$node = stdClass Object (
[nid] => [18519]
[type] => [news]
[language] => [th]
[uid] => [3]
[status] => [1]
[created] => [1265637104]
[changed] => [1265637104]
[comment] => [0]
[promote] => [1]
[moderate] => [0]
[sticky] => [0]
[tnid] => [0]
[translate] => [0]
[vid] => [18519]
[revision_uid] => [3]
[title] => [ปตท.ปลูกปาล์มอินโดฯเพิ่มอีกแสนไร่]
[body] => [<span class='print-link'></span> <p>ปตท.เดิน หน้าลงทุนปลูกปาล์มในอินโดนีเซียกว่า 3 แสนไร่ ยันเป็นโปรเจ็กต์กรีนที่บริษัทขนาดใหญ่ ด้านพลังงานต้องทำ ไม่สนกลุ่มเอ็นจีโอเรียกร้องให้ทบทวน เป็นต้นเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะไม่ได้บุกรุกป่า ปลูกเฉพาะในพื้นที่เสื่อมโทรม คาดสิ้นปีนี้ทยอยปลูกเพิ่มอีก 1 แสนไร่ พร้อมให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น </p>
<p>จากกรณีที่มีกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างๆ และกรีนพีซ ออกมาเรียกร้องให้ระงับการขยายการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดวิกฤติสิ่งแวดล้อม รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่า จะเป็นสาเหตุให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากขึ้น</p>
<p>รวมถึงกรณีผู้นำอินโดนีเซีย ได้มีแผนที่จะแก้ปัญหาโลกร้อน ในการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่ผ่านมา จะออกกฎหมายจัดเก็บภาษีอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซที่สร้างมลพิษให้ได้ 10% ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะหมดวาระลงในปี 2557 และจะลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 25% ก่อนปี 2563 และกำลังจะพิจารณาให้น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษีตามแผนนี้ด้วย เนื่องจากเป็นวงจรก่อเกิดการทำลายป่าไม้ เพื่อเปิดพื้นที่ปลูกปาล์มให้มากขึ้น</p>
<p> ต่อกรณีดังกล่าวนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าจากที่บมจ. ปตท.ได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัท ปตท. กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ( PTTGE) ในประเทศสิงคโปร์ โดยถือหุ้น 100% เพื่อเป็นตัวแทนในการลงทุนโครงการพัฒนาธุรกิจปาล์มและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้เข้าซื้อกิจการบริษัท PT. Mitra Aneka Rezeki (PT.MAR) ประเทศอินโดนีเซีย จากผู้ถือหุ้นเดิมของ PT.MAR ในสัดส่วน 95% และได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท PT. Az.Zhara ประเทศอินโดนีเซีย จากผู้ถือหุ้นเดิมของ PT. Az.Zhara ในสัดส่วน 95% โดยเป็นการดำเนินการผ่าน Sabran Brothers Pte., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศสิงคโปร์ และ PTTGE ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ทำให้มีพื้นที่ปลูกปาล์มกว่า 3 แสนไร่</p>
<p> ทั้งนี้จากกระแสการกดดันดังกล่าว บมจ.ปตท.มองว่าไม่ได้มีส่วนที่จะทำให้เกิดการทำลายป่าแต่อย่างใด เนื่องจากพื้นที่ปลูกปาล์มที่จะเข้าไปดำเนินการนี้ เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมไม่มีต้นไม้และไม่มีการเข้าไปตัดป่าไม้แต่อย่างใด ซึ่งจุดนี้บมจ.ปตท.ต้องดูแลและเป็นห่วงอยู่แล้ว เพราะหากมีการบุกรุกป่าไม้จริง ก็จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา<br />
ส่วนทางรัฐบาลอินโดนีเซีย จะจัดเก็บภาษีอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากเป็นวงจรก่อเกิดการทำลายป่าไม้นั้น คงไม่น่าจะมีปัญหา และคิดว่าจะจัดเก็บในอัตราที่ไม่มาก เพราะอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันส่งออกรายใหญ่สุดของโลก การเก็บภาษีในอัตราที่สูงจะกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง เพราะจะมีผลกระทบกับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่จะส่งผลต่อไปถึงการพัฒนาประเทศได้</p>
