สติ๊กลิทซ์: ข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอเอื้อประโยชน์แก่สหรัฐ
ดิเอ็จ เดลี่ (มาเลเซีย) 30 สิงหาคม 2550
โดย Maryann Tan และ Yong Yen Nie
กรุงกัวลาลัมเปอร์ – ศาสตราจารย์โจเซฟ สติ๊กลิทซ์ เจ้าของรางวัลโนเบลและอดีตหัวหน้าเศรษฐกร ธนาคารโลก มีความเชื่อว่าทุกๆ ประเทศไม่ควรเปิดเสรีทางการค้ากับสหรัฐ เพราะเป็นระบบที่ไม่อำนวยประโยชน์อย่างยิ่งให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา
ศาสตราจารย์สติ๊กลิทซ์ซึ่งเดินทางมาเป็นวิทยากรรับเชิญเพื่อแสดงปาฐกถาพิเศษในงาน Global Lectures จัดโดย Khazanah Nasional Berhad หรือบรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งชาติของรัฐบาลมาเลเซีย กล่าวว่า ข้อตกลงเขตการค้าเสรี เป็น “ข้อตกลงที่มุ่งเอารัดเอาเปรียบ” และเป็น “หายนะสำหรับประเทศกำลังพัฒนาและระบบการค้าของโลก”
“แต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องเปิดเสรีทางการค้าแต่อย่างใด เพียงมีระบบสาธารณูปโภคและทรัพยากรบุคคลที่ดีพอ ย่อมดึงดูดนักลงทุนมาลงทุนในประเทศ”
“ข่าวดีคือ อัตราภาษีศุลกากรในปัจจุบันต่ำมาก จนไม่เป็นอุปสรรคต่อการค้าอีกต่อไป อีกทั้งยังไม่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตรเช่นที่มาเลเซียมีแต่อย่างใด” ศาสตราจารย์สติ๊กลิทซ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ดิเอ็จไฟแนนเชี่ยลเดลี่
นักวิจารณ์นโยบายการค้าของสหรัฐฝีปากคมผู้นี้ ยังกล่าวชื่นชมประเทศมาเลเซียด้วยว่าทำถูกต้องแล้วที่ปฎิเสธความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟในช่วงปี ค.ศ. 1997 ที่เกิดวิกฤติการณ์ทางด้านการเงินในภูมิภาคเอเชีย และกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศมาเลเซียควรปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพมหาวิทยาลัยเพื่อก้าวสู่การพัฒนาในระยะต่อไป
สติ๊กลิทซ์ ยกกรณีความไร้สมรรถภาพของไอเอ็มเอฟในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า ประเทศอินโดนีเซียยังต้องทนรับวิบากกรรมอันเป็นผลพวงจากการที่ประเทศฟื้นตัวได้ช้า อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อความสามารถของประเทศในการใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายโจมตีสหรัฐเมื่อวันที่ 11 กันยายน หรือจากการที่จีนและอินเดียผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกรายใหม่เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ
ด้านล่างนี้เป็นบทสัมภาษณ์ที่คัดมาบางส่วน:
ถาม: ทั่วโลกตอนนี้ต่างเริ่มคุ้นชินกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของคุณต่อแนวทางของไอเอ็มเอฟในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย ประเทศต่างๆ อย่างไทยและอินโดนีเซียต่างสนองรับแนวทางของไอเอ็มเอฟผิดกับมาเลเซีย แม้ว่าการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจะสร้างความเจ็บปวด แต่เศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้ก็เริ่มดีวันดีคืนตั้งแต่บัดนั้น คุณคิดว่าจะมีความเสียหายร้ายแรงเกินเยียวยาประการใดเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ที่สนองรับนโยบายของไอเอ็มเอฟบ้างหรือไม่
