ปตท.ปลูกปาล์มอินโดฯเพิ่มอีกแสนไร่

ปตท.เดิน หน้าลงทุนปลูกปาล์มในอินโดนีเซียกว่า 3 แสนไร่ ยันเป็นโปรเจ็กต์กรีนที่บริษัทขนาดใหญ่ ด้านพลังงานต้องทำ ไม่สนกลุ่มเอ็นจีโอเรียกร้องให้ทบทวน เป็นต้นเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะไม่ได้บุกรุกป่า ปลูกเฉพาะในพื้นที่เสื่อมโทรม คาดสิ้นปีนี้ทยอยปลูกเพิ่มอีก 1 แสนไร่ พร้อมให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

จากกรณีที่มีกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างๆ และกรีนพีซ ออกมาเรียกร้องให้ระงับการขยายการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดวิกฤติสิ่งแวดล้อม รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่า จะเป็นสาเหตุให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากขึ้น

รวมถึงกรณีผู้นำอินโดนีเซีย ได้มีแผนที่จะแก้ปัญหาโลกร้อน ในการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่ผ่านมา จะออกกฎหมายจัดเก็บภาษีอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซที่สร้างมลพิษให้ได้ 10% ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะหมดวาระลงในปี 2557 และจะลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 25% ก่อนปี 2563 และกำลังจะพิจารณาให้น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษีตามแผนนี้ด้วย เนื่องจากเป็นวงจรก่อเกิดการทำลายป่าไม้ เพื่อเปิดพื้นที่ปลูกปาล์มให้มากขึ้น

ต่อกรณีดังกล่าวนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าจากที่บมจ. ปตท.ได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัท ปตท. กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ( PTTGE) ในประเทศสิงคโปร์ โดยถือหุ้น 100% เพื่อเป็นตัวแทนในการลงทุนโครงการพัฒนาธุรกิจปาล์มและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้เข้าซื้อกิจการบริษัท PT. Mitra Aneka Rezeki (PT.MAR) ประเทศอินโดนีเซีย จากผู้ถือหุ้นเดิมของ PT.MAR ในสัดส่วน 95% และได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท PT. Az.Zhara ประเทศอินโดนีเซีย จากผู้ถือหุ้นเดิมของ PT. Az.Zhara ในสัดส่วน 95% โดยเป็นการดำเนินการผ่าน Sabran Brothers Pte., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศสิงคโปร์ และ PTTGE ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ทำให้มีพื้นที่ปลูกปาล์มกว่า 3 แสนไร่

ทั้งนี้จากกระแสการกดดันดังกล่าว บมจ.ปตท.มองว่าไม่ได้มีส่วนที่จะทำให้เกิดการทำลายป่าแต่อย่างใด เนื่องจากพื้นที่ปลูกปาล์มที่จะเข้าไปดำเนินการนี้ เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมไม่มีต้นไม้และไม่มีการเข้าไปตัดป่าไม้แต่อย่างใด ซึ่งจุดนี้บมจ.ปตท.ต้องดูแลและเป็นห่วงอยู่แล้ว เพราะหากมีการบุกรุกป่าไม้จริง ก็จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา
ส่วนทางรัฐบาลอินโดนีเซีย จะจัดเก็บภาษีอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากเป็นวงจรก่อเกิดการทำลายป่าไม้นั้น คงไม่น่าจะมีปัญหา และคิดว่าจะจัดเก็บในอัตราที่ไม่มาก เพราะอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันส่งออกรายใหญ่สุดของโลก การเก็บภาษีในอัตราที่สูงจะกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง เพราะจะมีผลกระทบกับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่จะส่งผลต่อไปถึงการพัฒนาประเทศได้