<p> อย่างไรก็ตาม การเข้าไปลงทุนปลูกปาล์มในอินโดนีเซียนี้ จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นไม่รีบร้อน เพราะเป็นแผนที่กำหนดไว้แล้วในช่วง 5 ปี(2553-2557) ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานทดแทนและเป็นเชื้อเพลิงที่ สะอาด ในฐานะที่บมจ.ปตท.เป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาธุรกิจพลังงานทดแทนขึ้นมา ซึ่งการจะหาพื้นที่ปลูกปาล์มขนาดใหญ่ในประเทศมีจำกัด เมื่อมีพื้นที่ปลูกที่อินโดนีเซีย ก็ถือเป็นโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนได้ และยังเป็นการช่วยให้มีงานทำในอินโดนีเซียเพิ่มมากขึ้นด้วย</p>
<p> นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิต ประธานกรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ในฐานะที่ดูแลการลงทุนของกลุ่มบมจ.ปตท.ในต่างประเทศ เปิดเผยว่า การปลูกปาล์มในอินโดนีเซียของกลุ่มบมจ.ปตท.มีการคำนึงถึงอยู่แล้วที่จะไม่ ให้ไปกระทบกับฟื้นที่ป่าที่มีอยู่ เพราะนานาชาติได้เฝ้ามองและตระหนักไม่ให้มีการบุกรุกป่า การดำเนินงานของบมจ.ปตท.จะปลูกปาล์มเฉพาะในป่าเสื่อมโทรมที่มีการจัดสรรแบ่ง เป็นโซนไว้เท่านั้น โดยจะให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนมากขึ้น หรืออาจจะมีการลดหุ้นให้คนท้องถิ่นเข้ามาถือร่วมอยู่ด้วย</p>
<p>โดยพื้นที่ที่มีอยู่ ขณะนี้ได้ดำเนินการปลูกไปแล้วประมาณ 50,000-60,000 ไร่ และคาดว่าจะดำเนินการปลูกอีกประมาณ 100,000 ไร่ ให้ได้ภายในสิ้นปี 2553 นี้ โดยแต่ละพื้นที่ที่ปลูกนั้นจะมีการตั้งโรงงานหีบน้ำมันปาล์มดิบขึ้นมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างอยู่ เพื่อส่งน้ำมันปาล์มไปขายยังประเทศต่างๆ ขณะที่ประเทศไทยอาจจะยังติดระเบียบการนำเข้าอยู่</p>
<p>สำหรับการเข้าซื้อหุ้นใน PT.MAR เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มทางทิศตะวันตกของเกาะ กาลิมันตัน โดยมีใบอนุญาตให้ดำเนินการปลูกปาล์มบนพื้นที่ประมาณ 14,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 87,500 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบขนาด 5-7 หมื่นตัน/ปี ซึ่งคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2554 - 2555 โดยผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้กับผู้ซื้อในประเทศอินโดนีเซียและในตลาดโลก</p>
<p> ขณะที่ PT. Az Zhara ดำเนินธุรกิจปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มอยู่ทางตอนกลางของเกาะ Kalimantan ประเทศอินโดนีเซีย ปัจจุบันบริษัทมีใบอนุญาตให้ดำเนินการปลูกปาล์มบนพื้นที่ประมาณ 40,500 เฮกตาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 253,125 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ใหม่ (พื้นที่ซึ่งยังไม่มีการเพาะปลูกหรือพร้อมปลูก)</p>
<p> นอกจากนี้ PT.Az Zhara อยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบบนพื้นที่ดังกล่าว โดยคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2555 - 2556 ผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้กับผู้ซื้อในประเทศอินโดนีเซียและในตลาดโลก โดย บมจ.ปตท.ได้แจ้งกับทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า บริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี่ฯจะใช้เงินทุนหมุนเวียนในการทำพัฒนาธุรกิจปาล์ม เฮกตาร์ละ 500-800 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือตกประมาณ 6.25 ไร่ ต่อการใช้เงินประมาณ 17,000-27,200 บาทต่อปี</p>
<p> สำหรับการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย กำลังถูกจับตามองจากกลุ่มองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างกรีนพีซ ว่ามีการเข้าไปบุกรุกพื้นป่า และการเผาป่ามากขึ้น ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น จนถูกประเมินจากบางหน่วยงานเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด เป็นอันดับ 3 ของโลก</p>
]
[log] => []
[revision_timestamp] => [1265637104]
[format] => [2]
[name] => [info]
[picture] => []
[data] => [a:3:{s:13:"form_build_id";s:37:"form-b3070c0b4ae934ee4a9b6fd1e40eae9a";s:7:"contact";i:1;s:17:"mimemail_textonly";i:0;}]
[path] => [news/8/february/10/18519]
[field_from] => array (
[0] => array (
[value] => []
[safe] => []
)
)
[field_page_views] => array (
[0] => array (
[value] => []
[safe] => []
