Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » หมวดหมู่ » ข้อมูลทั่วไป

ข้อมูลทั่วไป

ภาคประชาสังคม ปักหมุดจับตาการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป

Submitted by admin on Fri, 01/03/2013 - 17:13
โดย : 
กลุ่มศึกษาศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

วันนี้ (1 มีนาคม 2556) ที่สมาคมนักข่าวต่างประเทศ กรุงเทพฯ เครือข่ายประชาสังคมได้ร่วมกันแถลงข่าวต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีกำหนดที่จะเดินทางไปร่วมเปิดการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปรอบแรก ณ กรุงบรัสเซลประเทศเบลเยี่ยม โดยมีกำหนดที่จะเจรจาในวันที่ 6 มีนาคมนี้

สืบเนื่องจากรัฐสภาได้ผ่านกรอบการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทย-สหภาพยุโรปแล้วเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556แต่เนื้อหาของกรอบการเจรจายังบกพร่องและไม่ชัดเจนในหลายๆ ประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งได้กำหนดเปิดช่องไว้อย่างกว้างขวางและสะท้อนให้เห็นว่าท่าทีของรัฐบาลต่อเรื่องนี้หละหลวมเป็นอย่างมาก ประกอบกับการที่รัฐบาลประกาศว่าจะเจรจาให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาหนึ่งปีครึ่ง หรือเพียง 10 รอบการเจรจาเท่านั้น ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อภาคประชาสังคมเป็นอย่างยิ่ง
นายจักรชัย โฉมทองดี จากโครงการศึกษาและปฎิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส) กล่าวว่า “สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนในการเตรียมการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปในครั้งนี้ พบว่ารัฐบาลไทยไม่ได้มีการเตรียมการที่ดีพอ จะเห็นว่าทีมเจรจาเองยังไม่สามารถตอบคำถามในรายละเอียดต่างๆ ที่ภาคประชาสังคมมีความห่วงใยได้”
“ทั้งนี้มีประเด็นที่น่าห่วงใยหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดให้มีการคุ้มครองเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่มากไปกว่าข้อตกลงในองค์การการค้าโลก หรือในประเด็นด้านการลงทุนที่กำหนดให้มีการคุ้มครองนักลงทุนอย่างเข้มข้นซึ่งจะมีผลกระทบต่อนโยบายรัฐทั้งที่มีอยู่แล้วและที่อาจจะเกิดขึ้นแม้ว่าจะเป็นแนวนโยบายที่จะปกป้องคุ้มครองประชาชนก็ตาม” นายจักรชัยกล่าว
นอกจากนี้ แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญไทยจะมีการกำหนดให้รัฐบาลไทยก่อนการทำข้อตกลงระหว่างประเทศใดๆ ก็ตาม รัฐบาลจะต้องจัดให้มีการให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็น และจะต้องยื่นให้รัฐสภาพิจารณาและเห็นชอบเสียก่อน ตามความในมารตรา 190 แต่เนื่องจากกฏหมายลูกยังมีความไม่ชัดเจนและขาดรายละเอียดในสาระสำคัญ ขั้นตอนต่างๆ ตามที่กล่าวมาจึงไม่ได้ถูกนำมาดำเนินการอย่างครบถ้วนแต่อย่างใด
ด้านนายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวว่า “รู้สึกผิดหวังอย่างมากต่อท่าทีและข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปที่เรียกร้องให้มีการเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่มีแนวโน้มว่าจะเกินไปกว่าการตกลงในองค์การการค้าโลก” ทั้งนี้นายอภิวัฒน์ได้แสดงความเห็นอีกว่า “ทั้งๆ ที่สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่กลับมีท่าทีในการเจรจาเอฟทีเอกับไทยอย่างที่ไม่คำนึงถึงชีวิตของประชาชนไทยที่จะได้รับผลกระทบจากการเจรจาครั้งนี้ โดยเฉพาะในเรื่องการเข้าถึงยา”
“เราขอยืนยันว่าเราจะสู้แค่ตาย และจะมีการรณรงค์ต่อสังคมให้มีการคว่ำบาตรสินค้าจากยุโรป รวมทั้งจะสื่อสารไปยังประชาชนในสหภาพยุโรปให้รู้ว่า สินค้าที่คนยุโรปซื้อไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ไก่ หรือสินค้าจิวเวอรี่ล้วนแลกมาด้วยชีวิตของคนไทย” นายอภิวัตน์กล่าว