ตอบ: ประการแรก ประเทศเหล่านี้ฟื้นตัวได้ช้ามาก โดยเพิ่งฟื้นกลับไปสู่สภาพเดิมที่เคยเป็นเมื่อหนึ่งทศวรรษที่แล้วเท่านั้น ดังนั้นเมื่อพิจารณาในแง่นี้ คุณคงเห็นแล้วว่า ประเทศเหล่านี้เสียเวลาไปเกือบทศวรรษ หรือแปดปี (ในขณะที่) ประเทศมาเลเซียสามารถฟื้นตัวได้เร็วมาก
ประเด็นสำคัญคือ ประเทศอินโดนีเซียตอนนี้กลับยากจนลงยิ่งกว่าก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเสียอีก ซึ่งย่อมหมายความว่าประเทศไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ได้
ในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ 2 ประการด้วยกัน ประการแรก ตลาดเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดีย ทำให้เกิดการค้ารูปแบบใหม่อันสะท้อนให้เห็นถึงภูมิเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ประเทศอย่างเกาหลีใต้ที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ประเทศหันมาสร้างสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนเพิ่มมากขึ้นแทนสหรัฐ
ประการที่สองคือเหตุการณ์ 11 กันยาฯ ซึ่งส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจโลกในหลายๆ ทางด้วยกัน เม็ดเงินจำนวนมากจากภูมิภาคตะวันออกกลางไหลออกจากสหรัฐด้วยสาเหตุคือความรู้สึกไม่มั่นใจ (และ) สิงคโปร์สามารถใช้ประโยชน์จากการที่เม็ดเงินเหล่านี้ไหลเข้าประเทศ
ในส่วนนักลงทุนจากตะวันออกกลางนั้น ประเทศมาเลเซียได้ประโยชน์จากการที่นักลงทุนเหล่านี้ต้องการแหล่งลงทุนที่เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและทำธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์ 11 กันยาฯ นำมาซึ่งโอกาสมากมาย แต่ประเทศอินโดนีเซียกลับล้าหลังประเทศอื่นๆ ในการไขว่คว้าและใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้
ถาม: สาเหตุหลักๆ เป็นเพราะ
ตอบ: เพราะประเทศอินโดนีเซียยังพยายามฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจให้ได้ ปัญหาสำคัญที่สุดคือ ประเทศเหมือนเดินถอยหลังลงคลอง โดยเฉพาะในเรื่องการลดความยากจน จำนวนพลเมืองยากจนในประเทศอินโดนีเซียกลับเพิ่มมากขึ้น และประเทศยังคงล้าหลังกว่ามาเลเซียมาโดยตลอด
ตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้ หากคุณนับจำนวนประชากรยากจนในประเทศโดยใช้เกณฑ์รายได้ที่สองเหรียญสหรัฐต่อวันตามมาตรฐานธนาคารโลกจะพบว่า ประชากรร้อยละ 49 ยังอยู่ในความยากจน แต่ถ้าหากใช้อีกมาตรฐานหนึ่ง เช่น เกณฑ์รายได้ที่หนึ่งเหรียญสหรัฐต่อวัน ต้องถือว่าประเทศอินโดนีเซียมีความก้าวหน้า เพราะมีจำนวนประชากรยากจนลดลงร้อยละ 16 กระนั้นเมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วไปแล้ว ประเทศอินโดนีเซียยังถือว่าไปไม่ถึงไหน
