Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » หมวดหมู่ » มาตรา 190

มาตรา 190

ความโปร่งใสที่หายไปจากประกาศเจตนารมณ์ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

Submitted by admin on Sun, 12/08/2012 - 14:38
โดย : 
กรรณิการ์ กิจติเวชกุล

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพิ่งได้รับรางวัลชมเชยองค์กรโปร่งใส ประเภทภาครัฐด้านนโยบาย ในพิธีมอบรางวัลองค์กรโปร่งใส (NACC Integrity Awards) ครั้งที่ 2 จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งหน่วยราชการที่มีประกาศเจตนารมณ์เพื่อเป็นมาตรฐาน เป็นแนวทางปฏิบัติและเพื่อให้เป็นค่านิยมร่วมของบุคลากรในกรม ฉบับล่าสุดลงนามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554[1]

ความน่าสนใจอยู่ที่นโยบายการกำกับดูแลกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ดี ที่เน้นดำเนินการเจรจาการค้าระหว่างประเทศด้วยความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ สังคมและสิ่งแวดล้อม มีแนวทางปฏิบัติ คือ จัดทำท่าทีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศโดยยึดหลักวิชาการ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และย้ำว่าการเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม มีแนวทางปฏิบัติ คือ เปิดโอกาสให้ผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และประชาชนจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น
 
แต่ที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งยวด เมื่อเทียบประกาศเจตนารมณ์ฉบับนี้กับ นโยบายการกำกับดูแลกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552[2] จะพบว่า ในฉบับเมื่อปี 2552 เคยกำหนดไว้ว่า “เจรจาจัดทำความตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆด้วยความโปร่งใส” แต่ข้อความนี้ถูกตัดทิ้งไปเมื่อเป็นประกาศเจตนารมณ์
 
คำถามคือ เหตุใดนโยบายการกำกับดูแลกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ดีจึงละทิ้งซึ่ง ‘ความโปร่งใส’
 
เมื่อ 8 ปีที่แล้ว รศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธ์ เคยเขียนบทความถึงกระบวนการการเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทยว่าเป็นกระบวนการที่ปราศจากความโปร่งใสอย่างน้อย 5 ประการ[3]
“ประการแรก ไม่มีหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสในการเลือกประเทศคู่สัญญา นายกรัฐมนตรีเป็นผู้
เอานิ้วจิ้มว่าจะทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศใด โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า เหตุใดจึงเลือกทำ
ข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศหนึ่ง แต่ไม่ทำกับอีกประเทศหนึ่ง
ประการที่สอง ไม่มีความโปร่งใสเกี่ยวกับประเด็นการเจรจา ซึ่งรับรู้เฉพาะผู้นำรัฐบาล และ
คณะผู้แทนการเจรจา
ประการที่สาม ไม่มีความโปร่งใสเกี่ยวกับจุดยืนในการเจรจาในประเด็นต่างๆ ในหลายต่อ
หลายกรณี คณะผู้แทนไทยมิได้มีจุดยืนที่ชัดเจนในการเจรจา เพราะไม่มีชุดความรู้ที่จะกำหนดจุดยืนดังกล่าวได้ ในกรณีที่มีจุดยืนในการเจรจาก็มิได้ประกาศให้สาธารณชนได้รับทราบ ดังนั้น ประชาชนคนไทยมิอาจเตรียมปรับตัวได้ เพราะมิได้รับทราบว่า จุดยืนในการเจรจาของคณะผู้แทนไทยกระทบต่อชะตากรรมทางเศรษฐกิจของตนอย่างไรบ้าง
ประการที่สี่ ไม่มีความโปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการยื่นหมูยื่นแมวในการเจรจาการค้า
ระหว่างประเทศ ไม่มีความโปร่งใสว่า รัฐบาลสละอุตสาหกรรมหรือภาคเศรษฐกิจใด เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดอุตสาหกรรมหรือภาคเศรษฐกิจใด ในเมื่อผู้นำรัฐบาลและบุคคลที่ชิดใกล้รัฐบาลจำนวนมากมีผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ ประชาสังคมไทยจึงมีสิทธิที่จะตั้งข้อกังขาว่า กระบวนการยื่นหมูยื่นแมวในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศเกื้อประโยชน์ทางธุรกิจของผู้นำรัฐบาลและบุคคลที่ชิดใกล้รัฐบาลหรือไม่
ประการที่ห้า ไม่มีความโปร่งใสว่า ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ และใครรับภาระอันเกิดจากผลการเจรจา ความไม่โปร่งใสดังกล่าวนี้ ด้านหนึ่งทำให้ประชาชนมิอาจกำหนดจุดยืนได้ว่า สมควรสนับสนุนข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศดังกล่าวหรือไม่ อีกด้านหนึ่ง ทำให้มิอาจวิเคราะห์ผลกระทบอันเกิดจากการทำข้อตกลงดังกล่าวได้
 