)
)
[print_display] => [1]
[print_display_comment] => [0]
[print_display_urllist] => [1]
[print_mail_display] => [1]
[print_mail_display_comment] => [0]
[print_mail_display_urllist] => [1]
[print_pdf_display] => [1]
[print_pdf_display_comment] => [0]
[print_pdf_display_urllist] => [1]
[taxonomy] => array (
[73] => stdClass (
)
[84] => stdClass (
)
)
[files] => array (
)
[build_mode] => [0]
[readmore] => []
[content] => array (
[print_links] => array (
[#weight] => [-101]
[#value] => [<span class='print-link'></span>]
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[body] => array (
[#weight] => [-4]
[#value] => [ <p>ปตท.เดิน หน้าลงทุนปลูกปาล์มในอินโดนีเซียกว่า 3 แสนไร่ ยันเป็นโปรเจ็กต์กรีนที่บริษัทขนาดใหญ่ ด้านพลังงานต้องทำ ไม่สนกลุ่มเอ็นจีโอเรียกร้องให้ทบทวน เป็นต้นเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะไม่ได้บุกรุกป่า ปลูกเฉพาะในพื้นที่เสื่อมโทรม คาดสิ้นปีนี้ทยอยปลูกเพิ่มอีก 1 แสนไร่ พร้อมให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น </p>
<p>จากกรณีที่มีกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างๆ และกรีนพีซ ออกมาเรียกร้องให้ระงับการขยายการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดวิกฤติสิ่งแวดล้อม รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่า จะเป็นสาเหตุให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากขึ้น</p>
<p>รวมถึงกรณีผู้นำอินโดนีเซีย ได้มีแผนที่จะแก้ปัญหาโลกร้อน ในการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่ผ่านมา จะออกกฎหมายจัดเก็บภาษีอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซที่สร้างมลพิษให้ได้ 10% ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะหมดวาระลงในปี 2557 และจะลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 25% ก่อนปี 2563 และกำลังจะพิจารณาให้น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษีตามแผนนี้ด้วย เนื่องจากเป็นวงจรก่อเกิดการทำลายป่าไม้ เพื่อเปิดพื้นที่ปลูกปาล์มให้มากขึ้น</p>
<p> ต่อกรณีดังกล่าวนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าจากที่บมจ. ปตท.ได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัท ปตท. กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ( PTTGE) ในประเทศสิงคโปร์ โดยถือหุ้น 100% เพื่อเป็นตัวแทนในการลงทุนโครงการพัฒนาธุรกิจปาล์มและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้เข้าซื้อกิจการบริษัท PT. Mitra Aneka Rezeki (PT.MAR) ประเทศอินโดนีเซีย จากผู้ถือหุ้นเดิมของ PT.MAR ในสัดส่วน 95% และได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท PT. Az.Zhara ประเทศอินโดนีเซีย จากผู้ถือหุ้นเดิมของ PT. Az.Zhara ในสัดส่วน 95% โดยเป็นการดำเนินการผ่าน Sabran Brothers Pte., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศสิงคโปร์ และ PTTGE ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ทำให้มีพื้นที่ปลูกปาล์มกว่า 3 แสนไร่</p>
<p> ทั้งนี้จากกระแสการกดดันดังกล่าว บมจ.ปตท.มองว่าไม่ได้มีส่วนที่จะทำให้เกิดการทำลายป่าแต่อย่างใด เนื่องจากพื้นที่ปลูกปาล์มที่จะเข้าไปดำเนินการนี้ เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมไม่มีต้นไม้และไม่มีการเข้าไปตัดป่าไม้แต่อย่างใด ซึ่งจุดนี้บมจ.ปตท.ต้องดูแลและเป็นห่วงอยู่แล้ว เพราะหากมีการบุกรุกป่าไม้จริง ก็จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา<br />
ส่วนทางรัฐบาลอินโดนีเซีย จะจัดเก็บภาษีอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากเป็นวงจรก่อเกิดการทำลายป่าไม้นั้น คงไม่น่าจะมีปัญหา และคิดว่าจะจัดเก็บในอัตราที่ไม่มาก เพราะอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันส่งออกรายใหญ่สุดของโลก การเก็บภาษีในอัตราที่สูงจะกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง เพราะจะมีผลกระทบกับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่จะส่งผลต่อไปถึงการพัฒนาประเทศได้</p>
