Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » เปิดกระบวนการรับฟังความเห็น ม.67วรรค2ปลดล็อก"มาบตาพุด"

เปิดกระบวนการรับฟังความเห็น ม.67วรรค2ปลดล็อก"มาบตาพุด"

Submitted by info on Wed, 16/12/2009 - 00:00

กระบวนการรับความคิดเห็นตามมาตรา 67 วรรค 2 คือ ข้อกำหนดอีกข้อหนึ่งจากทั้งหมด 3 ข้อ คือ

การกำหนดประเภทกิจการรุนแรง และการตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ที่คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานต้องเร่งหาข้อสรุปนั้น

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ หนึ่งในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหาการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษมาบตาพุด จ.ระยอง กล่าวว่า คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้พิจารณากระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการที่ อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง เนื่องจากในประกาศของ ทส. เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ พบว่าช่องทางในการเปิดรับฟังความคิดเห็นยังไม่ชัดเจน และไม่ได้เปิดรับฟังความเห็นอย่างแท้จริง อาทิเช่น ไม่เปิดเผยรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จนกว่าจะผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.)

"ที่ประชุมได้หารือในประเด็นนี้กันอย่างกว้างขวาง โดยเบื้องต้นโดยจะยังยึดกรอบประกาศ ทส.เรื่องกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่จะเพิ่มเติมเรื่องให้มีการตั้งคณะกรรมกลาง เพื่อเข้ามาช่วยทำกระบวนการรับฟังก่อนจะส่งให้หน่วยงานอนุมัติอนุญาต โดยไม่น่าเกิน 5 คนเท่านั้น เพื่อมากำหนดกรอบกำหนดเวลาก่อนการรับฟัง อาทิเช่น กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะรับฟังกี่ครั้ง เวลาในการรับฟังใช้เวลานานแค่ไหน หลังจากนั้น เมื่อมีการรับฟังแล้วเสร็จ จึงสรุปประมวลข้อมูลให้ผู้มีอนุมัติอนุญาต และสามารถรับฟังความเห็นย้อนกลับไปสู่กระบวนการปรับแก้อีไอเอและเอชไอเอ ที่ คชก.อนุมัติมาแล้วด้วย" นายหาญณรงค์กล่าว

ขณะที่ ดร.สัญชัย สูติพันธ์วิหาร อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ตามมาตรา 67 วรรคสอง ควรจะต้องจัดรับฟังต่อการดำเนินโครงการ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียแสดงความเห็นว่าโครงการจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมทั้งมาตรการแก้ไขป้องกันผลกระทบดังกล่าวได้อย่างครอบคลุม โดยขั้นตอนนั้น เมื่อมีการทำอีไอเอ และเอชไอเอแล้วเสร็จ ถึงนำสองส่วนนี้ที่แล้วเสร็จไปจัดรับฟังความคิดเห็น

"ที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่เจ้าของโครงการมักจะเข้าใจว่าในระหว่างการจัดทำรายงานอีไอเอ ที่ต้องไปรับฟังความเห็นชาวบ้านในพื้นที่อยู่แล้ว ถือเป็นข้อสรุปของกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ถือเป็นความเข้าใจผิดมาก และทำให้กระบวนการนี้ขาดหายไปไม่สมบูรณ์" ดร.สัญชัยกล่าว

ดร.สัญชัย กล่าวอีกว่า หลักของการรับฟังความคิดเห็นต้องมี 3 ส่วนหลักๆ คือ ต้องให้ข้อมูลกับใคร มีผู้มีส่วนได้เสียกับโครงการมากที่สุดมารับฟัง มีข้อมูลครบทุกมิติที่เป็นจริง สามารถแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ที่สำคัญ คนจัดจะต้องเป็นกลางไม่เอนเอียง และไม่มีธง

การรับฟังความคิดเห็น เมื่อแล้วเสร็จจะนำผลจากการรับฟังไปส่งให้องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นประกอบ จากนั้นจึงส่งให้หน่วยงานอนุมัติอนุญาตนำไปใช้พิจารณา ตัดสินใจอย่างละเอียดรอบคอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเรื่องกระบวนการรับฟังความเห็น ดังนั้น จึงอาจจะใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 เพื่อฝ่าทางตันไปก่อน แต่ระยะยาวยังจำเป็นต้องมีกฎหมายลูกรองรับ เช่นเดียวกับเรื่องขององค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

ส่วนนางสาวสุชญา อัมราลิขิต ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า ขณะนี้ ในประกาศ ทส. ได้กำหนดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น 2 ส่วนอยู่แล้ว คือ ทั้งในขั้นตอนอีไอเอ และเอชไอเอ ที่ต้องมีการรับฟังโดยเจ้าของโครงการ และอีกขั้นในส่วนของหน่วยงานอนุญาตที่ต้องทำการรับฟังอีกรอบหนึ่ง เพื่ออธิบายให้ครอบคลุมในกลุ่มประชาชนได้ครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งกลุ่มอาจจะมีส่วนที่เหมือนหรือซ้ำกันก็ได้ แต่ยอมรับว่ายังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่า หน่วยงานอนุมัติอนุญาต หรือเจ้าของโครงการควรจะเป็นผู้จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในส่วนนี้

"ตอนที่ยกร่างประกาศ ทส. หน่วยงานอนุญาตบอกว่าจะต้องเป็นภาระในการจัดทำรับฟังความคิดเห็น อีกทั้งจะใช้งบจากไหน ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ผู้ประกอบการมาออกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และรัฐจะแก้ปัญหาอย่างไร และบางส่วนก็มีความเห็นว่าถ้าจะให้เป็นกลาง ก็ควรต้องให้หน่วยงานรัฐที่อนุมัติอนุญาตเป็นผู้จัดรับฟัง โดยอาจจะผนวกเรื่องนี้ ซึ่งบัญญัติอยู่ในมาตรา 57 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าด้วยเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชน บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับชี้แจงจากหน่วยงานรัฐก่อนการอนุญาตดำเนินโครงการที่ กระทบต่อคุณภาพชีวิต และชุมชนท้องถิ่น เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาอยู่แล้วได้หรือไม่ แต่ขณะนี้ ยังไม่ถือเป็นข้อสรุป" นางสาวสุชญาระบุ

ด้านแหล่งข่าวจาก ทส. กล่าวว่า กรณีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นนี้ อยากให้คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ควรจะต้องผู้ชี้ขาด และตัดสินใจเสนอรัฐบาลให้ชัดเจนว่าจะให้ใครเป็นผู้ดำเนินการในส่วนนี้ เพราะเรื่องนี้มองว่าเป็นสีเทาไม่ได้ แต่มันจะต้องขาวหรือดำไปเลย อาทิเช่น จะให้เจ้าของโครงการทำแบบเสร็จ แต่มีข้อแม้ว่าทุกภาคส่วนก็ต้องยอมรับกันได้ หรือเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้มีบุคคลที่ 3 อาทิเช่น สถาบันการศึกษาที่ทำเรื่องนี้โดยตรงสัก 10 สถาบัน ที่เป็นกลางมาดำเนินการก็ได้

  • กรุงเทพธุรกิจ
  • มาบตาพุด
  • สิ่งแวดล้อม
  • 271 reads
  • Printer-friendly version
  • Send to friend
  • PDF version

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Previous issues