เหตุเพราะไร้ซึ่งความโปร่งใสประกอบกับการไม่มีชุดความรู้มากเพียงพอที่จะ ‘จัดทำท่าทีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศโดยยึดหลักวิชาการ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม’ หรือไม่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในฐานะเลขานุการการประชุมระดับสูงเพื่อพิจารณาเตรียมการเปิดการเจรจาการค้าเสรีของไทย เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา จึงให้ความเห็นว่า ควรกำหนดให้ไทยมีท่าทีการเจรจาที่ยืดหยุ่น โดยอาจยอมรับข้อผูกพันที่มากกว่า TRIPs หรือยอมรับ TRIPs Plus ในการจัดทำการค้าเสรีเนื่องจาก การคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา (Data Exclusivity) เพิ่มเติม 5 ปีจะไม่มีผลกระทบต่อราคายาในปัจจุบัน และการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา อาจมีผลทำให้ยาสามัญ (Generic drugs) วางตลาดได้ช้าลงแต่ไม่เกิน 5 ปี จึงทำให้ผลกระทบต่อยามีจำกัด
 
หากกรมเจรจาฯใช้หลักวิชาการ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมจริงดังประกาศเจตนารมณ์ ก็ย่อมจะรู้ว่า ความชะงักงันในการเจรจาระหว่างสหภาพยุโรปกับอาเซียน ไม่ได้อยู่แค่เพียงความยังไม่เป็นประชาธิปไตยของพม่าในขณะนั้น แต่ยังมีประเด็นที่อาเซียนยืนกรานไม่ยอมรับข้อเรียกร้องด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ในองค์การการค้าโลก หลังจากที่สหภาพยุโรปยื่นข้อเสนอ (text) ให้ได้เห็นความต้องการ และนี่ก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดความชะงักงันเช่นเดียวกันในการเจรจาการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและอินเดีย ที่อินเดียยืนกรานที่จะไม่รับทริปส์พลัส ซึ่งการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา (Data Exclusivity) เป็นจุดอับตันของการเจรจา  
 
จากการศึกษาในประเทศไทยของ รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์และคณะ[4] ชี้ว่า ในบรรดาข้อเรียกร้องด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นทริปส์พลัสที่จะส่งผลกระทบรุนแรงที่สุด คือ การคุ้มครองข้อมูลการทดสอบทางยา หรือ การ​คุ้มครอง​ข้อมูล​ที่​ส่ง​ให้​พิจารณา​เพื่อ​ขอ​อนุญาต​ให้​วาง​ตลาด​ผลิตภัณฑ์ ซึ่งอยู่ในมาตรา 10 (1-3) Protection of Data Submitted to Obtain a Marketing Authorization ตามที่สหภาพยุโรปเคยยื่นข้อเรียกร้องในการเจรจากับอาเซียน (แม้จะเป็นการศึกษาจากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ แต่เมื่อเทียบข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปมีลักษณะเดียวกัน)
 
ผลการคำนวนจากปี พ.ศ. 2550 ที่เป็นปีที่ทำการศึกษา พบว่า ในห้าอีกปีข้างหน้า (พ.ศ. 2556) ถ้าปล่อยให้มีการผูกขาดข้อมูลยาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ค่าใช้จ่ายด้านยาของไทยจะสูงถึง 81,356 ล้านบาท ซึ่งข้อเรียกร้องลักษณะนี้จะมีผลกระทบรุนแรงเสียยิ่งกว่าการให้คุ้มครองสิทธิบัตรเพิ่มอีก 5 ปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเพียง 27,883 ล้านบาท
 
เหตุที่การให้การคุ้มครองข้อมูลการทดสอบทางยามีผลกระทบรุนแรงที่สุด เป็นเพราะจะทำให้บริษัทยามีสิทธิที่จะขยายอำนาจผูกขาดตลาดด้วยการผูกขาดข้อมูลยาในกระบวนการขึ้นทะเบียนตำรับยาไม่ว่ายานั้นจะเป็นยาที่จดสิทธิบัตรไว้ในไทยหรือไม่ก็ตาม บริษัทยาข้ามชาติจะสามารถควบคุมข้อมูลการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial Data) ได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงว่ายาต้นแบบนั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ 
 
