
[#type_name] => [report]
[#context] => [full]
[#field_name] => [field_refer_report]
[#post_render] => array (
[0] => [content_field_wrapper_post_render]
)
[#weight] => [0]
[field] => array (
[#description] => []
[items] => array (
[0] => array (
[#formatter] => [default]
[#node] => stdClass (
)
[#type_name] => [report]
[#field_name] => [field_refer_report]
[#weight] => [0]
[#theme] => [link_formatter_default]
[#item] => array (
[url] => []
[title] => []
[attributes] => []
[#delta] => [0]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#theme_used] => [1]
[#printed] => [1]
[#type] => []
[#value] => []
[#prefix] => []
[#suffix] => []
)
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[#single] => [1]
[#attributes] => array (
)
[#required] => []
[#parents] => array (
)
[#tree] => []
[#context] => [full]
[#page] => [1]
[#field_name] => [field_refer_report]
[#title] => [อ้างอิง]
[#access] => [1]
[#label_display] => [above]
[#teaser] => []
[#node] => stdClass (
)
[#type] => [content_field]
[#printed] => [1]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[#pre_render] => array (
[0] => [content_alter_extra_weights]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#children] => [<span class='print-link'></span><div class="field field-type-text field-field-author-report">
<div class="field-label">โดย : </div>
<div class="field-items">
<div class="field-item odd">
อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ </div>
</div>
</div>
<div class="field field-type-filefield field-field-picture-report">
<div class="field-label">ภาพ: </div>
<div class="field-items">
<div class="field-item odd">
<img class="imagefield imagefield-field_picture_report" width="280" height="224" alt="" src="http://www.ftawatch.org/sites/default/files/FriJune2008-15-10-16-show_505.jpg?1262934102" /> </div>
</div>
</div>
<p><span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma;">การใช้กรอบวาทกรรมกระแสหลักมาประเมินคุณค่าของการพัฒนาทางเลือกนั้น ดูเหมือนจะไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงต้องมาคุยกันว่าอุดมคติในเศรษฐศาสตร์ทางเลือกนั้นคืออะไร และตัววัดที่เราสมควรจะใช้นอกเหนือไปจากตัว GDP ที่เราคุ้นเคยว่ามันมีอะไรบ้าง...<b><br />
</b></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma;"></span></p>
<p></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 9.00 -- 16.15 น. ณ ห้องประชุม 209 ชั้น 2 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการส่งเสริมพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนา ศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ร่วมจัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “นโยบายเศรษฐกิจทางเลือกภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ : บทสำรวจองค์ความรู้ และประสบการณ์” </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในเวทีดังกล่าว <b>สฤณี อาชวานันทกุล</b> นักวิชาการอิสระ ร่วมเสวนาหัวข้อ “โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจทางเลือก: กรณีศึกษาเศรษฐกิจภูฏาน เศรษฐกิจอิสลาม และเศรษฐกิจละตินอเมริกา” สำนักข่าวประชาธรรมเรียบเรียงมาเผยแพร่ ดังต่อไปนี้...</span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">................................................</span></span></p>