<p> อย่างไรก็ตาม การเข้าไปลงทุนปลูกปาล์มในอินโดนีเซียนี้ จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นไม่รีบร้อน เพราะเป็นแผนที่กำหนดไว้แล้วในช่วง 5 ปี(2553-2557) ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานทดแทนและเป็นเชื้อเพลิงที่ สะอาด ในฐานะที่บมจ.ปตท.เป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาธุรกิจพลังงานทดแทนขึ้นมา ซึ่งการจะหาพื้นที่ปลูกปาล์มขนาดใหญ่ในประเทศมีจำกัด เมื่อมีพื้นที่ปลูกที่อินโดนีเซีย ก็ถือเป็นโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนได้ และยังเป็นการช่วยให้มีงานทำในอินโดนีเซียเพิ่มมากขึ้นด้วย</p>
<p> นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิต ประธานกรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ในฐานะที่ดูแลการลงทุนของกลุ่มบมจ.ปตท.ในต่างประเทศ เปิดเผยว่า การปลูกปาล์มในอินโดนีเซียของกลุ่มบมจ.ปตท.มีการคำนึงถึงอยู่แล้วที่จะไม่ ให้ไปกระทบกับฟื้นที่ป่าที่มีอยู่ เพราะนานาชาติได้เฝ้ามองและตระหนักไม่ให้มีการบุกรุกป่า การดำเนินงานของบมจ.ปตท.จะปลูกปาล์มเฉพาะในป่าเสื่อมโทรมที่มีการจัดสรรแบ่ง เป็นโซนไว้เท่านั้น โดยจะให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนมากขึ้น หรืออาจจะมีการลดหุ้นให้คนท้องถิ่นเข้ามาถือร่วมอยู่ด้วย</p>
<p>โดยพื้นที่ที่มีอยู่ ขณะนี้ได้ดำเนินการปลูกไปแล้วประมาณ 50,000-60,000 ไร่ และคาดว่าจะดำเนินการปลูกอีกประมาณ 100,000 ไร่ ให้ได้ภายในสิ้นปี 2553 นี้ โดยแต่ละพื้นที่ที่ปลูกนั้นจะมีการตั้งโรงงานหีบน้ำมันปาล์มดิบขึ้นมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างอยู่ เพื่อส่งน้ำมันปาล์มไปขายยังประเทศต่างๆ ขณะที่ประเทศไทยอาจจะยังติดระเบียบการนำเข้าอยู่</p>
<p>สำหรับการเข้าซื้อหุ้นใน PT.MAR เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มทางทิศตะวันตกของเกาะ กาลิมันตัน โดยมีใบอนุญาตให้ดำเนินการปลูกปาล์มบนพื้นที่ประมาณ 14,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 87,500 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบขนาด 5-7 หมื่นตัน/ปี ซึ่งคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2554 - 2555 โดยผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้กับผู้ซื้อในประเทศอินโดนีเซียและในตลาดโลก</p>
<p> ขณะที่ PT. Az Zhara ดำเนินธุรกิจปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มอยู่ทางตอนกลางของเกาะ Kalimantan ประเทศอินโดนีเซีย ปัจจุบันบริษัทมีใบอนุญาตให้ดำเนินการปลูกปาล์มบนพื้นที่ประมาณ 40,500 เฮกตาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 253,125 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ใหม่ (พื้นที่ซึ่งยังไม่มีการเพาะปลูกหรือพร้อมปลูก)</p>
<p> นอกจากนี้ PT.Az Zhara อยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบบนพื้นที่ดังกล่าว โดยคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2555 - 2556 ผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้กับผู้ซื้อในประเทศอินโดนีเซียและในตลาดโลก โดย บมจ.ปตท.ได้แจ้งกับทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า บริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี่ฯจะใช้เงินทุนหมุนเวียนในการทำพัฒนาธุรกิจปาล์ม เฮกตาร์ละ 500-800 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือตกประมาณ 6.25 ไร่ ต่อการใช้เงินประมาณ 17,000-27,200 บาทต่อปี</p>
<p> สำหรับการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย กำลังถูกจับตามองจากกลุ่มองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างกรีนพีซ ว่ามีการเข้าไปบุกรุกพื้นป่า และการเผาป่ามากขึ้น ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น จนถูกประเมินจากบางหน่วยงานเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด เป็นอันดับ 3 ของโลก</p>
]
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[#content_extra_fields] => array (
[title] => array (
[label] => [หัวข้อข่าว]
[description] => [Node module form.]
