$node = stdClass Object (
[nid] => [18529]
[type] => [news]
[language] => [th]
[uid] => [3]
[status] => [1]
[created] => [1265642172]
[changed] => [1265642172]
[comment] => [0]
[promote] => [1]
[moderate] => [0]
[sticky] => [0]
[tnid] => [0]
[translate] => [0]
[vid] => [18529]
[revision_uid] => [3]
[title] => [เขายายเที่ยงถึงเขาสอยดาว สู่ วิวาทะปฏิรูปที่ดินอย่างไร (ทำไม?) ]
[body] => [<span class='print-link'></span> <p>7 ก.พ.53 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬา มีการจัดเสวนาเรื่องจากเขายายเที่ยงสู่เขาสอยดาว: เราจะปฏิรูปที่ดินอย่างไร โดยกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า </p>
<p>สุรพล สงฆ์รักษ์ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เริ่มต้นกล่าวถึงความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และกระบี่ ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรและนายทุนทุนสวนปาล์มซึ่งเกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ก่อนการเสียชีวิตของสมพร พัฒนภูมิ สมาชิกเครือข่าย ในเดือนเมษายน 2552 ก็มีเกษตรกรที่ไม่ใช่สมาชิกเครือข่ายถูกยิงเสียชีวิต 3 รายจากปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินกับนายทุนเช่นกัน </p>
<p>เขากล่าวด้วยว่ารัฐมักใช้อำนาจจัดการกับชาวบ้านมากกว่าจะจัดการกับนายทุน โดยยกตัวอย่างที่จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.46 มีการสนธิกำลังระหว่างทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน อาสาสมัคร ตำรวจท้องที่จำนวนมากเพื่อผลักดันชาวบ้านนับพันคนออกจากพื้นที่ด้วยข้อหาว่า บุกรุกที่ของนายทุนเป็นผลสำเร็จ แต่กับนายทุนไม่กี่คนที่ได้เอกสารสิทธิโดยมิชอบนั้นรัฐกลับไม่ยอมดำเนินการ ใดๆ สาเหตุสำคัญเนื่องจากส่วนปาล์มส่วนใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและกระบี่ล้วน แต่เป็นของหัวคะแนน หรือเป็นนายทุนให้กับพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งในภาคใต้มาอย่างยาวนาน ถึงกับมีตัวแทนเป็นถึงระดับรองนายกรัฐมนตรี นายทุนในจังหวัดสุราษฎร์และกระบี่จึงเป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่คอยส่งเงินให้ พรรคการเมืองใหญ่ที่คนส่วนใหญ่ก็รู้กันอยู่ว่าเป็นที่ซ่องสุมของอำมาตย์ทั้งหลาย </p>
<p>พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงหัวข้อการเสวนาว่า ก่อนจะถามว่าปฏิรูปที่ดินอย่างไร ต้องถามก่อนว่าปฏิรูปที่ดินเพื่ออะไร เพราะเรื่องนี้ฟังดูดีมีการพูดตามๆ กันเยอะโดยไม่ทำการบ้าน หากดูรายละเอียดในภาคปฏิบัติจะพบว่าประเทศไทยมีการปฏิรูปที่ดินมา 30 กว่าปีแล้วหลัง 14 ตุลา 16 เนื่องจากมีการตั้งสำนักงานปฏิรูปที่ดิน ออกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน แต่เป็นการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม และมีบริบทแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น ซึ่งในประเทศเหล่านั้นการปฏิรูปที่ดินเป็นไปเพื่อทำลายเจ้าที่ดินรายใหญ่ และอยู่บนพื้นภูมิหลังของการปฏิวัติสังคม ดำเนินการแบบทุนนิยมโดยรัฐบาลได้ออกพันธบัตรให้นายทุนเพื่อแลกเอาที่ดินมา แจกให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเค้าโครงเศรษฐกิจของปรีดีก็ถือว่าอยู่ในแนวนี้ </p>
<p>“แต่ในประเทศไทย การปฏิรูปที่ดินเกิดภายใต้อำนาจรัฐศักดินาและอำมาตย์ จึงไม่ได้ไปแตะต้องที่ดินของรายใหญ่ และเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาการประกาศพื้นที่ป่าทับที่ชาวบ้านเป็นหลัก” พิชิตกล่าว</p>
<p>เขากล่าวด้วยว่า การมุ่งแก้ปัญหาเรื่องป่ากับคน ทำให้รัฐให้สิทธิ์เพียงบางส่วนแก่ชาวบ้านในรูปเอกสารสิทธิ์ที่ไม่ใช่โฉนด ซื้อขายไม่ได้ เพราะต้องการให้เกษตรกรมีที่ดินสำหรับทำการเกษตรต่อไปสืบทอดถึงรุ่นลูกหลาน ไม่ต้องการให้นำไปขายให้นายทุนหรือทำอย่างอื่น ทั้งเชื่อว่าจะเป็นการรักษาป่าไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่ม ซึ่ง 30 กว่าปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ชาวบ้านก็ยังซื้อขายสิทธิกันได้ แนวทางเช่นนี้จึงนับเป็นการจำกัดให้เกษตรกรให้ต้องทำการเกษตรอย่างไม่ เปลี่ยนแปลง ทั้งที่ปัจจุบันสภาพประเทศไทยได้เปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดกลางไปแล้ว ดูจากแม้ประชากร 40% จะอยู่ในภาคการเกษตร แต่ก็มีรายได้คิดเป็น 11% ของจีดีพีเท่านั้น </p>
<p>“เอ็นจีโอบางส่วน ที่เสนอเรื่องโฉนดชุมชนก็คิดอยู่บนฐานเดียวกับรัฐนั่นเอง คือ ไม่ให้สิทธิขาดแก่ปัจเจกชนเพราะไม่ไว้ใจเกษตรกรรายย่อยว่าเขาจะบริหารจัดการ ได้อย่างที่ผู้ให้อยากให้ ชาวบ้านจริงๆ ไม่อยากได้โฉนดชุมชน เป็นความคิดของเอ็นจีโอ นักสังคมนิยม และปราชญ์ชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ทุกคนอยากได้โฉนดเป็นชื่อของตัวเองทั้งนั้น กล้าท้าให้ไปถามเลย ต่อให้ในหมู่บ้านเห็นพ้องต้องกันจะใช้โฉนดชุมชนก็ไม่ได้รับประกันว่าเขาจะ คิดเหมือนเดิมในอนาคต นี่เป็นเรื่องแนวคิดที่ไม่เอาระบบตลาด มีลักษณะเป็นสังคมนิยมชาวนา ผมจึงไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาเต็มใจไม่มีปัญหา แต่ถ้าเขาไม่เห็นด้วยอย่าบังคับ แล้วตราหน้าว่าเสพติดทุนนิยม” พิชิตกล่าว </p>