<p align="left"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เราจะต้องกล่าวถึงนโยบายการพัฒนาในอุดมคติ เหตุผลที่ต้องพูดถึงในหัวข้อนี้ ก็คือถ้าหากเรามองว่านโยบายเศรษฐศาสตร์ทางเลือก เป็นสิ่งที่จะทำให้เห็นผลและสมควรที่จะรับฟัง ก็จะต้องมาดูว่ามันมีปัจจัยหรือว่าตัวชี้วัดอะไรบ้าง ซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือจากกระบวนการเสรีนิยมใหม่ หรือว่าวาทกรรมกระแสหลัก เพราะถ้าหากใช้กรอบวาทกรรมกระแสหลักมาประเมินคุณค่าของการพัฒนาทางเลือกนั้นดูเหมือนจะไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงต้องมาคุยกันว่าอุดมคติในเศรษฐศาสตร์ทางเลือกนั้นมันคืออะไร และตัววัดที่เราสมควรจะใช้นอกเหนือไปจากตัว GDP ที่เราคุ้นเคยว่ามันมีอะไรบ้าง</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">วิชาทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแต่ไหนแต่ไรมาก็จะมองเกี่ยวกับปัจจัยการผลิต และในเรื่องของสิ่งที่วัดได้ในเรื่องของรายได้ ในประเทศเสรีนิยมใหม่ก็บอกเอาไว้ว่าในความจริงรัฐบาล หรือว่าภาคเอกชนควรที่จะเน้นเรื่องความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะว่าความเจริญนั้นจะไหลลงมา และคนจะมีเงินนำไปใช้จ่ายในการซื้อสวัสดิการให้ตนเองเพื่อที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ควรจะมองอะไรที่นอกเหนือไปจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมากนัก ซึ่งก็เป็นวาทกรรมที่กลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างสนุกสนาน </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เพราะว่าอย่างที่ทราบกันแล้วว่าขอบเขตของเศรษฐศาสตร์ตอนนี้ก็เริ่มที่จะขยับขยายออกไป จากเศรษฐศาสตร์ที่เคยเป็นกระแสหลักออกไปสู่เศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ที่เริ่มหันมาสนใจในเรื่องของความสุข มีการทำงานที่ใกล้ชิดกับนักจิตวิทยา นักจิตแพทย์ หรือนักสังคมศาสตร์เพื่อที่จะประเมินระดับความสุขของคนออกมา เดูว่าแง่มุมอันไหนที่จะใช้ได้ในนโยบายพัฒนา เพราะ GDP หรือรายได้นั้นเป็นเพียงแค่องค์ประกอบเดียวของสิ่งที่เราเรียกว่าความสุข นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อกันว่านโยบายเศรษฐศาสตร์นั้น พูดถึงมนุษย์เป็นตัวตั้งเพราะฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะพูดถึงรายได้อย่างเดียว เป้าควรที่จะสูงกว่านั้นก็คือควรที่จะส่งเสริมความสุข หรือว่าความอยู่ดีมีสุข</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">มันเป็นสิ่งที่ชัดเจนแล้วว่าโลกของเรามีขีดจำกัดทางทรัพยากร และนโยบายการพัฒนาขึ้นอยู่กับพลังงานที่โลกต้องสูญเสียไป เพราะฉะนั้นนโยบายการพัฒนาที่ไม่ได้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็เป็นนโยบายที่ยั่งยืนไม่ได้ นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการคำนึงถึงความยั่งยืนในการกำหนดนโยบายของการพัฒนา นอกเหนือไปจากปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นตัวกำหนดความยั่งยืนที่มีความสำคัญ ก็มีอีกประเด็นที่ถกเถียงกันเยอะมากซึ่งก็คือเรื่องความยุติธรรมทางสังคม ถ้าหากมองในมุมมองที่เป็นทุนนิยมก็มีข้อถกเถียงว่า จริง ๆ แล้วเป้าหมายของการพัฒนานั้นควรที่จะคำนึงถึงคุณภาพการพัฒนาด้วยหรือเปล่า </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">คือทำให้คนที่อยู่ในฐานรากของสังคมได้มีโอกาส หรือว่าได้ประโยชน์จากนโยบายด้วยหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้กลไกการตลาดทำงานของมันไปเอง