อนาคตเกษตรกรไทย บนเส้นด้ายอาฟต้าเริ่มแล้ว
ตั้งแต่ 1 ม.ค.53 เป็นต้นไป ไทยต้องปรับลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% สำหรับสินค้าเกษตร 21 รายการ ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนหรือ ASEAN Free Trade Area-AFTA
ได้แก่ ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม กาแฟสำเร็จรูป ชา หอมหัวใหญ่ เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ กระเทียม มะพร้าว น้ำมันมะพร้าว ลำไยแห้ง พริกไทย ใบยาสูบ น้ำตาล น้ำนมดิบ/นมปรุงแต่ง นมผงขาดมันเนย ไหมดิบ ให้แก่ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิป ปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน
ส่วนอาเซียนใหม่ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามจะปรับลดเหลือ 0% ภายในปี"58
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าในบัญชีอ่อนไหวเป็นพิเศษอีก 4 รายการที่ไทยยังคงภาษีนำเข้า 5% ในปี"53 คือ เมล็ดกาแฟ เนื้อมะพร้าวแห้ง มันฝรั่ง และไม้ตัดดอก
ชัดเจนว่าข้อตกลงลดภาษีข้าวของไทยที่ผูกพันไว้ตามข้อตกลงเสียเปรียบชาติ สมาชิกอื่นเป็นอย่างมาก เพราะอย่างน้อย 3 ชาติอาเซียน จะยังไม่ปรับลดภาษีข้าวเป็น 0% ในปี"53 คือ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
โดยฟิลิปปินส์ คงอัตราภาษีไว้ที่ 40% ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงปี"57 และลดลงเหลือ 35% ในปี"58
ขณะที่มาเลเซีย จะลดภาษีข้าวเหลือ 20% ในปี"53
ส่วนอินโดนีเซีย จะลดภาษีข้าวเหลือ 25% ในปี"58
ผล จากการเปิดเสรีสินค้าเกษตร 21 รายการ จะทำให้สินค้าราคาถูก และด้อยคุณภาพจากเพื่อนบ้านไหลบ่าเข้าไทย ฉุดราคาภายในประเทศให้ตกต่ำและอาจทำลายภาพลักษณ์สินค้าไทย
ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าภายใน 5 ปี ชาวนา ชาวสวนปาล์ม และสวนกาแฟ จะเจ็บหนัก เพราะไทยอาจสูญเสียส่วนแบ่งการส่งออกในตลาดอาเซียน 1-2% หรือคิดเป็นมูลค่า 60 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,040 ล้านบาท
โดยเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวให้เวียดนาม 0.5% หรือคิดเป็นมูลค่า 13 ล้านเหรียญสหรัฐ เสียส่วนแบ่งตลาดน้ำมันปาล์ม ให้มาเลเซีย 2.6% คิดเป็นมูลค่า 46 ล้านเหรียญสหรัฐ เสียส่วนแบ่งเมล็ดกาแฟให้เวียดนาม 0.1% คิดเป็นมูลค่า 2 แสนเหรียญสหรัฐ
รวมไปถึงสูญเสียตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้แก่ พม่า ลาว เขมร และมะพร้าว ให้แก่ฟิลิปปินส์ เนื่องจากประเทศดังกล่าวมีต้นทุนการเพาะปลูกที่ถูกกว่าไทย
แต่ "ข้าว" เป็นสินค้าที่น่าห่วงมากที่สุด เพราะมีผลกระทบกว้างขวางต่อชาวนาและผู้เกี่ยวข้องในวงการค้าข้าว
โดยเฉพาะชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ อาจต้องสูญอาชีพในไม่ช้า เพราะแข่งด้านต้นทุนผลิตไม่ได้
สมาคมชาวนาไทยระบุต้นทุนข้าวไทยสูงกว่าพม่ากว่าเท่าตัว ข้าวไทยไร่ละ 5,950 บาท ข้าวพม่า ไร่ละ 2,000 บาท ชาวสวนปาล์มอีกกว่า 2 แสนครัวเรือน โรงงานสกัดและโรงกลั่นน้ำมันรวม 65 โรง และแรงงานในอุตสาหกรรมกว่า 25,000 คน ก็ต้องทำใจเตรียมรับวิกฤตเช่นเดียวกัน
ขณะที่ นางพิศวาท บัวรา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน ระบุว่า ชาวสวนกาแฟอาจกลายเป็นอาชีพในตำนานของภาคเกษตรไทย เพราะปัจจุบันไทยผลิตเมล็ดกาแฟไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศปีละ 10,000 ตันอยู่แล้ว รวมทั้งผลผลิตต่อไร่ยังลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมผลิตได้ 400-500 ก.ก./ไร่ แต่วันนี้เหลือเพียง 100-130 ก.ก./ไร่ ยิ่งทำให้บริษัทผู้แปรรูปกาแฟไทยหันไปซื้อวัตถุ ดิบจากชาติอาเซียนซึ่งมีราคาถูกอย่างถาวร
