การประชุมแก้ปัญหาโลกร้อนที่ Copenhagen
ขณะ นี้กำลังมีการประชุมเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะวิเคราะห์ประเด็นสำคัญของการเจรจา และแนวโน้มผลการประชุม ดังนี้
การประชุมที่โคเปนเฮเกน
พิธีสารเกียวโต ตั้งแต่ปี 1997 ได้กำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง แต่พิธีสารเกียวโตกำลังจะหมดอายุลงในปี 2012 การประชุมที่โคเปนเฮเกน จึงจะเป็นก้าวสำคัญของประชาคมโลก ว่าจะกำหนดกฎเกณฑ์ในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างไรภายหลังปี 2012
การประชุมครั้งนี้ มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมการประชุมถึง 192 ประเทศ และมีผู้นำประเทศเข้าร่วมกว่า 120 คน การประชุมเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม และกำหนดจะสิ้นสุดในวันที่ 18 ธันวาคม ในช่วงสัปดาห์แรก เป็นการประชุมในระดับเจ้าหน้าที่ แต่ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม ผู้นำจากประเทศต่างๆ ได้เริ่มเดินทางมาประชุมในระดับสุดยอด ซึ่งเริ่มขึ้นในวันที่ 16-18 ธันวาคม จะมีผู้นำโลกอย่างเช่น Barack Obama นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ Gordon Brown เลขาธิการ UN Ban Ki-moon ประธานาธิบดีฝรั่งเศส Nicholas Sarkozy และนายกรัฐมนตรีอินเดีย Manmohan Singh เป็นต้น
รูปแบบข้อตกลง
ในการประชุมครั้งนี้ มีเรื่องที่ยังตกลงกันไม่ได้อยู่ 4 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก คือ เรื่องรูปแบบของข้อตกลง เรื่องที่สอง คือ การกำหนดระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก เรื่องที่สาม คือ การกำหนดปริมาณการปรับลดก๊าซเรือนกระจก และเรื่องที่สี่ คือ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศยากจน
สำหรับเรื่องแรกเป็นความขัดแย้งในเรื่องรูปแบบของข้อตกลง โดยความขัดแย้งหลักอยู่ที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน โดยประเทศยากจนต้องการคงพิธีสารเกียวโตต่อไป ในขณะที่ประเทศร่ำรวยต้องการมีการจัดทำสนธิสัญญาฉบับใหม่แทนที่พิธีสารเกีย วโต
โดยท่าทีของประเทศกำลังพัฒนาต้องการให้มีการต่ออายุพิธีสารเกียวโตออกไป ทั้งนี้ เพราะข้อตกลงในพิธีสารเกียวโตได้ให้ประโยชน์แก่ประเทศกำลังพัฒนา เพราะกำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรมต้องตัดลดก๊าซเรือนกระจกลง ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาได้รับการยกเว้น นอกจากนี้ ในพิธีเกียวโตกำหนดให้ประเทศร่ำรวยช่วยเหลือประเทศยากจนด้วย กลุ่มของประเทศยากจนที่สำคัญที่สุดในการเจรจาครั้งนี้คือ กลุ่ม 77 หรือ G77 ซึ่งประกอบด้วยประเทศกำลังพัฒนาถึง 130 ประเทศ ท่าทีของ G77 คือ การต่ออายุพิธีสารเกียวโตออกไป และยืนยันให้ประเทศภาคีพิธีสารเกียวโตจะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีใหม่ภายหลัง ปี 2012
อย่างไรก็ตาม การจะต่ออายุพิธีสารเกียวโตออกไปได้รับการคัดค้านอย่างหนัก โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งท่าทีของสหรัฐต่อต้านพิธีสารเกียวโตมาโดยตลอด โดยในสมัยรัฐบาล Bush ไม่ได้ให้สัตยาบันและถอนตัวออกจากพิธีสารเกียวโต สหรัฐไม่เห็นด้วยที่จะให้มีข้อผูกมัดในการตัดลดก๊าซเรือนกระจก แทนที่จะทำด้วยความสมัครใจ และสหรัฐไม่เห็นด้วยที่พิธีสารเกียวโตยกเว้นความรับผิดชอบของประเทศกำลัง พัฒนาในการตัดลดก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น สหรัฐและประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จึงต้องการทำสนธิสัญญาฉบับใหม่แทนที่พิธี สารเกียวโต
การกำหนดระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก
เรื่องที่สองที่มีความขัดแย้งกันอย่างหนัก คือ การกำหนดระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ซึ่งความขัดแย้งก็เป็นเหมือนเรื่องอื่น คือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน โดยท่าทีของประเทศยากจน คือ การตั้งเป้าหมายที่จะให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1-1.5 องศาเซลเซียส ในขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมมีท่าทีว่าที่ประชุมควรจะตั้งเป้าไว้ที่ 2 องศา ซึ่งเป็นท่าทีที่กลุ่ม G8 ได้ตกลงกันเมื่อตอนประชุมสุดยอดในเดือนกรกฎาคม
มีการประเมินว่า หากต้องการไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 องศา ประเทศอุตสาหกรรมจะต้องตัดลงก๊าซเรือนกระจกลงถึง 20-45% ภายในปี 2020 และถ้าหากต้องการให้อุณหภูมิเพิ่มไม่เกิน 1-1.5 องศา ก็หมายความว่าประเทศอุตสาหกรรมจะต้องตัดลดก๊าซเรือนกระจกลงกว่า 45% ภายในปี 2020 ซึ่งคงเป็นสิ่งที่ประเทศอุตสาหกรรมคงจะยอมรับได้ยาก
การกำหนดปริมาณการปรับลดก๊าซเรือนกระจก
อีกเรื่องที่มีการถกเถียงกันมากที่สุด คือ การกำหนดปริมาณการปรับลดก๊าซเรือนกระจก โดย pattern ก็เหมือนความขัดแย้งในเรื่องอื่นๆ คือ เป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน
โดยท่าทีของประเทศกำลังพัฒนา คือ เรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยตัดลดก๊าซเรือนกระจกลง 40% ภายในปี 2020 โดยจีนกับอินเดียมีท่าทีร่วมกับประเทศยากจนอื่นๆ แต่สำหรับจีนซึ่งขณะนี้กลายเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 1 ของโลก ถึง 20% แต่ในพิธีสารเกียวโต จีนถูกจัดให้เป็นประเทศกำลังพัฒนาจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องรับผิดชอบในการ ตัดลดก๊าซเรือนกระจก จีนจึงถูกกดดันอย่างหนักจากประเทศต่างๆ ล่าสุดท่าทีของจีน คือ จีนจะลดก๊าซเรือนกระจกลง แต่จะคิดในสัดส่วนการปล่อยก๊าซต่อหัว ซึ่งถ้าคิดในสัดส่วนการปล่อยก๊าซต่อหัวแล้ว จีนจะอยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก ส่วนอินเดียปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 6 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 5% แต่ถ้าคิดเป็นต่อหัว อินเดียจะอยู่ในอันดับที่ 66 ของโลก ดังนั้น ท่าทีของอินเดียจึงเหมือนจีน คือ การจัดสรรความรับผิดชอบจะต้องใช้เกณฑ์ต่อหัวเป็นหลัก
สำหรับท่าทีของประเทศอุตสาหกรรมนั้น สหรัฐปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 2 รองจากจีน (15.5%) ท่าทีของสหรัฐ คือ จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเพียง 4% ภายในปี 2020 (ซึ่งแตกต่างจากข้อเรียกร้องของประเทศยากจนเป็นอย่างมากที่เรียกร้องให้ลด ลง 40%) สหรัฐยังยืนกรานที่จะให้ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะจีนและอินเดียจะต้องมีส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับ EU ปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็น 18% เป็นอันดับสามรองจากจีนและสหรัฐ แต่ EU ประกาศจะตัดลดก๊าซลง 20-30% และสำหรับญี่ปุ่น ซึ่งปล่อยก๊าซเป็นอันดับ 7 ของโลก คิดเป็น 3.3% ประกาศจะตัดลดก๊าซลง 25%
