3ปัจจัยดันนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยพุ่ง!

เอกชน สั่งจับตา 3 ปัจจัยบวก เศรษฐกิจฟื้น-บาทแข็ง-เอฟทีเอ จูงใจผู้ประกอบการเตรียมนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตส่งออกเพิ่ม เผยกลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญทั้งอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่มห่มหลาย เริ่มขยับเป็นแถว ขณะที่นำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยจ่อขยับตามรับกำลังซื้อผู้บริโภคในประเทศฟื้น เครื่องสำอางจากแดนกิมจิมาแรงสุดๆ ยอดนำเข้าปีที่แล้วโตกว่า 105%

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่ามีโอกาสแข็งค่าไปถึงระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหากยังมีทิศทางที่ผันผวนแข็งค่ากว่าสกุลเงินของคู่แข่งจะส่งผลต่อความ สามารถในการแข่งขันการส่งออกของไทยได้ อย่างไรก็ดีในด้านบวกของเงินบาทที่แข็งค่าคือ ทำให้การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศทั้งสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปเพื่อ ผลิตส่งออกตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อจำหน่ายในประเทศจะมีราคาที่ถูกลง ประกอบกับในปีนี้เศรษฐกิจทั้งใน และต่างประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น รวมถึงผลจากที่ไทยได้มีความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)กับหลายประเทศ ทำให้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าโดยส่วนใหญ่ลดลง

จากทั้ง 3 ปัจจัยหลักที่กล่าวมาจะมีผลทำให้ไทยมีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อ ผลิตส่งออก และเพื่อจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยกลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญที่คาดว่าจะมีการนำเข้าวัตถุดิบ หรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูปเพื่อผลิตส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น ส่วนกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคฟุ่มเฟือยที่คาดว่าจะมีการนำเข้ามาจำหน่ายใน ประเทศเพิ่มขึ้น อาทิ เครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ ผ้าผืนเพื่อจำหน่ายตามย่านการค้า เช่น สำเพ็ง พาหุรัด รวมถึงเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

"จะเห็นว่าจากเงินบาทที่แข็งค่ามีหลายกลุ่มที่ไม่ออกมาโวยวาย เช่นอิเล็กทรอนิกส์ เพราะที่ผ่านมาวัตถุดิบเกือบ 100% เขาพึ่งพาการนำเข้า ดังนั้นเมื่อซื้อวัตถุดิบเข้ามารูปดอลลาร์และขายสินค้าออกไปรูปดอลลาร์จึง ไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทผันผวนมากนัก ส่วนในสินค้าเครื่องนุ่งห่มหรือการ์เมนต์ที่ใช้วัตถุดิบผ้าผืนนำเข้าสัดส่วน ประมาณ 30% ของการผลิตเพื่อส่งออก แต่ปีนี้แนวโน้มสัดส่วนนำเข้าน่าจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 40% เพราะส่วนหนึ่งผ้าที่ลูกค้าต้องการไม่มีผลิตในไทย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาผ้าผืนในประเทศปรับตัวสูงขึ้น และที่สำคัญการนำเข้าวัตถุดิบในรูปดอลลาร์เพื่อผลิตส่งออกในรูปดอลลาร์ที่ เพิ่มขึ้น ยังช่วยลดภาระในการประกันความเสี่ยงค่าเงินบาทได้ด้วย"

ด้านนายสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย กล่าวว่า จากการที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มในประเทศมีการใช้ผ้าผืนนำ เข้าเพิ่มขึ้น ไม่ส่งผลกระทบต่อโรงงานทอผ้ามากเหมือนในอดีต เนื่องจากเวลานี้จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า)รวมถึงเอฟทีเออื่นๆ ทำให้ไทยส่งออกผ้าผืน และสิ่งทอประเภทอื่นๆได้เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้โรงงานทอผ้าส่วนใหญ่ได้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น และในต้นทุนที่ต่ำลง
ส่วนดร.ขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มากนัก เพราะวัตถุดิบส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากกรณีเงินบาทแข็งค่าคือการแลกเงินดอลลาร์กลับมา เป็นเงินบาทจะทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้ลดลง หรือทำให้ขาดทุนกำไรได้ ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลช่วยดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพไม่แข็งค่าเกินคู่ แข่งขัน

ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการนำเข้าสินค้าเพื่อจำหน่ายในประเทศ กล่าวว่า ผลจากทั้ง 3 ปัจจัยข้างต้น คาดว่าปีนี้ไทยจะมีการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้นทั้ง เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า นาฬิกา รถยนต์นั่ง โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป เครื่องสำอาง และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ เครื่องสำอางจากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งแม้ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงวิกฤติ แต่จากข้อมูลของกรมศุลกากรระบุปีที่แล้วไทยนำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศ มูลค่า 12,599 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าจากเกาหลีใต้ 373 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 105%