แต่ว่าคนที่มีทุนทรัพย์มากก็จะได้ผลประโยชน์ไปมาก มีนักเศรษฐศาสตร์บางคนที่นำเสนอในแง่ของปรัชญา ความคิด และกระบวนที่การที่น่าสนใจ คือไอ้การเติบโตในมิติที่เป็นฐานกว้างของเศรษฐกิจนั้น เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนมากกว่าการเจริญเติบโตแบบที่ไม่เน้นการเติบโตที่ฐานกว้าง เพราะจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น และจะไปเอื้ออำนวยของกระแสการเจริญเติบโตของประชาธิปไตย คนจะใช้สิทธิเสียงในระบบการเมืองของตนเองได้ดีขึ้น และเมื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็จะเริ่มยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็นของคนในสังคมมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นมันก็สะท้อนว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมีนัยยะทางคุณธรรม และศีลธรรม ที่เราไม่สามารถมองข้ามไปได้</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">การพัฒนาในอุดมคติ ในกระแสขององค์กรโลกบาลก็จะไปแตะเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีคนหลายคนที่พยายามจะหาจุดเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนกับกับการเชื่อมโยงการพัฒนาของภาครัฐ แต่เท่าที่มีการถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นถึงแม้จะมีความหลากหลายมากเพียงใด แต่ว่าจุดที่มีความคล้ายกันก็คือว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจในอุดมคตินั้นควรที่จะส่งเสริมความสุขหรือว่าการอยู่ดีมีสุข มากกว่าระดับรายได้ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติควรที่จะมีการส่งเสริมให้มีการใช้อย่างยั่งยืน </span></span></p>
<p align="center"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img height="224" border="0" width="280" src="http://www.ftawatch.info/sites/default/files/FriJune200815124_show_506.jpg" alt="" /></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในระดับของสหประชาชาติเองก็มีการกำหนดนิยามของดัชนีชี้วัดการพัฒนาต่าง ๆ ที่ค่อนข้างจะหลากหลาย ตอนนี้การนิยามอย่างเป็นทางการ การพัฒนาแบบยั่งยืนก็หมายความว่าการพัฒนาที่ไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในอัตราที่เร็วกว่าความสามารถของมนุษย์ในการผลิตทรัพยากรขึ้นมาทดแทน และอัตราการทิ้งทรัพยากรนั้นต้องไม่มากกว่าอัตราที่ทรัพยากรธรรมชาติจะดูดซับเข้าไปได้ จะต้องมองว่าทรัพยากรธรรมชาตินั้นเป็นต้นทุนของระบบ ต้องมีคนรับภาระต้นทุนตรงนั้น โดยที่ไม่ใช่ให้สังคมเป็นคนจ่าย ไม่ใช่ว่าปัญหาจากแก๊สพิษก็ให้รัฐบาลซึ่งเอาเงินภาษีของประชาชนมาใช้ เป็นคนจ่าย </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">จะต้องมีการส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม ซึ่งก็คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานโดยเกี่ยวโยงกับเรื่องสวัสดิการที่ควรจะมี สามารถรองรับความหลากหลายของชุมชนในท้องถิ่นได้ ไม่ใช่มองการพัฒนาที่เป็นของสำเร็จรูปที่โยนลงไป แล้วทุก ๆ คนจะต้องทำตาม และการมองเรื่องของเศรษฐกิจทางเลือกนั้นต้องมองให้พ้นไปจากการเจริญเติบโตทางด้าน GDP แม้ว่าจะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญก็ตาม </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">อีกตัวหนึ่งที่ยังมีการถกเถียงกันในเรื่องของคำนิยามก็คือคำว่าความสุข นักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่นั้นบางคนก็ไม่ได้ละเลยในเรื่องของความสุขเพียงแต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้และจากนั้นนักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ควรที่จะไปสนใจ</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">กรณีศึกษาในเรื่องของประเทศภูฏาน