ตอกลิ่มประกันรายได้ แก้จุดอ่อน-ดันเกษตรโต2.6%
เริ่มต้นพุทธศักราชใหม่ปี"53 คนในวงการฟันธงว่าจะเป็นปีทองพืชผลการเกษตรหลายชนิด โดยเฉพาะ "ข้าว"
แต่จะเป็นปีทองของ "เกษตรกรไทย" ด้วยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลในฐานะผู้กำหนดนโยบายด้วยเช่นกัน
ย้อนไปในช่วงปีที่ผ่านมา นโยบายแรงไม่กลัวน้ำร้อนของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่สร้างความฮือฮาให้กับคนในวงการเกษตรไม่น้อย เพราะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
นั่นคือ การประกาศยกเลิกระบบจำนำสินค้าเกษตร ซึ่งในอดีตทุกพรรคการเมืองใช้เป็นเครื่องมือหลักในการโกยคะแนนเสียงจาก เกษตรกรซึ่งเป็นฐานเสียงคนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ด้วยการนำมาตรการประกันรายได้เกษตรกรมาใช้แทน
รัฐบาลอ้างว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมาย ต้องการล้างบางการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายของนักการเมืองในคราบของเหลือบ ลิ้น ไร ที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อ งบประมาณแผนดินผ่านโครงการรับจำนำในอดีตมาช้านาน
แถมยังจะช่วยให้เงินช่วยเหลือถึงมือเกษตรกรตัวจริงแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
จากผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศหรือทีดีอาร์ไอระบุว่า เงินจากโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรที่ผ่านมาตกถึงมือเกษตรเพียง 40% เท่านั้น
หากคิดคร่าวๆ ในปี"51/52 รัฐบาลใช้งบประมาณรับจำนำสินค้าเกษตรไป 240,000 ล้านบาท เท่ากับว่าเงินตกถึงมือเกษตรกรเพียง 96,000 ล้านบาท อีก 60% หรือที่เหลือ 144,000 ล้าน ถูกงาบโดยนักการเมืองบ้าง พ่อค้าบ้าง
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี โต้โผใหญ่ ระบุว่า ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา นักการเมืองใช้นโยบายประชานิยมตั้งโต๊ะซื้อสินค้าเกษตรในราคาแพงกว่าตลาดทำ ให้รัฐขาดทุนมาโดยตลอด สะสมมาถึงวันนี้รวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท รัฐบาลต้องนำเงินภาษีประชาชนไปผ่อนชำระหนี้ ซึ่งต้องใช้เวลาผ่อนยาวนานถึง 12 ปี
ที่สำคัญรูปแบบการประกันรายได้ยังจะช่วยลดการบิดเบือนกลไกราคาสินค้าเกษตร ให้สูงเกินจริงจนสร้างภาระแก่พ่อค้าผู้ส่งออกทำให้ไม่สามารถขายผลผลิตแข่ง กับคู่แข่งต่างชาติได้
ส่วนรูปแบบการประกันรายได้นั้น รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพแทนกระทรวงพาณิชย์ โดยใช้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรโดยตรง เพื่อป้องกันการรั่วไหล
หลักการของการประกันรายได้คือ รัฐบาลจะประกาศราคาประกันสินค้าเกษตรแต่ละชนิด พร้อมกับประกาศราคาอ้างอิงทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน นำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการจ่ายชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยรัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันหักลบ กับราคาอ้างอิง
ยกตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ คือหากรัฐบาลประกาศราคาประกันข้าวเปลือกเจ้าไว้ที่ ตันละ 10,000 บาท ประกาศราคาอ้างอิงซึ่งหมายถึงราคาที่แท้จริงในตลาดขณะนั้นไว้ที่ตันละ 8,000 บาท เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถมาขอรับเงินชดเชยส่วนต่างตันละ 2,000 บาท จากธ.ก.ส. ได้ทันที ตามปริมาณการเพาะปลูกจริง โดยธ.ก.ส.จะจ่ายเงินให้ภายใน 3 วันทำการ
และเกษตรกรไม่ต้องส่งมอบข้าวเปลือกให้แก่รัฐบาล สามารถเก็บข้าวไว้กินเอง หรือจะนำไปขายต่อแก่โรงสีก็ได้ เท่ากับว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์ 2 ต่อ คือได้เงินจากการขายข้าวปกติผ่านโรงสีและยังได้เงินชดเชยส่วนต่างจากรัฐบาล อีกต่อด้วย
แต่มีเงื่อนไขว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบที่ค่อนข้างสลับซับ ซ้อน เริ่มตั้งแต่การขึ้นทะเบียนผู้ปลูกสินค้าเกษตรแต่ละชนิดกับกรมส่งเสริมการ เกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ปลูก ต้องเป็นผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เพาะปลูก ต้องผ่านการประชุมประชาคมระดับตำบลเพื่อรองรับว่าเป็นเกษตรกรผู้ปลูกพืชตัว จริง ด้วยการสุ่มสอบผลผลิต