<p>“การให้กรรมสิทธิ์ ที่ดินแก่ชาวบ้านอย่างเด็ดขาด เป็นความมั่นคงของชาวบ้าน กรรมสิทธิ์เด็ดขาดเป็นอำนาจเพียงอย่างเดียว เป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่ปัจเจกเอาไว้ต่อต้านอำนาจของรัฐ เป็นสิ่งที่รัฐไม่ชอบเพราะรัฐละเมิดไม่ได้ จะเอาคืนต้องเวนคืนอย่างเป็นธรรม ในยุโรป การปฏิวัติชนชั้นนายทุน การปฏิวัติประชาธิปไตยคือการยืนยันในสิทธิของปัจเจกที่รัฐไม่อาจละเมิดได้ ระบบการเมืองใดถ้าไม่เคารพกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน สุดท้ายล้วนแต่ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ทั้งนั้น ถ้าเขาได้สิทธิเต็มที่ประโยชน์ที่เขาได้ก็จะเต็มที่ด้วย ตามการตัดสินของเขา” พิชิตกล่าว </p>
<p>สุรพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมอาจตั้งคำถามเชิงวิพากษ์วิจารณ์กระทั่งไม่ให้ความเชื่อมั่น ต่อภาคเกษตร คิดว่าหากปฏิรูปที่ดินให้แล้วคนเหล่านี้จะนำไปขาย ทำให้ต้องพยายามหาทางออกว่าทำอย่างไรให้สังคมเชื่อมั่น ดังนั้นเมื่อไม่เชื่อในการถือครองปัจเจกก็คิดถึงแนวทางการถือครองร่วมกัน บริหารจัดการในเรื่องสำคัญร่วมกัน แต่ก็ยังมีเสรีภาพที่จะปลูกสร้าง ทำสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ แม้อาจารย์พิชิตนำเสนอมุมมองเรื่องกรรมสิทธิ์ของปัจเจกได้อย่างน่าสนใจ แต่ในด้านกลับกัน เราก็เผชิญปัญหาความรุนแรงในพื้นที่เพราะระบบกรรมสิทธิ์เด็ดขาดนี้เองโดย เป็นการต่อรองกับนายทุนโดยตรง เนื่องจากชาวบ้านไปตรวจสอบพบว่ามี นส.3 ก. ที่ออกโดยมิชอบ ดีเอสไอไปตรวจสอบที่สุราษฎร์ 20 แปลง ที่อำเภอพระแสง กับ ไชยบุรี หลักการร้องเรียนรัฐบาลขอเวลาในการเพิกถอน 60 วัน แต่ประสบการณ์จากเพื่อนภาคเหนือพบว่าใช้เวลา 3 ปี หากจังหวัดสุราษฎร์ใช้เวลานานขนาดนั้นก็ไม่รู้จะต้องถูกยิงตายอีกกี่ศพ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ถูกฟ้องร้องจากนายทุนรวม แล้ว 15 ล้านเศษ กระบวนการทางศาลก็ยุ่งยาก ชาวบ้านที่ถูกกล่าวหาต้องไปแก้ต่างแม้ขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความก็ยัง มีค่าใช้จ่ายจิปาถะที่ต้องออกเองอีกนับแสนบาท เรียกได้ว่ากระบวนการยุติธรรมก็กดขี่ขูดรีดคนจนไม่น้อยกว่าระบบเศรษฐกิจ ไม่นับปัญหาว่าหน่วยราชการในพื้นที่ล้วนตกอยู่ภายในอิทธิพลของนักการเมือง ใหญ่ด้วย </p>
<p>พิชิตแสดงความเห็น ต่อข้อสังเกตของสุรพลว่า แม้จะเกิดปัญหาขึ้นจริงในพื้นที่แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าระบบกรรมสิทธิ์ของปัจเจกชนล้มเหลว เนื่องจากกฎหมายมีชัดเจนอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีเหตุมาจากเส้นสายของนักการเมืองที่เป็นสมุนอำมาตย์ </p>
<p>พิชิตกล่าวในตอนท้ายว่า ปัญหาที่ดินต้องแบ่ง 2 ส่วน คือ ประชาชนที่เข้าอยู่ในพื้นที่ป่า เป็นความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับรัฐน่าจะแก้ด้วยการแจกที่ดินให้สิทธิเด็ดขาดไปเลย หรือบางกรณีที่ไม่สามารถให้ได้ จะย้ายออกก็ต้องดำเนินการถูกต้องมีมนุษยธรรม จ่ายค่าชดเชยหรือหาที่ใหม่ให้ ซึ่งประเด็นใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เรื่องที่ดินเพียงอย่างเดียวอย่างที่ผู้เข้าร่วมท่านอื่นแสดงคิดเห็นไว้ แต่หัวใจสำคัญคือทำให้ภาคเกษตรถูกกดขี่น้อยที่สุด หรือสามารถดำเนินธุรกิจไปได้เช่นเดียวกับสาขาการผลิตอื่นๆ ปัจจุบันนี้ภาคเกษตรไทยล้าหลังมาก ผลผลิตต่ำที่สุดในเอเชีย แต่ต้นทุนสูงมากเพราะโครงสร้างการผลิตผูกขาดอย่างมาก เช่น ปุ๋ยก็เป็นตลาดผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ซึ่งไม่ใช่ซีพีด้วยซ้ำไป ดังนั้น ต้องทำให้อาชีพเกษตรเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล อีกส่วนหนึ่งคือส่วนที่ดินของศักดินาและอำมาตย์ ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันคงแตะต้องไม่ได้ แต่หลังจากฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะก็คงต้องตัดสินใจอีกทีว่าจะจัดการอย่างไร </p>
<p>“การออกกฎหมาย จำกัดการถือครองที่ดินที่ปรีดีเคยทำก็อาจไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะมันถือครองแทนกันได้ ถ้าเก็บภาษีจากที่ดินว่างเปล่า ก็หลบเลี่ยงได้อีก ถ้าลองดูประสบการณ์จากต่างประเทศ ในอเมริกา ยุโรป เศรษฐีไม่ค่อยมีที่ดินเยอะ ทิ้งรกร้าง เพราะภาษีที่ดินมันแพง เขาเก็บเป็นหุ้น เป็นพันธบัตรดีกว่า หนทางหนึ่งที่มีคนเสนอก็คือ การเก็บภาษีที่ดินทั้งหลาย แต่การทำอย่างนั้นได้ก็ต้องแก้ที่การเมืองอยู่ดี” พิชิตกล่าว</p>