อย่างไรก็ตาม การเข้าไปลงทุนปลูกปาล์มในอินโดนีเซียนี้ จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นไม่รีบร้อน เพราะเป็นแผนที่กำหนดไว้แล้วในช่วง 5 ปี(2553-2557) ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานทดแทนและเป็นเชื้อเพลิงที่ สะอาด ในฐานะที่บมจ.ปตท.เป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาธุรกิจพลังงานทดแทนขึ้นมา ซึ่งการจะหาพื้นที่ปลูกปาล์มขนาดใหญ่ในประเทศมีจำกัด เมื่อมีพื้นที่ปลูกที่อินโดนีเซีย ก็ถือเป็นโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนได้ และยังเป็นการช่วยให้มีงานทำในอินโดนีเซียเพิ่มมากขึ้นด้วย

นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิต ประธานกรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ในฐานะที่ดูแลการลงทุนของกลุ่มบมจ.ปตท.ในต่างประเทศ เปิดเผยว่า การปลูกปาล์มในอินโดนีเซียของกลุ่มบมจ.ปตท.มีการคำนึงถึงอยู่แล้วที่จะไม่ ให้ไปกระทบกับฟื้นที่ป่าที่มีอยู่ เพราะนานาชาติได้เฝ้ามองและตระหนักไม่ให้มีการบุกรุกป่า การดำเนินงานของบมจ.ปตท.จะปลูกปาล์มเฉพาะในป่าเสื่อมโทรมที่มีการจัดสรรแบ่ง เป็นโซนไว้เท่านั้น โดยจะให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนมากขึ้น หรืออาจจะมีการลดหุ้นให้คนท้องถิ่นเข้ามาถือร่วมอยู่ด้วย

โดยพื้นที่ที่มีอยู่ ขณะนี้ได้ดำเนินการปลูกไปแล้วประมาณ 50,000-60,000 ไร่ และคาดว่าจะดำเนินการปลูกอีกประมาณ 100,000 ไร่ ให้ได้ภายในสิ้นปี 2553 นี้ โดยแต่ละพื้นที่ที่ปลูกนั้นจะมีการตั้งโรงงานหีบน้ำมันปาล์มดิบขึ้นมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างอยู่ เพื่อส่งน้ำมันปาล์มไปขายยังประเทศต่างๆ ขณะที่ประเทศไทยอาจจะยังติดระเบียบการนำเข้าอยู่

สำหรับการเข้าซื้อหุ้นใน PT.MAR เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มทางทิศตะวันตกของเกาะ กาลิมันตัน โดยมีใบอนุญาตให้ดำเนินการปลูกปาล์มบนพื้นที่ประมาณ 14,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 87,500 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบขนาด 5-7 หมื่นตัน/ปี ซึ่งคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2554 - 2555 โดยผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้กับผู้ซื้อในประเทศอินโดนีเซียและในตลาดโลก

ขณะที่ PT. Az Zhara ดำเนินธุรกิจปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มอยู่ทางตอนกลางของเกาะ Kalimantan ประเทศอินโดนีเซีย ปัจจุบันบริษัทมีใบอนุญาตให้ดำเนินการปลูกปาล์มบนพื้นที่ประมาณ 40,500 เฮกตาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 253,125 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ใหม่ (พื้นที่ซึ่งยังไม่มีการเพาะปลูกหรือพร้อมปลูก)

นอกจากนี้ PT.Az Zhara อยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบบนพื้นที่ดังกล่าว โดยคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2555 - 2556 ผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้กับผู้ซื้อในประเทศอินโดนีเซียและในตลาดโลก โดย บมจ.ปตท.ได้แจ้งกับทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า บริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี่ฯจะใช้เงินทุนหมุนเวียนในการทำพัฒนาธุรกิจปาล์ม เฮกตาร์ละ 500-800 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือตกประมาณ 6.25 ไร่ ต่อการใช้เงินประมาณ 17,000-27,200 บาทต่อปี

สำหรับการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย กำลังถูกจับตามองจากกลุ่มองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างกรีนพีซ ว่ามีการเข้าไปบุกรุกพื้นป่า และการเผาป่ามากขึ้น ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น จนถูกประเมินจากบางหน่วยงานเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด เป็นอันดับ 3 ของโลก