จากนั้นจึงจะสมัครเข้าเป็นผู้ประสงค์ประกันรายได้และทำสัญญาขอใช้สิทธิ์กับธ .ก.ส.เป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยเกษตรกรสามารถขอใช้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการได้ครัวเรือนละ 1 รายเท่านั้น
ยกเว้นเกษตรกรที่อยู่ในบ้านเดียวกัน แต่แยกการทำกินพื้นที่เพาะปลูกพืชเป็นของตนเองอย่างชัดเจน สามารถเข้าร่วมโครงการได้มากกว่า 1 ราย รวมทั้งยังมีการกำหนดปริมาณผลผลิตที่รัฐจะจ่ายชดเชยพืชแต่ละชนิดต่อเกษตรกร แต่ละรายด้วยด้วย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยอย่างแท้จริง
ร่างหลักเกณฑ์เสร็จรัฐบาลประกาศเดินหน้าประกันรายได้เต็มสูบ ดีเดย์ตั้งแต่ 1 ต.ค.52
นายกรณ์ จาติกวาณิช รมว.คลัง สั่งโยกงบประมาณ 43,000 ล้านบาท จากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 อัดฉีดยกระดับรายได้เกษตรกร 4.7 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ นำร่อง 3 กลุ่มสำคัญ คือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีการผลิต 2552/53
แบ่งงบออกเป็นสองก้อน ก้อนแรก 18,000 บาท จ่ายชดเชยให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 3.84 ล้านราย จำนวนผลผลิต 29.7 ล้านตัน และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3.77 ล้านราย จำนวนผลผลิต 4.25 ล้านตัน ก้อนที่สอง 225,000 ล้านบาท จ่ายชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 3.47 ล้านราย จำนวนผลผลิต 23.5 ล้านตัน
โครงการประกันรายได้ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการประกันราคาข้าว เพราะรัฐบาลทุ่มงบมหาศาลถึง 25,000 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 27 ส.ค.52 และ 16 ก.ย.52 คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการประกันรายได้ เกษตรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต "52/53
ตั้งเป้าหมายดำเนินการประกาศราคารับประกันข้าวชนิดต่างความชื้นไม่เกิน 15% ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ ตันละ 15,300 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 14 ตัน ข้าวหอมจังหวัด ตันละ 14,300 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละ 25 ตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน แล ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 9500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน พร้อมทั้งมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ประกาศราคาอ้างอิงทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน
แม้หลักการประกันรายได้จะดูดี แต่ยังไม่ทันได้เริ่มโครงการ 1 ต.ค.52 ก็เกิดความวุ่นวายขึ้น เนื่องจากมาตรการมีปัญหาในทางปฏิบัติ ความไม่พร้อมและความไม่ชัดเจน รวมไปถึงความไม่เข้าใจของพี่น้องเกษตรกรเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลง ไปจากระบบรับจำนำ เป็นสาเหตุสำคัญที่สร้างความสับสนฉุดราคาข้าวเปลือกภายในประเทศให้ตกต่ำลง อย่างหนัก
ราคาข้าวเปลือก 5% ร่วงละลิ่วลงมาอยู่ที่ตันละ 6,000 บาท ต่ำกว่าราคาประกันช่วงแรกที่รัฐบาลประกาศไว้ที่ 10,000 บาท เพราะชาวนาส่วนใหญ่สมัครเข้าร่วมโครงการไม่ทัน จากปัญหาการขึ้นทะเบียนที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ต้องผ่านกระบวนการประชาคมเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการระดับตำบล
กว่าจะได้เซ็นสัญญากับธ.ก.ส. เพื่อขอรับสิทธิ์ประกันราคานั้นแสนยากเย็น จนเข้าโครงการไม่ทัน ไม่สามารถไปขอรับเงินประกันได้ ทำให้ต้องนำข้าวไปขายให้กับโรงสีแทน ถูกกดราคารับซื้อ ฉุดราคาข้าวตกทั้งระบบ
สร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มเกษตรกรเป็นอย่างมาก