ถาม: กรณีนี้อาจเป็นเฉพาะอินโดนีเซีย แล้วเกาหลีใต้ล่ะ เพราะเกาหลีใต้เองก็เดินตามแนวทางของไอเอ็มเอฟ แต่กลับได้ผลลัพธ์แตกต่างกัน
ตอบ: สิ่งที่ไอเอ็มเอฟทำกับแต่ละประเทศนั้นมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง สำหรับประเทศอินโดนีเซีย น่าจะเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุด ยกตัวเอย่างเช่น สิ่งที่ไอเอ็มเอฟจะทำกับเกาหลีใต้ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2008 นี้ก็คือให้ดำเนินการต่ออายุสัญญาการกู้ แต่ไอเอ็มเอฟไม่เคยทำเช่นนี้กับอินโดนีเซีย ฉะนั้นดูๆ แล้ว ไอเอ็มเอฟให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นๆ มากกว่าประเทศอินโดนีเซีย แต่กลับดำเนินนโนบายในประเทศอินโดนีเซียได้เลวร้ายยิ่งกว่าประเทศอื่นๆ
สิ่งหนึ่งที่มาเลเซียทำได้ดีมากคือ ให้การรับรองว่าระบบธนาคารจะไม่ล่มสลาย ด้วยการปรับโครงสร้างธนาคาร แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงสภาพคล่องเอาไว้ได้
แต่สิ่งที่ไอเอ็มเอฟทำกับระบบธนาคารอินโดนีเซียนั้นเลวร้ายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เพราะไอเอ็มเอฟจัดการปิดธนาคารทั้ง 16 แห่ง แล้วพูดว่า “เราจะปิดธนาคารเพิ่มอีก 16 แห่ง แต่เราจะไม่บอกว่าจะปิดที่ไหนบ้าง”
ไอเอ็มเอฟทำให้ประชาชนแห่ไปถอนเงินออกจากธนาคาร ฉะนั้น ต่อให้มีใครต้องการทำลายระบบธนาคารให้พินาศสิ้น ก็ไม่มีใครสู้สิ่งที่ไอเอ็มเอฟทำลงไปได้ และถ้าหากมีใครต้องการทำลายระบบเศรษฐกิจให้ย่อยยับ ก็ไม่มีใครทำได้เลวร้ายเท่าสิ่งที่ไอเอ็มเอฟทำลงไปอีกเช่นกัน
ถาม: เช่นนั้นแล้ว ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือกรณีของอินโดนีเซีย
ตอบ: ใช่ ในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1997 ผมมาร่วมประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์กับบรรดารัฐมนตรีกระทรวงการคลังและผู้ว่าธนาคารกลางหรือธนาคารแห่งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศเกาหลีใต้และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค และกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม G-10
ผมกล่าวในที่ประชุมโดยแสดงความเห็นของธนาคารโลกว่า หากไอเอ็มเอฟยังคงดำเนินนโยบายการคลังที่เข้มงวด ตลอดจนนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาดกับประเทศอินโดนีเซียต่อไป เราประมาณการณ์ไว้ว่า ภายในหกเดือนจะต้องเกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองขึ้นในประเทศ
เราทำนายผิดไปแค่สองสัปดาห์ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1998 เกิดจลาจลขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยและตกต่ำ ตัวเลขคนว่างงานพุ่งทะยาน ไอเอ็มเอฟจะออกมาแนะนำให้รัฐบาลอินโดนีเซียยกเลิกเงินอุดหนุนแก่สินค้าน้ำมันพืช
แล้วพูดว่า “ไม่ต้องกังวลไป ผู้คนมีความสุขดีอยู่” เพราะประชาชนยังยิ้มได้ แต่คนพวกนี้ไม่เข้าใจว่ายิ้มได้ไม่ได้แปลว่ามีความสุขหรอกนะ