ด้าน ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม ได้ให้ข้อมูลจากงานวิจัยที่พบว่า หากรัฐบาลยอมรับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่มากไปกว่าที่ตกลงไว้ในองค์การการค้าโลก จะส่งผลต่อราคายาที่จะแพงขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) จะส่งผลให้ยาชื่อสามัญไม่สามารถออกตลาดแข่งขันกับยาต้นแบบได้ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านยากว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี
ทางด้านนายชิบ้า พูราไรพุม จากเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ เอเชียแปซิฟิก (APN+) ได้กล่าวว่า “ที่ผ่านมาเรามีประสบการณ์ที่เห็นเพื่อนผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ ต้องเสียชีวิตลงมากมายเนื่องจากเข้าไม่ถึงยารักษาโรค แต่ภายหลังเมื่ออินเดียสามารถผลิตยาชื่อสามัญและสามารถส่งออกไปขายได้ทั่วโลก ทำให้เพื่อนของเราเข้าถึงยาและได้รับการรักษาจนมีชีวิตอยู่ได้”
“ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีนโยบายที่ดีมากในเรื่องการมีหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมประชาชนในประเทศ ถือเป็นตัวอย่างที่น่าทึ่ง แต่หากไทยยอมรับข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาก็จะส่งผลต่อระบบหลักประกันสุขภาพของไทยได้” นายชีบ้ากล่าว
ด้านนายพอล คอร์ธอร์น ผู้ประสานงานโครงการเข้าถึงยาจากองค์การหมอไร้พรมแดน กล่าวว่า “องค์การหมอไร้พรมแดนมีความเป็นห่วงกังวลอย่างมากต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการเข้าถึงยาของประชาชนในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งประเทศไทยในระยะยาว” นายพอลมองว่าการรีบเร่งเจรจาของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ น่าจะเกิดจากการถูกกดด้านจากสหภาพยุโรปและสภาพเศรษฐกิจ จนทำให้ละเลยที่จะคิดถึงผลกระทบด้านการเข้าถึงยาของประชาชนไทย และได้ยกตัวอย่างการเจรจาฯ ระหว่างอินเดียและสหภาพยุโรปให้ฟังว่า รัฐบาลอินเดียมีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดและปฎิเสธไม่ยอมเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากับสหภาพยุโรป จนสหภาพยุโรปต้องยอมถอยไม่เรียกร้องเรื่องทรัพย์ทางปัญญา นอกจากนี้ผู้แทนองค์การหมอไร้พรมแดนยังได้เรียกร้องให้สหภาพยุโรปประกาศจุดยืนให้ชัดเจนว่าจะไม่นำเรื่องทรัพยสินทางปัญญาที่เกินไปกว่าข้อตกลงทริปส์ในองค์การการค้าโลกมาเจรจา
ด้านผู้แทนองค์การอนามัยโลกได้กล่าวว่า “จากเอกสารข้อแนะนำเชิงนโยบายของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ที่ชื่อ The Potential Impact of Free Trade Agreements on Public Health (ผลกระทบของข้อตกลงเขตการค้าเสรีต่อการสาธารณสุข) ทั้งสององค์กรมีข้อแนะนำที่ชัดเจนต่อประเทศกำลังพัฒนาว่าควรต้องระมัดระวังและควรหลีกเลี่ยงการทำข้อตกลงการค้าเสรี ที่มีข้อผูกพันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินไปกว่าข้อตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลกและขัดต่อปฏิญญาสากลโดฮา ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ผ่านมาภาคประชาสังคมไทยกว่าหนึ่งพันคนได้มารวมตัวกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้แทนเจรจาออกมาชี้แจงจุดยืนของรัฐบาลต่อการเจรจาเอฟทีเอ แม้จะมีการรับปากที่จะดำเนินการตามข้อเรียกร้อง เช่นการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาคประชาสังคมและรัฐ หรือจัดให้มีกระบวนการชี้แจงรายงานการเจรจาที่จะเกิดขึ้นทุกรอบ และแม้ว่าหัวหน้าคณะเจรจา ดร.โอฬาร ไชยประวัติจะเป็นผู้ออกมารับจดหมายและกล่าวยืนยันต่อหน้าพี่น้องที่มาร่วมชุมนุม แต่ภาคประชาสังคมเองก็ยังมีความกังวลและไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามที่ได้รับปากไว้หรือไม่อย่างไร และจะจับตา ติดตาม ตรวจสอบอย่างเข้มข้น

  • นายกรัฐมนตรี
  • ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
  • ข้อมูลทั่วไป
  • FTA Thai-EU
  • Read more
  • 217 reads

