คลังชงครม.รีดภาษีที่ดินม.ค.ปีหน้า เก็บเชิงพาณิชย์0.5%
นายลวรณ แสงสนิท รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ว่า ได้ส่งร่างที่ปรับปรุง สมบูรณ์ให้กับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง แล้ว คาดจะนำเสนอต่อที่ประชุมครม. ได้ประมาณเดือนม.ค.53 โดยข้อสรุปที่มาจากการรับความคิดเห็นขณะนี้คือฐานการจัดเก็บภาษีที่ดินเชิง พาณิชย์ยังคงไว้ที่สูงสุดไม่เกิน 0.5% แม้ว่าจะมีบางพื้นที่มองว่าจะทำให้การจัดเก็บรายได้ในท้องถิ่นลดลง แต่ คณะทำงานได้พิจารณาแล้วเห็นว่า 0.5% เป็นอัตราที่เหมาะสม ในพื้นที่ที่มีรายได้ลดลงอาจจะยังไม่รวมมูลค่าเครื่องจักร หากรวมเข้าไปรายได้ท้องถิ่นจะสูงขึ้น
สำหรับที่ดิน 1 แปลง แต่ใช้ประโยชน์หลายประเภท เช่น เปิดเป็นร้านค้า เก็บสต๊อกสินค้าและที่อยู่อาศัย จะจัดเก็บภาษีตามประเภทการใช้สอย 1 ส่วน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะเป็นผู้ประเมิน ซึ่งอาจจะยุ่งยากในปีแรก เพราะเป็นเรื่องใหม่ ส่วนเจ้าของที่ดินที่ใช้เช่าพื้นที่เพื่อทำการเกษตร จะเสียภาษีในอัตราพื้นที่การเกษตรคือ 0.05% โดยเจ้าของที่ดินเป็นผู้ยื่นเสียภาษี ขณะที่รายได้จากการให้เช่าพื้นที่นั้นๆ จะถูกรวมในการยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
นอกจากนั้น ในส่วนของที่ดินของสถาบันการเงินที่ยึดมาจากการเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน กำหนดระยะเวลาผ่อนปรน 2 ปี เพื่อให้มีเวลาขายทอดตลาด หากไม่สามารถดำเนิน การได้ภายในเวลากำหนดจะต้องเสียภาษีในอัตราที่ดินรกร้างว่างเปล่าในอัตรา 0.5% ขณะที่ฐานภาษีของที่ดินรกร้างว่างเปล่าจัดเก็บในอัตราเดิมคือ 0.5% และหากยังไม่ใช้ประโยชน์ ใน 3 ปีจะปรับ 2 เท่า แต่สูงสุดไม่เกิน 2% ของฐานภาษี ซึ่งรวมถึงที่ดินรอการพัฒนา (แลนด์แบงก์) ของบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ด้วย เพราะบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่ควรเก็บสะสมที่ดินเปล่ามากเกินไป
"หาก พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวไม่น้อยกว่า 2 ปี เพราะต้องรอการประเมินที่ดินรายแปลง 30 ล้านแปลงของกรมธนารักษ์ให้เสร็จสมบูรณ์ด้วย แต่อาจจะล่าช้า เพราะกรมธนารักษ์ยังขาดแคลนเจ้าหน้าที่และงบประมาณ ซึ่งหากไม่เสร็จก็บังคับใช้กฎหมายนี้ไม่ได้เช่นกัน" นายลวรณกล่าว
ส่วน กรณีราคาบ้านที่อยู่อาศัยซึ่งรวมทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะยกเว้นให้สำหรับบ้านที่มีราคาหลังละ 1 ล้านบาทตามนโยบายนายกรณ์หรือไม่ เนื่อง จากพิจารณาแล้วพบว่าราคาบ้านในพื้นที่เมืองและชนบทจะแตกต่างกัน โดยหากอยู่ในเมืองราคา 1 ล้านบาทมีจำนวนมาก แต่หากในชนบทอาจไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เลย การยกเว้นจึงอาจระบุในพระราชกฤษฎีกา ภายหลังที่ออกเป็นกฎหมายมาแล้ว
สำหรับ เม็ดเงินรายได้ที่คาดจะจัดเก็บได้ หากเต็มเพดานทั้งหมดคาดว่ารวมแล้วจะจัดเก็บได้ปีละ 9 หมื่นล้านบาท แต่ในปีแรกที่จัดเก็บหากได้เพียง 3 หมื่นล้านบาทก็ถือว่ามากแล้ว เพราะปัจจุบันการจัดเก็บภาษีจากภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่อยู่ที่ 1.8-2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