ถาม: ทำไมคุณจึงคิดว่ามีการเลือกปฎิบัติระหว่างอินโดนีเซียกับเกาหลีใต้ ยกตัวอย่างเช่น
ตอบ: เหตุผลหลักๆ คือความไร้ประสิทธิภาพ ผมไม่คิดว่าจะมีการสมรู้ร่วมคิดเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาจากความไร้ประสิทธิภาพ ประการที่สอง ผมคิดว่าปัญหาเศรษฐกิจนั้นย่อมแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ และความสามารถในการจัดการรับมือกับปัญหาก็แตกต่างกันไป
ประการที่สาม ทั้งสองประเทศมีความเข้มแข็งทางการเมืองและเศรษฐกิจต่างกัน จำได้ไหมว่าปัญหาในอินโดนีเซียเกิดขึ้นก็เพราะซูฮาร์โต้ เขาเป็นคนเปิดทางให้ไอเอ็มเอฟเดินหน้าผลักดันนโยบายของกองทุนฯ ในประเทศตัวเอง ตรงข้ามกับในมาเลเซีย ซึ่งไอเอ็มเอฟไม่มีโอกาสทำได้เลย ที่นี่ไม่มีใครสนใจไอเอ็มเอฟ ทั้งยังออกมาต่อต้านกองทุนฯ ด้วยซ้ำ เป็นเพราะผู้คนที่นี่เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นได้ลึกซึ้งกว่า
เมื่อผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลประเทศต่างๆ เห็นได้ชัดว่าคนที่นี่ อาจไม่ใช่ทุกคน แต่ก็เป็นคนจำนวนหนึ่งที่นี่ที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าต้องรับมือกับสถานการณ์อย่างไร จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ธนาคารโลก (ในช่วงที่ผมเป็นหัวหน้าเศรษฐกรอยู่) ให้การสนับสนุนมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุน ผมสนับสนุนมาตรการนี้เพราะผมคิดว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้องแล้ว
ในประเทศอื่นๆ ที่ผู้คนไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ (ว่าควรดำเนินนโยบายอย่างไรนั้น) ย่อมถูกไอเอ็มเอฟผลักดันให้ดำเนินตามนโยบายที่แย่ๆ ของไอเอ็มเอฟได้ง่ายดายขึ้น
ถาม: ไอเอ็มเอฟได้ตั้งกฎเกณฑ์ให้ประเทศต่างๆ ปฎิบัติตามข้อกำหนดบางประการที่ไอเอ็มเอฟจัดตั้งขึ้น มีข้อถกเถียงว่าประเทศเหล่านี้กำลังสูญเสียอธิปไตย โดยเฉพาะในสินทรัพย์และทรัพยากรของประเทศ ตอนนี้หลายๆ ประเทศได้ชำระหนี้เงินกู้แล้ว ถ้าเช่นนั้น ไอเอ็มเอฟจะยังคงมีอิทธิพลครอบงำเหนือสินทรัพย์ของประเทศเหล่านี้อยู่หรือไม่
ตอบ: ยังคงมีอยู่ในรูปแบบต่างๆ ในประเทศเกาหลีใต้ ไอเอ็มเอฟบอกพวกเขาว่า “ขายสินทรัพย์คุณให้ชาวต่างชาติ เพราะพวกนั้นบริหารจัดการได้ดีกว่าคุณ” แต่ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าชาวต่างชาตินั้นไม่รู้จักและไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลย
ดังนั้น ทั้งหมดที่ชาวต่างชาติทำคือ เก็บสินทรัพย์เอาไว้เฉยๆ สักสองสามปีจนเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วค่อยขายคืน พวกเขาซื้อมาในราคาที่ถูกมากๆ แต่ขายคืนได้ในราคาสูงมากๆ ซึ่งเท่ากับเกาหลีใต้เป็นฝ่ายหยิบยื่นเงินทองให้บรรดานักการเงินอเมริกันนับพันๆ ล้านเหรียญทีเดียว
นับว่าเป็นโครงการความช่วยเหลือจากต่างชาติเพื่อชาวอเมริกันและชาวตะวันตกที่ร่ำรวยอยู่แล้ว ไม่ได้มาเพื่อช่วยประเทศเกาหลีใต้แต่อย่างใด ซ้ำร้ายยิ่งแย่กว่าเดิม เพราะไอเอ็มเอฟไม่เคยแนะนำเกาหลีใต้เรื่องภาษี