[weight] => [-5]
)
[body_field] => array (
[label] => [เนื้อหา]
[description] => [Node module form.]
[weight] => [-4]
[view] => [body]
)
[revision_information] => array (
[label] => [Revision information]
[description] => [Node module form.]
[weight] => [0]
)
[menu] => array (
[label] => [Menu settings]
[description] => [Menu module form.]
[weight] => [-1]
)
[taxonomy] => array (
[label] => [Taxonomy]
[description] => [Taxonomy module form.]
[weight] => [-3]
)
[path] => array (
[label] => [Path settings]
[description] => [Path module form.]
[weight] => [3]
)
[attachments] => array (
[label] => [File attachments]
[description] => [Upload module form.]
[weight] => [1]
[view] => [files]
)
[print] => array (
[label] => [Printer, e-mail and PDF versions]
[description] => [Print module form.]
[weight] => [2]
)
[url] => array (
[label] => [Link URL]
[description] => [Links to another site.]
[weight] => [7]
)
[click_count] => array (
[label] => [Click counter]
[description] => [How many times the link has been clicked upon.]
[weight] => [9]
)
[last_click] => array (
[label] => [Last click date/time]
[description] => [Date/time of the last click.]
[weight] => [10]
)
[last_status] => array (
[label] => [Last status]
[description] => [Status from the last validity check]
[weight] => [8]
)
[last_status_info] => array (
[label] => [Last status date/time]
[description] => [Last status date/time]
[weight] => [6]
)
[last_checked] => array (
[label] => [Last checked date/time]
[description] => [Date/time of the last validity check]
[weight] => [-2]
)
[urlhash] => array (
[label] => [URL hash]
[description] => [The hashed value of the URL]
[weight] => [4]
)
[reciprocal] => array (
[label] => [Reciprocal link]
[description] => [A reciprocal URL for matching referers]
[weight] => [5]
)
)
[#pre_render] => array (
[0] => [content_alter_extra_weights]
)
[field_from] => array (
[#type_name] => [news]
[#context] => [full]
[#field_name] => [field_from]
[#post_render] => array (
[0] => [content_field_wrapper_post_render]
)
[#weight] => [11]
[field] => array (
[#description] => []
[items] => array (
[0] => array (
[#formatter] => [default]
[#node] => stdClass (
)
[#type_name] => [news]
[#field_name] => [field_from]
[#weight] => [0]
[#theme] => [text_formatter_default]
[#item] => array (
[value] => []
[safe] => []
[#delta] => [0]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#theme_used] => [1]
[#printed] => [1]
[#type] => []
[#value] => []
[#prefix] => []
[#suffix] => []
)
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[#single] => [1]
[#attributes] => array (
)
[#required] => []
[#parents] => array (
)
[#tree] => []
[#context] => [full]
[#page] => [1]
[#field_name] => [field_from]
[#title] => [ที่มา]
[#access] => [1]
[#label_display] => [above]
[#teaser] => []
[#node] => stdClass (
)
[#type] => [content_field]
[#printed] => [1]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[field_page_views] => array (
[#type_name] => [news]
[#context] => [full]
[#field_name] => [field_page_views]
[#post_render] => array (
[0] => [content_field_wrapper_post_render]
)
[#weight] => [12]
[field] => array (
[#description] => []
[items] => array (
[0] => array (
[#formatter] => [default]
[#node] => stdClass (
)
[#type_name] => [news]
[#field_name] => [field_page_views]
[#weight] => [0]
[#theme] => [text_formatter_default]
[#item] => array (
[value] => []
[safe] => []
[#delta] => [0]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#theme_used] => [1]