น้ำตาลทราย เป็นอีกสินค้าที่น่าห่วง โดยนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล กล่าวว่า แม้มาเลเซียจะลดภาษีนำเข้าน้ำตาลลงเหลือ 0% ในปี"53 แต่ไม่ได้บรรจุประเทศไทยไว้ในบัญชีรายชื่อประเทศที่มาเลเซียจะซื้อขายด้วย เท่ากับห้ามซื้อน้ำตาลจากไทยทางอ้อม ย่อมกระทบต่อเนื่องไปยังชาวไร่อ้อยแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
แม้ ว่าการเปิดเสรีสินค้าเกษตร จะเริ่ม 1 ม.ค.53 แต่รัฐบาลไทยยังต้วมเตี้ยมไม่มีการออกมาตรการมาดูแลชาวนา ชาวสวนอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรม มีเพียงลมปากป่าวประกาศว่าอยู่ระหว่างจัดทำมาตรการคุ้มครองเกษตรกรไทย
หากวิเคราะห์มาตรการที่จะนำมาใช้เบื้องต้นไม่ได้โดดเด่น พิเศษ หรือเข้มงวดแต่อย่างใด เช่น กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องขึ้นทะเบียน ต้องขอนุญาตนำเข้า ต้องมีใบรับรองการปลอดโรคพืช ปลอดจีเอ็มโอ ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานสุขอนามัยทั่วไปที่หลายประเทศปฏิบัติกันได้อยู่แล้ว
ในอดีตรัฐบาลได้สร้างกลไกบรรเทาผลกระทบจากการเปิดเสรีให้กับภาคการเกษตรเอา ไว้แล้ว ด้วยการจัดตั้งกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร แต่พบว่าเม็ดเงินกองทุนมีจำนวนน้อยมาก ไม่เพียงพอที่จะเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ แจ้งว่า ปัจจุบันมีเงินเหลือเพียง 257 ล้านบาท
ไม่อยากนึกต่อว่าอนาคตเกษตรกรไทยจะเป็นอย่างไร
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้า ไทย แนะว่า ทางที่ดีรัฐบาลควรหันมาเร่งกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสินค้าเกษตรให้สูงกว่าคู่ แข่ง เช่น มาตรฐานการดูแลสุขภาพผู้บริโภคในชนิดเดียวกัน ราคาเท่ากัน การดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการตลาดในอนาคตที่หันมาให้ความสำคัญกับทรัพยากรในโลก มากขึ้น ไม่ใช่แข่งขันขายของถูกจากส่วนต่างของภาษี ต้องเร่งปรับโครงสร้างการผลิตให้พร้อมแข่งขัน เลิกคิดที่จะปกป้องการนำเข้า เพราะยิ่งปกป้องก็ยิ่งเหนื่อยเปล่า
นายสมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์ ระบุว่า รัฐต้องลงทุน เพื่อทำวิจัยเสริมศักยภาพการผลิตและการพัฒนากลไกตลาดสินค้าเกษตรให้มากขึ้น เช่น การพัฒนาตลาดกลางช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าเพียงอย่างเดียวและช่วย ให้เกษตรกรเข้าใจการทำธุรกิจอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ สินค้าอุตสาหกรรมเป็นอีกกลุ่มที่ไทยต้องลดภาษีเหลือ 0% ในปี"53 รวม 52 รายการ
เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช รองเท้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป รถยนต์นั่ง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลมและสุรา เป็นต้น จากการวิเคราะห์เบื้องต้นผู้ผลิตรายใหญ่จะได้ประโยชน์จากต้นทุนการผลิตที่ ถูกลง
แต่สำหรับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม เสียประโยชน์เต็มๆ เพราะแข่งขันด้านต้นทุนไม่ได้
ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า เอสเอ็มอีเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ยางพลาสติก ไม้ ปิโตรเลียม เหล็ก และเหมืองแร่ จะได้รับผลกระทบหนักสุด
และแม้ว่าระหว่างปี"53-58 เอสเอ็มอีไทยจะส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น 35,913 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 2,993 ล้านบาท หรือ 10.7% ต่อปี การนำเข้าก็จะเพิ่มขึ้นมากเช่นกันเฉลี่ย 38,035 ล้านบาท หรือ 13.9% เพิ่มขึ้นปีละ 6,339 ล้านบาท
ท้ายที่สุดเอสเอ็มอีไทยจะขาดดุลปีละ 154 ล้านบาท
ผลกระทบทั้งหมดนี้ หากรัฐบาลจะเร่งหาวิธีลดการสูญเสีย อนาคตเกษตรกรไทยคงไม่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
ภาคบริการยังมีโอกาสตั้งรับ
ในส่วนของความตกลงการเปิดเสรีภาคบริการและการลงทุนยังไม่มีประเทศใดที่ได้หรือ เสียประโยชน์ ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากชาติสมาชิกยังเสียงแตก มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับเงื่อนไขและระยะเวลาในการเปิดเสรี ทำให้แต่ละประเทศต้องกลับไปจัดทำรายการข้อสงวน
สำหรับข้อตกลงเปิดเสรีภาคบริการที่ชาติสมาชิกผูกพันกันไว้ ประกอบด้วย การอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียนเข้าถือหุ้นได้ในนิติบุคคลที่ให้บริการไม่น้อย กว่า 51% ภายในปี"51 และต้องเพิ่มสัดส่วนเป็น 70% ภายในวันที่ 1 ม.ค.53 สำหรับสาขาบริการคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม ธุรกิจท่องเที่ยว และสุขภาพ
สาขาโลจิสติกส์ จะต้องให้นักลงทุนอาเซียนเข้าถือหุ้นได้ในนิติบุคคลที่ให้บริการไม่น้อยกว่า 49% ในปี"51, 51% ในปี"53 และ 70% ในปี"56
ส่วนสาขาที่เหลือ ต้องอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียนเข้าถือหุ้นได้ในนิติบุคคลที่ให้บริการไม่น้อย กว่า 49% ในปี"51, 51% ในปี"53 และ 70% ในปี"58
ส่วนข้อตกลงเปิดเสรีภาคการลงทุนชาติสมาชิกตกลงเบื้องต้นที่จะเปิดเสรีการลง ทุน 5 ธุรกิจ ได้แก่ การเกษตร ประมง ป่าไม้ เหมืองแร่ และภาคการผลิตที่เกี่ยวเนื่องซึ่งในความตกลง
ด้านการลงทุนของอาเซียน (ACIA) กำหนดให้สมาชิกทยอยเปิดเสรีเพื่อให้ทันการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี"58
ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป จึงมีเวลาพอที่จะให้รัฐบาลไทยรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแต่เนิ่นๆ
พาณิชย์ตั้งงบ75ล.เยียวยาอาฟต้า
นายวิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะที่ดูแลและบริหารกองทุน FTA สำหรับเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า มีความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว โดยขณะนี้มีงบประมาณที่จะให้ความช่วยเหลือในปี"53 จำนวน 75 ล้านบาท
ดังนั้น หากกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ผลิต และกลุ่มผู้ประกอบการ ในสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าบริการ ที่ได้รับผลกระทบจาก AFTA ต้องการขอรับความช่วยเหลือสามารถเสนอโครงการขอรับความช่วยเหลือในรูปของการ ศึกษา วิจัยและพัฒนา การจัดหาที่ปรึกษาเพื่อช่วยเหลือในการปรับปรุงธุรกิจ การฝึกอบรมอาชีพใหม่ให้กับคนงาน กิจกรรมที่มีผลโดยรวมต่อการสนับสนุนการบริโภคการตลาด ฯลฯ ในภาคการผลิตหรือภาคบริการนั้นๆ และการจัดอบรมเสริมสร้างให้ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ/คนงาน มีความรู้เพื่อการปรับตัว เป็นต้น โดยสามารถยื่นโครงการเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมได้ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ไปแล้ว 18 โครงการ วงเงิน 139 ล้านบาท ได้แก่ สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องหนัง ปลาป่น โคเนื้อ ปลาน้ำจืด ส้ม ลิ้นจี่ ยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร ร้านอาหารไทย อาหารโคนม เป็นต้น
ศักยภาพในการผลิตเมล็ดกาแฟ ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
ประเทศ ผลผลิต (1,000 ตัน) ผลผลิตต่อไร่ (กิโลกรัม)
ปี"48 ปี"49 ปี"50 ปี"48 ปี"49 ปี"50
ทั่วโลก 7,132 7,751 7,744 112 122 121
เวียดนาม 752 854 1,060 242 280 343
อินโดนีเซีย 640 653 666 72 83 82
ไทย 60 47 56 137 109 131
ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