ยกตัวอย่างเช่น ในเกาหลีใต้ บริษัทอเมริกันซื้อสินทรัพย์มาส่วนหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นผมคิดว่าเขาดำเนินธุรกิจในมาเลเซีย บริษัทเหล่านี้ทำกำไรได้นับพันล้านเหรียญ แต่กลับไม่มีเงินเข้ารัฐบาลเกาหลีใต้สักแดง เพราะล้วนแต่เป็นกำไรที่ยกเว้นภาษีอากร
ไอเอ็มเอฟให้คำแนะนำที่แย่มาก และประเด็นนี้ได้กลายเป็นเรื่องการเมืองในเกาหลีใต้ เพราะพวกเขาว่า “คุณไม่ได้ช่วยเราปรับโครงสร้าง คุณไม่ให้คำแนะนำอะไรเราเลยทั้งๆ ที่มันเป็นหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญอย่างคุณ คุณรู้เรื่องการหลบหนีภาษี คุณต้องทำตัวให้สมกับที่เป็นผู้เชี่ยวชาญสิ คุณทำผิดพลาดใช่ไหม หรือว่าคุณรับใช้พวกบริษัทต่างชาติกันแน่”
ถาม: แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วใช่ไหม
ตอบ: พวกเขาทำอะไรไม่ได้แล้ว แต่หลายๆ คนในประเทศยังคงรู้สึกแค้นเคืองใจกัน นี่คือการปล้นสินทรัพย์มูลค่านับพันๆ ล้านเหรียญ และอำนวยการปล้นโดยไอเอ็มเอฟ หากมองในแง่ของอธิปไตยชาติ ประเด็นนี้ถือว่าคลี่คลายและผู้คนก็ทำใจกันได้แล้ว แต่กับกรณีที่แนะนำให้ประชาชนโอนเงินไปให้บริษัทต่างชาตินั้น ยังถือเป็นเรื่องที่เคืองแค้นใจกันอยู่
ถาม: กลับมาที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่รัฐบาลยังคงเป็นผู้นำการพัฒนาเป็นส่วนใหญ่ แม้จะประสบความสำเร็จในหลายๆ เรื่อง แต่เราดูเหมือนจะขาดความคิดสร้างสรรค์ จิดวิญญาณนักลงทุน และทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าเช่นนั้น ประเทศที่มีรายได้ปานกลางอย่างมาเลเซียจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้ต่อไป
ตอบ: จริงๆ แล้ว เราอาจประเมินจิตวิญญาณของนักลงทุนในมาเลเซียต่ำไป แต่ยังคงมีเรื่องต้องทำอยู่อีกสองสามประการ (เพื่อจัดการกับความราบเรียบนี้) ประการแรก ผู้ที่ต้องการจะลงทุนควรได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยง่าย สำหรับในด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเป็นจุดแข็งของมาเลเซียเช่นด้านไอทีนั้น มาเลเซียควรช่วยให้นักลงทุนรายย่อยมีโอกาสเริ่มดำเนินกิจการของตนเองได้ง่ายขึ้น
ในทางหนึ่งนั้น เทคโนโลยีใหม่ๆ จะช่วยสนับสนุนการสร้างสรรค์กิจการใหม่ๆ ซึ่งย่อมเป็นไปได้ด้วยมาเลเซียเป็นประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยอันได้แก่ศักยภาพในด้านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและการศึกษาเป็นอย่างสูง
ประการที่สอง ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาในระยะต่อไปนั่นคือ การปรับปรุงคุณภาพมหาวิทยาลัย เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จูงใจให้คนเก่งๆ ออกนอกประเทศ หากแต่เป็นโอกาสในการทำวิจัยและให้ความรู้ อันเป็นบรรยากาศที่ส่งเสริมภูมิปัญญา ซึ่งคุณต้องมีมหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งจึงจะทำเช่นนั้นได้
