พาณิชย์ผนึกส.อ.ท.เข็นส่งออกโต15%
ของบ10%ตั้งกองทุนช่วยผู้ประกอบการโดนฟ้อง
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาแนวทางในการผลักดันการส่งออก ปี"53 ว่า กระทรวงได้ปรับปลี่ยนโครงสร้างกรมส่งเสริมการส่งออก เพื่อให้การส่งออกของไทยขยายตัวมากขึ้น โดยปรับโครงสร้างทั้งในส่วนของบุคลากรและการทำงาน
ทั้งนี้ ล่าสุดแต่งตั้งผู้บริหารตั้งแต่ระดับอธิบดี รองอธิบดี และผู้เชี่ยวชาญ เป็นหัวหน้ากลุ่มสินค้า (Chief of Product) เพื่อดูแล 1.กลุ่มสินค้าที่ทำรายได้สูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มสินค้าอาหารและข้าว กลุ่มสินค้าสิ่งทอ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสินค้ายานยนต์ และกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง 2.กลุ่มสินค้าเอกลักษณ์ไทย 3.กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพในการขยายการส่งออก และ4.กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งการปรับโครงสร้างกรมส่งเสริมการส่งออกทั้งหมด เพื่อให้ทำงานในเชิงรุกกับเอกชนมากขึ้น โดยได้ตั้งหัวหน้ากลุ่มสินค้าทำงานร่วมกับส.อ.ท. ดูแลสินค้าส่งออกอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ผ่านมากระทรวงและเอกชนยังขาดการประสานในการทำงานร่วมกันไปบ้าง คาดว่าการทำงานร่วมกันครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นภาคการส่งออกให้เพิ่มขึ้นในปี หน้า และมีแนวโน้มมากกว่าตัวเลขการส่งออกที่กระทรวงตั้งเป้าหมายทั้งปีไว้ที่ 14-15% ส่วนไตรมาสสุดท้ายปีนี้ตัวเลขการส่งออกน่าจะอยู่ที่ระดับ 7% และคาดว่าทั้งปีการส่งออกจะติดลบ 15%
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานส.อ.ท. กล่าวว่า ส.อ.ท.เห็นว่าเป้าหมายการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายไว้ปีหน้า ขยายตัว 13-15% มีโอกาสเป็นไปได้ โดยตัวเลขที่เอกชนประมาณการไว้คือ ในป หน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 10-15% ส่วนปีนี้คาดว่าจะติดลบ 10%
ทั้งนี้ ทางส.อ.ท.เสนอไปยังรมว.พาณิชย์ ถึงการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยให้ส.อ.ท.เป็นผู้บริหารจัดการ โดยนำเงิน มาจากการจัดสรรงบประมาณประจำปี 10% ซึ่งเงินตรงนี้นำมาช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาจากมาตรการกีดกันทาง การค้า (มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือเอดี) เพราะในแต่ละปีมีผู้ประกอบการถูกฟ้องเรื่องเอดี จากต่างประเทศหลายราย ส่งผลให้เกิดการส่งออกน้อยลง หากตรงนี้เกิดขึ้นเพิ่มขึ้นจะกระทบต่อการส่งออกในภาพรวม
นายสันติ กล่าวว�า การทำงานร่วมระหว่างส.อ.ท.กับกระทรวงพาณิชย์ จะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกของเอกชนมีความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ทั้งนี้ การทำงานจะเริ่มต้นได้ในช่วงเดือน ม.ค.53 คาดว่าจะมีประชุมร่วมกันเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้ติดตามการทำงานให้เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานร่วมกันครั้งนี้ เอกชนจะเสนอข้อกังวลที่มีการหารือร่วมกันระหว่างเอกชนหลายครั้ง นั่นคือ ผลจากหลังเปิด เขตการค้าเสรีภูมิภาคอาเซียนในปี"53 เชื่อว่าหัวหน้ากลุ่มผลิตภัณฑ์จะช่วยเป็นตัวกลางให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบ การ ที่ได้รับผลกระทบได้

