ท่าทีผู้นำอียูกับการเจรจาความตกลงสิ่งแวดล้อมโลกที่โคเปนเฮเกน
การประชุมผู้นำอียูเมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2552 ระบุถึงเรื่องท่าทีอียูในการประชุมที่โคเปนเฮเกน โดยประกาศให้เงินช่วยเหลือ 2.4 พันล้านยูโรต่อปีในช่วงปี 2010-2012 สำหรับการบรรเทาผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ต้องจับตามองต่อไปว่าจะให้เฉพาะประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดหรือไม่ และแหล่งที่มาเงินทุนคงมิใช่จากเงินงบประมาณของอียูเพียงแหล่งเดียว
ท่าทีผู้นำอียูจากการประชุมเมื่อวันที่ 10- 11 ธ.ค. 52 สอดคล้องกับผลการประชุม รมต. สิ่งแวดล้อมอียู เมื่อ 21 ต.ค. 52 โดยมีประเด็นสำคัญเพิ่มเติม ดังนี้
1. ทุกฝ่ายในการเจรจาที่โคเปนเฮเกนควรพยายามบรรลุความตกลงที่มีผลผูกพันทางการ เมือง ซึ่งควรนำไปสู่การจัดทำความตกลงที่มีผูกพันทางกฎหมายให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน หลังการประชุมที่โคเปนเฮเกน สำหรับดำเนินการในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2013 เป็นต้นไป
2. เงื่อนไขสำหรับความตกลง Copenhagen คือ การใช้มาตรฐานระหว่างประเทศสำหรับการวัด การรายงาน และการตรวจสอบ (การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ GHG) ที่เป็นที่ตกลงร่วมกันและโปร่งใส โดยอียูจะสนับสนุนความพยายามในการเพิ่มธรรมาภิบาลระหว่างประเทศด้านสิ่งแวด ล้อม
3. ยินดีกับการตั้งเป้าหมายลด GHG จากหลายประเทศและเรียกร้องให้ทั้งประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ก้าวหน้าที่ยังไม่ได้กำหนดพันธกรณีดังกล่าว ให้กำหนดเป้าหมายการลด GHG ด้วย
4. ยืนยันเพิ่มเป้าหมายลด GHG 30% ภายในปี 2020 จากระดับของปี 1990 หากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ มีพันธกรณีในการลด GHG ที่เทียบเคียงกัน และประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมอย่างเพียงพอสอดคล้องตามความรับผิดชอบและความ สามารถ
5. ความตกลงโคเปนเฮเกนควรรวมข้อบทในเรื่องการปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน (Immediate action) ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งจำต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินเพิ่ม ทั้งนี้ ความช่วยเหลือดังกล่าวควรครอบคลุมทั้งในด้านการบรรเทาผลกระทบ (mitigation) และการปรับตัว (adaptation) รวมทั้งด้านป่าไม้และการสร้างพัฒนาขีดความสามารถ โดยเน้นที่ประเทศที่มีความอ่อนไหวและประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries หรือ LDCs)
โดยอียูเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วประกาศการสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งประเมินว่าค่าใช้จ่ายในระยะเร่งด่วนดังกล่าวมีมูลค่า 7 พันล้านยูโรต่อปี โดยอียูและประเทศสมาชิกอียูพร้อมที่จะให้เงินสนับสนุนในระยะเร่งด่วน 2.4 พันล้านยูโรต่อปี สำหรับช่วงปี 2010-2012 รวมเป็นจำนวน 7.2 พันล้านยูโร ทั้งนี้ เป็นการสนับสนุนโดยสมัครใจของประเทศสมาชิกอียูซึ่งมีจำนวนแตกต่างกัน เช่น สหราชอาณาจักร 1.2 พันล้านปอนด์ ฝรั่งเศส 1.26 พันล้านยูโร เยอรมนี 1.6 พันล้านยูโร สวีเดน 800 ล้านยูโร เบลเยียม 150 ล้านยูโร เดนมาร์ก 160 ล้านยูโร
6. เห็นความจำเป็นในการเพิ่มการไหลเวียนทางเงินทุนทั้งจากงบประมาณภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อการนี้
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.se2009.eu
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. การเสนองบประมาณดังกล่าวมีวงเงินสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป (เสนอเมื่อ 10 ก.ย. 52) ที่เสนอให้อียูมีส่วนสนับสนุนทางการเงินในระยะเร่งด่วนประมาณ 0.5-2.1 พันล้านยูโรต่อปี ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นไป
2. ในภาพรวม การที่อียูประกาศวงเงินการให้สนับสนุนทางการเงินถือเป็นสัญญาณที่ดีในการ สร้างความมั่นใจให้ประเทศกำลังพัฒนาในระดับหนึ่ง แต่ควรพิจารณารายละเอียดต่อไปว่าการสนับสนุนทางการเงินดังกล่าวจะมุ่งเฉพาะ ประเทศที่มีความอ่อนไหว (อาทิ ประเทศหมู่เกาะ) หรือ LDCs โดยเฉพาะเท่านั้นหรือไม่
3. การประกาศวงเงินดังกล่าวเป็นวงเงินสำหรับความช่วยเหลือในระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยอียูยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการกำหนดวงเงินงบประมาณสำหรับการสนับสนุน ทางการเงินในระยะยาวสำหรับการเจรจาความตกลงที่จะทดแทนพิธีสารเกียวโตซึ่งจะ เริ่มบังคับใช้ในปี 2013 ได้ เพียงแต่ระบุในรายงานผลการประชุมว่าจะร่วมสนับสนุน fair share
4. การระดมทุนในการให้เงินสนับสนุนทางการเงินดังกล่าวอาจมาจากหลายแหล่งซึ่งยัง ไม่มีการระบุรายละเอียดในผลการประชุมดังกล่าว โดยมีการให้ความเห็นโดยนาย Barroso ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปว่า อียูกำลังพิจารณาการใช้กลไกระดมทุนจากแหล่งใหม่ (innovative finance mechanisms) อาทิ จากภาษีในการทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในสาขาการขนส่งทางอากาศและทางเรือระหว่างประเทศ รายได้จากการขายโควต้าการปล่อยก๊าซ
นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ร่วมของประธานาธิบดี Sarkozy ของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรี Gordon Brown ของอังกฤษ ระบุว่า เพื่อให้มีแหล่งเงินสนับสนุนที่แน่นอนในช่วงระยะกลางจนถึงปี 2020 และสืบเนื่องต่อไปหลังจากนั้น ควรใช้กลไก innovative financing โดยฝรั่งเศสและอังกฤษจะร่วมมือกันในการสนับสนุนแนวทางนี้ ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอียูหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศในยุโรปตะวันออกและประเทศสมาชิกอี ยูที่ประสบภาวะหนี้สินจากวิกฤติเศรษฐกิจ มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่จะต้องออกเงินงบประมาณสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา ในเรื่องนี้โดยตรง