"คำสัญญาประชาชน" การรณรงค์เพื่อสร้างความตกลงทางการค้าที่เป็นธรรม

Submitted by admin on Thu, 28/02/2013 - 17:17
โดย : 
กลุ่มศึกษาศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

ประกาศ ณ ทำเนียบรัฐบาล

พวกเราเครือข่ายประชาชนต่างๆ จำนวน 1,500 คน มาแสดงพลังร่วมกันในวันนี้ เพื่อบอกกับรัฐบาล คณะเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป และประชาชนทั้งหลายว่า การเจรจาการค้าเสรีนั้น ต้องไม่ก่อผลกระทบต่อชีวิต วิถีการทำมาหากินของประชาชนคนส่วนใหญ่ เนื่องจากผลกระทบเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจเยียวยา

เรายืนยันและจะยืนหยัดร่วมกัน ติดตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการกำหนดท่าทีเจรจาอย่างจริงจัง ถึงที่สุด พวกเราจะกลับไปสื่อสารบอกกล่าวกับพี่น้อง เพื่อนมิตร ที่ชุมชนของเรา เพื่อที่จะได้รวมกำลังที่มากขึ้น กลับมาทวงความรับผิดชอบของรัฐบาลให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน คนส่วนใหญ่ เหนือกลุ่มธุรกิจบางกลุ่ม

ประกาศ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย, เครือข่ายองค์กรงดเหล้า, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, สมัชชาคนจน, เครือข่ายสลัม 4ภาค, ชมรมเพื่อนโรคไต, เครือข่ายเพื่อนมะเร็ง, มูลนิธิเข้าถึงเอดส์, มูลนิธิสุขภาพไทย, คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์,มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, กลุ่มเพื่อนแรงงาน, มูลนิธิเภสัชชนบท,ชมรมเภสัชชนบท, กลุ่มศึกษาปัญหายา,มูลนิธิชีววิถี, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, เครือข่ายความมั่นคงด้านอาหารคาบสมุทรสทิงพระ, เครือข่ายอิสระภาพทางพันธุกรรม, มูลนิธิชีวิตไท,องค์กรชาวบ้านบัวใหญ่บัวลาย จ.นครราชสีมา, โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา, เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์, เครือข่ายชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์, เครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังภัยแอลกอฮอล์ กทม., เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่, เครือข่ายคนทำงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (12D), ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ, เครือข่ายพันธมิตรเพื่อการควบคุมยาสูบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATCA),และ กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)

  • ทำเนียบรัฐบาล
  • นายกรัฐมนตรี
  • ข้อมูลทั่วไป
  • FTA Thai-EU
  • 140 reads

ตัวแทน FTA Watchเจรจา ดร.โอฬาร - สัญญา ตั้งคณะกรรมการ และรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคมเพื่อเตรียมการเจรจาทุกรอบ

Submitted by admin on Thu, 28/02/2013 - 15:26
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

ภายหลังตัวแทนเครือข่ายประชาชนเฝ้าระวังการเจรจาเอฟทีเอ 20 คนจาก 28 องค์กรได้หารือกับ ดร.โอฬาร ไชยประวัตร หัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรป เป็นเวลานาน 40 นาที ได้ข้อสรุปร่วมกันทั้งในส่วนกระบวนการและเนื้อหาการเจรจา

จากการเปิดเผยของนายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานเอฟทีเอ ว็อทช์ สรุปว่า ข้อตกลงที่มีร่วมกันในส่วนของกระบวนการ คือ

1.ทุกครั้งที่เสร็จสิ้นการเจรจาในแต่ละรอบ จะมีการกลับมารายงานเนื้อหาการเจรจา (debrief) และรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคมเพื่อเตรียมการเจรจาทุกรอบ

2.จะมีการตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนเพื่อดูภาพรวมของการเจรจา

3.ในแต่ละประเด็นเฉพาะที่ภาคประชาชนห่วงใย ให้ส่งผู้เชี่ยวชาญหรือตัวแทนเข้าไปเป็นคณะทำงานกับทีมเจรจา เพื่อจัดทำจุดยืนในแต่ละประเด็น นั่นคือ ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยาและทรัพยากรชีวภาพ สินค้าแอลกอฮอล์และยาสูบ และ การคุ้มครองการลงทุนที่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติฟ้องรัฐ ผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาดารระหวางประเทศ
ซึ่งทั้ง 3 หัวข้อจะต้องได้ภายในสิ้นเดือนมี.ค.นี้

