Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » หวั่นโรงแยกก๊าซปตท.ถูกศาลระงับทำก๊าซหุงต้มขาดตลาด ต้องนำเข้าเดือนละแสนตัน

หวั่นโรงแยกก๊าซปตท.ถูกศาลระงับทำก๊าซหุงต้มขาดตลาด ต้องนำเข้าเดือนละแสนตัน

Submitted by info on Mon, 14/12/2009 - 00:00

มติชนออนไลน์ 14 ธ.ค. 52 - "วรรณรัตน์"หวั่นโรงแยกก๊าซธรรมชาติปตท.ถูกศาลสั่งระงับ ทำก๊าซหุงต้มปีหน้าขาดแคลน อาจต้องนำเข้าแอลพีจีเดือนละแสนตัน เผย36โครงการทำแบบสอบถามอ้างมีผลกระทบร่วม2.8แสนล้าน ตกงานเกือบหมื่นคน

เมื่อ วันที่ 14 ธันวาคม ที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "รัฐบาลกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน" ตอนหนึ่งว่า ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นประเด็นท้าทายสังคมอย่างมากคือ การละเมิดประชาชนและชุมชน ซึ่งเกิดจากการพัฒนา ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบนิเวศและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลพยายามหาความสมดุล เช่น พื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง รัฐบาลได้ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมมลพิษ และเร่งดำเนินการวางแนวทางตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ โดยตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อเป็นบรรทัดฐาน

วันเดียวกัน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาผลกระทบด้านพลังงาน ว่าจากคำสั่งศาลปกครองสูงสุด 65 โครงการในพื้นที่มาบตาพุดนั้น มีโครงการลงทุนด้านพลังงาน 19 โครงการ โดยได้รับการยกเว้น 7 โครงการ โดยโครงการที่น่ากังวลคือ การก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 6 ของกลุ่ม ปตท. ที่มีกำลังการผลิตกว่า 1 ล้านตันต่อปี หากต้องระงับแล้ว อาจทำให้ก๊าซแอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) ในปี 2553 ขาดแคลน และต้องนำเข้าแอลพีจีถึงเดือนละ 1 แสนตัน รวมทั้งต้องสร้างคลังเก็บเพิ่มขึ้น เพราะคลังที่เขาบ่อยา จ.ชลบุรี รองรับการนำเข้าแอลพีจีได้เพียง 8.8 หมื่นตันต่อเดือนเท่านั้น

"หากราคา น้ำมันในปี 2553 ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้ราคาแอลพีจีเพิ่มขึ้นไปด้วย และจะกระทบต่อภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะต้องชดเชยมากขึ้น คาดว่าราคาแอลพีจีเฉลี่ยปี 2553 จะอยู่ประมาณ 700 เหรียญสหรัฐต่อตัน กองทุนน้ำมันฯต้องชดเชยประมาณเดือนละ 1.4 พันล้านบาท จะกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันฯ" นพ.วรรณรัตน์กล่าว และว่า นอกจากนี้ การระงับก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 6 ยังส่งผลกระทบสัญญาการซื้อขายก๊าซธรรมชาติ เพราะทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีปลายน้ำไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบ บางรายอาจต้องนำเข้าเพื่อให้การผลิตต่อเนื่อง อีกทั้งกระทบต่อค่าเทค ออร์ เปย์ ที่ต้องจ่ายให้คู่สัญญาประมาณ 5.9 พันล้านบาท

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา ได้พิจารณา 4 มาตรการ คือ 1.จัดทำคลังก๊าซแอลพีจีลอยน้ำในทะเล เพราะอาจต้องนำเข้าเพิ่ม 2.ให้ภาคเอกชนพิจารณาเลื่อนการปิดซ่อมประจำปีของโรงแยกก๊าซบางแห่ง 3.ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาชดเชยก๊าซแอลพีจีโดยกองทุนน้ำมันฯ และ 4.จูงใจให้รถแท็กซี่และผู้ใช้รถหันไปใช้ก๊าซแอ็นจีวีมากขึ้น

นาย ชายน้อย เผื่อนโกสุม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.จะทำหนังสือไปยังศาลปกครองเพื่อขอความชัดเจนในแต่ละโครงการ เพื่อนำข้อมูลไปชี้แจงต่อศาลเพิ่มเติม เพื่อขอผ่อนปรน แต่จนถึงขณะนี้ ปตท.ยังไม่รับหนังสือสั่งให้ระงับตามคำสั่งศาลอย่างเป็นทางการ ดังนั้น การก่อสร้างยังคงเป็นไปตามปกติ ซึ่งการก่อสร้างโรงแยกก๊าซ หน่วยที่ 6 คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2553

รายงานแจ้งว่า ส่วนความเสียหายด้านเงินลงทุนสำหรับโครงการด้านพลังงานที่ถูกระงับ มีวงเงินประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาท และในอนาคตภาคเอกชนจะต้องสูญเสียรายได้ 8.8 หมื่นล้านบาท