ประเทศที่จะก้าวสู่การพัฒนาในระยะต่อไปต่างมองว่าการศึกษาเป็นประเด็นสำคัญ เช่นประเทศจีนได้วางแผนระยะ 11 ปี จีนคิดเรื่องระบบที่เป็นอิสระและสร้างสรรค์ และต้องการให้ประเทศมีมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของโลกให้ได้ถึง 10 แห่ง แน่นอนว่ามาเลเซียนั้นเป็นประเทศที่เล็กกว่าย่อมเทียบกันไม่ได้ แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐหลายต่อหลายแห่งก็ตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆ สิงคโปร์เองก็พยายามที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยในประเทศให้มีศักยภาพมากขึ้นเช่นกัน
ถาม: การขจัดปัญหาความยากจนอย่างมีประสิทธิภาพคือรัฐดำเนินนโยบายกระจายรายได้ ทว่าวิธีนี้จะยั่งยืนในระยะยาวหรือไม่ และเมื่อรัฐบาลบรรลุเป้าหมายที่วางไว้แล้ว จะทำอย่างไรต่อไปเพื่อให้ประชาชนพ้นจากความยากจน โดยไม่ปลูกฝังนิสัยที่หวังพึ่งรัฐตลอดไป
ตอบ: ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในระยะยาวคือ พยายามปรับปรุงการกระจายรายได้ที่มาจากกำไรก่อนหักภาษี เราสามารถลดความยากจนได้ด้วยการลดจำนวนคนที่มีรายได้ขั้นต่ำลง หรือด้วยการอุดหนุนรายได้ของผู้ที่มีรายได้ขั้นต่ำ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลดจำนวนคนที่มีรายได้ขั้นต่ำลง แต่เราจะทำได้อย่างไร ก็ด้วยการปฏิรูปการศึกษาและการสร้างงานสร้างโอกาสสำหรับคนระดับล่าง
จากนั้นต้องพยายามศึกษาว่าปัญหาความยากจนเกิดจากอะไร เช่น ในสหรัฐ สิ่งที่เราค้นพบในกลุ่มคนที่มีชีวิตอยู่อย่างยากจนนั้นคือ พวกเขามีปัญหาสุขภาพ แต่เรามีระบบบริการสาธารณสุขที่แย่มาก
ถ้าคุณมีปัญหาด้านสุขภาพแต่รายได้คุณต่ำ คุณต้องตกงาน คุณยิ่งไม่มีปัญญาไปหาหมอ สุขภาพคุณยิ่งแย่ลง ทำให้ต้องตกอยู่ในวังวนวงจรแห่งความชั่วร้ายอยู่อย่างนี้ ฉะนั้น หากคุณถามผมว่าจะทำอย่างไรเพื่อลดความยากจนในอเมริกา สิ่งหนึ่งที่ผมจะเสนอก็คือ เราต้องปรับปรุงระบบสาธารณสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อบกพร่องหลักๆ ในระบบเรา
อีกปัญหาสำหรับคนยากจนนั้นก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมักส่งผลลบกับชีวิตพวกเขาได้เสมอ ซึ่งหากคุณไม่มีระบบโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมที่ดีแล้ว พวกเขาย่อมตกอยู่ในวังวนวงจรแห่งความชั่วร้ายไปเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาไม่มีปัญญาซื้อรถ ก็ไปทำงานไม่ได้ โอกาสทำงานก็พลอยถูกจำกัดไปด้วย
ระบบที่จะมาช่วยเหลือคนยากจนนั้นไม่เข้มแข็งอย่างยิ่ง ถ้าลูกๆ พวกเขาป่วย เขาก็ต้องหยุดงาน ฉะนั้น คุณต้องมีระบบที่ดีพอมาช่วยเหลือลูกหลานของเขาด้วยเช่นกัน คุณต้องวิเคราะห์ว่ามูลเหตุแห่งความยากจนคืออะไร จึงยื่นมือเข้าช่วยอย่างเป็นระบบ คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการอยู่อย่างต้องคอยพึ่งใคร แต่พวกเขาตกอยู่ในวงจรแห่งความชั่วร้ายที่ฉุดพวกเขาให้ยิ่งตกต่ำ
