Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » ล้อมคอก'มาบตาพิษ'!NGOจี้รื้อระบบอีไอเอ

ล้อมคอก'มาบตาพิษ'!NGOจี้รื้อระบบอีไอเอ

Submitted by info on Tue, 15/12/2009 - 00:00

ไทยโพสต์ 15 ธ.ค. 52 - วัวหายล้อมคอกอีกแล้ว หลังเกิดเหตุสารเคมีรั่วที่ท่าเรือแหลมฉบัง สั่งเพิ่มมาตรการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเมื่อเกิดเหตุ เน้นแจ้งเตือนและอพยพประชาชนให้เร็วขึ้น "เกื้อกูล" มั่นใจภายในสัปดาห์นี้สรุปข้อเท็จจริงได้ เชื่อเกิดจากความประมาทของคน ขณะที่กรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหาเลื่อนผลสรุป EIA-HIA ออกไปกลางสัปดาห์หน้า

นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วันที่ 15 ธ.ค.นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะนำข้อมูลซึ่งเป็นสถานะล่าสุดของ 65 โครงการในพื้นที่ มาบตาพุด ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งระงับ ไปรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ภายหลังให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เป็นหน่วยงานสำรวจตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการนำข้อมูลไปใช้เป็นกรอบตัดสินใจการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ

นายสรยุทธ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามสัปดาห์สุดท้ายของปี เชื่อว่าคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน จะมีข้อสรุป 3 มาตรการตามแนวทางของมาตรา 67 รัฐธรรมนูญปี 50 อันประกอบด้วย 1.เรื่องประเภทกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรง 2.กรอบการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) และ 3.การรับฟังความคิดเห็นประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นกรอบแนวทางปฏิบัติได้ทันทีในช่วงปีใหม่

"ขณะนี้ประเภทกิจการที่รุนแรงยังไม่ตกผลึกว่าจะเป็นประเภท โครงการ 19 ประเภท ตามที่กรรมการภาคประชาชนต้องการหรือไม่ เพราะภาครัฐและเอกชนเองไม่เห็นด้วย เพราะในส่วนของโครงการมีผู้เชี่ยวชาญดูรายละเอียดอยู่แล้ว ดังนั้น การกำหนดรายชื่อประเภทโครงการจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกแล้ว" นายสรยุทธกล่าว

นายสรยุทธ กล่าวด้วยว่า สำหรับกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น เห็นด้วยให้ประเภทกิจการที่รุนแรงออกเป็นประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ส่วนระยะเวลาการทำอีไอเอและเอชไอเอนั้น ต้องขึ้นอยู่กับรายละเอียดโครงการนั้นๆ ว่าจะใช้กรอบเวลาในการจัดทำเท่าไหร่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กนอ.สรุปรายงานผลสำรวจโครงการ 36 โครงการ จาก 53 โครงการ พบว่ามีผลกระทบด้านเศรษฐกิจดังนี้ 1.ผลกระทบทางตรง แบ่งเป็นเงินลงทุน 87,945.95 ล้านบาท/รายได้ที่เกิดจากการผลิต 93,449.00 ล้านบาทต่อปี และค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ 340.00 ล้านบาท 2.ผลกระทบต่อเนื่อง แบ่งเป็น สัญญากับผู้รับเหมา 19,540.00 ล้านบาท/ค่าปรับที่เกี่ยวข้อง 2,765.00 ล้านบาท/คู่ค้า 19,051.50 ล้านบาท/ผู้ให้บริการ 1,384.30 ล้านบาท/ธุรกิจต่อเนื่อง เช่น มูลค่านำเข้าวัตถุดิบทดแทนมาผลิต, มูลค่านำเข้าผลิตภัณฑ์ทดแทน 48,472.00 ล้านบาท/ภาระผูกพัน เช่น ภาระชำระดอกเบี้ยเงินกู้, ชำระดอกเบี้ยผิดนัด 8,771.52 ล้านบาท/ปี/อื่นๆ 751.00 ล้านบาท

ส่วนผลกระทบด้านสังคม ประกอบด้วย 1.จำนวนคนว่างงาน 8,488.00 คน 2.รายได้ค่าครองชีพของครัวเรือน 1,444.50 ล้านบาท/ปี 3.อื่นๆ 50.00 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้ง 36 โครงการ รวม 283,964.77 ล้านบาท

นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีสารเคมีรั่วไหลบริเวณท่าเทียบเรือ บี 3 ของท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ซึ่งมีบริษัท อีสเทิร์นซี แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด เป็นผู้บริหารว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนางภาวสุทธิ์ จึงอนุวัตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน กำลังอยู่ระหว่างรวมรวมข้อมูล โดยเฉพาะตรวจสอบขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละส่วน ว่าผิดพลาดหรือบกพร่องจุดใด โดยจะสรุปได้ภายในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์หลักฐาน

ทั้งนี้ ยืนยันว่าขั้นตอนการปฏิบัติในการขนย้ายตู้สินค้าอันตรายนั้น มีระเบียบกำหนดไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องมีผู้ที่ประมาทและต้องมีผู้ที่กระทำผิดแน่นอน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจะมีการซ้อมแผนฉุกเฉินประจำปี เป็นการซ้อมใหญ่ 1 ครั้ง ซ้อมย่อย 4-5 ครั้ง แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจะต้องมาพิจารณาว่าควรจะเพิ่มการซ้อมอีกหรือ ไม่ รวมถึงกรณีเกิดเหตุ มีการแจ้งและเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ล่าช้าไปหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงให้เร็วขึ้น

"ปริมาณตู้สินค้าอันตรายที่ผ่านท่าเรือแหลมฉบังมีประมาณ 4 หมื่นตู้ ซึ่งมีขั้นตอนการปฏิบัติตั้งแต่การขนลงจากเรือไปยังคลังสินค้าอันตราย โดยสามารถวางที่ท่าเรือได้ 24 ชั่วโมง ก่อนนำเข้าคลังสินค้าอันตราย และในการเคลื่อนย้ายจะมีการติดสัญลักษณ์ที่ตู้ เพื่อแยกจากตู้สินค้าปกติอย่างชัดเจน และทุกขั้นตอนจะต้องมีการรายงานท่าเรือ ซึ่งจากรายงานได้มีการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนด จึงต้องตรวจสอบให้ละเอียดว่าผิดพลาดจากจุดใด" นายเกื้อกูลกล่าว

นายเกื้อกูล กล่าวถึงการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยสำหรับเรือท่องเที่ยว ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์เรือสปีดโบ๊ตชนกันที่กลางอ่าวพัทยา ใกล้ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย พัทยาใต้ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ว่า ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยทางน้ำ โดยเฉพาะมาตรการที่จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อนำไปปฏิบัติกับเรือท่องเที่ยวทั่วประเทศ

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหาก๊าซรั่วที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นเพียงอุบัติเหตุที่สามารถเกิด ขึ้นได้ จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากนัก หากทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) มีการจัดระบบการเตือนภัยไว้รองรับปัญหาในครั้งต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงนั้น เกิดจากความไม่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 67(2) มากกว่าระเบียบการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ซึ่งควรจะเร่งออกหลักเกณฑ์ตามหลักสากลโดยเร็วที่สุด เพื่อเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมา โดยอาจจะใช้หลักมาตรฐานเดียวกับญี่ปุ่นหรือยุโรปก็ได้ แต่หากมาตรการยังคลุมเครือ นักลงทุนก็อาจเกิดความไม่เชื่อมั่นก็ได้

ทั้งนี้ ในช่วง 3-4 เดือนผ่านมา การใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น จากระดับ 50% ช่วงต้นปี เป็นเกินกว่า 60% ซึ่งหากได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ ในโครงการไทยเข้มแข็งระลอกที่ 2 ก็จะช่วยให้การใช้กำลังการผลิตเร่งตัวขึ้นอีกตามการบริโภคที่สูงขึ้น ขณะที่คาดว่าการขยายตัวส่งออกไทยในปี 2553 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ซึ่งสินค้าหลักจะมาจากสินค้าเกษตร อาหาร วัสดุก่อสร้าง เสื้อผ้า และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังห่วงปัญหาการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจน ราคาน้ำมันและการผันผวนค่าเงินบาทจะกระทบต่อการส่งออก

ทางด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวถึงกรณีที่มีก๊าซรั่วในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมาว่า เหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และอาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากมาตรการรักษาความปลอดภัยยังไม่ดีพอ ทั้งที่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่มีมลพิษแบบนี้ จะต้องมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มข้น และเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา แต่ที่มาบตาพุดนั้น ทางการนิคมอุตสาหกรรม หรือ กนอ.กลับให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยมาก เมื่อเทียบกับนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก 30 แห่งทั่วประเทศ จึงอยากให้มีการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้มากขึ้น "ปัญหาที่ผ่านมานี้จำเป็นต้องแก้ไขระบบอีไอเอใหม่ทั้งหมด ซึ่งผมเองพยายามเสนอให้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด เอาเรื่องนี้ไปดำเนินการ โดยต้องทำให้ทั้งอีไอเอและเอชไอเอประสานกัน เพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าไปพร้อมๆ กันได้" นายศรีสุวรรณกล่าว

วันเดียวกัน นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด กล่าวหลังการประชุมว่า หารือกัน ที่ประชุมมีการวางกรอบ กระบวนการปฏิบัติมาตรา 67 วรรค 2 ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 1.คำจำกัดความต่างๆ เช่น กระบวนการสร้าง เงื่อนไขของการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ HIA

2.กระบวนการรับฟังความคิดเห็น EIA และ HIA ซึ่งในส่วนของ EIA ไม่ใช่เรื่องอยากสามารถทำได้เร็ว แต่ในส่วนของ HIA ขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้ว 70% เหลือรอความเห็นจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม

ส่วนการตั้งองค์กรอิสระนั้น ขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้ว 60% หรือต้องมีการทำบทเฉพาะกาล ส่วนเรื่องของประเภทกิจการรุนแรง เบื้องต้นยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะยังมีการถกเถียงกันอยู่ แต่มีแนวทางที่จะเอา 34 ประเภทโครงการ ของสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) มาศึกษา โดยจะต้องดูว่าพื้นที่ในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อ่อนไหว และจะต้องหารือกันต่อไปว่า มีการกำหนดรายละเอียดพื้นที่อ่อนไหวที่ไหนบ้าง

"อาทิตย์นี้คงยังไม่มีผลสรุปออกมา เพราะรายละเอียดมีเยอะ แต่คณะกรรมการเองก็หวังว่าน่าจะสามารถสรุปได้ในช่วงกลางสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะส่งให้ ครม.พิจารณาต่อไป"

  • ไทยโพสต์
  • ศรีสุวรรณ จรรยา
  • อานันท์ ปันยารชุน
  • เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร
  • สิ่งแวดล้อม
  • 268 reads
  • Printer-friendly version
  • Send to friend
  • PDF version

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Previous issues