[#printed] => [1]
[#type] => []
[#value] => []
[#prefix] => []
[#suffix] => []
)
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[#single] => [1]
[#attributes] => array (
)
[#required] => []
[#parents] => array (
)
[#tree] => []
[#context] => [full]
[#page] => [1]
[#field_name] => [field_page_views]
[#title] => [page_views]
[#access] => [1]
[#label_display] => [above]
[#teaser] => []
[#node] => stdClass (
)
[#type] => [content_field]
[#printed] => [1]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#printed] => [1]
)
[#title] => []
[#description] => []
[#children] => [<span class='print-link'></span> <p>ปตท.เดิน หน้าลงทุนปลูกปาล์มในอินโดนีเซียกว่า 3 แสนไร่ ยันเป็นโปรเจ็กต์กรีนที่บริษัทขนาดใหญ่ ด้านพลังงานต้องทำ ไม่สนกลุ่มเอ็นจีโอเรียกร้องให้ทบทวน เป็นต้นเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะไม่ได้บุกรุกป่า ปลูกเฉพาะในพื้นที่เสื่อมโทรม คาดสิ้นปีนี้ทยอยปลูกเพิ่มอีก 1 แสนไร่ พร้อมให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น </p>
<p>จากกรณีที่มีกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างๆ และกรีนพีซ ออกมาเรียกร้องให้ระงับการขยายการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดวิกฤติสิ่งแวดล้อม รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่า จะเป็นสาเหตุให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากขึ้น</p>
<p>รวมถึงกรณีผู้นำอินโดนีเซีย ได้มีแผนที่จะแก้ปัญหาโลกร้อน ในการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่ผ่านมา จะออกกฎหมายจัดเก็บภาษีอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซที่สร้างมลพิษให้ได้ 10% ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะหมดวาระลงในปี 2557 และจะลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 25% ก่อนปี 2563 และกำลังจะพิจารณาให้น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษีตามแผนนี้ด้วย เนื่องจากเป็นวงจรก่อเกิดการทำลายป่าไม้ เพื่อเปิดพื้นที่ปลูกปาล์มให้มากขึ้น</p>
<p> ต่อกรณีดังกล่าวนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าจากที่บมจ. ปตท.ได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัท ปตท. กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ( PTTGE) ในประเทศสิงคโปร์ โดยถือหุ้น 100% เพื่อเป็นตัวแทนในการลงทุนโครงการพัฒนาธุรกิจปาล์มและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้เข้าซื้อกิจการบริษัท PT. Mitra Aneka Rezeki (PT.MAR) ประเทศอินโดนีเซีย จากผู้ถือหุ้นเดิมของ PT.MAR ในสัดส่วน 95% และได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท PT. Az.Zhara ประเทศอินโดนีเซีย จากผู้ถือหุ้นเดิมของ PT. Az.Zhara ในสัดส่วน 95% โดยเป็นการดำเนินการผ่าน Sabran Brothers Pte., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศสิงคโปร์ และ PTTGE ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ทำให้มีพื้นที่ปลูกปาล์มกว่า 3 แสนไร่</p>
<p> ทั้งนี้จากกระแสการกดดันดังกล่าว บมจ.ปตท.มองว่าไม่ได้มีส่วนที่จะทำให้เกิดการทำลายป่าแต่อย่างใด เนื่องจากพื้นที่ปลูกปาล์มที่จะเข้าไปดำเนินการนี้ เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมไม่มีต้นไม้และไม่มีการเข้าไปตัดป่าไม้แต่อย่างใด ซึ่งจุดนี้บมจ.ปตท.ต้องดูแลและเป็นห่วงอยู่แล้ว เพราะหากมีการบุกรุกป่าไม้จริง ก็จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา<br />
ส่วนทางรัฐบาลอินโดนีเซีย จะจัดเก็บภาษีอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากเป็นวงจรก่อเกิดการทำลายป่าไม้นั้น คงไม่น่าจะมีปัญหา และคิดว่าจะจัดเก็บในอัตราที่ไม่มาก เพราะอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันส่งออกรายใหญ่สุดของโลก การเก็บภาษีในอัตราที่สูงจะกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง เพราะจะมีผลกระทบกับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่จะส่งผลต่อไปถึงการพัฒนาประเทศได้</p>