<p>ตัวแทนจากกลุ่ม กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตยกล่าวว่า การจะปฏิรูปที่ดินได้ต้องปฏิรูปสังคมด้วย ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมใหม่ หากโครงสร้างเป็นรัฐสวัสดิการ คนจนก็จะไม่เดือดร้อน ไม่ต้องขายที่ดิน เพราะรัฐจะดูแลความต้องการพื้นฐานทุกอย่างของประชาชน ดังนั้น หากเราผลักดันรัฐสวัสดิการไม่ได้ ปฏิรูปที่ดินกี่สิบครั้งก็ไม่สำเร็จ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงก็ดูเข้ากันไม่ได้กับคนจน เพราะคนที่มีที่ดินเยอะที่สุดก็ไม่เคยคิดเสียสละแบ่งปันที่ดินให้กับคนจน </p>
<p>พัชนีย์ คำหนัก จากกลุ่มเลี้ยวซ้าย กล่าวว่า ในการผลักดันรัฐสวัสดิการนั้นเพียงแค่แก้หรือเพิ่มเติมกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายประกันสังคม กฎหมายแรงงาน ยังไม่เพียงพอ เพราะผู้คุมอำนาจรัฐยังเป็นคนกลุ่มเดิม สิ่งที่ต้องสู้ตอนนี้ต้องเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐ เพราะปัญหาที่ดินมาจากเศรษฐกิจทุนนิยม เสรีนิยม กลไกตลาด ที่ไปทำลายความมั่นคงในชีวิตของชาวนา เวลาทำการเพาะปลูกเกษตรกรายเล็กทำงานหนักมาก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้สังคมซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดของการปฏิรูปที่ดิน แต่รัฐก็ไม่เคยอนุญาตให้คนเหล่านี้มีปัจจัยการผลิตที่จะไม่ต้องทำงานที่เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือรัฐทุนนิยม เกษตรกรรายย่อยไม่ต่างจากแรงงาน ต้องสำนึกในชนชั้นของตนเองและต้องรวมตัวกันเพื่อต่อรองกับเกษตรรายใหญ่และรัฐให้สนับสนุนปัจจัยการผลิตที่เพียงพอ </p>
<p>ปรีชา จันทร์ภักดี ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ กล่าวว่า สิ่งที่สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ทำอยู่นี้ เป็นการสร้างฐานที่มั่นอีกวิธีหนึ่งเท่านั้นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม สุดท้ายหากกระจายการถือครองที่ดินได้ ไม่ว่าในรูปปัจเจกหรือชุมชนก็ตาม เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโดยรวมย่อมลื่นไหลไปได้ดีกว่า ดังนั้น ต้องร่วมกันทำให้ชาวบ้านมีฐานหรือพลังการผลิตที่เป็นประชาธิปไตยกว่านี้ มีทางเดิน มีโอกาสในการสร้างพลังการผลิตใหม่ๆ </p>
]
[log] => []
[revision_timestamp] => [1265642172]
[format] => [2]
[name] => [info]
[picture] => []
[data] => [a:3:{s:13:"form_build_id";s:37:"form-b3070c0b4ae934ee4a9b6fd1e40eae9a";s:7:"contact";i:1;s:17:"mimemail_textonly";i:0;}]
[path] => [news/8/february/10/18529]
[field_from] => array (
[0] => array (
[value] => []
[safe] => []
)
)
[field_page_views] => array (
[0] => array (
[value] => []
[safe] => []
)
)
[print_display] => [1]
[print_display_comment] => [0]
[print_display_urllist] => [1]
[print_mail_display] => [1]
[print_mail_display_comment] => [0]
[print_mail_display_urllist] => [1]
[print_pdf_display] => [1]
[print_pdf_display_comment] => [0]
[print_pdf_display_urllist] => [1]
[taxonomy] => array (
[115] => stdClass (
)
[114] => stdClass (
)
)
[files] => array (
)
[build_mode] => [0]
[readmore] => []
[content] => array (
[print_links] => array (
[#weight] => [-101]
[#value] => [<span class='print-link'></span>]
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[body] => array (
[#weight] => [-4]
[#value] => [ <p>7 ก.พ.53 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬา มีการจัดเสวนาเรื่องจากเขายายเที่ยงสู่เขาสอยดาว: เราจะปฏิรูปที่ดินอย่างไร โดยกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า </p>
<p>สุรพล สงฆ์รักษ์ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เริ่มต้นกล่าวถึงความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และกระบี่ ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรและนายทุนทุนสวนปาล์มซึ่งเกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ก่อนการเสียชีวิตของสมพร พัฒนภูมิ สมาชิกเครือข่าย ในเดือนเมษายน 2552 ก็มีเกษตรกรที่ไม่ใช่สมาชิกเครือข่ายถูกยิงเสียชีวิต 3 รายจากปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินกับนายทุนเช่นกัน </p>
<p>เขากล่าวด้วยว่ารัฐมักใช้อำนาจจัดการกับชาวบ้านมากกว่าจะจัดการกับนายทุน โดยยกตัวอย่างที่จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.46 มีการสนธิกำลังระหว่างทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน อาสาสมัคร ตำรวจท้องที่จำนวนมากเพื่อผลักดันชาวบ้านนับพันคนออกจากพื้นที่ด้วยข้อหาว่า บุกรุกที่ของนายทุนเป็นผลสำเร็จ แต่กับนายทุนไม่กี่คนที่ได้เอกสารสิทธิโดยมิชอบนั้นรัฐกลับไม่ยอมดำเนินการ ใดๆ สาเหตุสำคัญเนื่องจากส่วนปาล์มส่วนใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและกระบี่ล้วน แต่เป็นของหัวคะแนน หรือเป็นนายทุนให้กับพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งในภาคใต้มาอย่างยาวนาน ถึงกับมีตัวแทนเป็นถึงระดับรองนายกรัฐมนตรี นายทุนในจังหวัดสุราษฎร์และกระบี่จึงเป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่คอยส่งเงินให้ พรรคการเมืองใหญ่ที่คนส่วนใหญ่ก็รู้กันอยู่ว่าเป็นที่ซ่องสุมของอำมาตย์ทั้งหลาย </p>
