ผู้เลี้ยงอู้ฟู่ส่งออกเฉียด9หมื่นล. เร่งเพิ่มมาตรฐาน-ภาพลักษณ์

ผู้เลี้ยงกุ้งทั่วไทยอู้ฟู่ มูลค่าการส่งออกพุ่ง 8.5 หมื่นล้านบาท ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ฯชี้ระวัง 4 ปัจจัยเสี่ยงรั้งอุตฯ กุ้งไทย ขณะที่งานวันกุ้งไทยปีนี้ชูธงการตลาด 3 เพิ่ม ทั้งเพิ่มศักยภาพการผลิต มาตรฐานสินค้า ภาพลักษณ์กุ้งไทย

นายเอกพจน์ ยอดพินิจ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมกุ้งของไทยยังแข็งแรง โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาข้อมูลในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ย. 52 มีปริมาณการส่งออกกุ้งจำนวน 355,978 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 8% มูลค่าการส่งออก 85,448 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 12%

ส่วนในปี 2553 คาดการณ์ว่า จะสามารถผลิตกุ้งได้ในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมาหรือสูงกว่าที่ 540,000 ตัน เนื่องจากผู้เลี้ยงกุ้งของไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตกุ้งคุณภาพ ประกอบกับอุณหภูมิของโลกที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนน้อย อากาศอบอุ่นขึ้น เป็นผลดีต่อการเลี้ยงกุ้ง ทำให้กุ้งโตเร็ว ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้นลง

"ในปี 2552 เคยคาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกกุ้งไทยจะสูงถึง 1 แสนล้านบาท แต่ก็ประสบปัญหาค่าเงินบาทแข็งในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จึงอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการในเรื่องค่าเงินบาท อย่าให้แข็งค่าจนไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้"

นายเอกพจน์ กล่าวอีกว่า ในปี 2553 การส่งออกกุ้งไทยยังมีอุปสรรคอยู่ 5 ประเด็น คือ 1.เรื่อง AD (ภาษีการตอบโต้การทุ่มตลาด) ซึ่งปีที่ผ่านมาการส่งกุ้งไทยไปสหรัฐอเมริกาต้องเสียภาษีประมาณ 5% แต่ประเทศคู่แข่งของไทยไม่ต้องเสียภาษี ส่วนในปีนี้อเมริกาจะประกาศอัตราภาษีในเดือน ก.พ. 53 จึงขอให้รัฐบาลสนับสนุนให้มีการประนีประนอม เพื่อให้มีการพิจารณายกเลิกมาตรการ AD กับสินค้ากุ้งไทยให้สำเร็จ

2.เรื่อง แรงงานเด็ก เนื่องจากสินค้ากุ้งไทยถูกสหรัฐนำไปใส่ไว้ในรายการที่เชื่อว่ามีการใช้แรง งานเด็ก ซึ่งอาจถูกนำมาเป็นประเด็นห้ามนำเข้ากุ้งไทยได้ จึงขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญติดตามแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก 3.เรื่องค่าเงินบาท มีการประเมินว่า ค่าเงินบาทในปีนี้จะแข็งค่าถึง 31 บาท จะเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ส่งผลกระทบถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยค่าเงินบาทที่จะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถแข่งขันได้น่าจะอยู่ที่ 35 บาท ในขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามลดค่าเงินด่องลงมาแล้ว

4.เรื่อง ความเสียหายจากการระบาดของไวรัสกล้ามเนื้อขุ่นในอินโดนีเซียและจีน โดยก่อนหน้านี้ประเทศอินโดนีเซียได้ประกาศจะส่งออกกุ้งให้มากกว่าไทย แต่ประสบปัญหาไวรัสระบาด ทำให้ผลผลิตกุ้งอินโดนีเซียลดลงถึง 30% ส่งผลดีต่อการส่งออกกุ้งของไทย แต่รัฐบาลต้องป้องกันไม่ให้ไวรัสกล้ามเนื้อขุ่นเข้าสู่ประเทศไทยด้วยมาตร การทึ่เข้มงวด ทั้งการตรวจสอบไวรัสและสารตกค้าง

อุปสรรคที่ 5 การเปิดเสรีอาฟต้าจะทำให้ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่อยู่ยาก ถ้าไม่ปรับตัว สำหรับกุ้งไทยถือว่าได้เปรียบ เนื่องจากได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพจากประเทศผู้นำเข้าอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น แต่ถ้าไทยนำเข้ากุ้งเวียดนามหรืออินโดนีเซียภายใต้อาฟต้าแล้วส่งออกในนาม ประเทศไทยอาจมีปัญหาในเรื่องคุณภาพได้ นอกจากนั้นการนำเข้ากุ้งอาจเป็นการนำเข้าเชื้อไวรัสกล้ามเนื้อขุ่นที่ระบาด รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี โดยเริ่มระบาดจากอเมิกาใต้จนมาถึงประเทศเพื่อนบ้านของไทยแล้ว

สำหรับ งานวันกุ้งไทย ครั้งที่ 20 ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 6-7 ก.พ.ที่ผ่านมาเน้นไปที่การพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้สามารถแข่งขันในตลาด โลก และรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกกุ้งอันดับหนึ่งของโลก ภายใต้การตลาด 3 เพิ่ม คือ 1.เพิ่มศักยภาพด้านการผลิต ทำให้ต้นทุนน้อย ผลผลิตมาก 2.เพิ่มมาตรฐานสินค้า และ 3.เพิ่มภาพลักษณ์ของกุ้งไทย พร้อมนำเสนอโปรแกรมการผลิตกุ้งอย่างยั่งยืน (SSP) ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟาร์มมาตรฐาน GAP ของกรมประมงด้วย