เพื่อลดความร้อนแรงของปัญหา ซึ่งอาจเป็นชนวนสั่นคลอนคะแนนเสียงรัฐบาล ทำให้รัฐบาลตัดสินใจงัดแผนสอง มาตรการรักษาระดับเสถียรภาพราคามาใช้แบบฉุกเฉิน สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตกร โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) รับซื้อผ่านโรงสี ในราคาอ้างอิงที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์
โดยครม.อนุมัติกรอบวงเงินในการรับซื้อข้าว 20,000 ล้านบาท และของบกลางปี"53 จำนวน 200 ล้านบาท ใช้บริหารโครงการ รวมทั้งของบคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) 660 ล้านบาท สำหรับเก็บรักษาข้าวเปลือกเป็นเวลา 6 เดือน
แต่หลังจากเปิดโครงการตั้งโต๊ะรับซื้อ ปรากฏว่าไม่มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเลย เพราะจู่ๆ ราคาข้าวเปลือกในประเทศก็ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทะลุราคาอ้างอิงเสียด้วยซ้ำ นับเป็นโชคของรัฐบาลไทยเป็นอย่างมาก
ปัจจัยหลักคือความต้องการข้าวของตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น หลังจากพายุไต้ฝุ่นและภัยแล้ง สร้างความเสียหายแก่ผลผลิตข้าวในฟิลิปปินส์ และอินเดีย จำนวนมาก ขณะที่อินเดียประกาศเพิ่มเพดานนำเข้าข้าวปี"53 มากขึ้น 2-3 ล้านตัน
ด้านกระทรวงเกษตรของสหรัฐออกมายืนยันว่า ผลผลิตข้าวทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำ ตามหลังปริมาณความต้องการบริโภค และคาดว่าการบริโภคข้าวที่เพิ่มขึ้น จะทำให้สต๊อกข้าวทั่วโลกลดลงประมาณ 41% เหลือเพียง 85.9 ล้านตัน ในช่วงปี"52/53 ซึ่งกดดันให้ราคาสูงขึ้น ประกอบกับรัฐบาลไทยกอดสต๊อก 6 ล้านตันแน่นไม่ยอมระบายข้าว ทำให้ราคาข้าวยิ่งตึงตัวมากขึ้น
แม้ว่าจนถึง 1 ธ.ค.52 รัฐบาลสามารถโอนเงินประกันรายได้ไปถึงมือเกษตรกรแล้วกว่า 5,750 ล้านบาท แต่ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้เพิ่มสูงขึ้นชั่วครู่ชั่วยามตามสถานการณ์ความ ต้องการโลกที่ผันผวน ไม่ใช่ผลพวงจากโครงการประกันรายได้ของรัฐบาล
ในทางกลับกันการที่รัฐบาลตัดสินใจงัดแผนสองคือมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามา ใช้ ย่อมตอกย้ำชัดว่า มาตรการประกันรายได้ของรัฐบาลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
จุดอ่อนสำคัญ เป็นเพราะมีช่องโหว่ที่เปิดโอกาสให้โรงสีสามารถรวมหัวกันกดราคารับซื้อข้าว จากเกษตรกร ไล่ทุบราคาให้ตกต่ำตามใจชอบ เพราะยังไงรัฐบาลก็ประกันรายได้จ่ายส่วนต่างให้อยู่แล้ว ราคาข้าวยิ่งตกลงเท่าใดภาระในการชดเชยของรัฐบาลยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
คนที่มีอำนาจในการกำหนดราคากลับกลายเป็นพ่อค้า
ต้องจับตาการกำหนดกรอบในการประกันราคารายได้รอบ 2 ที่จะเริ่มในช่วงต้นเดือนม.ค.นี้
รัฐบาลจะอุดช่องโหว่ เพื่อทำให้เกษตรกรไทยลืมตาอ้าปาก มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างไร
ประกันรายได้หนุนภาคเกษตรโต1.6-2.6%
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) วิเคราะห์ว่า อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตรในปี"52 ลดลงเล็กน้อยจากปี"51 อยู่ที่
-0.23% เนื่องจากผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ลดลง
ส่วนในปี"53 ภาคการเกษตรของไทยมีแนวโน้มที่ดีตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้น ทำให้ความต้องการบริโภคและการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้การดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาลในสินค้าเกษตรที่ สำคัญ ทั้ง ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง จะช่วยให้ระดับราคาสินค้าอยู่ในเกณฑ์ที่จูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิต รวมถึงการดำเนินงานและมาตรการของภาครัฐที่ช่วยสนับสนุนการผลิตทางการเกษตร อย่างต่อเนื่อง
แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยง คือ ราคาน้ำมัน ที่ยังคงมีความผันผวนและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น สร้างความวิตกกังวลให้แก่ ภาคการผลิต
ดังนั้นประมาณการว่าในปี"53 ภาคเกษตรของไทยจะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 1.6-2.6%