โดยทั่วไปแล้ว บริษัทผลิตยาชื่อสามัญจะใช้ตัวยาสำคัญ (Active Ingredient) ตัวเดียวกับยาต้นแบบมาผลิตเป็นยาได้ ก็ต่อเมื่อสิทธิบัตรของยาต้นแบบหมดอายุแล้วหรือไม่ได้จดสิทธิบัตรไว้ จากนั้นบริษัทยาชื่อสามัญจะต้องทำการศึกษาชีวสมมูลของยา (Bioequivalent Study) เพื่อพิสูจน์ว่ายานั้นมีคุณภาพเท่าเทียมกับยาต้นแบบโดยที่ไม่ต้องทำการทดลองทางคลินิกซ้ำอีกครั้ง เนื่องจากเป็นกระบวนการที่มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน นอกจากนี้ การทดลองทางคลินิกซ้ำจัดว่าเป็นการทำผิดจริยธรรมการทำวิจัยในมนุษย์ เนื่องจากทราบอยู่แล้วว่ายาดังกล่าวมีประสิทธิผลในมนุษย์ จึงไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตมนุษย์มาเสี่ยงในการทดลองอีกครั้ง
 
การคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา ถือว่าเป็นการผูกขาดตลาดอีกทางหนึ่งของบริษัทยาข้ามชาติ ที่กำหนดกติกาใหม่ของการขึ้นทะเบียนตำรับยาชื่อสามัญใหม่ เพื่อกีดกันไม่ให้บริษัทยาชื่อสามัญขอขึ้นทะเบียนตำรับยาชื่อสามัญใหม่เพื่อผลิตและจำหน่ายหลังจากที่ยาใหม่ของบริษัทยาข้ามชาติเข้าสู่ตลาดในไทยตามเวลาผูกขาดข้อมูลยา
นั่นหมายความว่า หากระยะเวลาผูกขาดข้อมูลดังกล่าวยังไม่หมดลง ยาชื่อสามัญก็ไม่สามารถผลิตออกมาจำหน่ายได้ ทั้งๆ ที่เป็นยาซึ่งปลอดภัยและมีประสิทธิผลไม่แตกต่างกัน จึงเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยาชื่อสามัญที่มีราคาถูกกว่าและให้ผลการรักษาได้เช่นเดียวกัน
 
อีกทั้ง ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ประเทศต่างๆ นำมาตรการยืดหยุ่นตามข้อตกลงทริปส์มาใช้ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลไทยไม่สามารถใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยาได้จนกว่าอายุการผูกขาดข้อมูลจะหมดลง เพราะผู้ผลิตยาชื่อสามัญจะไม่สามารถขอขึ้นทะเบียนตำรับยาได้ในช่วงเวลาดังกล่าว
 
จากประสบการณ์ในหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า การการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยาทำให้ยา “แพง” ขึ้น เฉพาะแค่ผลกระทบที่มีต่อราคายาในโคลัมเบีย หลังจากที่สหภาพยุโรปบังคับให้มีการผูกขาดข้อมูลยา 10ปี ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศเพิ่มขึ้น340 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (10,200ล้านบาท)[5] นี่หรือที่กรมเจรจาฯสรุปว่า ไม่มีผลกระทบ
 
นอกจากนี้ งานศึกษา ‘ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีสหภาพยุโรป ข้อเสนอแนะท่าทีการเจรจาและการปรับตัวของไทย’[6]โดยสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ได้ดำเนินการศึกษาผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีสหภาพยุโรป ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตร และการคุ้มครองข้อมูลยา ซึ่งมีข้อเสนอแนะสรุปว่า ไม่รับประเด็นการผูกขาดสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของข้อมูลยา (Data Exclusivity) และการให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการวางแผนในการวางจำหน่ายในท้องตลาด (Market Exclusivity) เนื่องจาก การให้การคุ้มครองข้อมูลของยาต้นแบบในรูปแบบของ Data Protection เพียงพอแล้วและเป็นไปตามความตกลง TRIPS
 
ดังนั้น ความเห็นของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในฐานะเลขานุการการประชุมระดับสูงเพื่อเตรียมการเปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย จึงเป็นความคิดเห็นที่ผิดพลาดไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานทั้งวิชาการและความเป็นจริง ไร้ซึ่งความโปร่งใสซึ่งจะชี้นำทิศทางที่ผิดพลาดให้แก่ผู้กำหนดนโยบาย โดยเฉพาะกับรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่มีนโยบายสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำ-สร้างความเป็นธรรมในระบบสุขภาพและการสร้างความยั่งยืนด้วยการดูแลภาระการเงินในระบบสุขภาพไม่ให้เกิดปัญหา
 

ถึงที่สุดแล้ว กรมเจรจาฯ พึงต้องแสดงความมีธรรมาภิบาลให้สมกับที่ได้รางวัลองค์กรแห่งความโปร่งใสว่า ‘การจัดทำท่าทีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศโดยยึดหลักวิชาการ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม’ ในประกาศเจตนารมณ์ของกรมเจรจาฯเป็นเพียงแค่สิ่งประดับข้างฝา หรือ เอาไว้แค่ท่องจำเพื่อสร้างราคาให้แก่หน่วยงานโดยไม่มีการปฏิบัติจริง หรือว่า อันที่จริง ความโปร่งใสได้หายไปจากกรมเจรจาฯเสียสิ้นแล้ว



[1] http://www.dtn.go.th/filesupload/files/aboutus/dtngoodpolicy.pdf
[2] http://www.dtn.go.th/dtn/aboutus/file/นโยบายระหว่างประเทศที่ดี.doc
[3] http://econ.tu.ac.th/archan/rangsun
[4] จิราพร ลิ้มปานานนท์, นุศราพร เกษสมบูรณ์, วิทยา กุลสมบูรณ์, อุษาวดี มาลีวงศ์, อัจฉรา เอกแสงศรี และปริญญา เปาทอง (2553) โครงการวิจัยผลกระทบของข้อเรียกร้องด้านสิทธิบัตรในข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมยาชื่อสามัญในประเทศ
และ โครงการวิจัย “ผลกระทบและมาตรการรองรับ กรณีขยายความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับข้อตกลงเพื่อเปิดเขตการค้าเสรี ไทย – สหรัฐอเมริกา : มิติผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและต่อสุขภาพ”, Southeast Asian Journal Tropical Medicine Public Health. หน้า 667-677.
[5] Oxfam and Health Action International, (2009), ‘Trading away access to medicines. How the European Union’s trade agenda has taken the wrong turn.’
[6] พิชญ์ นิตย์เสมอ, อรพรรณ พนัสพัฒนา, นันทน อินทนนท์, เพียงเพ็ญ บุตรกตัญญู, กวิน นิติมนตรี, สกุลรัตน์ มนตรีวัต และคณะ.(2552) โครงการศึกษาวิจัยเพื่อเตรียมการรองรับการเจรจาจัดทำความตกลงในส่วนทรัพย์สินทางปัญญาของเขตการค้าเสรีอาเซียน – สหภาพยุโรป. กรมทรัพย์สินทางปัญญา. กรุงเทพฯ.

 

  • กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
  • ศรีรัตน์ รัษฐปานะ
  • มาตรา 190
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • FTA Thai-EU
  • 832 reads

“หมวด 3 หมวด 5” อย่าตีกรอบประชาชนตั้งแต่ต้นทาง

Submitted by admin on Fri, 25/05/2012 - 00:00
โดย : 
โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน(iLaw)

บทเรียนการล้มลุกคลุกคลานครั้งแล้วครั้งเล่าของการให้สิทธิประชาชนเสนอกฎหมาย แม้จะยังไม่ผลิดอกออกผลงดงาม แต่ก็ได้ฝากการเรียนรู้ที่น่าสนใจไว้กับสังคมไทยมากมาย ประเด็นหนึ่งที่อาจถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงไม่มาก แต่ในความเป็นจริงเป็นเหมือนหลุมพรางของประชาชนผู้ผลักดันกฎหมายที่ต้องคอยหวาดระแวงโดยไม่รู้ว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ตกลงไปได้อย่างไร คือประเด็น “หมวด 3 หมวด 5” 

อ้างอิง: 
“หมวด 3 หมวด 5” อย่าตีกรอบประชาชนตั้งแต่ต้นทาง
  • จักรชัย โฉมทองดี
  • มาตรา 190
  • Read more
  • 370 reads

ภาคประชาสังคมใช้รูปแบบองค์การ อิสระผู้บริโภค จัดรับฟังความคิดเห็นเอฟทีเอ อียู-ไทย 4 ภาค มิ.ย.นี้ ก่อนให้ความเห็นควรเจรจาหรือไม่

Submitted by admin on Mon, 10/05/2010 - 16:00
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

(ก.พาณิชย์ฯ/10 พ.ค.53)

  • มาตรา 190
  • THAI-EFTA
  • Read more
  • 3398 reads

ลำดับเหตุการณ์การเสนอร่าง พรบ.การจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ....

Submitted by admin on Tue, 20/10/2009 - 00:00
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)
  • มาตรา 190
  • 6411 reads
  • 1 attachment

คำฟ้องศาลปกครองกลางยื่นฟ้องประธานรัฐสภา และ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ต่อศาลปกครองกลาง ในกรณีที่ไม่รับร่างพระราชบัญญัติการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ. ...ที่ประชาชนเสนอหมื่นรายชื่อ

Submitted by admin on Tue, 20/10/2009 - 00:00
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

  • มาตรา 190
  • 5974 reads
  • 1 attachment

เอฟทีเอ ว็อทช์ ยื่นฟ้องประธานรัฐสภา และ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ต่อศาลปกครองกลาง ในกรณีที่ไม่รับร่างพระราชบัญญัติการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ. ...ที่ประชาชนเสนอหมื่นรายชื่อ

Submitted by admin on Tue, 20/10/2009 - 00:00
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

(20 ต.ค. 52 / ศาลปกครองกลาง) เมื่อเวลา 10.30 น. นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานโครงการพัฒนากระบวนการจัดทำหนังสือสัญญา ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) พร้อมด้วย นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี และนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ได้เดินทางมาที่ศาลปกครองกลาง แจ้งวัฒนะ เพื่อยื่นฟ้อง นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เป็นจำเลยที่ 1 และ นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลปกครองกลางในกรณีที่ไม่รับร่างพระราชบัญญัติการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ....ที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 10,378 คนร่วมกันเข้าชื่อเสนอต่อรัฐสภาไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 โดยใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่าหลักการของร่างพระราชบัญญัติการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ. .... ไม่เข้าเงื่อนไขในหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หรือหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

  • จักรชัย โฉมทองดี
  • มาตรา 190
  • Read more
  • 3141 reads

พิธีกรรมอำพรางอันนำมาสู่ข้อสรุปแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น และ 1 ใน 6 ประเด็นร้อน ก็คือ มาตรา 190

Submitted by admin on Tue, 29/09/2009 - 00:00
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

 

จักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขต การค้าเสรีภาคประชาชน หรือ เอฟทีเอ วอทช์ ซึ่งก่อนหน้านี้ เข้ายื่นหนังสือต่อ สามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่ว่าด้วยการจัดทำหนังสือสนธิสัญญากับต่างประเทศ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

  • จักรชัย โฉมทองดี
  • พรบ.การจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ
  • มาตรา 190
  • Read more
  • 2395 reads

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ มาตรา 190 ไม่ใช่ปัญหา

Submitted by admin on Mon, 24/08/2009 - 00:00
โดย : 
โครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ
กระแสการ แก้รัฐธรรมนูญจากฝ่ายการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น ได้มีความพยายามในการพาดพิงให้เห็นว่ามาตรา 190 เป็นอุปสรรคต่อการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ จนต้องขอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการโครงการยุทธศาสตร์นโยบายฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะมาชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วปัญหาของรัฐธรรมนูญมาตรา 190 อยู่ตรงจุดไหน
อ้างอิง: 
โครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ
  • บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
  • มาตรา 190
  • Read more
  • 1384 reads

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ มาตรา 190 ต้องเอื้อต่อความมั่นคงทางอาหาร

Submitted by admin on Mon, 24/08/2009 - 00:00
โดย : 
โครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ

ไม่เพียง เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมที่ค่อยๆ สูญสลายไปภายหลังข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างอาเซียนและจีนมีผลบังคับใช้ หรือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ต้องตัดใจขายวัวของตัวเองไปในราคาขาดทุนทันที ที่ไทยเริ่มลดภาษีให้ผลิตภัณฑ์นมจากออสเตรเลีย

อ้างอิง: 
โครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ
  • วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
  • มาตรา 190
  • Read more
  • 1147 reads

จักรชัย โฉมทองดี ทิศทางที่เริ่มดีขึ้นของ ม.190 กับเอฟทีเอ EU-ASIAN

Submitted by admin on Mon, 17/08/2009 - 00:00
โดย : 
โครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ
การ เจรจาเอฟทีเอระหว่างประเทศไทยกับประเทศคู่ค้าต่างๆ นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะสมัยรัฐบาลที่กุมบังเหียนโดยนักธุรกิจอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น หากแต่รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการรัฐประหารก็ยังเดินหน้าทำเอฟทีเอต่อไป ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการเจรจาเอฟทีเอระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียน ที่ จักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานเครือข่าย FTA Watch จะมาฉายภาพข้อตกลงดังกล่าวให้เราฟัง
อ้างอิง: 
โครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ
  • จักรชัย โฉมทองดี
  • มาตรา 190
  • Read more
  • 1286 reads
  • « first
  • ‹ previous
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content