<p>พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงหัวข้อการเสวนาว่า ก่อนจะถามว่าปฏิรูปที่ดินอย่างไร ต้องถามก่อนว่าปฏิรูปที่ดินเพื่ออะไร เพราะเรื่องนี้ฟังดูดีมีการพูดตามๆ กันเยอะโดยไม่ทำการบ้าน หากดูรายละเอียดในภาคปฏิบัติจะพบว่าประเทศไทยมีการปฏิรูปที่ดินมา 30 กว่าปีแล้วหลัง 14 ตุลา 16 เนื่องจากมีการตั้งสำนักงานปฏิรูปที่ดิน ออกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน แต่เป็นการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม และมีบริบทแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น ซึ่งในประเทศเหล่านั้นการปฏิรูปที่ดินเป็นไปเพื่อทำลายเจ้าที่ดินรายใหญ่ และอยู่บนพื้นภูมิหลังของการปฏิวัติสังคม ดำเนินการแบบทุนนิยมโดยรัฐบาลได้ออกพันธบัตรให้นายทุนเพื่อแลกเอาที่ดินมา แจกให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเค้าโครงเศรษฐกิจของปรีดีก็ถือว่าอยู่ในแนวนี้ </p>
<p>“แต่ในประเทศไทย การปฏิรูปที่ดินเกิดภายใต้อำนาจรัฐศักดินาและอำมาตย์ จึงไม่ได้ไปแตะต้องที่ดินของรายใหญ่ และเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาการประกาศพื้นที่ป่าทับที่ชาวบ้านเป็นหลัก” พิชิตกล่าว</p>
<p>เขากล่าวด้วยว่า การมุ่งแก้ปัญหาเรื่องป่ากับคน ทำให้รัฐให้สิทธิ์เพียงบางส่วนแก่ชาวบ้านในรูปเอกสารสิทธิ์ที่ไม่ใช่โฉนด ซื้อขายไม่ได้ เพราะต้องการให้เกษตรกรมีที่ดินสำหรับทำการเกษตรต่อไปสืบทอดถึงรุ่นลูกหลาน ไม่ต้องการให้นำไปขายให้นายทุนหรือทำอย่างอื่น ทั้งเชื่อว่าจะเป็นการรักษาป่าไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่ม ซึ่ง 30 กว่าปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ชาวบ้านก็ยังซื้อขายสิทธิกันได้ แนวทางเช่นนี้จึงนับเป็นการจำกัดให้เกษตรกรให้ต้องทำการเกษตรอย่างไม่ เปลี่ยนแปลง ทั้งที่ปัจจุบันสภาพประเทศไทยได้เปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดกลางไปแล้ว ดูจากแม้ประชากร 40% จะอยู่ในภาคการเกษตร แต่ก็มีรายได้คิดเป็น 11% ของจีดีพีเท่านั้น </p>
<p>“เอ็นจีโอบางส่วน ที่เสนอเรื่องโฉนดชุมชนก็คิดอยู่บนฐานเดียวกับรัฐนั่นเอง คือ ไม่ให้สิทธิขาดแก่ปัจเจกชนเพราะไม่ไว้ใจเกษตรกรรายย่อยว่าเขาจะบริหารจัดการ ได้อย่างที่ผู้ให้อยากให้ ชาวบ้านจริงๆ ไม่อยากได้โฉนดชุมชน เป็นความคิดของเอ็นจีโอ นักสังคมนิยม และปราชญ์ชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ทุกคนอยากได้โฉนดเป็นชื่อของตัวเองทั้งนั้น กล้าท้าให้ไปถามเลย ต่อให้ในหมู่บ้านเห็นพ้องต้องกันจะใช้โฉนดชุมชนก็ไม่ได้รับประกันว่าเขาจะ คิดเหมือนเดิมในอนาคต นี่เป็นเรื่องแนวคิดที่ไม่เอาระบบตลาด มีลักษณะเป็นสังคมนิยมชาวนา ผมจึงไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาเต็มใจไม่มีปัญหา แต่ถ้าเขาไม่เห็นด้วยอย่าบังคับ แล้วตราหน้าว่าเสพติดทุนนิยม” พิชิตกล่าว </p>
<p>“การให้กรรมสิทธิ์ ที่ดินแก่ชาวบ้านอย่างเด็ดขาด เป็นความมั่นคงของชาวบ้าน กรรมสิทธิ์เด็ดขาดเป็นอำนาจเพียงอย่างเดียว เป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่ปัจเจกเอาไว้ต่อต้านอำนาจของรัฐ เป็นสิ่งที่รัฐไม่ชอบเพราะรัฐละเมิดไม่ได้ จะเอาคืนต้องเวนคืนอย่างเป็นธรรม ในยุโรป การปฏิวัติชนชั้นนายทุน การปฏิวัติประชาธิปไตยคือการยืนยันในสิทธิของปัจเจกที่รัฐไม่อาจละเมิดได้ ระบบการเมืองใดถ้าไม่เคารพกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน สุดท้ายล้วนแต่ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ทั้งนั้น ถ้าเขาได้สิทธิเต็มที่ประโยชน์ที่เขาได้ก็จะเต็มที่ด้วย ตามการตัดสินของเขา” พิชิตกล่าว </p>
<p>สุรพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมอาจตั้งคำถามเชิงวิพากษ์วิจารณ์กระทั่งไม่ให้ความเชื่อมั่น ต่อภาคเกษตร คิดว่าหากปฏิรูปที่ดินให้แล้วคนเหล่านี้จะนำไปขาย ทำให้ต้องพยายามหาทางออกว่าทำอย่างไรให้สังคมเชื่อมั่น ดังนั้นเมื่อไม่เชื่อในการถือครองปัจเจกก็คิดถึงแนวทางการถือครองร่วมกัน บริหารจัดการในเรื่องสำคัญร่วมกัน แต่ก็ยังมีเสรีภาพที่จะปลูกสร้าง ทำสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ แม้อาจารย์พิชิตนำเสนอมุมมองเรื่องกรรมสิทธิ์ของปัจเจกได้อย่างน่าสนใจ แต่ในด้านกลับกัน เราก็เผชิญปัญหาความรุนแรงในพื้นที่เพราะระบบกรรมสิทธิ์เด็ดขาดนี้เองโดย เป็นการต่อรองกับนายทุนโดยตรง เนื่องจากชาวบ้านไปตรวจสอบพบว่ามี นส.3 ก. ที่ออกโดยมิชอบ ดีเอสไอไปตรวจสอบที่สุราษฎร์ 20 แปลง ที่อำเภอพระแสง กับ ไชยบุรี หลักการร้องเรียนรัฐบาลขอเวลาในการเพิกถอน 60 วัน แต่ประสบการณ์จากเพื่อนภาคเหนือพบว่าใช้เวลา 3 ปี หากจังหวัดสุราษฎร์ใช้เวลานานขนาดนั้นก็ไม่รู้จะต้องถูกยิงตายอีกกี่ศพ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ถูกฟ้องร้องจากนายทุนรวม แล้ว 15 ล้านเศษ กระบวนการทางศาลก็ยุ่งยาก ชาวบ้านที่ถูกกล่าวหาต้องไปแก้ต่างแม้ขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความก็ยัง มีค่าใช้จ่ายจิปาถะที่ต้องออกเองอีกนับแสนบาท เรียกได้ว่ากระบวนการยุติธรรมก็กดขี่ขูดรีดคนจนไม่น้อยกว่าระบบเศรษฐกิจ ไม่นับปัญหาว่าหน่วยราชการในพื้นที่ล้วนตกอยู่ภายในอิทธิพลของนักการเมือง ใหญ่ด้วย </p>
<p>พิชิตแสดงความเห็น ต่อข้อสังเกตของสุรพลว่า แม้จะเกิดปัญหาขึ้นจริงในพื้นที่แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าระบบกรรมสิทธิ์ของปัจเจกชนล้มเหลว เนื่องจากกฎหมายมีชัดเจนอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีเหตุมาจากเส้นสายของนักการเมืองที่เป็นสมุนอำมาตย์ </p>
<p>พิชิตกล่าวในตอนท้ายว่า ปัญหาที่ดินต้องแบ่ง 2 ส่วน คือ ประชาชนที่เข้าอยู่ในพื้นที่ป่า เป็นความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับรัฐน่าจะแก้ด้วยการแจกที่ดินให้สิทธิเด็ดขาดไปเลย หรือบางกรณีที่ไม่สามารถให้ได้ จะย้ายออกก็ต้องดำเนินการถูกต้องมีมนุษยธรรม จ่ายค่าชดเชยหรือหาที่ใหม่ให้ ซึ่งประเด็นใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เรื่องที่ดินเพียงอย่างเดียวอย่างที่ผู้เข้าร่วมท่านอื่นแสดงคิดเห็นไว้ แต่หัวใจสำคัญคือทำให้ภาคเกษตรถูกกดขี่น้อยที่สุด หรือสามารถดำเนินธุรกิจไปได้เช่นเดียวกับสาขาการผลิตอื่นๆ ปัจจุบันนี้ภาคเกษตรไทยล้าหลังมาก ผลผลิตต่ำที่สุดในเอเชีย แต่ต้นทุนสูงมากเพราะโครงสร้างการผลิตผูกขาดอย่างมาก เช่น ปุ๋ยก็เป็นตลาดผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ซึ่งไม่ใช่ซีพีด้วยซ้ำไป ดังนั้น ต้องทำให้อาชีพเกษตรเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล อีกส่วนหนึ่งคือส่วนที่ดินของศักดินาและอำมาตย์ ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันคงแตะต้องไม่ได้ แต่หลังจากฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะก็คงต้องตัดสินใจอีกทีว่าจะจัดการอย่างไร </p>
<p>“การออกกฎหมาย จำกัดการถือครองที่ดินที่ปรีดีเคยทำก็อาจไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะมันถือครองแทนกันได้ ถ้าเก็บภาษีจากที่ดินว่างเปล่า ก็หลบเลี่ยงได้อีก ถ้าลองดูประสบการณ์จากต่างประเทศ ในอเมริกา ยุโรป เศรษฐีไม่ค่อยมีที่ดินเยอะ ทิ้งรกร้าง เพราะภาษีที่ดินมันแพง เขาเก็บเป็นหุ้น เป็นพันธบัตรดีกว่า หนทางหนึ่งที่มีคนเสนอก็คือ การเก็บภาษีที่ดินทั้งหลาย แต่การทำอย่างนั้นได้ก็ต้องแก้ที่การเมืองอยู่ดี” พิชิตกล่าว</p>
<p>ตัวแทนจากกลุ่ม กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตยกล่าวว่า การจะปฏิรูปที่ดินได้ต้องปฏิรูปสังคมด้วย ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมใหม่ หากโครงสร้างเป็นรัฐสวัสดิการ คนจนก็จะไม่เดือดร้อน ไม่ต้องขายที่ดิน เพราะรัฐจะดูแลความต้องการพื้นฐานทุกอย่างของประชาชน ดังนั้น หากเราผลักดันรัฐสวัสดิการไม่ได้ ปฏิรูปที่ดินกี่สิบครั้งก็ไม่สำเร็จ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงก็ดูเข้ากันไม่ได้กับคนจน เพราะคนที่มีที่ดินเยอะที่สุดก็ไม่เคยคิดเสียสละแบ่งปันที่ดินให้กับคนจน </p>
<p>พัชนีย์ คำหนัก จากกลุ่มเลี้ยวซ้าย กล่าวว่า ในการผลักดันรัฐสวัสดิการนั้นเพียงแค่แก้หรือเพิ่มเติมกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายประกันสังคม กฎหมายแรงงาน ยังไม่เพียงพอ เพราะผู้คุมอำนาจรัฐยังเป็นคนกลุ่มเดิม สิ่งที่ต้องสู้ตอนนี้ต้องเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐ เพราะปัญหาที่ดินมาจากเศรษฐกิจทุนนิยม เสรีนิยม กลไกตลาด ที่ไปทำลายความมั่นคงในชีวิตของชาวนา เวลาทำการเพาะปลูกเกษตรกรายเล็กทำงานหนักมาก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้สังคมซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดของการปฏิรูปที่ดิน แต่รัฐก็ไม่เคยอนุญาตให้คนเหล่านี้มีปัจจัยการผลิตที่จะไม่ต้องทำงานที่เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือรัฐทุนนิยม เกษตรกรรายย่อยไม่ต่างจากแรงงาน ต้องสำนึกในชนชั้นของตนเองและต้องรวมตัวกันเพื่อต่อรองกับเกษตรรายใหญ่และรัฐให้สนับสนุนปัจจัยการผลิตที่เพียงพอ </p>
<p>ปรีชา จันทร์ภักดี ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ กล่าวว่า สิ่งที่สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ทำอยู่นี้ เป็นการสร้างฐานที่มั่นอีกวิธีหนึ่งเท่านั้นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม สุดท้ายหากกระจายการถือครองที่ดินได้ ไม่ว่าในรูปปัจเจกหรือชุมชนก็ตาม เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโดยรวมย่อมลื่นไหลไปได้ดีกว่า ดังนั้น ต้องร่วมกันทำให้ชาวบ้านมีฐานหรือพลังการผลิตที่เป็นประชาธิปไตยกว่านี้ มีทางเดิน มีโอกาสในการสร้างพลังการผลิตใหม่ๆ </p>
]
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[#content_extra_fields] => array (
[title] => array (
[label] => [หัวข้อข่าว]
[description] => [Node module form.]
[weight] => [-5]
)
[body_field] => array (
[label] => [เนื้อหา]
[description] => [Node module form.]
[weight] => [-4]
[view] => [body]
)
[revision_information] => array (
[label] => [Revision information]
[description] => [Node module form.]
[weight] => [0]
)
[menu] => array (
[label] => [Menu settings]
[description] => [Menu module form.]
[weight] => [-1]
)
[taxonomy] => array (
[label] => [Taxonomy]
[description] => [Taxonomy module form.]
[weight] => [-3]
)
[path] => array (
[label] => [Path settings]
[description] => [Path module form.]
[weight] => [3]
)
[attachments] => array (
[label] => [File attachments]
[description] => [Upload module form.]
[weight] => [1]
[view] => [files]
)
[print] => array (
[label] => [Printer, e-mail and PDF versions]
[description] => [Print module form.]
[weight] => [2]
)
[url] => array (
[label] => [Link URL]
[description] => [Links to another site.]
[weight] => [7]
)
[click_count] => array (
[label] => [Click counter]
[description] => [How many times the link has been clicked upon.]
[weight] => [9]
)
[last_click] => array (
[label] => [Last click date/time]
[description] => [Date/time of the last click.]
[weight] => [10]
)
[last_status] => array (
[label] => [Last status]
[description] => [Status from the last validity check]
[weight] => [8]
)
[last_status_info] => array (
[label] => [Last status date/time]
[description] => [Last status date/time]
[weight] => [6]
)
[last_checked] => array (
[label] => [Last checked date/time]
[description] => [Date/time of the last validity check]
[weight] => [-2]
)
[urlhash] => array (
[label] => [URL hash]
[description] => [The hashed value of the URL]
[weight] => [4]
)
[reciprocal] => array (
[label] => [Reciprocal link]
[description] => [A reciprocal URL for matching referers]
[weight] => [5]
)
)
[#pre_render] => array (
[0] => [content_alter_extra_weights]
)
[field_from] => array (
[#type_name] => [news]
[#context] => [full]
[#field_name] => [field_from]
[#post_render] => array (
[0] => [content_field_wrapper_post_render]
)
[#weight] => [11]
[field] => array (
[#description] => []
[items] => array (
[0] => array (
[#formatter] => [default]
[#node] => stdClass (
)
[#type_name] => [news]
[#field_name] => [field_from]
[#weight] => [0]
[#theme] => [text_formatter_default]
[#item] => array (
[value] => []
[safe] => []
[#delta] => [0]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#theme_used] => [1]
[#printed] => [1]
[#type] => []
[#value] => []
[#prefix] => []
[#suffix] => []
)
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[#single] => [1]
[#attributes] => array (
)
[#required] => []
[#parents] => array (
)
[#tree] => []
[#context] => [full]
[#page] => [1]
[#field_name] => [field_from]
[#title] => [ที่มา]
[#access] => [1]
[#label_display] => [above]
[#teaser] => []
[#node] => stdClass (
)
[#type] => [content_field]
[#printed] => [1]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[field_page_views] => array (
[#type_name] => [news]
[#context] => [full]
[#field_name] => [field_page_views]
[#post_render] => array (
[0] => [content_field_wrapper_post_render]
)
[#weight] => [12]
[field] => array (
[#description] => []
[items] => array (
[0] => array (
[#formatter] => [default]
[#node] => stdClass (
)
[#type_name] => [news]
[#field_name] => [field_page_views]
[#weight] => [0]
[#theme] => [text_formatter_default]
[#item] => array (
[value] => []
[safe] => []
[#delta] => [0]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#theme_used] => [1]
[#printed] => [1]
[#type] => []
[#value] => []
[#prefix] => []
[#suffix] => []
)
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[#single] => [1]
[#attributes] => array (
)
[#required] => []
[#parents] => array (
)
[#tree] => []
[#context] => [full]
[#page] => [1]
[#field_name] => [field_page_views]
[#title] => [page_views]
[#access] => [1]
[#label_display] => [above]
[#teaser] => []
[#node] => stdClass (
)
[#type] => [content_field]
[#printed] => [1]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#children] => [<span class='print-link'></span> <p>7 ก.พ.53 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬา มีการจัดเสวนาเรื่องจากเขายายเที่ยงสู่เขาสอยดาว: เราจะปฏิรูปที่ดินอย่างไร โดยกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า </p>
<p>สุรพล สงฆ์รักษ์ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เริ่มต้นกล่าวถึงความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และกระบี่ ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรและนายทุนทุนสวนปาล์มซึ่งเกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ก่อนการเสียชีวิตของสมพร พัฒนภูมิ สมาชิกเครือข่าย ในเดือนเมษายน 2552 ก็มีเกษตรกรที่ไม่ใช่สมาชิกเครือข่ายถูกยิงเสียชีวิต 3 รายจากปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินกับนายทุนเช่นกัน </p>
<p>เขากล่าวด้วยว่ารัฐมักใช้อำนาจจัดการกับชาวบ้านมากกว่าจะจัดการกับนายทุน โดยยกตัวอย่างที่จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.46 มีการสนธิกำลังระหว่างทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน อาสาสมัคร ตำรวจท้องที่จำนวนมากเพื่อผลักดันชาวบ้านนับพันคนออกจากพื้นที่ด้วยข้อหาว่า บุกรุกที่ของนายทุนเป็นผลสำเร็จ แต่กับนายทุนไม่กี่คนที่ได้เอกสารสิทธิโดยมิชอบนั้นรัฐกลับไม่ยอมดำเนินการ ใดๆ สาเหตุสำคัญเนื่องจากส่วนปาล์มส่วนใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและกระบี่ล้วน แต่เป็นของหัวคะแนน หรือเป็นนายทุนให้กับพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งในภาคใต้มาอย่างยาวนาน ถึงกับมีตัวแทนเป็นถึงระดับรองนายกรัฐมนตรี นายทุนในจังหวัดสุราษฎร์และกระบี่จึงเป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่คอยส่งเงินให้ พรรคการเมืองใหญ่ที่คนส่วนใหญ่ก็รู้กันอยู่ว่าเป็นที่ซ่องสุมของอำมาตย์ทั้งหลาย </p>
<p>พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงหัวข้อการเสวนาว่า ก่อนจะถามว่าปฏิรูปที่ดินอย่างไร ต้องถามก่อนว่าปฏิรูปที่ดินเพื่ออะไร เพราะเรื่องนี้ฟังดูดีมีการพูดตามๆ กันเยอะโดยไม่ทำการบ้าน หากดูรายละเอียดในภาคปฏิบัติจะพบว่าประเทศไทยมีการปฏิรูปที่ดินมา 30 กว่าปีแล้วหลัง 14 ตุลา 16 เนื่องจากมีการตั้งสำนักงานปฏิรูปที่ดิน ออกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน แต่เป็นการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม และมีบริบทแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น ซึ่งในประเทศเหล่านั้นการปฏิรูปที่ดินเป็นไปเพื่อทำลายเจ้าที่ดินรายใหญ่ และอยู่บนพื้นภูมิหลังของการปฏิวัติสังคม ดำเนินการแบบทุนนิยมโดยรัฐบาลได้ออกพันธบัตรให้นายทุนเพื่อแลกเอาที่ดินมา แจกให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเค้าโครงเศรษฐกิจของปรีดีก็ถือว่าอยู่ในแนวนี้ </p>
<p>“แต่ในประเทศไทย การปฏิรูปที่ดินเกิดภายใต้อำนาจรัฐศักดินาและอำมาตย์ จึงไม่ได้ไปแตะต้องที่ดินของรายใหญ่ และเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาการประกาศพื้นที่ป่าทับที่ชาวบ้านเป็นหลัก” พิชิตกล่าว</p>
<p>เขากล่าวด้วยว่า การมุ่งแก้ปัญหาเรื่องป่ากับคน ทำให้รัฐให้สิทธิ์เพียงบางส่วนแก่ชาวบ้านในรูปเอกสารสิทธิ์ที่ไม่ใช่โฉนด ซื้อขายไม่ได้ เพราะต้องการให้เกษตรกรมีที่ดินสำหรับทำการเกษตรต่อไปสืบทอดถึงรุ่นลูกหลาน ไม่ต้องการให้นำไปขายให้นายทุนหรือทำอย่างอื่น ทั้งเชื่อว่าจะเป็นการรักษาป่าไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่ม ซึ่ง 30 กว่าปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ชาวบ้านก็ยังซื้อขายสิทธิกันได้ แนวทางเช่นนี้จึงนับเป็นการจำกัดให้เกษตรกรให้ต้องทำการเกษตรอย่างไม่ เปลี่ยนแปลง ทั้งที่ปัจจุบันสภาพประเทศไทยได้เปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดกลางไปแล้ว ดูจากแม้ประชากร 40% จะอยู่ในภาคการเกษตร แต่ก็มีรายได้คิดเป็น 11% ของจีดีพีเท่านั้น </p>
<p>“เอ็นจีโอบางส่วน ที่เสนอเรื่องโฉนดชุมชนก็คิดอยู่บนฐานเดียวกับรัฐนั่นเอง คือ ไม่ให้สิทธิขาดแก่ปัจเจกชนเพราะไม่ไว้ใจเกษตรกรรายย่อยว่าเขาจะบริหารจัดการ ได้อย่างที่ผู้ให้อยากให้ ชาวบ้านจริงๆ ไม่อยากได้โฉนดชุมชน เป็นความคิดของเอ็นจีโอ นักสังคมนิยม และปราชญ์ชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ทุกคนอยากได้โฉนดเป็นชื่อของตัวเองทั้งนั้น กล้าท้าให้ไปถามเลย ต่อให้ในหมู่บ้านเห็นพ้องต้องกันจะใช้โฉนดชุมชนก็ไม่ได้รับประกันว่าเขาจะ คิดเหมือนเดิมในอนาคต นี่เป็นเรื่องแนวคิดที่ไม่เอาระบบตลาด มีลักษณะเป็นสังคมนิยมชาวนา ผมจึงไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาเต็มใจไม่มีปัญหา แต่ถ้าเขาไม่เห็นด้วยอย่าบังคับ แล้วตราหน้าว่าเสพติดทุนนิยม” พิชิตกล่าว </p>
<p>“การให้กรรมสิทธิ์ ที่ดินแก่ชาวบ้านอย่างเด็ดขาด เป็นความมั่นคงของชาวบ้าน กรรมสิทธิ์เด็ดขาดเป็นอำนาจเพียงอย่างเดียว เป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่ปัจเจกเอาไว้ต่อต้านอำนาจของรัฐ เป็นสิ่งที่รัฐไม่ชอบเพราะรัฐละเมิดไม่ได้ จะเอาคืนต้องเวนคืนอย่างเป็นธรรม ในยุโรป การปฏิวัติชนชั้นนายทุน การปฏิวัติประชาธิปไตยคือการยืนยันในสิทธิของปัจเจกที่รัฐไม่อาจละเมิดได้ ระบบการเมืองใดถ้าไม่เคารพกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน สุดท้ายล้วนแต่ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ทั้งนั้น ถ้าเขาได้สิทธิเต็มที่ประโยชน์ที่เขาได้ก็จะเต็มที่ด้วย ตามการตัดสินของเขา” พิชิตกล่าว </p>