ทางด้าน ดร.โอฬาร ไชยประวัตร หัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรป ได้กล่าวกับผู้ชุมนุมหลังการเจรจาว่า "ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาและตัวแทนรัฐบาล อยากบอกกับทุกท่านว่า เราขอยืนยันว่าจะดูแลผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเต็มที่"

  • โอฬาร ไชยประวัติ
  • ข้อมูลทั่วไป
  • FTA Thai-EU
  • Read more
  • 132 reads

ท่านนายกยิ่งลักษณ์ กรุณาให้สัญญาประชาคมและมอบนโยบาย-จุดยืนที่ชัดเจนแก่คณะผู้เจรจา

Submitted by admin on Wed, 27/02/2013 - 21:06
โดย : 
กลุ่มศึกษาศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

 

 

 

28 กุมภาพันธ์ 2556

เรียน ฯพณฯนายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)
สำเนาเรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายบุญทรง เตริยาภิรมย์)
หัวหน้าคณะเจรจา (นายโอฬาร ไชยประวัติ)
เรื่อง ให้สัญญาประชาคมและมอบนโยบาย-จุดยืนที่ชัดเจนแก่คณะผู้เจรจา

 

ตามที่ฯพณฯนายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางไปกรุงบรัสเซล ในวันที่ 6-7 มีนาคมนี้ เพื่อเปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป รอบแรก และได้กำหนดระยะเวลาว่าจะเร่งเจรจาอย่างเร่งด่วนให้เสร็จสิ้นในการเจรจาเพียง 10 รอบใช้เวลา 1 ปีครึ่งจากนั้นจะมาเข้าสู่กระบวนการเห็นชอบของรัฐสภาเพื่อให้ทันการต่อสิทธิพิเศษทางการค้าที่จะหมดในสิ้นปี 2557 นั้น

ทางกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) และภาคประชาสังคม อันประกอบด้วยภาคประชาสังคม องค์กรวิชาการ องค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน 28 องค์กรที่ติดตามการเจรจาการค้าเสรี ได้พยายามให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อท้วงติงกับหน่วยราชการและรัฐบาลมาโดยตลอดว่า เอฟทีเอกับสหภาพยุโรปนี้ ไทยอาจจำต้องเจรจาในหลายประเด็นที่ไม่เคยเจรจาเปิดเสรีมาก่อนในเอฟทีเออื่นๆ ทั้งเป็นประเด็นที่มีผลกระทบสูง เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ การคุ้มครองการลงทุนที่เปิดโอกาสให้ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน และสินค้าทำลายสุขภาพเช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ดังนั้นจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาและดำเนินตามขั้นตอนมาตรา 190 อย่างเคร่งครัด

แต่ที่ผ่านมา การรับฟังความคิดเห็น การเตรียมการเจรจา การร่างกรอบเจรจาฯ และการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ล้วนมีความบกพร่องทั้งกระบวนการและเนื้อหา-ข้อห่วงใยหลายเรื่องซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศและสังคมทุกภาคส่วนในระยะยาวซึ่งจะมีผลกระทบกับงบประมาณแผ่นดินมากกว่าแสนล้านบาทถูกละเลยไม่ให้ความสำคัญ แต่หันไปให้ความสำคัญกับสิทธิพิเศษทางการค้าที่จะเสียไปทั้งที่เป็นผลประโยชน์ระยะสั้น ได้ผลประโยชน์เพียงไม่กี่กลุ่มธุรกิจส่งออก โดยมูลค่าความเสียหายประมาณ 80,000 ล้านบาทเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อให้การจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป เป็นประโยชน์กับประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นรวมถึงประชาชนทั่วไป ตามนโยบายของรัฐบาลของ ฯพณฯ ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยได้ประกาศไว้ต่อรัฐสภา เราขอเรียกร้องให้ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ นายโอฬาร ไชยประวัติ หัวหน้าคณะเจรจา ให้คำมั่นต่อสัญญาประชาคมและมอบนโยบายและจุดยืนที่ชัดเจนแก่คณะผู้เจรจา ดังนี้