เนื่องจากว่าภูฏานมองความสุขของประชาชนเหนือกว่าตัวเลขของ GDP เพราะฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจว่า ความสุขของภูฏานคืออะไรและจะวัดกันได้อย่างไร ซึ่งเป็นนามธรรม เป็นอัตตวิสัย ซึ่งจะใช้มาตรวัดนั้นค่อนข้างยาก แต่สิ่งที่เห็นตรงกันในเรื่องคำนิยามของคำว่าความสุขที่ก้าวหน้าที่สุด และเป็นที่ตกลงกันได้ในระดับหนึ่งก็คือการอยู่ดี มีสุข ซึ่งในตอนนี้มีการใช้คำนี้กันมากและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ข้อถกเถียงของ อมาตยา เซน หลัก ๆ คือข้อถกเถียงในมิติมุมมองของเสรีนิยมใหม่ที่ว่ารัฐบาลควรจะเน้นในเรื่องของเสรีภาพทางเศรษฐกิจของประชาชน แล้วก็ไม่สนใจเสรีภาพในเรื่องอื่น ๆ หรือว่าสนใจน้อยลง เขาบอกว่าแนวคิดแบบนี้เป็นสมมติฐานที่ไม่ถูกต้อง ถ้าหากถามว่าคนจนจะแสดงออกได้มากเพียงใดว่าเขาต้องการหรือว่าไม่ต้องการอะไรซึ่งบางครั้งอาจจะถูกปัจจัยอื่น ๆ ทางวัฒนธรรม หรือว่าปัจจัยทางสถาบันกดทับเอาไว้เช่น ผู้หญิงทางอินเดียในทางใต้จะถูกสามีกดขี่ค่อนข้างมาก จะถูกวัฒนธรรมกดทับเอาไว้ทำให้เขาไม่สามารถแสดงออกถึงความต้องการที่แท้จริงได้ </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คิดดัชนีในการวัดความเจริญของประเทศที่นอกเหนือไปจากGDP ก็คือมีตัวชี้วัความยืนยาวของประชากร มีอัตราการรู้หนังสือ และปัจจัยสุดท้ายก็คือรายได้ต่อหัวเพราะฉะนั้นจะเห็นว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจคือรายได้ต่อหัวนั้นเป็นเพียงปัจจัยเดียว จากดัชนีชี้วัดตัวที่เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรในการทำให้มนุษย์มีความสุขนั้น ภูฏานซึ่งเป็นสีเขียว แสดงว่าใช้ทรัพยากรน้อยมากในการที่จะทำให้คนมีความสุข ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเป็นสีแดง</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">สิ่งที่ทำให้ภูฏานโด่งดังที่สุดก็คือการใช้นโยบายที่เป็นรูปธรรม 4 แบบคือ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะเห็นว่ามิติทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนั้นไปได้ด้วยกันการส่งเสริมทางด้านวัฒนธรรมประจำชาติ และตัวสุดท้ายก็คือธรรมาภิบาลที่ดี </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่เมื่อเรานึกถึงภูฏานก็คือการท่องเที่ยว เพราะว่าเป็นประเทศที่เก็บภาษี 200 เหรียญต่อวันในการเข้าไปในประเทศ คนที่เข้าไปเที่ยวจึงค่อนข้างน้อย ต้องทำรายการไปเที่ยวส่งไปให้เขา ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมนั้นระบุไว้เลยว่าต้องมีพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ต้องมีพื้นที่สงวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 จะมีการตัดไม้ก็ต้องมีการขออนุญาต</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในด้านมิติทางวัฒนธรรมของประเทศนั้น ค่อนข้างที่จะชัดเจนว่าของเขาเป็นแบบ “ชาติเดียวชาติพันธุ์เดียว” ซึ่งได้รับการประณามค่อนข้างที่จะสาหัสจากนักสิทธิมนุษยชน เพราะว่าภูฏานมีประชากรทั้งประเทศไม่ถึง 700,000 คน แต่ว่ามีชาวเนปาลอพยพไม่ต่ำกว่า 100,000 คน ซึ่งก็ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธและมีภาษาที่ใช้คนละภาษา ภูฏานก็ใช้คนเนปาลค่อนข้างที่จะเยอะ เพราะว่าคนในประเทศตัวเองไม่มีทักษะในด้านการสร้างถนน ใช้แรงงานจากต่างประเทศนี้ก็เป็นปัญหาที่รัฐบาลของเขานั้นวิตกว่าทำไมภาคอุตสาหกรรมของประเทศจึงไม่ไปถึงไหน บัณฑิตที่จบออกมาไม่มีงานให้ทำ </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เพราะฉะนั้น ปัญหาและความท้าทายของภูฏานคืออะไร ความยั่งยืนของประเทศภูฏานนั้นจะไปได้มากแค่ไหน จะทำสำเร็จมากน้อยเพียงใด เพราะว่าปัจจุบันประเทศยังต้องพึ่งพาประเทศอินเดียอยู่เป็นจำนวนมาก รายได้หลักคือการขายไฟฟ้าให้กับประเทศอินเดียเป็นหลัก เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ การพัฒนาธุรกิจเอกชนของประเทศนั้นช้ามาก และกำลังจะกลายเป็นปัญหาเพราะว่าบัณฑิตที่จบใหม่มาไม่มีงานทำ และถ้าหากว่ารัฐบาลไม่สร้างงานนั้นก็ไม่สามารถหางานทำได้ ทำให้อัตราการว่างงานสูง และเมื่ออัตราการว่างงานสูงมันก็จะมีแนวโน้มทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">มีนักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกเอาไว้ว่าการให้ความสำคัญกับป่าไม้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์นั้นมันไม่ยั่งยืน รัฐบาลต้องรับภาระในการพัฒนาถ้าหากว่าต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไปเรื่อย ๆ นั้นแน่นอนว่าต้องมีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องทำให้รัฐบาลต้องผ่อนผันนโยบายสิ่งแวดล้อม </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ทางด้านมิติทางด้านวัฒนธรรม ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศ ในทางตอนใต้ของประเทศที่มีคนเนปาลอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก เป็นความขัดแย้งที่เราไม่สามารถละเลยได้ ภูฏานเพิ่งเปลี่ยนผ่านการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นแบบประชาธิปไตย ซึ่งการเลือกตั้งที่ออกมาทำให้เขามีรัฐบาลเสียงบข้างมาก 14 จาก 17 ที่นั่ง คนภูฏานส่งเสียงกันออกมาว่าฝ่ายค้านนั้นน้อยจนเกินไป แต่ว่าก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเพราะการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ก็ต้องรอดูต่อไปว่ามันจะเกิดระบบเผด็จการรัฐสภาหรือเปล่า ซึ่งเมื่อมีระบบรัฐสภามีการเลือกตั้งไปแล้วก็แน่นอนว่ามันทำให้ชาวเนปาลรู้สึกว่าตนเองถูกกีดกัน ซึ่งในตอนนี้ที่ประเทศก็มีกลุ่มที่เรียกร้องให้คนเนปาลมีสิทธิเทียบเท่าประชาชนของชาวภูฏานแล้ว</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">เรื่องต่อมาก็คือบทบาทของอิสลามในการพัฒนา ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้เป็นเศรษฐกิจทางเลือกเท่ากับการต่อสู้ทางอุดมการณ์และความคิด คำถามก็คือว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์จึงมีข้อขัดแย้งหรือว่าข้อถกเถียงในเรื่องของอิสลาม คือมาจากการที่หลาย ๆ คนนั้นมีความเป็นห่วงว่า GDP ต่อหัวของประเทศอาหรับนั้นมีความเจริญเติบโตที่ค่อนข้างจะช้า แต่ว่าก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เจริญ แต่ว่าอาจจะกังวลว่าประเทศอื่นนั้นไปไวกว่าเหมือนกับว่าความสำคัญของตะวันออกกลางนั้นจะสูญเสียไปถ้าหากว่าวัดจาก GDP ถ้าหากเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมีความเห็นว่าต้องล้าหลัง เพราะว่าศาสนาอิสลามนั้นสอนให้คนขี้เกียจ แล้วหลักคำสอนของอิสลามที่บอกว่าทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่างเป็นของศาสดาคุณทำไปแล้วก็ต้องไปเก็บเกี่ยวเอาผลในชาติหน้าเพระฉะนั้นด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนขี้เกียจหลังยาว</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ส่วนอีกขั้วหนึ่งก็บอกว่าถ้าหากไปพิจารณาตามหลักของศาสนาอิสลามเขาก็บอกว่าถ้าหากไปดูตามหลักของศาสนาอิสลามจริง ๆ แล้วไม่มีหลักคำสอนไหนที่สอนให้คนเกียจคร้าน เท่าที่ไปสรุปใน ชารีอะห์ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่มาจากอัลกุรอาน