<p>สุรพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมอาจตั้งคำถามเชิงวิพากษ์วิจารณ์กระทั่งไม่ให้ความเชื่อมั่น ต่อภาคเกษตร คิดว่าหากปฏิรูปที่ดินให้แล้วคนเหล่านี้จะนำไปขาย ทำให้ต้องพยายามหาทางออกว่าทำอย่างไรให้สังคมเชื่อมั่น ดังนั้นเมื่อไม่เชื่อในการถือครองปัจเจกก็คิดถึงแนวทางการถือครองร่วมกัน บริหารจัดการในเรื่องสำคัญร่วมกัน แต่ก็ยังมีเสรีภาพที่จะปลูกสร้าง ทำสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ แม้อาจารย์พิชิตนำเสนอมุมมองเรื่องกรรมสิทธิ์ของปัจเจกได้อย่างน่าสนใจ แต่ในด้านกลับกัน เราก็เผชิญปัญหาความรุนแรงในพื้นที่เพราะระบบกรรมสิทธิ์เด็ดขาดนี้เองโดย เป็นการต่อรองกับนายทุนโดยตรง เนื่องจากชาวบ้านไปตรวจสอบพบว่ามี นส.3 ก. ที่ออกโดยมิชอบ ดีเอสไอไปตรวจสอบที่สุราษฎร์ 20 แปลง ที่อำเภอพระแสง กับ ไชยบุรี หลักการร้องเรียนรัฐบาลขอเวลาในการเพิกถอน 60 วัน แต่ประสบการณ์จากเพื่อนภาคเหนือพบว่าใช้เวลา 3 ปี หากจังหวัดสุราษฎร์ใช้เวลานานขนาดนั้นก็ไม่รู้จะต้องถูกยิงตายอีกกี่ศพ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ถูกฟ้องร้องจากนายทุนรวม แล้ว 15 ล้านเศษ กระบวนการทางศาลก็ยุ่งยาก ชาวบ้านที่ถูกกล่าวหาต้องไปแก้ต่างแม้ขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความก็ยัง มีค่าใช้จ่ายจิปาถะที่ต้องออกเองอีกนับแสนบาท เรียกได้ว่ากระบวนการยุติธรรมก็กดขี่ขูดรีดคนจนไม่น้อยกว่าระบบเศรษฐกิจ ไม่นับปัญหาว่าหน่วยราชการในพื้นที่ล้วนตกอยู่ภายในอิทธิพลของนักการเมือง ใหญ่ด้วย </p>
<p>พิชิตแสดงความเห็น ต่อข้อสังเกตของสุรพลว่า แม้จะเกิดปัญหาขึ้นจริงในพื้นที่แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าระบบกรรมสิทธิ์ของปัจเจกชนล้มเหลว เนื่องจากกฎหมายมีชัดเจนอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีเหตุมาจากเส้นสายของนักการเมืองที่เป็นสมุนอำมาตย์ </p>
<p>พิชิตกล่าวในตอนท้ายว่า ปัญหาที่ดินต้องแบ่ง 2 ส่วน คือ ประชาชนที่เข้าอยู่ในพื้นที่ป่า เป็นความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับรัฐน่าจะแก้ด้วยการแจกที่ดินให้สิทธิเด็ดขาดไปเลย หรือบางกรณีที่ไม่สามารถให้ได้ จะย้ายออกก็ต้องดำเนินการถูกต้องมีมนุษยธรรม จ่ายค่าชดเชยหรือหาที่ใหม่ให้ ซึ่งประเด็นใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เรื่องที่ดินเพียงอย่างเดียวอย่างที่ผู้เข้าร่วมท่านอื่นแสดงคิดเห็นไว้ แต่หัวใจสำคัญคือทำให้ภาคเกษตรถูกกดขี่น้อยที่สุด หรือสามารถดำเนินธุรกิจไปได้เช่นเดียวกับสาขาการผลิตอื่นๆ ปัจจุบันนี้ภาคเกษตรไทยล้าหลังมาก ผลผลิตต่ำที่สุดในเอเชีย แต่ต้นทุนสูงมากเพราะโครงสร้างการผลิตผูกขาดอย่างมาก เช่น ปุ๋ยก็เป็นตลาดผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ซึ่งไม่ใช่ซีพีด้วยซ้ำไป ดังนั้น ต้องทำให้อาชีพเกษตรเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล อีกส่วนหนึ่งคือส่วนที่ดินของศักดินาและอำมาตย์ ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันคงแตะต้องไม่ได้ แต่หลังจากฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะก็คงต้องตัดสินใจอีกทีว่าจะจัดการอย่างไร </p>
<p>“การออกกฎหมาย จำกัดการถือครองที่ดินที่ปรีดีเคยทำก็อาจไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะมันถือครองแทนกันได้ ถ้าเก็บภาษีจากที่ดินว่างเปล่า ก็หลบเลี่ยงได้อีก ถ้าลองดูประสบการณ์จากต่างประเทศ ในอเมริกา ยุโรป เศรษฐีไม่ค่อยมีที่ดินเยอะ ทิ้งรกร้าง เพราะภาษีที่ดินมันแพง เขาเก็บเป็นหุ้น เป็นพันธบัตรดีกว่า หนทางหนึ่งที่มีคนเสนอก็คือ การเก็บภาษีที่ดินทั้งหลาย แต่การทำอย่างนั้นได้ก็ต้องแก้ที่การเมืองอยู่ดี” พิชิตกล่าว</p>
<p>ตัวแทนจากกลุ่ม กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตยกล่าวว่า การจะปฏิรูปที่ดินได้ต้องปฏิรูปสังคมด้วย ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมใหม่ หากโครงสร้างเป็นรัฐสวัสดิการ คนจนก็จะไม่เดือดร้อน ไม่ต้องขายที่ดิน เพราะรัฐจะดูแลความต้องการพื้นฐานทุกอย่างของประชาชน ดังนั้น หากเราผลักดันรัฐสวัสดิการไม่ได้ ปฏิรูปที่ดินกี่สิบครั้งก็ไม่สำเร็จ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงก็ดูเข้ากันไม่ได้กับคนจน เพราะคนที่มีที่ดินเยอะที่สุดก็ไม่เคยคิดเสียสละแบ่งปันที่ดินให้กับคนจน </p>
<p>พัชนีย์ คำหนัก จากกลุ่มเลี้ยวซ้าย กล่าวว่า ในการผลักดันรัฐสวัสดิการนั้นเพียงแค่แก้หรือเพิ่มเติมกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายประกันสังคม กฎหมายแรงงาน ยังไม่เพียงพอ เพราะผู้คุมอำนาจรัฐยังเป็นคนกลุ่มเดิม สิ่งที่ต้องสู้ตอนนี้ต้องเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐ เพราะปัญหาที่ดินมาจากเศรษฐกิจทุนนิยม เสรีนิยม กลไกตลาด ที่ไปทำลายความมั่นคงในชีวิตของชาวนา เวลาทำการเพาะปลูกเกษตรกรายเล็กทำงานหนักมาก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้สังคมซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดของการปฏิรูปที่ดิน แต่รัฐก็ไม่เคยอนุญาตให้คนเหล่านี้มีปัจจัยการผลิตที่จะไม่ต้องทำงานที่เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือรัฐทุนนิยม เกษตรกรรายย่อยไม่ต่างจากแรงงาน ต้องสำนึกในชนชั้นของตนเองและต้องรวมตัวกันเพื่อต่อรองกับเกษตรรายใหญ่และรัฐให้สนับสนุนปัจจัยการผลิตที่เพียงพอ </p>
<p>ปรีชา จันทร์ภักดี ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ กล่าวว่า สิ่งที่สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ทำอยู่นี้ เป็นการสร้างฐานที่มั่นอีกวิธีหนึ่งเท่านั้นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม สุดท้ายหากกระจายการถือครองที่ดินได้ ไม่ว่าในรูปปัจเจกหรือชุมชนก็ตาม เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโดยรวมย่อมลื่นไหลไปได้ดีกว่า ดังนั้น ต้องร่วมกันทำให้ชาวบ้านมีฐานหรือพลังการผลิตที่เป็นประชาธิปไตยกว่านี้ มีทางเดิน มีโอกาสในการสร้างพลังการผลิตใหม่ๆ </p>
]
[#printed] => [1]
)
[links] => array (
[statistics_counter] => array (
[title] => [26 reads]
)
)
);