ดังนั้น จะเห็นได้ว่ายังมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างท่าทีของประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนในเรื่องนี้
การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศยากจน
สำหรับเรื่องสุดท้ายที่ยังตกลงกันไม่ได้และยังหาข้อสรุปไม่ได้ คือ จำนวนเงินที่ประเทศร่ำรวยจะต้องจ่ายเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนในการปรับตัว จากผลกระทบของภาวะโลกร้อน และเพื่อใช้ในการปรับลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศยากจน ในพิธีสารเกียวโตมีการระบุแต่เพียงหลักการว่าประเทศร่ำรวยจะต้องช่วยเหลือ ยากจนในเรื่องนี้ แต่ไม่ได้มีการกำหนดเป็นตัวเลขจำนวนเงิน
ได้มีการศึกษาถึงจำนวนเงินที่จะต้องใช้ โดยนักเศรษฐศาสตร์อังกฤษได้ประเมินว่าจะต้องมีเม็ดเงินประมาณ 100,000 ล้านเหรียญต่อปี ส่วนทาง UN ได้ประเมินว่าจะต้องใช้เม็ดเงินกว่า 500,000 ล้านเหรียญต่อปี ในขณะที่ EU ประเมินว่าต้องใช้เงินประมาณ 150,000 ล้านเหรียญ ในขณะที่สหรัฐไม่เคยพูดถึงเรื่องจำนวนเงิน
สำหรับท่าทีของประเทศยากจนนั้น เรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยจ่ายเงินประมาณ 1% ของ GDP ซึ่งหากคิดเป็นจำนวนเงินก็หลายแสนล้านเหรียญต่อปี ท่าทีของจีนก็เหมือนกับประเทศกำลังพัฒนา คือ เรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยจ่ายเงิน 1% ของ GDP
ในขณะที่ประเทศร่ำรวยที่ออกมาประกาศชัดเจนกว่าเพื่อน คือ EU ที่ประกาศตั้งวงเงิน 150,000 ล้านเหรียญต่อปีภายในปี 2020 ในขณะที่ญี่ปุ่น นาย Hatoyama ได้ประกาศ Hatoyama Initiative โดยจะเพิ่มวงเงินให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศยากจน แต่ยังไม่ได้กำหนดตัวเลข สำหรับสหรัฐไม่เคยประกาศท่าทีในเรื่องนี้
แนวโน้มผลการประชุม
จะเห็นได้จากการวิเคราะห์ข้างต้นว่า ยังมีหลายเรื่องที่ยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่งความขัดแย้งเป็นความขัดแย้งที่เกิดจากประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน ต่างฝ่ายต่างก็พยายามให้ประเทศตนรับผิดชอบต่อเรื่องนี้น้อยที่สุด และปัดความรับผิดชอบไปให้กับประเทศอื่นให้มากที่สุด ในวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคมนี้จะเป็นวันสุดท้ายของประชุม คาดว่าจะมีความพยายามประนีประนอมในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะใน 4 เรื่องใหญ่ๆ ข้างต้น ผมคาดเดาว่า ผลการประชุมในลัก
ษณะสนธิสัญญาคงเป็นไปไม่ได้ แต่การประชุมคงน่าจะไม่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ในที่สุดน่าจะมีการประนีประนอมกัน และผลการประชุมน่าจะออกมาในลักษณะที่เป็นข้อตกลงในหลักการกว้างๆ ส่วนรายละเอียดคงจะต้องเจรจากันต่อ อีกแนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้ คือ ในที่สุดอาจจะตกลงกันแม้กระทั่งในหลักการกว้างๆ ก็ไม่ได้ และอาจจะต้องเลื่อนการประชุมออกไปเป็นกลางปี 2010