สรุปได้ว่าทุกคนมีหน้าที่ต้องทำงาน ทุกคนที่เกิดมาต้องทำงาน การทำงานนั้นเป็นหน้าที่มนุษย์ และมนุษย์ควรที่จะแสวงหาความมั่งคั่งอย่างชอบธรรมด้วยการทำงานหนัก แต่ว่าในระบบอิสลามนั้นมีการเก็บรายได้เพื่อไปช่วยเป็นสวัสดิการแก่คนจน สิ่งนี้ก็คือประกันสังคมของโลกมุสลิม </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ชารีอะห์ บอกว่าราคาในทางธุรกรรมต่าง ๆ ระหว่างมนุษย์ต้องเป็นราคาที่ยุติธรรม หมายความว่ามันจะต้องเกิดจากระบบตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเสรีจริง ๆ การผูกขาดและการกักตุนสินค้านำไปสู่การฉวยโอกาสเอาเปรียบ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าประเด็นนี้นั้นไม่ได้แตกต่างกับอุดมการณ์เศรษฐศาสตร์ทั่วไป และมีนโยบายต่อไปว่านโยบายทางด้านการเงินของรัฐควรที่จะมุ่งเน้นในด้านเสถียรภาพด้านราคาเป็นสำคัญ ในขณะที่นโยบายทางด้านการคลังควรที่จะสร้างสมดุลระหว่างรายได้ และรายจ่าย ที่ต้องทำเพื่อสาธารณะประโยชน์ ระบบเศรษฐกิจของเขาจึงเป็นระบบตลาดที่รัฐกำกับดูแล </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">หลักการที่สำคัญของศาสนาอิสลามอีกอย่าง คือการที่ห้ามมีการคิดดอกเบี้ย ดังนั้นธนาคารก็ต้องหารูปแบบอื่น ๆ แทน ในการทำธุรกิจ อาจจะเป็นผู้ร่วมทุนหรือว่าอาจจะให้เช่าซื้อ สินทรัพย์ที่จะใช้ ดังนั้นเมื่อธนาคารเปลี่ยนรูปแบบทางธุรกรรมแล้วมันก็น่าสนใจในกรณีที่ธนาคารนั้นร่วมรับความเสี่ยงของกิจการนั้น ซึ่งหลาย ๆ คนก็มองว่าทำให้ระบบการเงินธนาคารนั้นค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพ </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ในประเด็นของลประเทศาตินอเมริกา ซึ่งวรรณกรรมเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศลาตินอเมริกาที่ถกเถียงกันนั้นสรุปได้ว่าหลัก ๆ ก็จะมี 3 แบบ คือแบบดั้งเดิม แบบเสรีนิยมใหม่ และแบบชาตินิยมแบบดั้งเดิมก็คือฐานเสยงส่วนใหญ่ก็อาจจะอยู่ที่แรงงาน เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นนโยบายที่เป็นสังคมนิยมมากหน่อย ก็คือจะจัดสรร กระจาย และแจกจ่ายสินค้า รัฐจะมีบทบาทที่สูงมากในการกระจายปัจจัยต่าง ๆ ให้กับประชาชน นี่คือนโยบายประชานิยมที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในลาตินช่วงปี 1980 </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">แบบเสรีนิยมใหม่นั้นเป็นนโยบายที่พัฒนามาจากแบบดั้งเดิมที่พิจารณาจากฐานของประชาชน ซึ่งก็มีส่วนประกอบของเสรีนิยมรูปแบบที่แตกต่างไปจากแบบดั้งเดิม ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งก็คือประชานิยมชาตินิยมที่นำโดยเวเนซุเอลา โบลิเวีย เอกวาดอร์ ที่ต่อต้านอิทธิพลของอเมริกาที่ยึดกิจการต่าง ๆ กลับมาเป็นของรัฐ แต่ว่าในรูปแบบที่ได้ไปศึกษามานั้นเขาก็ไม่ได้ไปยึดมา แต่ว่าใช้รูปแบบที่ไปซื้อมา แต่มันมีนโยบายทางการเมืองที่ต้องการจะแยกขาดจากอเมริกาจึงต้องบอกว่าจะไปยึดเขามา ซึ่งผลเสียและดีก็กำลังเป็นที่ถาเถียงกันอยู่ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามประชานิยมชาตินิยมก็เป็นรูปแบบใหม่ มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากประชานิยมแบบดั้งเดิมจะเห็นได้ว่าอย่างในของเวเนซุเอลาที่มีการนำน้ำมันไปแลกกับลูกวัว การทำเขตเศรษฐกิจประชาชน หรือส่งน้ำมันไปให้ทางคิวบาแล้วให้คิวบาส่งแพทย์มาให้ ซึ่งนโยบายที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ ก็มีการถกเถียงกันในรูปแบบที่ว่าจะนำพาสังคมไปทางไหน.</span></span></p>
]
[#printed] => [1]
)
[links] => array (
[statistics_counter] => array (
[title] => [152 reads]
)
)
);