ด้านนายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในวันที่ 15 ธันวาคม จะนำข้อมูลสถานะล่าสุดของ 65 โครงการที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งระงับ รายงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคาดว่าในปลายปีนี้ คณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ เป็นประธาน จะมีข้อสรุป 3 เรื่อง คือ 1.ประเภทกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรง 2.กรอบการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) และ 3.การรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้ทันที

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ส่งแบบสอบถามเพื่อสำรวจสถานะโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบ จำนวน 53 โครงการ มีการส่งแบบสำรวจกลับมา 36 โครงการ พบว่ามีผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ดังนี้ 1.ผลกระทบทางตรง แบ่งเป็นเงินลงทุน 87,945.95 ล้านบาท รายได้ที่เกิดจากการผลิต 93,449 ล้านบาทต่อปี และอื่นๆ 340 ล้านบาท 2.ผลกระทบต่อเนื่อง แบ่งเป็นสัญญากับผู้รับเหมา 19,540 ล้านบาท ค่าปรับ 2,765 ล้านบาท คู่ค้า 19,051.50 ล้านบาท ผู้ให้บริการ 1,384.30 ล้านบาท ธุรกิจต่อเนื่อง เช่น มูลค่านำเข้าวัตถุดิบทดแทนมาผลิต, มูลค่านำเข้าผลิตภัณฑ์ทดแทน 48,472 ล้านบาท ภาระชำระดอกเบี้ยเงินกู้, ดอกเบี้ยผิดนัด 8,771.52 ล้านบาท/ปี และอื่นๆ 751 ล้านบาท

สำหรับผล กระทบด้านสังคม ได้แก่ 1.จำนวนคนว่างงาน 8,488 คน 2.รายได้ค่าครองชีพของครัวเรือน 1,444.50 ล้านบาท/ปี 3.อื่นๆ 50 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้ง 36 โครงการ รวม 283,964.77 ล้านบาท

ส่วน ความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุก๊าซพิษรั่วซ้ำสองบริเวณใกล้โรงไฟฟ้าโกลว์ ถนน ไอ.5 ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีคนงานสูดกลิ่นก๊าซ และนำส่งโรงพยาบาลมาบตาพุด รวม 6 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมนั้น หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ไปร่วมตรวจสอบที่มาของก๊าซพิษดังกล่าวแล้วคาดว่า สารพิษที่รั่วเป็นสารพิษประเภทเอซิด ก๊าซ หรือกลุ่มก๊าซที่มีความเป็นกรด ผู้ที่รับสารพิษนี้จะมีอาการหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก ระบบทางเดินหายใจระคายเคือง การตรวจสอบก๊าซกลุ่มนี้ต้องมีเครื่องมือพิเศษ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการติดตั้งเครื่องมือพิเศษนี้ที่นิคมฯมาบตาพุด

เจ้า หน้าที่กรมควบคุมมลพิษกล่าวว่า หากต้องการพิสูจน์ว่าสารพิษที่รั่วออกมาเป็นชนิดใดต้องดูผลการตรวจสุขภาพของ ผู้ที่ได้รับสารพิษเข้าไปก่อนจึงจะจำแนกให้ชัดเจนว่าเป็นชนิดใด และมีโรงงานใดใช้อยู่บ้าง พร้อมตรวจสอบสภาพแวดล้อมใกล้ที่เกิดเหตุ และสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ใกล้เคียง ก็อาจบอกได้ว่า โรงงานใดเป็นต้นตอของการรั่วสารพิษดังกล่าว

วันเดียวกัน นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะเดินทางไปที่สำนักงานการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด รับฟังบรรยายสรุปกรณีเกิดกลิ่นก๊าซบริเวณใกล้โรงไฟฟ้าโกลว์ ว่ามารับฟังข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้น กรณีมีกลิ่นก๊าซนั้น เกิดช่วงในเวลาที่สั้นมาก การตรวจพิสูจน์คงไม่ง่าย แต่คาดว่า วันที่ 15 ธันวาคม คงได้ข้อมูลชัดเจนมากขึ้น จากนี้ไปโรงงานที่อยู่ในนิคมฯหรือนอกนิคมฯ กนอ.และกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเข้าไปเจาะลึกในรายละเอียดการทำอีไอเอ ว่าแต่ละโรงงานต้องปฏิบัติอย่างไร นอกจากนี้ ต้องดูว่าโรงงานประเภทไหนที่ต้องอยู่ในแผนฉุกเฉิน โดยเฉพาะโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี ได้ทำตามแผนฉุกเฉินหรือไม่

ด้าน นายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า ชาวบ้านวิตกว่าอาจเกิดเหตุการณ์ขึ้นได้อีก จึงอยากให้ตั้งศูนย์เฝ้าระวังเฉพาะกิจในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 เดือนเป็นอย่างน้อย เพราะในอดีตเคยตั้งศูนย์เฝ้าระวัง ทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ไม่ค่อยเกิดขึ้น

  • มติชนออนไลน์
  • นายกรัฐมนตรี
  • ปตท.
  • อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
  • สิ่งแวดล้อม
  • 239 reads
  • Printer-friendly version
  • Send to friend
  • PDF version

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Previous issues