ธปท.ส่งสัญญาณปี"53ดอกเบี้ยพุ่ง พาณิชย์ปรับยุทธศาสตร์ส่งออก-ดันเป้าทะลุ14%
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า อัตราเงินเฟ้ออาจปรับตัวขึ้นชัดเจนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อาจเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินปี"53 ต้องหันมาเน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น นอกจากนี้ ในระยะต่อไปกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียจะมีศักยภาพการเติบโตทาง เศรษฐกิจที่ดี ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น และมีเม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้ มีผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
"อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอาจทำให้ น้ำหนักการทำงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจเปลี่ยนแปลงไปจากการดูแลเศรษฐกิจด้วยนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งหากปีหน้าอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น น้ำหนักการดำเนินนโยบายก็อาจกลับไปสู่การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อีกทั้งต้องดูแลปัจจัยต่างๆ ว่าจะเป็นแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมากน้อยแค่ไหน และจะพยายามดูเรื่องราคาสินค้าด้วย โดยเชื่อว่าปีหน้าจะสามารถดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ 0.5-3.0%" นายบัณฑิตกล่าว
สำหรับปัจจัยเสี่ยงปีหน้า ยังคงต้องระมัดระวังและติดตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศกลุ่ม จี 3 ที่อาจจะยังฟื้นตัวไม่เข้มแข็ง การใช้จ่ายภาครัฐจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม หากกรณีปัญหามาบตาพุดมีความยืดเยื้อจะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ประมาณ 0.2% และปีหน้าอีกประมาณ 0.3% แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ธปท.จะนำมาพิจารณาอีกครั้ง
ด้านนาง พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวหลังการหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการปรับยุทธศาสตร์การดูแลสินค้าส่งออกใหม่ พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนในการช่วยกันผลักดันเป้าการส่งออกใน ปี"53 ให้เติบโตได้ 14% แม้ว่าจะเป็นเป้าที่สูงมาก แต่ด้วยมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในเชิงลึก เจาะกลุ่มรายสินค้าส่งออกมากขึ้น เชื่อว่าจะทำให้การ ส่งออกเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ได้
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับยุทธศาสตร์เชิงรุกด้านการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ แยกสินค้า 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มสินค้าหลัก อาทิ ข้าว สิ่งทอ อัญมณี และเครื่องประดับ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มสินค้ายานยนต์ 2.กลุ่มสินค้าเอกลักษณ์ไทย 3.กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพในการขยายการส่งออก และ 4.กลุ่ม เอสเอ็มอี ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่จะผลักดันให้การส่งออกของไทยฟื้นตัวขึ้นได้ตาม ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นปัจจัยที่ภาคเอกชนมีความกังวล ดังนั้น ธปท.จะต้องดูแลให้อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ และเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง

