กฟผ.สร้างเอง4โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4,000เมกะวัตต์ส่งทีมดูงานฝรั่งเศส

ประชาชาติธุรกิจ 7 มิ.ย. 50 - โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผ่านฉลุย กพช.มีมติบรรจุในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2007 เรียบร้อย 4 โรง 4,000 เมกะวัตต์ เกิดแน่ปี 2563-64 ด้าน กฟผ.เด้งรับ พร้อมสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อ้างความเป็นรัฐวิสาหกิจ ประชาชนให้การยอมรับ เตรียมส่งทีมนิวเคลียร์เดินทางไปดูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในฝรั่งเศสเดือนหน้า

การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2550 ได้ "อนุมัติ" แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2007 หรือ PDP 2550-2564 โดยประเทศไทยจะต้องมี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นในช่วงปี 2563-2564 จำนวนถึง 4 โรง กำลังผลิตติดตั้งรวมกัน 4,000 เมกะวัตต์

การผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นเชื้อเพลิงถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย หากพิจารณาในเรื่องของต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากราคาฐานปัจจุบันจะพบว่า "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" จะมีต้นทุนต่ำที่สุด ทั้งที่ก่อนหน้านี้โรงไฟฟ้าถ่านหินถือเป็นโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ทางกระทรวงพลังงานเองก็ดูเหมือนว่าจะสนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคตให้ได้ โดยอ้างว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลสำหรับโรงไฟฟ้าอย่างก๊าซธธรมชาติ, ก๊าซธรรมชาติเหลว LNG และน้ำมัน มีแนวโน้มที่จะมีปริมาณลดลงและมีราคาเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นหากผู้ใช้ไฟฟ้าต้องการใช้ไฟฟ้าราคาถูก ทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

นายไกรสีห์ กรรณสูต ผู้ว่าการการไฟฟ้า

ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กฟผ.จะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากหากให้ภาคเอกชนหรือผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) เป็นผู้ดำเนินการเกรงว่าจะไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน รวมถึงการดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจอย่าง กฟผ.จะมีความเป็นไปได้มากกว่า

ทั้งนี้ในขั้นการเตรียมการ กฟผ.เตรียมประสานงานกับสถาบันการศึกษาที่เปิดหลักสูตรด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์เพิ่มมากขึ้น เพื่อมารองรับให้ทันกับธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต นอกจากนี้ กฟผ.จะเร่งในเรื่องการทำความเข้าใจกับประชาชนที่คาดว่าจะอยู่ในพื้นที่เป้าหมายที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมถึงการทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไปด้วย

อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนกรกฎาคม 2550 นี้ ทีมงานด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ กฟผ.เตรียมที่จะเดินทางศึกษาเทคโนโลยีต้นแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศฝรั่งเศส จากข้อมูลเบื้องต้นล่าสุดพบว่าต้นทุนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในส่วนค่าลงทุนเฉพาะเทคโนโลยีและการก่อสร้างนั้นค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ/1 เมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินจะอยู่ที่ 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ/1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอยู่ระหว่าง 1-1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ/1 เมกะวัตต์

สาเหตุที่ต้นทุนในการลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เริ่มต้นค่อนข้างสูงนั้น เนื่องจากการต้อง "บวกรวม" ในเรื่องเทคโนโลยีของระบบรักษาความปลอดภัยภายในกระบวนการผลิตที่ค่อนข้างสูง เพื่อป้องกันผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่ให้น้อยที่สุดหรือไม่ได้รับผลกระทบเลย

"ที่ฝรั่งเศสสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์สูงถึง 80% แล้ว เขาทำมานานและยังไม่มีปัญหาอะไรด้วย ในอีก 10 ปีข้างหน้าเรามีทางเลือกน้อยลงมาก วันนี้เราผูกติดกับการผลิตไฟฟ้าจาก ก๊าซธรรมชาติมากเกินไปแล้ว ขณะที่การสำรวจและผลิตก๊าซจากอ่าวไทยเริ่มมีสัญญาณว่าซัพพลายได้น้อยลงเรื่อยๆ คาดว่า จะมีก๊าซธรรมชาติพอใช้อยู่ได้อีกเพียง 30-35 ปีเท่านั้น แน่นอนว่าปริมาณก๊าซที่ลดน้อยลง ราคาก๊าซในอนาคตก็ย่อมถีบตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันไปเรื่อยๆ ทางเลือกอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์น่าจะทบทวนดู" นายไกรสีห์กล่าว

นายไกรสีห์กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการส่งบุคลากรของ กฟผ.เข้าไปศึกษางานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว ในอนาคตหากมีโอกาสที่ กฟผ. จะเข้าไปร่วมลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ในต่างประเทศแล้ว กฟผ.อาจจะเข้าไปร่วมลงทุนผ่านบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGAT INTER) ที่ขณะนี้เตรียมจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 100 ล้านบาท ถือหุ้นโดย กฟผ.ทั้งหมด ให้เข้าไปร่วมลงทุนในอนาคตด้วย นอกเหนือจากการได้เข้าไปขยายการลงทุนในต่างประเทศแล้ว บุคลากรของ กฟผ.จะได้ความรู้ ความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ตรงจากการร่วมลงทุนด้วย

ด้านแหล่งข่าวจากสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย หากเริ่มวันนี้ยังถือว่า "ทันเวลา" เมื่อพิจารณาจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุดที่กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าในปี

2563-2564 รวมกำลังผลิต 4,000 เมกะวัตต์ หรือจะเท่ากับปริมาณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 โรงนั้น ระยะเวลาการก่อสร้างต่อโรงอยู่ที่ประมาณ 6-7 ปี

ฉะนั้นกระบวนการทั้งหมดจะเหลือเพียงประมาณ 5 ปีเท่านั้น ก่อนที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงแรกในปี 2556 นี้

ดังนั้นหากประเทศไทยอยากให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทันตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแผน PDP 2007 แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือ กฟผ.จะต้องเร่งดำเนินการใน 4 เรื่องคือ 1) กฎหมายว่าด้วยความรับผิดด้านนิวเคลียร์ (Nuclear liability Law) ซึ่งไม่แน่ใจว่าวันนี้ประเทศไทยมีกฎหมายนี้ไว้คุ้มครองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ เพราะไม่ว่าการก่อสร้างจะใช้บริษัทใดก็ตามที่ระบุว่าดีที่สุดในโลก แต่เมื่อ มีปัญหาเกิดขึ้นจะไม่มีการรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น

2) ความพร้อมด้านบุคลากร เช่น นักนิวเคลียร์เทคโนโลยี หรือ นักฟิสิกส์นิวเคลียร์ ซึ่งในวันนี้เท่าที่ทราบประเทศไทยมีเพียง 2 คนเท่านั้น ที่จบในระดับปริญญาเอกด้านนี้ ยังไม่นับรวมกับบุคลากรของสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติที่มีอยู่

หากเร่งเพิ่มบุคลากรตั้งแต่ระดับปริญญาตรีคือรับนักศึกษาเฉพาะด้านในช่วงปี 2551 และให้ศึกษาต่อเนื่องจนถึงระดับปริญญาโทและเอก จะสอดรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงแรกพอดีในปี 2563

3) การบริหารจัดการทางการเงินที่ดี เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีต้นทุนสูงมาก ฉะนั้นไม่ว่าใครจะเข้ามาดำเนินการต้องคำนึงในเรื่องนี้ด้วย และ 4) การทำความเข้าใจกับประชาชนให้รับรู้ว่าวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัย

ที่สำคัญก็คือวันนี้ต้องเริ่มทำความเข้าใจกับประชาชนแล้วว่า มีความจำเป็นอย่างไรที่ประเทศไทยจะต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนการที่จะให้ กฟผ.ทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เองทั้ง 4 โรงนั้น ควรจะกระจายไปยังเอกชนรายอื่นๆ บ้าง ความจริง กฟผ.เองยังไม่มีความรู้มากนัก เดิม กฟผ.เคยมีฝ่ายนิวเคลียร์โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2518 "แต่ยุบเลิกไปแล้ว" ที่สำคัญรัฐต้องชัดเจนไปเลยว่า จะทำโรงไฟฟ้าแน่นอน

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด