Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » หมวดหมู่ » มาตรา 190

มาตรา 190

มาตรา 190 ยังคงต้องรักษาไว้ รายการ Wake Up Thailand ประจำวันที่ 3 เมษายน 2556 ตอนที่ 2

  • มาตรา 190
  • Read more
  • 146 reads

ตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส : แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพื่อใคร ? 3 เม.ย. 56

  • มาตรา 190
  • Read more
  • 292 reads

แถลงการณ์ “แก้รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยต้องไม่ถดถอย ประชาชนไม่ถูกเบียดขับ บทพิสูจน์มาตรา 190”

Submitted by admin on Mon, 01/04/2013 - 09:25
โดย : 
กลุ่มศึกษาศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

ตามนายประสิทธิ โพธิสุธน ได้ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 314 คน เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 ว่าด้วยการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ โดยตัดสาระสำคัญของมาตราดังกล่าวโดยเฉพาะลักษณะหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่เข้าข่ายต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา กล่าวคือ หนังสือสัญญาที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ, หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต่อจากนี้ไป ไม่ต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานั้น

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ เอฟทีเอ ว็อทช์ เห็นว่า การแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ทำให้หลักการประชาธิปไตยถดถอย และต้องดำเนินการอย่างเปิดกว้างและมีส่วนร่วมจากประชาชน

ที่ผ่านมา มาตรา 190 เกิดขึ้นมาเนื่องจากปัญหาที่สะสมอย่างยาวนานจากการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่แสดงอย่างชัดเจนถึงความไม่เป็นประชาธิปไตยและขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนและฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เพียงแต่นักวิชาการเท่านั้นแต่ภาคประชาสังคมในวงกว้างก็มีจุดยืนต้องการเห็นกระบวนการที่ สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นโดยตั้งอยู่บน 3 หลักการสำคัญ คือ 1. บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ 2.ความโปร่งใส-ตรวจสอบได้ และ 3. การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการเจรจา

อย่างไรก็ตามสาระของ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 ของ ส.ว.และ ส.ส. 314 คน ดังกล่าว เป็นการทำลายกระบวนการประชาธิปไตยซึ่ง จะก่อให้เกิดผล เสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทย ถึงแม้ในร่างแก้ไขฯจะเขียนให้ออกกฎหมายลูก ภายใน 1 ปีและเขียนรายละเอียดการเข้าถึงข้อมูล ก็ไม่มีความหมายใดๆ เพราะไม่มีข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญต้องรับฟังหรือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้ง หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันทางงบประมาณ ผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง ก็จะไม่เข้าข่าย จึงเท่ากับเป็นเขียนหลอกประชาชนให้รู้สึกดีขึ้น น่าเป็นห่วงว่า ส.ส.จากรัฐบาลทั้งที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนกลับมีทัศนะรังเกียจการมีส่วนร่วมของประชาชน เข้าข่ายเป็นประชาธิปไตยถดถอย

การเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ในสาระเช่นนี้ จะเป็นการสร้างอำนาจผูกขาดให้กับฝ่ายบริหาร โดยปิดพื้นที่ประชาธิปไตยทางตรงที่ประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วม และตัดบทบาทของรัฐสภาออกไปโดยเกือบสิ้นเชิง ทั้งๆที่ เมื่อครั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์ เสนอกฎหมายลูกเข้าสู่สภาเมื่อ พ.ค.2553 ส.ส.พรรคเพื่อไทยเคยวิพากษ์ในสภาอย่างเผ็ดร้อน ถึงความไม่เป็นประชาธิปไตยของพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลในขณะนั้น ที่ตัดหนังสือสัญญาเงินกู้ ไม่เข้าข่ายมาตรา 190 จนทำให้รัฐบาลในขณะนั้น ต้องถอนร่างกฎหมายลูกในที่สุด

ข้อกล่าวหาที่ว่า มาตรา 190 ทำให้การเจรจาหนังสือสัญญาระหว่างประเทศต่างๆล่าช้านั้น เป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่เป็นความจริง จากงานศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า หากมีการตราพระราชบัญญัติตามมาตรา 190 ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะสามารถแก้ไขและคลี่คลายข้อจำกัดที่มีอยู่ นอกจากนี้ยังสามารถแก้ไขปัญหาการใช้มาตรา 190 มาเป็นอาวุธทิ่มแทงพรรครัฐบาลได้ แต่ความเป็นจริงนี้ไม่พูดถึง เนื่องจากแท้ที่จริงชนชั้นนำทุกฝ่ายต้องการฉวยโอกาสเบียดขับประชาชนออกไปจากพื้นที่ทางนโยบาย

ดังนั้น กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ เอฟทีเอ ว็อทช์ ขอให้ทุกฝ่ายมองเรื่องมาตรา 190 ว่า ไม่ใช่การช่วงชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างพรรคหรือการขับเคี่ยวกับฝ่ายค้าน แต่เป็น การต่อสู้ระหว่างประชาชนกับชนชั้นนำทุกฝ่ายที่สมประโยชน์กัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ส่วนรวมที่จะกระทบกับประชาชนโดยตรงในวงกว้าง จึงขอเรียกร้องให้ผู้เสนอแก้ไขมาตรา 190 ออกมาชี้แจงโดยละเอียดและแลก เปลี่ยนกับภาคประชาชนในที่สาธารณะโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ การแก้ไขหรือปรับปรุงรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิที่ประชาชนชาวไทย หรือผู้แทนปวงชนชาวไทยย่อมกระทำได้ภายใต้หลักการประชาธิปไตย และด้วยเจตจำนงค์ที่จะผลักดันให้รัฐธรรมนูญเป็นกรอบการปกครองเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ควรผูกขาดแค่ในรัฐสภาเพียงองค์กรเดียว เนื่องจากฝ่ายการเมืองเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง การแก้ไขจึงไม่ควรเป็นเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นกระบวนการแก้ไขและปรับปรุงรัฐธรรมนูญ จะต้องมีกระบวนการที่ชัดเจน ในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะต้องประกอบไปด้วย ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ทั้งนักวิชาการ กลุ่มประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้จะต้องจัดให้มีการศึกษาอย่างรอบคอบและจัดรับฟัง ความคิดเห็นประชาชนเจ้าของประเทศอย่างกว้างขวางและทั่วถึงในทุกภูมิภาค รวมทั้งนำความคิดเห็นนั้นมาประกอบกับเนื้อหาการแก้ไขฯเพื่อให้รัฐสภามีมติ ต่อไป ทั้งนี้ นอกจากนี้ หากการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการปรับเปลี่ยนในสาระสำคัญจะต้องจัด ให้มีการลงประชามติรายมาตรา

เมื่อ ดำเนินการเช่นนี้แล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับได้ มิเช่นนั้นจะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองและสังคมต่อไปได้

  • มาตรา 190
  • Read more
  • 204 reads

เข็นร่างกรอบเจรจาฯเอฟทีเอ ไทย-อียู เป็นวาระเร่งด่วน เข้ารัฐสภาพรุ่งนี้ ไม่ฟังเสียงทัดทานจากประชาชน

Submitted by admin on Mon, 28/01/2013 - 17:00
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

พรุ่งนี้ (29 ม.ค.) ที่ประชุมรัฐสภา มีแนวโน้มเลื่อนวาระการให้ความเห็นชอบต่อร่างกรอบเจรจาการค้าเสรี ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป จากวาระที่ 24 มาเป็นวาระเร่งด่วนที่จะให้ความเห็นชอบได้ในสัปดาห์นี้

  • Third World Network(TWN)
  • กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
  • การค้าและการลงทุน
  • มาตรา 190
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • FTA Thai-EU
  • Read more
  • 504 reads
  • 2 attachments

เอฟทีเอ ว็อทช์ จี้ กรมเจรจาฯนำร่างกรอบเอฟทีเอ ไทย-อียู ไปปรับปรุงก่อนส่งเข้าสภา ชี้ดีแต่ปกป้องภาคธุรกิจ ทอดทิ้งประชาชน

Submitted by admin on Mon, 21/01/2013 - 12:17
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

(กรุงเทพฯ/21 ม.ค.56) นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์กล่าวว่า ภาคประชาสังคมที่ติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศกังวลต่อร่างกรอบเจรจาเอ ฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปที่เพิ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ ทั้งที่ผ่าน ครม.เกือบ 2 เดือนแล้ว เพราะพบว่า เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของประชาชนในภาพรวมกับเขียนอย่างกว้างๆ ขณะที่เนื้อหาที่ภาคธุรกิจต้องการกับเขียนอย่างรัดกุม ดังนั้น ผลจากการรับฟังวันพุธนี้ ควรนำไปสู่การปรับปรุงร่างกรอบเจรจาก่อนส่งเข้าสู่การพิจารณารัฐสภา

“ในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา ข้อ 5.11.1 ระบุว่า ‘ให้ระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสอดคล้องกับระดับการคุ้มครองตามความตกลงขององค์การการค้าโลก และ/หรือความตกลงใด ๆ ที่ไทยเป็นภาคี’ ซึ่งก่อนหน้านี้กรมเจรจาฯยอมรับเองว่า ที่เขียนเช่นนี้ อนุญาตให้เจรจาความตกลงที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ได้ แม้จะพยายามเขียนข้ออื่นๆให้เหมือนเป็น safeguard แต่จากเอกสารที่ สำนักงาน อย.นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภา ระบุว่า “ผลกระทบที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม คือ การผูกขาดข้อมูลทางยาจะขัดขวางการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของรัฐเพื่อสาธารณประโยชน์ (ซีแอล) มิให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ เว้นแต่จะได้บัญญัติให้เป็นข้อยกเว้นในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการประกาศซีแอลเป็นการยกเว้นสิทธิตามสิทธิบัตรในระบบสิทธิบัตร แต่การผูกขาดข้อมูลทางยาเป็นมาตรการขัดขวางการขึ้นทะเบียนยาของผู้ผลิตรายอื่นที่ผลิตยาตามการประกาศซีแอล ซึ่งเป็นข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติยา” ดังนั้น ในทางปฏิบัติจะไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยตามที่ อย.ระบุไว้

“ดังนั้น หากประเทศไทยซึ่งจะทำการเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปถูกผูกมัดด้วยบทบัญญัติทั้งการขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตร และการผูกขาดการขึ้นทะเบียนยา จะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ภาครัฐอย่างรุนแรง ซึ่งหมายถึงผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนไทย และกระทบกับความมั่นคงทางยาของประเทศในที่สุด” นี่คือ ข้อสรุปของ อย.ที่กรมเจรจาต้องไปนำปรับปรุง

ทางด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอครั้งนี้ เป็นไปเพื่อการต่อสิทธิพิเศษทางการค้า (จีเอสพี) เท่านั้น โดยเอาประโยชน์ของทั้งประเทศเข้าแลก

“กรมเจรจาฯมักอ้างว่า กรอบการเจรจาต้องเขียนให้กว้าง ซึ่งไม่เป็นความจริง จะพบว่า การปกป้องผลประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่ เช่น มาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อม กลับเขียนว่า ให้เท่ากับกฎหมายในประเทศเท่านั้น ซึ่งเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ แต่ทอดทิ้งประชาชน

การเจรจาเอฟทีเอที่ผ่านมา เมื่อภาคเกษตรไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจที่ต้องการผลักดันให้มีการเจรจา มักอ้างว่า ภาคที่แข่งขันไม่ได้ไม่ควรได้รับการปกป้อง แต่ภาคธุรกิจส่งออกที่พึ่งจีเอสพี ทั้งกับสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ กลับเรียกร้องการปกป้องจากรัฐบาล ว่า จะสู้คู่แข่งไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับสิทธิจีเอสพี ทั้งที่หากถูกตัดสิทธิจะเสียเปรียบคิดเป็นมูลค่า 80,000 ล้านบาทเท่านั้น”

ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถียังกล่าวเพิ่มว่า ร่างกรอบเจรจาฯนี้ไม่ได้ใส่ใจต่อเกษตรที่จะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์แพง 3-4 เท่า ตัว และนำไปสู่กระทบความมั่นคงด้านอาหาร หากรัฐบาลไปยอมขยายระยะเวลาการคุ้มครองพันธุ์พืชและผูกขาด ขณะที่เรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งประเทศไทยควรได้ประโยชน์กลับระบุให้เป็นแค่ความร่วมมือซึ่งไทยจะไม่ได้ ประโยชน์เต็มที่

ทางด้าน ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า การค้าเสรีจะทำให้สินค้าราคาถูกลง บริการดีขึ้น โฆษณาทำการตลาดได้เสรี หลักการนี้จึงควรใช้กับสินค้าที่มีประโยชน์กับมนุษย์เท่านั้น แต่เครื่องดื่มฆ่าคนไทยปีละ 26,000 คน ตกราวชั่วโมงละ 3 คน และยังทำลายครอบครัวเยาวชนอีกมากมาย เป้นสาเหตุของโรคมากกว่า 60 โรค ถ้าปล่อยให้ค้าเสรี จะกลายเป็น “การฆ่าเสรี” เสียมากกว่า ที่ผ่านมากรมเจรจาฯเปิดรับฟังแต่ไม่เคยใส่ใจเรื่องพิษภัยแอลกอฮอล์ ทำให้ร่างกรอบเจรจาฯไม่ได้วางแนวป้องกันดังกล่าวเลย

“รัฐบาลนี้เคยเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนบวกจีนที่ไทยเมื่อเดือน ก.ค.55 โดยมีข้อสรุปตรงกันว่า สนับสนุนให้ถอนสินค้าเหล้า บุหรี่ ออกจากสินค้าปลอดภาษี เพราะสินค้าดังกล่าวทำร้ายสุขภาพ นั่นเป็นการแสดงความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาสังคม ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารโลกที่แนะนำว่า ประเทศใดควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้มาก จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจและสังคมดีขึ้น เหตุใดรัฐบาลจึงละทิ้งความมุ่งมั่นดังกล่าวเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการค้า เฉพาะหน้าเช่นนี้”

รศ.ดร.จิ ราพร ลิ้มปานานนท์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ดีที่ในที่สุดกรมเจรจาฯยอมเปิดรับฟังและเผยแพร่ร่างกรอบเจรจาฯเมื่อวันศุกร์ ที่ผ่านมา แต่รับฟังแล้วควรนำไปสู่การทบทวน ไม่ใช่เปิดฟังแบบพิธีกรรม ดังที่ผ่านมาเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่ต้องไม่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ ทั้งนี้ประสบการณ์การเจรจาของอินเดียพิสูจน์การยืนหยัดในเรื่องนี้ไม่ได้ทำ ให้การเจรจาเอฟทีเอเดินหน้าไม่ได้ ตามที่กรมเจรจาฯและภาคธุรกิจกล่าวอ้าง

ทางด้านนายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานเอฟทีเอ ว็อทช์กล่าวว่า ประเด็นการลงทุน ข้อ 5.9.5 ที่เปิดโอกาสให้สามารถใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเป็นทางเลือกหนึ่งในการระงับข้อพิพาท เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าห่วงใย เนื้อหาส่วนนี้ เรียกชื่อทางการว่า กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน (Investor State Dispute Settlement – ISDS) ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ต้องการยกเว้น ไม่เจรจาในการเจรจา TPP ที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากประสบการณ์ของประเทศในความตกลง NAFTA ที่ถูกนักลงทุนต่างชาติใช้กลไกดังกล่าวในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและล้มนโยบายสาธารณะมานักต่อนักแล้ว แต่ในร่างกรอบเจรจาฯเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปกลับเปิดทางให้

“จากการเสียค่าโง่อยู่บ่อยครั้ง ทำให้คณะรัฐมนตรีเคยมีมติ ครม.เมื่อปลายปี 2552 “ให้การสัญญาทุกประเภทที่หน่วยงานของรัฐทำกับเอกชนในไทยหรือต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ ไม่ควรเขียนผูกมัดในสัญญาให้มอบข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด แต่หากมีปัญหาหรือความจำเป็น หรือเป็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญาอีกฝ่ายที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเป็นราย ๆ ไป” โดยเหตุผลที่สำคัญคือ “เมื่อมีเหตุต้องดำเนินการตามวิธีการอนุญาโตตุลาการแล้ว ส่วนใหญ่หน่วยงานของรัฐจะเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือเป็นฝ่ายที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นภาระด้านงบประมาณแผ่นดิน จึงเห็นควรให้ปรับปรุง” ซึ่งมติครม.นี้ยังถือปฏิบัติอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่การทำเอฟทีเอที่เปิดช่องเช่นนี้เท่ากับเป็นการตีเช็คเปล่าให้เกิดค่าโง่เรื่อยๆ ซึ่งจะกระทบทั้งงบประมาณแผ่นดินและการทำนโยบายสาธารณะของประเทศ”

  • มาตรา 190
  • FTA Thai-EU
  • 295 reads

สภาที่ปรึกษาฯเตือนรัฐบาล ควรนำร่างกรอบเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียู ไปรับฟังความคิดเห็น ตามมาตรา 190 ก่อนเข้ารัฐสภา อย่าเชื่อตามเอกชนเสี่ยงเอาคอขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ

Submitted by admin on Wed, 16/01/2013 - 15:09
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

ตามที่คณะรัฐมนตรีจะเสนอร่างกรอบเจรจาเอฟทีเอไทยกับสหภาพยุโรปให้รัฐสภาพิจารณาวันอังคารที่ 22 ม.ค.นี้ รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และประธานคณะทำงานเกี่ยวเนื่องด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า รู้สึกกังวลต่อท่าทีของกระทรวงพาณิชย์ที่ไม่เปิดเผยร่างกรอบเจรจาฯแม้จะผ่าน ครม.ไปตั้งแต่ 4 ธ.ค.55 และยังไม่เคยนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เกรงว่า กระทรวงพาณิชย์จะสร้างปมปัญหาทางการเมืองแก่รัฐบาลในอนาคต

“ทางสภาที่ปรึกษาเข้าใจดีว่า รัฐบาลต้องการที่จะเริ่มเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียูอย่างเร่งด่วน แต่การเจรจาเอฟทีเอเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ตามมาตรา 190 ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และกระทรวงการต่างประเทศต่างเห็นด้วยกับสภาที่ปรึกษาฯว่า รัฐบาลต้องมีการจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) กรอบเจรจาฯ อย่างทั่วถึงก่อนเสนอให้รัฐสภา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากที่ผ่านมาร่างกรอบฯนี้ยังไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะหรือรับฟังความคิดเห็นเลย

การจัดรับฟังความคิดเห็นในร่างกรอบฯ เพียง 1 ครั้งในส่วนกลางไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือเสียเวลา แต่ถือเป็นข้อมูลที่พึงแนบให้รัฐสภาได้พิจารณา ในฐานะที่ปรึกษาของรัฐบาลตามกฎหมายค่อนข้างกังวลกับท่าทีของกระทรวงพาณิชย์มาก เมื่อวานนี้ในการประชุมพิจารณาร่างความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาฯ กรมเจรจาฯยังมีท่าทีไม่เต็มใจที่จะจัดรับฟังความคิดเห็น ขณะที่ภาคเอกชน คือ นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ที่ปรึกษาอาวุโส กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ตัวแทนสภาหอการค้าไทย ยังเสนอให้เดินหน้าเข้ารัฐสภา แล้วให้คนที่กังวลก็ไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสภาที่ปรึกษาฯไม่อยากเห็นรัฐบาลตกไปอยู่ในภาวะความเสี่ยงทางการเมืองเช่นนั้นอีก”

รศ.ดร.จิราพร กล่าวว่า สภาที่ปรึกษาฯเสนอให้รัฐบาลกำหนดให้ (ร่าง) กรอบการเจรจาฯ ระบุอย่างชัดเจนให้ระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาต้องไม่เกินไปกว่าความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้าขององค์การการค้าโลก กฎหมายไทย หรือความตกลงใดๆ ที่ไทยเป็นภาคีอยู่ ทั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์แห่งชาติด้านยา พ.ศ. 2555-2559 ซึ่งจะทำให้นโยบายลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในระบบสุขภาพที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจริง

“การกำหนดให้การเจรจาเอฟทีเอไม่เกินไปกว่าทริปส์นั้น ไม่ได้เป็นการขวางการเจรจาดังที่ภาคเอกชนวิตกกังวล เพราะดูจากการเจรจาเอฟทีเอของอินเดียกับอียู อินเดียซึ่งมีอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญเข้มแข็งระดับโลกไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว จนในที่สุดนายคาเรล เดอ กุช ประธานคณะกรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรป หัวหน้าคณะเจรจา ต้องยอมรับด้วยการเขียนบทความเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ระบุว่า สหภาพยุโรปจะไม่กดดันให้อินเดียต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาในด้านนี้แล้ว เพื่อป้องกันผลกระทบทางลบที่จะเกิดต่อการเข้าถึงยารักษาโรคในราคาที่เหมาะสมทั้งที่อินเดียและที่อื่นๆ การเจรจาเอฟทีเอของทั้งสองประเทศก็ยังดำเนินต่อได้ไป และเท่าที่ทราบมาในร่างกรอบเจรจาฯหลายประเด็นที่ภาคเอกชนห่วงใยก็ได้กำหนดชัดเจน เช่น มาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศ ไม่ได้เป็นการกำหนดกรอบอย่างหลวมๆตามอ้าง”

อย่างไรก็ดี สภาที่ปรึกษาฯยินดีอย่างยิ่งที่ทางกระทรวงพาณิชย์รับปากที่จะรอผลการการประเมินผลกระทบทางสุขภาพกรณีศึกษาผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรีไทย-อียูต่อการเข้าถึงยา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จะดำเนินการเสร็จสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางในการเจรจาด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา และจะให้มีการศึกษาเปรียบเทียบผลดีผลเสียในภาพรวมทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน ซึ่งสะท้อนสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปที่ได้มีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งจะทำการศึกษาผลดีผลเสียด้านสวัสดิการของเกษตรกร แรงงาน และผู้มีรายได้น้อย เพราะที่ผ่านมาไม่มีความชัดเจนว่าผลประโยชน์จากการทำเอฟทีเอตกไปอยู่ที่ใด

  • นายกรัฐมนตรี
  • มาตรา 190
  • FTA Thai-EU
  • 334 reads
  • 1 attachment

เอฟทีเอ ว็อทช์ แฉ กระทรวงพาณิชย์ทำร่างกรอบเจรจาฯเอฟทีเอ ไทย-อียู บิดเบือนนโยบายรัฐบาล จี้รัฐบาลปูทบทวนก่อนเข้ารัฐสภา

Submitted by admin on Thu, 13/12/2012 - 11:02
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555 นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) กล่าวว่า นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างกรอบเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยร่างกรอบเจรจาต่อสาธารณะ และไม่มีการนำร่างกรอบเจรจาฯไปรับฟังความคิดเห็น ทั้งๆที่รัฐบาลต้องการจะเร่งนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาทันทีที่เปิดสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ จึงถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่งและสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ เอฟทีเอว็อทช์ได้รับเอกสารร่างกรอบเจรจาฯที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจากข้าราชการที่หวังดีพบว่า นอกจากกรมเจรจาการค้า กระทรวงพาณิชย์ จะบิดเบือนข้อมูลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการยอมรับข้อเรียกร้องที่เกินไปกว่าความตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลกหรือที่เรียกว่า ทริปส์พลัส แล้ว ยังมีแนวโน้มจงใจละเลยนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลในการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเจรจาการค้าเสรี

"ในเอกสารร่างกรอบเจรจาฯ กรมเจรจาฯได้อ้างถึงการแถลงนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลมีต่อรัฐสภาว่า 'มีนโยบายขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจการค้า การลงทุนและการตลาดภายใต้กรอบความร่วมมือและข้อตกลงการค้าเสรีในระบบพหุภาคีและทวิภาคี โดยเร่งรัดการใช้ประโยชน์จากความตกลงที่มีผลบังคับใช้แล้ว' เท่านั้น แต่ไม่ยอมอ้างอิงนโยบายของรัฐบาลที่นายกฯยิ่งลักษณ์ได้แถลงต่อรัฐสภาในอีก 2 ประโยคถัดมา คือ 'พร้อมทั้งวางแนวทางป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้น กำหนดมาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ' ซึ่งอาจเป็นความจงใจของกรมเจรจาฯที่จะละเลยเรื่องดังกล่าว เพราะเมื่อพิจารณาร่างกรอบทั้งฉบับจะพบว่า ไม่ใส่ใจต่อผลเสียที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การไม่มีแนวป้องกัน หรือการเตรียมมาตรการใดๆรองรับให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทบทวนร่างดังกล่าวและต้องมีการวางแนวป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนด้วย"

นางสาวกรรณิการ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบว่ามีการกล่าวอ้างเกินเลย ไร้หลักฐานทางวิชาการสนับสนุน ร่างกรอบเจรจาฯเขียนหลักการและเหตุผลให้น้ำหนักอย่างมากกับอำนาจทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ไม่มีบทวิเคราะห์ที่เป็นปัจจุบันกับวิกฤตยูโรโซนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่กลับกล่าวอ้างว่า การประสบปัญหาของยูโรโซนจะทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองมากขึ้น จึงควรเร่งเจรจา ซึ่งเป็นการกล่าวที่ไม่มีหลักฐานใดๆ ในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรปที่เพิ่มข้อกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเข้มงวดกว่าเดิมมากขึ้น จนนักวิชาการของยุโรปเองยังออกมาเตือนว่า วิกฤตยุโรปจะนำไปสู่ลัทธิการกีดกันทางการค้า

ทั้งนี้ ในเอกสารประกอบร่างกรอบเจรจาฯ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศพยายามแสดงให้เห็นว่ามีการรับฟังความคิดเห็นมาตั้งแต่ปี 2552 จนมาถึงการจัดการรับฟังของคณะกรรมการฯตามมติคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และการจัด focus group เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

"ข้อสังเกตที่สำคัญคือ การจัดรับฟังความเห็นทั้งหมด ไม่ได้เป็นการร่างกรอบเจรจาฯทั้งฉบับไปรับฟังความคิดเห็น เป็นเพียงการรวบรวมข้อคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการเจรจาเท่านั้น ซึ่งไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคสอง ที่คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น หากคณะรัฐมนตรีไม่จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างกรอบฯก่อนนำเข้าสู่รัฐสภา ดังที่กรมเจรจาฯเคยปฏิบัติมา แม้แต่ในร่างกรอบเอฟทีเออาเซียน-อียู เมื่อปี 2550 รัฐบาลก็อาจสุ่มเสี่ยงตกหลุมการทำผิดรัฐธรรมนูญที่เราก็ไม่แน่ใจว่ามีใครขุดบ่อล่อไว้หรือไม่" ผู้ประสานงานเอฟทีเอ ว็อทช์กล่าว

ในเอกสารของกรมเจรจาฯ ระบุว่า จากการรวบรวมข้อคิดเห็นทั่วประเทศของคณะกรรมการฯที่ตั้งตามมติครม.ข้อห่วงกังวลที่เด่นชัดคือ การมีข้อผูกพันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเกินไปกว่าที่ตกลงไว้แล้วใน WTO ที่จะก่อให้เกิดการผูกขาดการเกษตรอย่างครบวงจร กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และวิถีชีวิตของชุมชนและเกษตรรายย่อย รวมถึงเป็นอุปสรรคต่อการใช้มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา และการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน, การเปิดเสรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ จะทำให้มีการบริโภคมากขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง,การสูญเสียทรัพยากรของประเทศและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากข้อห่วงกังวล คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นยังได้มีข้อเสนอแนะในหลายเรื่องสำคัญ คือ การเจรจาเรื่องระดับความคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาต้องไม่เกินไปกว่าที่ผูกพันใน WTO และควรให้อียูถ่ายทอดเทคโนโลยีและความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาไทย, การเจรจาต้องไม่มีผลให้มีการนำข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ และสินค้าที่มีความละเอียดอ่อนและอ่อนไหวทางสังคมสูง ได้แก่ ยา สุรา บุหรี่ ต้องเจรจาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม ข้อห่วงกังวล และข้อแนะนำ โดยเฉพาะประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับงานศึกษาของสถาบันทีดีอาร์ไอที่กรมเจรจาฯจัดจ้างว่า ต้องไม่ยอมรับทริปส์พลัสนั้น กลับไม่สะท้อนอยู่ในร่างกรอบเจรจาฯที่ผ่านครม.เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.

นอกจากนี้ การรายงานผลการประชุม focus group ในกลุ่มสินค้ายาเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา กรมเจรจาฯอ้างคร่าวๆว่า กลุ่มหนึ่งสนับสนุนการเจรจาที่อาจครอบคลุมไปมากกว่าทริปส์ อีกกลุ่มประกอบด้วยกระทรวงสาธารณสุขและภาคประชาสังคมเห็นว่าต้องจำกัด เนื่องจากเกรงผลกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชน โดยสองฝ่ายมีเหตุผลสนับสนุนอย่างแข็งขัน ไม่มีการให้รายละเอียดว่า กลุ่มใดให้การสนับสนุน

"ในการประชุมวันดังกล่าว กรมเจรจาฯตัดร่างกรอบเฉพาะประเด็นทรัพย์สินทางปัญญามาให้ผู้เข้าร่วมประชุมในกลุ่มสินค้ายา แต่ที่สำคัญ เหตุกรมเจรจาฯไม่รายงานต่อคณะรัฐมนตรีอย่างละเอียดว่า กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการยอมรับทริปส์พลัส ประกอบไปด้วย ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และอุตสาหกรรมยาในประเทศ ขณะที่กลุ่มที่เห็นด้วยกับการยอมรับทริปส์พลัส คือ นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ในฐานะตัวแทนสภาหอการค้าไทย และที่ปรึกษาอาวุโส กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ซึ่งจะได้ประโยชน์โดยตรงกับการคงสิทธิ GSP แบบถาวร และนางอำพร เจริญสมศักดิ์ ตัวแทนสมาคมพรีม่าซึ่งเป็นบริษัทยาข้ามชาติที่งานศึกษาของทีดีอาร์ไอระบุว่า จะได้ประโยชน์เต็มๆจากการยอมรับทริปส์พลัสขณะที่ประเทศไทยจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย"

นอกเหนือจากเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว เนื้อหาร่างกรอบเจรจาฯ จุดที่ยังคงน่าห่วงกังวล คือ ประเด็นการลงทุน ข้อ 5.9.5 ที่เปิดโอกาสให้สามารถใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเป็นทางเลือกหนึ่งในการระงับข้อพิพาท เพราะขณะนี้เป็นความห่วงกังวลของหลายประเทศทั่วโลกที่เจรจาเอฟทีเอในลักษณะนี้ เนื้อหาส่วนนี้ เรียกชื่อทางการว่า กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน (Investor State Dispute Settlement - ISDS) ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ต้องการยกเว้น ไม่เจรจาในการเจรจา TPP ที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากประสบการณ์ของประเทศในความตกลง NAFTA ที่ถูกนักลงทุนต่างชาติใช้กลไกดังกล่าวในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและล้มนโยบายสาธารณะมานักต่อนักแล้ว แต่ในร่างกรอบเจรจาฯเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปกลับเปิดทางให้

  • มาตรา 190
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • FTA Thai-EU
  • 420 reads

เอฟทีเอ ว็อทช์ ชี้ รัฐบาลสุ่มเสี่ยงผิดรัฐธรรมนูญ หากทำตามกรมเจรจาฯ เดินหน้า เอฟทีเอกับสหภาพยุโรป

Submitted by admin on Thu, 08/11/2012 - 16:34
โดย : 
กลุ่มศึกษาศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

จากการที่ ความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนเป็นประเด็นใหญ่ในการประชุมสุดยอดเอเชีย-ยุโรป (อาเซ็ม) และ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้แจ้งต่อประธานนายจูเซ มานูเอล บาโรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป(อียู) ว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เนื่องจากได้แก้ไขอุปสรรคภายในเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมเปิดการเจรจาต้นปีหน้านั้น

นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) มองว่า ขณะนี้มีสถาบันวิชาการชั้นนำในยุโรปทำบทวิเคราะห์ที่ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปส่งผลให้สหภาพยุโรปมีท่าทีทางการค้าที่เปลี่ยนไปอย่างมาก อีกทั้งขนาดเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่หดตัวลงทำให้ผลประโยชน์ที่ประเทศคู่เจรจาจะได้จากการทำเอฟทีเอนั้นลดตามไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของดร ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการ UNCTAD ก่อนหน้านี้ ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือการจัดทำร่างกรอบเจรจาเอฟทีเอของกระทรวงพาณิชย์ยังใช้ผลการศึกษาประเมินผลดีผลเสียก่อนเกิดวิกฤติยูโรโซน ซึ่งไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงในภาวการณ์ปัจจุบันได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งประเมินผลดีผลเสียใหม่ที่รอบด้านและเป็นปัจจุบันโดยเร็วที่สุด 
นอกจากนี้ประเด็นแหลมคมอย่างยิ่งคือเรื่องกระบวนการ หากรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะเปิดการเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปนั้น สมควรดำเนินการให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในมาตรา 190 วรรค 3 ที่กำหนดให้ “คณะรัฐมนตรีจะต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน” เพื่อให้การเจรจาการค้าเป็นประโยชน์กับประเทศและสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง
 
“จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ยังมิได้ดำเนินการถูกต้อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมิใช่เป็นอุปสรรคหรือเป็นเรื่องยากอย่างไรทั้งสิ้น แต่เป็นการรับรองให้การเจรจาการค้าเป็นประโยชน์กับประเทศและสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง โดยไม่ปล่อยให้ผลได้กระจุกอยู่ในวงจำกัด แต่ผลเสียกระจายอย่างที่เคยเป็นมา
 
ในความเป็นจริง กิจกรรมที่กรมเจรจาฯได้จัดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2553 แม้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน แต่ไม่ได้มีการให้ข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น การออกความคิดเห็นของประชาชนจึงไม่สามารถสะท้อนท่าทีของรัฐบาลหรือเนื้อหาในกรอบการเจรจาได้ นอกจากนี้การจัดประชุมกลุ่มย่อย หรือ โฟกัส กรุ๊ป โดยกรมเจรจาฯ เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แม้มีการนำร่างท่าทีของทางกรมฯ มาหารือ แต่ก็ไม่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นการรับฟังความเห็นประชาชน เนื่องจากเป็นการจัดลักษณะวงย่อยเฉพาะกลุ่ม แจ้งล่วงหน้าอย่างกระชั้นชิด ที่สำคัญคือกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ เช่น ในประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ยังไม่ได้มีการหารือแต่อย่างใด
ดังนั้น หากรัฐบาลพิจารณาร่างกรอบการเจรจาฯ และเสนอให้รัฐสภาพิจารณาโดยไม่นำร่างดังกล่าว มารับฟังความคิดเห็นประชาชน ก็สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเข้าข่ายการดำเนินการขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อรัฐบาลเอง และประเทศชาติในที่สุด ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดคือการนำร่างกรอบการเจราฯ มาจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชน ก่อนเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งจะไม่ทำให้เสียเวลาแต่ประการใด” ผู้ประสานงานกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์กล่าว
 
ทางด้านนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเด็นเนื้อหา โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดกับการเข้าถึงยาที่จะส่งผลกระทบต่องบประมาณของประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ 80,000 ล้านบาท
“กรมเจรจาฯในฐานะเลขาฯฝ่ายเตรียมการเจรจา ไม่อ้างอิงความรู้และผลงานวิชาการใดๆ ในการจัดทำท่าที และยังพยายามกีดกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความรู้โดยตรงเข้าร่วมจัดทำท่าที”
 
ทั้งนี้ ภาคประชาสังคมได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งในวันพรุ่งนี้ คณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภาจะพิจารณาเรื่องนี้

 

FTA Watch warns government about its violation of the constitution if the DTN goes ahead with the Thai-EU FTA negotiations
At the focus of the Asia-Europe Meeting (Asem9) summit in Laos is the trade and investment relations. On 4 November, Prime Minister Yingluck Shinawatra informed Mr José Manuel Barroso, president of the European Commission that Thailand was ready to continue its FTA negotiations with the EU since Thailand has already removed its internal obstacles and could start the negotiations at the beginning of next year.
Mr Jacques-Chai Chomthongdee, coordinator of the FTA Watch group pointed out that a number of leading European think tanks have analyzed that the Eurozone crisis would result in dramatic changes in the EU trade positions, not to mention the decreasing economic and purchasing power that will diminish the benefits to be gained by the FTA partners accordingly. Such view is in agreement with the interview previously given by Dr Supachai Panitchpakdi, secretary-general of UNCTAD. Of greater concern is the Ministry of Commerce’s FTA negotiations framework that is still based on the impact study conducted before the outbreak of the Eurozone crisis, so it cannot account for the current affairs of the situation. Therefore, the government should conduct a new comprehensive and updated impact study as fast as possible.
 
Moreover, critical attention should be given to the negotiation procedure. If the government is determined to continue its FTA negotiations with the EU, it should properly follow the constitutional requirements, particularly Section 190 paragraph 3, which requires that “Council of Ministers shall provide information and cause to be conducted public hearings” so that such trade negotiations will actually benefit the country and wider society.
 
“So far, the government through the Ministry of Commerce’s Department of Trade Negotiations has not properly followed constitutional procedure, which is neither obstructive nor difficult at all. On the contrary, the procedure will verify that the trade negotiations actually benefit the nation and wider society without concentrating the benefits on a limited circle but widely spreading the adverse effects as before.
 
“In fact, what the DTN did during 2010 were the public hearings that had provided no information so that the participants could not voice their views about the government’s positions or contents of the negotiations framework. In addition, the focus group sessions organized by the DTN last September could not be considered as public hearings. Though some part of the draft positions of the DTN were presented for discussion, the organizing of the focus groups was too specific and the participants were informed of the sessions at short notice. More importantly, no consultations were made with major stakeholders concerning such issues as alcoholic beverages and tobacco.
 
“So if the government is about to present the draft negotiations to parliament without conducting public hearings, it is at high risk of violating the constitution, which will badly affect the government and the country. Therefore it is urgently necessary that the government conducts public hearings on the draft negotiations framework before presenting it to parliament, which won’t be time-consuming at all,” said the FTA Watch coordinator.
 
Mr Nimitr Tian-Udom, director of AIDS Access Foundation added that the potential impacts on access to medicines could affect national budget to the amount of at least 80,000 million baht a year.
 
“The DTN as secretary of the negotiating team did not refer to any academic studies in its preparation of the framework and even tried to prevent the Food and Drug Administration and Department of Intellectual Property, which are most knowledgeable about the issues, to participate in the preparation”
 
The civil society sector has complained to concerned committees of the House of Representatives and the Senate. This issue will be placed before Senate’s Committee on Foreign Affairs on 7 November 2012.           
 
For more detail, please contact:
Jacques-Chai Chomthongdee 084-655-0666 (Eng-Thai)
Nimitr Tian-Udom 081-666-6047 (Thai)

 

  • จักรชัย โฉมทองดี
  • มาตรา 190
  • FTA Thai-EU
  • 369 reads

ภาคประชาชนวิตก คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ส่งผลให้ประชาชนไม่มีสิทธิเสนอกฎหมาย แม้มีหลักการเกี่ยวกับหมวด 3 สิทธิเสรีภาพ หรือหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

Submitted by admin on Wed, 31/10/2012 - 17:00
โดย : 
กลุ่มศึกษาศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ เอฟทีเอ ว็อทช์ (FTA Watch) ได้รวบรวมรายชื่อประชาชนมากกว่า 10,000 รายชื่อ เสนอร่างพระราชบัญญัติการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณา แต่นายชัย ชิดชอบ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาในขณะนั้นมีคำสั่งปฏิเสธร่างพระราชบัญญัตินี้เนื่องจากวินิจฉัยว่า ไม่ใช่กฎหมายตามรัฐธรรมนูญในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หรือหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2553 ผู้แทนกลุ่ม FTA Watch จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของประธานรัฐสภา โดยระบุว่าร่างพระราชบัญญัติการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศนี้เป็นเรื่องสิทธิในการได้รับข้อมูลข่าวสารจากรัฐบาล และสิทธิในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาลก่อนการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ จึงเป็นร่างกฎหมายที่มีหลักการอยู่ในหมวด 3 หรือหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญ

ต่อมา วันที่ 30 ตุลาคม 2555 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาในคดีนี้ ซึ่งมีใจความโดยสรุปว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมประเทศอย่างกว้างขวางหรือมีผลผูกพันด้านการค้าหรือการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว ซึ่งในเรื่องนี้รัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติไว้ในหมวด 9 คณะรัฐมนตรี โดยมาตรา 190 วรรคห้า ประกอบกับบทเฉพาะกาลมาตรา 303(3) ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่จัดทำกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ จึงเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีจัดทำกฎหมายในเรื่องดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะแล้ว กรณีผู้ฟ้องคดี (ประชาชน) จึงไม่อาจเสนอร่างพระราชบัญญัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวด 3 สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย หรือหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐให้รัฐสภาพิจารณาได้ คำสั่งปฏิเสธร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และศาลได้พิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษานี้ มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อร่างกฎหมายหลายฉบับที่ประชาชนได้รวบรวมรายชื่อเสนอไปแล้วหรือกำลังดำเนินการ โดยอาจไม่สามารถเสนอได้อีกต่อไปหากไม่ได้เป็นกฎหมายที่กำหนดตามหมวด 3 หรือ 5 ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด แม้ว่า พรบ ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย จะบัญญัติเพียงว่า “กฎหมายที่จะเสนอ (...) ต้องมีหลักการเกี่ยวกับเรื่องที่บัญญัติในหมวด 3 (...) หรือ หมวด 5 (...)” เท่านั้น ดังที่ปรากฏแล้วว่า กฎหมายหลายฉบับก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ได้เป็นกฎหมายภายใต้หมวด 3 หรือ 5 เป็นการเฉพาะก็ยังได้รับการพิจารณา ตัวอย่างเช่น ร่าง พรบ ตั้งจังหวัดภูเวียง พ.ศ. ... ร่าง พรบ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ... และร่าง พรบ ล้มละลาย พ.ศ. เป็นต้น

นอกจากนี้ทั้งรัฐธรรมนูญและ พรบ.ว่าด้วยการเสนอกฎหมายฯ ไม่ได้มีเงื่อนไขกำหนดห้ามมิให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่ซ้ำกับรัฐบาลหรือองค์กรของรัฐหน่วยอื่นๆ อีกทั้งรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีบทบัญญัติใดที่สงวนอำนาจในการเสนอร่างกฎหมายเพื่อรองรับมาตรา 190 ไว้เฉพาะแก่รัฐบาลเพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตามจุดสำคัญอย่างยิ่งคือ คำพิพากษาของศาลปกครองกลางในคดีนี้อาจส่งผลให้กฎหมายใดๆก็ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่จัดทำอยู่แล้ว องคาพยพอื่นๆ ในสังคมก็จะถูกตัดสิทธิไปโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป หรือฝ่ายนิติบัญญัติเอง แม้ว่าการเสนอกฎหมายโดยประชาชนหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะไม่ได้เป็นการไปตัดสิทธิรัฐบาลในการเสนอกฎหมายเดียวกันแต่อย่างใด นั้นหมายถึงประเทศไทยจะไม่มีทางมีกฎหมายใช้หากคณะรัฐมนตรีไม่ทำหน้าที่ หรือทำอย่างเชื่องช้า

ดังจะเห็นได้ว่าจนถึงวันนี้ผ่านไปแล้วกว่า 4 ปี ประเทศไทยก็ยังไม่มีกฎหมายเพื่อรองรับมาตรา 190 เลย ซึ่งเป็นการฉุดรั้งและลดทอนประสิทธิภาพทางการต่างประเทศของรัฐไทย อีกทั้งได้ก่อให้เกิดทั้งความสับสนและขัดแย้งในสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทางกลุ่ม FTA Watch จะดำเนินการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป

  • จักรชัย โฉมทองดี
  • พรบ.การจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ
  • มาตรา 190
  • 333 reads

ข้อมูลประกอบการแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุข เรื่อง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการบริหารจัดการยา การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป

Submitted by admin on Mon, 29/10/2012 - 16:52
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

ดาวน์โหลดเอกสารที่นี่ จดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรี

  • มาตรา 190
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • FTA Thai-EU
  • Read more
  • 371 reads
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content