คลังลั่นเศรษฐกิจไทยถึงจุดเปลี่ยน ชี้มาบตาพุดกระดิ่งเตือนหมดยุคอุตสาหกรรมหนัก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนัก นโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจประเทศไทยจากนี้ถึงจุดเปลี่ยน ซึ่งสาเหตุหลักพิจารณาได้จากการที่หลายโครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถูก ศาลปกครองสั่งระงับการดำเนินการ เพราะนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักจะทยอยถอนการลงทุนในอุตสาหกรรมหนักใน ประเทศเพื่อ ไปยังประเทศที่ต้องการแทน สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่เน้นการดูแลสิ่งแวดล้อม และมุ่งหาอุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมสะอาด พลังงานทดแทน อุตสาหกรรมเกษตร
"มาบตาพุดคือกระดิ่งเตือนเศรษฐกิจไทย ว่าจำเป็นต้องหันมาเน้นพัฒนาภาคเกษตรและบริการที่เราแข็งแรงอยู่ แล้วเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น หรือเน้นอุตสาหกรรมสะอาด อุตสาหกรรมอาหารและตัวแทนจำหน่ายสินค้าแทน เพราะจากนี้จะให้มองหาพื้นที่ เช่น มาบตาพุด หรือชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งเคยเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในเมืองไทยคงหาได้ยาก" นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีนี้และต่อเนื่องไปถึงปีหน้าจะคู่ขนาน ไปกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่การเมือง ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นการบริโภคและลงทุน สำหรับแผนการลงทุนตามโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 เราจำเป็นต้องเดินหน้าเร่งด่วน เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ลดต้นทุนภาคการผลิต สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ เพราะหากไม่เร่งทำ ปัญหาเดิม เช่น การพึ่งพาการส่งออกที่ปัจจุบันอยู่ที่ 72% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะยังคงอยู่ และหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกอีกรอบไทยก็ต้องเผชิญปัญหาเช่นต้นปี"52
นายเอกนิติกล่าวถึงความมั่นคงทางด้านการคลังขณะนี้ว่า แต่ละปีรัฐมีภาระชำระดอกเบี้ยที่ 1.7 แสนล้านบาท โดย 7 หมื่นล้านบาท เป็นหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอฟไอดีเอฟ) ซึ่งนี่เป็นความท้าทายหลักต่อภาคการคลังของประเทศ หากไม่เร่งลดจะมีเม็ดเงินเพื่อลงทุนน้อยลง ส่วนจะเดินหน้าอย่างไรรมว.คลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเป็นผู้พิจารณา สำหรับภาระหนี้ต่อจีดีพีใน 2-3 ปีจากนี้เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 58% ในปี"55 ซึ่งหลังจากนั้นกระทรวงการคลังจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณสมดุล เพื่อทยอยลดหนี้สาธารณะต่อไป
รายงานข่าว เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี"42 ที่รัฐบาลต้องรับภาระชำระดอกเบี้ยหนี้สินกองทุนฟื้นฟูฯ จนถึงปี"52 รวมมูลค่าแล้วถึง 5 แสนล้านบาท เนื่องจากธปท.ที่ต้องรับผิดชอบชำระเงินต้นได้ชำระเงินต้นไปเพียงจำนวนน้อย เท่านั้น ซึ่งหากธปท.ไม่ยอมชำระเงินต้น เพื่อลดภาระดอกเบี้ยหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ลงบ้างจะสร้างภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หากธปท.สามารถลดเงินต้นหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ได้บ้างจะสามารถนำเม็ดเงินที่เหลือจากภาระดอกเบี้ยไปพัฒนาประเทศต่อไป อีกทั้งในปัจจุบันธปท.ก็บริหารกองทุนเงินสำรองจนอยู่ที่ระดับสูงกว่าแสนล้าน บาทแล้ว เห็นควรที่จะต้องลดภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ลงได้บ้าง