ถาม: แล้วข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ล่ะ เรารู้สึกวิตกกังวลว่าเราไม่ค่อยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสักเท่าไหร่ และตอนนี้ดูเหมือนเราจะเดินบนเส้นทางสู่การร่วมลงนามในข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับสหรัฐ คุณมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา หรือไม่ทำจะเป็นผลดีกว่า
ตอบ: โดยรวมแล้ว ข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีนั้นถือเป็นหายนะสำหรับประเทศกำลังพัฒนาและระบบการค้าโลกมาโดยตลอด ระบบการค้าโลกนั้นตั้งอยู่บนหลักการของการไม่เลือกปฎิบัติ ซึ่งเรียกว่าหลักการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง ส่วนเอฟทีเอนั้นกลับแบ่งโลกออกเป็นสองฝักสองฝ่าย นั่นคือฝ่ายที่เป็น “เพื่อนที่ได้อะไรฟรีๆ” กับอีกฝ่ายคือบรรดาประเทศที่ต้องเสียภาษี ดังนั้นจึงถือว่าเป็นหายนะ
ประการที่สอง การเจรจาต่อรองระหว่างสหรัฐกับประเทศกำลังพัฒนานั้นก็ไม่เป็นการต่อรอง โดยเฉพาะภายใต้รัฐบาลของบุช แต่กลับกลายเป็นเรื่องของการบังคับเลือกระหว่างเอาหรือไม่เอาเลย บทบัญญัติต่างๆ ที่ผมเห็นมา ไม่ได้เอื้ออำนวยประโยชน์แก่ประเทศกำลังพัฒนาสักเท่าไหร่ จริงๆ แล้วประเทศเหล่านี้ต้องสูญเสียอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องการเข้าถึงทรัพย์สินทางปัญญา
ประเทศกำลังพัฒนาประสบกับความยากลำบากในการเข้าถึงวิทยาการความรู้และที่สำคัญยาชื่อสามัญมากยิ่งขึ้น ทำให้พลเมืองนับพันๆ รายในประเทศกำลังพัฒนาต้องเสียชีวิต อันเกิดจากการทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ พวกเขาไม่ต้องการพูดถึงในแง่นั้น แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
ถาม: หรือเราควรหลักเลี่ยงข้อตกลงเหล่านี้
ตอบ: ใช่แล้ว ข่าวดีก็คือ ปัจจุบันอัตรภาษีศุลกากรต่ำมาก จนไม่เป็นอุปสรรคต่อการค้าอีกต่อไป ถ้าคุณมีระบบสาธารณูปโภคที่ดี และพลเมืองมีความรู้ พวกนักลงทุนย่อมเข้ามาลงทุนที่มาเลเซียเอง ภาษีศุลกากรร้อยละ 3-5 นั้นไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อบรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตรเช่นที่มาเลเซียมี
ถาม: เช่นนั้นแล้ว หมายความว่าเอฟทีเอไม่ได้เป็นเรื่องของการค้าหรอกหรือ
ตอบ: ไม่เกี่ยวกับการค้าเลย แต่เป็นเรื่องของการสูญเสียอธิปไตย เป็นเรื่องของการช่วยเหลือบริษัทยาอเมริกัน เป็นเรื่องของสหรัฐที่ต้องการผลักดันวาระต่างๆ โดยไม่ได้เอื้อประโยชน์แก่ประเทศใดเลย อันที่จริง ข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่ทำกับเม็กซิโกนั้นเข้มแข็งที่สุด แต่ช่องว่างระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐกลับเพิ่มมากขึ้นนับแต่ทศวรรษแรกที่ร่วมลงนามในข้อตกลงเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นเอฟทีเอจึงไม่ใช่ข้อตกลงเขตการค้าเสรี ไม่ใช่เรื่องการค้าเสรี แต่เป็นข้อตกลงทางการค้าที่มุ่งเอารัดเอาเปรียบกัน และประเทศกำลังพัฒนาต้องเป็นฝ่ายเสียสละเพื่อเอื้อประโยชน์แก่สหรัฐอีกด้วย
- 245 reads