<p> อย่างไรก็ตาม การเข้าไปลงทุนปลูกปาล์มในอินโดนีเซียนี้ จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นไม่รีบร้อน เพราะเป็นแผนที่กำหนดไว้แล้วในช่วง 5 ปี(2553-2557) ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานทดแทนและเป็นเชื้อเพลิงที่ สะอาด ในฐานะที่บมจ.ปตท.เป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาธุรกิจพลังงานทดแทนขึ้นมา ซึ่งการจะหาพื้นที่ปลูกปาล์มขนาดใหญ่ในประเทศมีจำกัด เมื่อมีพื้นที่ปลูกที่อินโดนีเซีย ก็ถือเป็นโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนได้ และยังเป็นการช่วยให้มีงานทำในอินโดนีเซียเพิ่มมากขึ้นด้วย</p>
<p> นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิต ประธานกรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ในฐานะที่ดูแลการลงทุนของกลุ่มบมจ.ปตท.ในต่างประเทศ เปิดเผยว่า การปลูกปาล์มในอินโดนีเซียของกลุ่มบมจ.ปตท.มีการคำนึงถึงอยู่แล้วที่จะไม่ ให้ไปกระทบกับฟื้นที่ป่าที่มีอยู่ เพราะนานาชาติได้เฝ้ามองและตระหนักไม่ให้มีการบุกรุกป่า การดำเนินงานของบมจ.ปตท.จะปลูกปาล์มเฉพาะในป่าเสื่อมโทรมที่มีการจัดสรรแบ่ง เป็นโซนไว้เท่านั้น โดยจะให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนมากขึ้น หรืออาจจะมีการลดหุ้นให้คนท้องถิ่นเข้ามาถือร่วมอยู่ด้วย</p>
<p>โดยพื้นที่ที่มีอยู่ ขณะนี้ได้ดำเนินการปลูกไปแล้วประมาณ 50,000-60,000 ไร่ และคาดว่าจะดำเนินการปลูกอีกประมาณ 100,000 ไร่ ให้ได้ภายในสิ้นปี 2553 นี้ โดยแต่ละพื้นที่ที่ปลูกนั้นจะมีการตั้งโรงงานหีบน้ำมันปาล์มดิบขึ้นมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างอยู่ เพื่อส่งน้ำมันปาล์มไปขายยังประเทศต่างๆ ขณะที่ประเทศไทยอาจจะยังติดระเบียบการนำเข้าอยู่</p>
<p>สำหรับการเข้าซื้อหุ้นใน PT.MAR เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มทางทิศตะวันตกของเกาะ กาลิมันตัน โดยมีใบอนุญาตให้ดำเนินการปลูกปาล์มบนพื้นที่ประมาณ 14,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 87,500 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบขนาด 5-7 หมื่นตัน/ปี ซึ่งคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2554 - 2555 โดยผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้กับผู้ซื้อในประเทศอินโดนีเซียและในตลาดโลก</p>
<p> ขณะที่ PT. Az Zhara ดำเนินธุรกิจปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มอยู่ทางตอนกลางของเกาะ Kalimantan ประเทศอินโดนีเซีย ปัจจุบันบริษัทมีใบอนุญาตให้ดำเนินการปลูกปาล์มบนพื้นที่ประมาณ 40,500 เฮกตาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 253,125 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ใหม่ (พื้นที่ซึ่งยังไม่มีการเพาะปลูกหรือพร้อมปลูก)</p>
<p> นอกจากนี้ PT.Az Zhara อยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบบนพื้นที่ดังกล่าว โดยคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2555 - 2556 ผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้กับผู้ซื้อในประเทศอินโดนีเซียและในตลาดโลก โดย บมจ.ปตท.ได้แจ้งกับทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า บริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี่ฯจะใช้เงินทุนหมุนเวียนในการทำพัฒนาธุรกิจปาล์ม เฮกตาร์ละ 500-800 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือตกประมาณ 6.25 ไร่ ต่อการใช้เงินประมาณ 17,000-27,200 บาทต่อปี</p>
<p> สำหรับการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย กำลังถูกจับตามองจากกลุ่มองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างกรีนพีซ ว่ามีการเข้าไปบุกรุกพื้นป่า และการเผาป่ามากขึ้น ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น จนถูกประเมินจากบางหน่วยงานเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด เป็นอันดับ 3 ของโลก</p>
]
[#printed] => [1]
)
[links] => array (
[statistics_counter] => array (
[title] => [36 reads]
)
)
);