$node = stdClass Object (
[nid] => [18520]
[type] => [news]
[language] => [th]
[uid] => [3]
[status] => [1]
[created] => [1265637312]
[changed] => [1265637312]
[comment] => [0]
[promote] => [1]
[moderate] => [0]
[sticky] => [0]
[tnid] => [0]
[translate] => [0]
[vid] => [18520]
[revision_uid] => [3]
[title] => [10ยักษ์โยกเงินไปนอกรับเกณฑ์ธปท.]
[body] => [ยักษ์ธุรกิจไทยสบช่องแบงก์ชาติคลายเกณฑ์การลงทุน เปิดช่องนิติบุคคลขนเงินไปลงทุนต่างแดนไม่จำกัด "ปตท. - ปูนใหญ่ - บ้านปู - สหยูเนี่ยน "ส้มหล่น หลังจ่อขออนุญาตแบงก์ชาติมานาน "สุชาดา" เผยนักลงทุนเริ่มขยับหาตลาดเกิดใหม่ ยาหอมอีก 6 เดือนแบงก์ชาติเตรียมผ่อนคลายเกณฑ์ต่อ บิ๊กแบงก์บิ๊กสภาอุตฯ ยกมือเชียร์
สืบเนื่องจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้พิจารณาผ่อนคลายระเบียบควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพิ่มเติมเมื่อวัน จันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา ด้วยการขยายวงเงินลงทุนโดยให้นิติบุคคลสามารถลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ทั้งในรูปของการลงทุนในหุ้น และการให้กู้ยืมแก่กิจการในเครือได้ไม่จำกัด จากเดิมที่อนุญาตให้เฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเท่านั้น ที่สามารถลงทุนได้ไม่จำกัดจำนวน นับเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ของไทยที่มีศักยภาพมีความคล่อง ตัวและมีช่องทางในการสร้างผลตอบแทนได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่เคยยื่นขออนุญาตจากธปท.
ล่าสุดนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ช่วงก่อนที่ธปท.จะพิจารณาผ่อนคลายระเบียบการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพิ่ม เติมในครั้งนี้ ได้มีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงบริษัทเอกชนที่มีสินทรัพย์ตามงบดุลตั้งแต่ 5,000 ล้านบาท ที่มีธุรกิจหลักเป็นผู้ผลิต และประกอบธุรกิจการค้า หรือบริการ มีความสนใจและอยู่ระหว่างกระบวนการยื่นขออนุญาตธปท. เพื่อออกไปลงทุนในต่างประเทศมากกว่า 10 ราย ยกตัวอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) เป็นต้น โดยส่วนใหญ่เป็นการออกไปลงทุนทั้งในรูปของลงทุนโดยตรงและรูปแบบหุ้น
"คาดว่าหลังจากนี้ไป บริษัทเอกชนที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศ คงจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากไม่มีเงื่อนไข และข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน"
นางสุชาดา กล่าวอีกว่า สำหรับวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศที่ได้มีการจัดสรรให้สำนักงานคณะ กรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพิ่มเป็น 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิม 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯนั้น เพื่อเป็นการรองรับความต้องการของนักลงทุนในระยะต่อไป หลังจากที่ล่าสุดนักลงทุนมีแนวโน้มหันออกไปลงทุนในพันธบัตรที่มีอายุยาวมาก ขึ้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2 ปี จากเดิมที่มีการลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณช่วงอายุ 6 - 12 เดือน ส่งผลให้เงินที่จะไหลกลับเข้ามาช้าลง และจากยอดคงค้างที่ออกไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีที่ยังมีอยู่ค่อนข้างสูง อาจทำให้จัดสรรวงเงินของก.ล.ต.ให้กับนักลงทุนที่ต้องการออกไปลงทุนในระยะต่อ ไปมีข้อจำกัดได้
โดยล่าสุดจากตัวเลขยอดคงค้างการลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ณ 30 ธันวาคม 2552 รวม 20,590 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นออกไปลงทุนในพันธบัตรประเทศเกาหลีสูงถึง 60 - 70% ขณะที่ประเทศอเมริกา , สิงคโปร์ , ออสเตรเลีย , ไอซ์แลนด์ เฉลี่ยอยู่ที่ 5.0% / ประเทศ และอื่นๆ เช่น อาบูดาบี ประมาณ 10%
ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในพันธบัตรเกาหลีในปี 2553 เริ่มปรับลดน้อยลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้นทุนการทำสว็อปปรับเพิ่มขึ้นเทียบจากช่วงที่ผ่านมา โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมามีเงินออกไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีเพียง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่เงินกลับเข้ามาหลังจากครบอายุการลงทุนอยู่ที่ 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ยังรวมถึงการที่นักลงทุนเริ่มมีความสนใจกระจายการลงทุนไปยังตลาด ใหม่ๆ อาทิ ประเทศรัสเซีย , อินโดนีเซีย , ฟิลิปปินส์ , บราซิล , ออสเตรเลีย , นิวซีแลนด์ และจีนมากขึ้น
"ระยะนี้จะเห็นแนวโน้มการลงทุนในพันธบัตรเกาหลีเริ่มลดลง คิดว่าคงระวังขึ้น เพราะมันค่อนข้างกระจุกตัว และคงกลัวถ้าล็อกเงินไว้นานๆ เพราะเกาหลีมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้เร็ว จากเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นแล้ว นักลงทุนจึงเริ่มเบนไปหาประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ลง เพราะให้ผลตอบแทนสูง อย่างตอนนี้เริ่มสนใจจะออกไปอินโดนีเซียค่อนข้างมาก เพราะดอกเบี้ยสูงถึง 9%" นางสุชาดากล่าว
ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงินกล่าวเพิ่มเติมว่า จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น จึงเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะสมในการเปิดให้นักลงทุนสามารถออกไปลงทุนต่าง ประเทศได้ เนื่องจากราคาสินทรัพย์ในต่างประเทศยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และเพื่อเป็นการสร้างความสมดุลของกระแสเงินทุนในระยะต่อไปที่คาดว่าจะมีความ ผันผวนมากขึ้น และหากยังมีข้อจำกัดใดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของภาคเอกชน ธปท.ก็พร้อมที่จะผ่อนคลายเพิ่มเติม ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะทำการประเมินมาตรการอีกครั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า
"ถามว่าเราห่วงสภาพคล่องไหม ก็ไม่ได้มีปัญหา เพราะอย่างที่พูด เราดูแลสภาพคล่องอยู่แล้ว และที่สำคัญสภาพคล่องส่วนเกินก็มีอยู่ในระบบ ฉะนั้นไม่ได้มีอะไรจะเป็นอุปสรรค แต่เอกชนจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ทำความเข้าใจตลาด และหน่วยงานภาครัฐก็ตอบรับกันไป"
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายเกณฑ์ให้เอกชนลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นว่า การดำเนินการดังกล่าว จะช่วยทำให้เงินทุนที่ไหลเข้ากับที่ไหลออกมีความสมดุลมากขึ้น จากเดิมที่มีเม็ดเงินไหลเข้าจำนวนมาก และยังเป็นการช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าเกิน ไป อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังมากขึ้นด้วย เพราะเรื่องนี้อาจนำมาสู่ความผันผวนได้เช่นกัน
"ในช่วงระยะสั้นจะทำให้กลไกตลาดดีขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของประเทศและเศรษฐกิจด้วยเหมือนกัน"
ส่วนการที่ค่าเงินบาทจะมีเสถียรภาพหรือไม่นั้นนายประสาร กล่าวว่า คงต้องติดตามดู ต่อไป โดยในส่วนของธนาคารเอง เรื่องการลงทุนต่างประเทศ คงต้องพิจารณาตามความเหมาะสม และนโยบายของธนาคาร แต่ปัจจุบันธนาคารก็มีลูกค้าที่ลงทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก คงช่วยดูแลบริหารจัดการและบริหารความเสี่ยงให้กับลูกค้า
ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เห็นด้วยที่ธปท.ผ่อนคลายกฎระเบียบการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเห็นว่า จะเป็นการช่วยสนับสนุนให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพราะขณะนี้มีกระแสเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามามาก ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นและส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก อย่างไรก็ตามก็ต้องติดตามว่า ภาคธุรกิจหรือนักลงทุนจะให้ความร่วมมือในการนำเงินออกไปลงทุนยังต่างประเทศ มากน้อยแค่ไหน]
[teaser] => [ยักษ์ธุรกิจไทยสบช่องแบงก์ชาติคลายเกณฑ์การลงทุน เปิดช่องนิติบุคคลขนเงินไปลงทุนต่างแดนไม่จำกัด "ปตท. - ปูนใหญ่ - บ้านปู - สหยูเนี่ยน "ส้มหล่น หลังจ่อขออนุญาตแบงก์ชาติมานาน "สุชาดา" เผยนักลงทุนเริ่มขยับหาตลาดเกิดใหม่ ยาหอมอีก 6 เดือนแบงก์ชาติเตรียมผ่อนคลายเกณฑ์ต่อ บิ๊กแบงก์บิ๊กสภาอุตฯ ยกมือเชียร์
สืบเนื่องจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้พิจารณาผ่อนคลายระเบียบควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพิ่มเติมเมื่อวัน จันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา ด้วยการขยายวงเงินลงทุนโดยให้นิติบุคคลสามารถลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ทั้งในรูปของการลงทุนในหุ้น และการให้กู้ยืมแก่กิจการในเครือได้ไม่จำกัด จากเดิมที่อนุญาตให้เฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเท่านั้น ที่สามารถลงทุนได้ไม่จำกัดจำนวน นับเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ของไทยที่มีศักยภาพมีความคล่อง ตัวและมีช่องทางในการสร้างผลตอบแทนได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่เคยยื่นขออนุญาตจากธปท.
ล่าสุดนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ช่วงก่อนที่ธปท.จะพิจารณาผ่อนคลายระเบียบการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพิ่ม เติมในครั้งนี้ ได้มีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงบริษัทเอกชนที่มีสินทรัพย์ตามงบดุลตั้งแต่ 5,000 ล้านบาท ที่มีธุรกิจหลักเป็นผู้ผลิต และประกอบธุรกิจการค้า หรือบริการ มีความสนใจและอยู่ระหว่างกระบวนการยื่นขออนุญาตธปท. เพื่อออกไปลงทุนในต่างประเทศมากกว่า 10 ราย ยกตัวอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) เป็นต้น โดยส่วนใหญ่เป็นการออกไปลงทุนทั้งในรูปของลงทุนโดยตรงและรูปแบบหุ้น
"คาดว่าหลังจากนี้ไป บริษัทเอกชนที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศ คงจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากไม่มีเงื่อนไข และข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน"
นางสุชาดา กล่าวอีกว่า สำหรับวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศที่ได้มีการจัดสรรให้สำนักงานคณะ กรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพิ่มเป็น 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิม 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯนั้น เพื่อเป็นการรองรับความต้องการของนักลงทุนในระยะต่อไป หลังจากที่ล่าสุดนักลงทุนมีแนวโน้มหันออกไปลงทุนในพันธบัตรที่มีอายุยาวมาก ขึ้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2 ปี จากเดิมที่มีการลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณช่วงอายุ 6 - 12 เดือน ส่งผลให้เงินที่จะไหลกลับเข้ามาช้าลง และจากยอดคงค้างที่ออกไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีที่ยังมีอยู่ค่อนข้างสูง อาจทำให้จัดสรรวงเงินของก.ล.ต.ให้กับนักลงทุนที่ต้องการออกไปลงทุนในระยะต่อ ไปมีข้อจำกัดได้
โดยล่าสุดจากตัวเลขยอดคงค้างการลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ณ 30 ธันวาคม 2552 รวม 20,590 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นออกไปลงทุนในพันธบัตรประเทศเกาหลีสูงถึง 60 - 70% ขณะที่ประเทศอเมริกา , สิงคโปร์ , ออสเตรเลีย , ไอซ์แลนด์ เฉลี่ยอยู่ที่ 5.0% / ประเทศ และอื่นๆ เช่น อาบูดาบี ประมาณ 10%
ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในพันธบัตรเกาหลีในปี 2553 เริ่มปรับลดน้อยลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้นทุนการทำสว็อปปรับเพิ่มขึ้นเทียบจากช่วงที่ผ่านมา โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมามีเงินออกไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีเพียง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่เงินกลับเข้ามาหลังจากครบอายุการลงทุนอยู่ที่ 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ยังรวมถึงการที่นักลงทุนเริ่มมีความสนใจกระจายการลงทุนไปยังตลาด ใหม่ๆ อาทิ ประเทศรัสเซีย , อินโดนีเซีย , ฟิลิปปินส์ , บราซิล , ออสเตรเลีย , นิวซีแลนด์ และจีนมากขึ้น
"ระยะนี้จะเห็นแนวโน้มการลงทุนในพันธบัตรเกาหลีเริ่มลดลง คิดว่าคงระวังขึ้น เพราะมันค่อนข้างกระจุกตัว และคงกลัวถ้าล็อกเงินไว้นานๆ เพราะเกาหลีมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้เร็ว จากเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นแล้ว นักลงทุนจึงเริ่มเบนไปหาประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ลง เพราะให้ผลตอบแทนสูง อย่างตอนนี้เริ่มสนใจจะออกไปอินโดนีเซียค่อนข้างมาก เพราะดอกเบี้ยสูงถึง 9%" นางสุชาดากล่าว
ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงินกล่าวเพิ่มเติมว่า จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น จึงเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะสมในการเปิดให้นักลงทุนสามารถออกไปลงทุนต่าง ประเทศได้ เนื่องจากราคาสินทรัพย์ในต่างประเทศยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และเพื่อเป็นการสร้างความสมดุลของกระแสเงินทุนในระยะต่อไปที่คาดว่าจะมีความ ผันผวนมากขึ้น และหากยังมีข้อจำกัดใดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของภาคเอกชน ธปท.ก็พร้อมที่จะผ่อนคลายเพิ่มเติม ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะทำการประเมินมาตรการอีกครั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า
"ถามว่าเราห่วงสภาพคล่องไหม ก็ไม่ได้มีปัญหา เพราะอย่างที่พูด เราดูแลสภาพคล่องอยู่แล้ว และที่สำคัญสภาพคล่องส่วนเกินก็มีอยู่ในระบบ ฉะนั้นไม่ได้มีอะไรจะเป็นอุปสรรค แต่เอกชนจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ทำความเข้าใจตลาด และหน่วยงานภาครัฐก็ตอบรับกันไป"
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายเกณฑ์ให้เอกชนลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นว่า การดำเนินการดังกล่าว จะช่วยทำให้เงินทุนที่ไหลเข้ากับที่ไหลออกมีความสมดุลมากขึ้น จากเดิมที่มีเม็ดเงินไหลเข้าจำนวนมาก และยังเป็นการช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าเกิน ไป อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังมากขึ้นด้วย เพราะเรื่องนี้อาจนำมาสู่ความผันผวนได้เช่นกัน
"ในช่วงระยะสั้นจะทำให้กลไกตลาดดีขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของประเทศและเศรษฐกิจด้วยเหมือนกัน"
ส่วนการที่ค่าเงินบาทจะมีเสถียรภาพหรือไม่นั้นนายประสาร กล่าวว่า คงต้องติดตามดู ต่อไป โดยในส่วนของธนาคารเอง เรื่องการลงทุนต่างประเทศ คงต้องพิจารณาตามความเหมาะสม และนโยบายของธนาคาร แต่ปัจจุบันธนาคารก็มีลูกค้าที่ลงทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก คงช่วยดูแลบริหารจัดการและบริหารความเสี่ยงให้กับลูกค้า
ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เห็นด้วยที่ธปท.ผ่อนคลายกฎระเบียบการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเห็นว่า จะเป็นการช่วยสนับสนุนให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพราะขณะนี้มีกระแสเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามามาก ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นและส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก อย่างไรก็ตามก็ต้องติดตามว่า ภาคธุรกิจหรือนักลงทุนจะให้ความร่วมมือในการนำเงินออกไปลงทุนยังต่างประเทศ มากน้อยแค่ไหน]
[log] => []
[revision_timestamp] => [1265637312]
[format] => [2]
[name] => [info]
[picture] => []
[data] => [a:3:{s:13:"form_build_id";s:37:"form-b3070c0b4ae934ee4a9b6fd1e40eae9a";s:7:"contact";i:1;s:17:"mimemail_textonly";i:0;}]
);