  1. ต้องไม่ยอมรับเนื้อหาการเจรจาที่เกินไปกว่าข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาของ WTO (ไม่ยอมรับทริปส์พลัส) โดยเฉพาะในประเด็น การขยายเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตร, การผูกขาดข้อมูลทางยา, มาตรการ ณ จุดผ่านแดน และไม่ยอมรับการแก้ไขกฎหมายระบบการคุ้มครองพันธุ์พืชที่ประเทศไทยใช้บังคับอยู่ ซึ่งเป็นไปตามความตกลงทริปส์และสอดคล้องกับอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ
  2. การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนในบทว่าด้วยการลงทุน ต้องไม่มีผลให้มีการนำข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะ, การออกนโยบายหรือมาตรการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ, การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, ด้านสาธารณสุข, สาธารณูปโภคพื้นฐาน และความมั่นคง เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
  3. ไม่เปิดเสรีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การทำนา ทำสวน ทำไร่ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การปลูกป่า การเพาะและขยายพันธุ์พืช ตลอดจนการลงทุนที่สร้างผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร
  4. ถอนสินค้าเหล้า บุหรี่ ออกจากการเจรจาสินค้า
  5. ให้มีการจัดหารือผู้มีส่วนได้เสียครบทุกภาคส่วนทั้งก่อนและหลังการเจรจาในแต่ละรอบ โดยให้มีการชี้แจงท่าทีของคณะเจรจา รายงานความคืบหน้า พร้อมรับฟังและดำเนินการตามข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างสมดุล

ทั้งนี้เครือข่ายภาคประชาชนใคร่ขอให้ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ นายโอฬาร ไชยประวัติ หัวหน้าคณะเจรจา โปรดใคร่ครวญถึงผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติและประชาชนไทย ภายใต้ความรับผิดชอบของท่านทั้งสอง ที่ทำการแทนลูกหลานของเราในอนาคตว่า การแลกประโยชน์ของชาติ ที่เป็นของคนไทยทุกคน กับประโยชน์ของภาคธุรกิจส่วนน้อยนั้นจะเป็นการคุ้มค่าหรือไม่

ขอแสดงความนับถือ

(ภญ. สำลี ใจดี)
กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย, เครือข่ายองค์กรงดเหล้า, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, สมัชชาคนจน, เครือข่ายสลัม ๔ ภาค, ชมรมเพื่อนโรคไต, เครือข่ายเพื่อนมะเร็ง, คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์,
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์, มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, มูลนิธิเภสัชชนบท, ชมรมเภสัชชนบท,
กลุ่มศึกษาปัญหายา, มูลนิธิชีววิถี, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธิสุขภาพไทย, กลุ่มเพื่อนแรงงาน,
เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์, เครือข่ายชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์,
เครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังภัยแอลกอฮอล์ กทม., เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่,
เครือข่ายคนทำงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (12D), โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา,
เครือข่ายพันธมิตรเพื่อการควบคุมยาสูบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATCA)

  • นายกรัฐมนตรี
  • ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
  • ข้อมูลทั่วไป
  • FTA Thai-EU
  • 177 reads
  • 3 attachments

เหตุผลที่เราต้องมาชุมนุมเปิดการรณรงค์ตรวจสอบการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรป

Submitted by admin on Wed, 27/02/2013 - 10:59
โดย : 
กลุ่มศึกษาศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

กระทรวงพานิชย์เร่งรวบรัดจัดทำกรอบการเจรจา

เอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรป ที่รัฐบาลกำลังจะไปเริ่มเจรจาในวันที่ 6-7 มีนาคมนี้ จะเจรจาในหลายประเด็นที่ไม่เคยเจรจาเปิดเสรีมาก่อนในเอฟทีเออื่นๆ ทั้งเป็นประเด็นที่มีผลกระทบสูง เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ  การคุ้มครองการลงทุนที่เปิดโอกาสให้ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน และสินค้าทำลายสุขภาพเช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ดังนั้นจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาและดำเนินตามขั้นตอนมาตรา 190 อย่างเคร่งครัด

แต่ที่ผ่านมา การรับฟังความคิดเห็น การเตรียมการเจรจา การร่างกรอบเจรจาฯ และการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ล้วนมีความบกพร่องทั้งกระบวนการและเนื้อหา ข้อห่วงใยหลายเรื่องซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศและสังคมทุกภาคส่วนในระยะยาวถูกละเลยไม่ให้ความสำคัญ

กระทรวงพาณิชย์อ้างว่า จัดรับฟังความคิดกว่า 60 ครั้งทั่วภูมิภาค แต่ในครั้งนั้นไม่เคยมีการนำร่างกรอบการเจรจามาให้พิจารณา เป็นเพียงการถามความเห็นว่าคิดอย่างไรหากจะเปิดการเจรจา และเมื่อจัดทำกรอบการเจรจาก็ไม่ได้นำข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อกังวลที่ได้จากเวทีเหล่านั้นมาประกอบการพิจารณาแต่อย่างใด  
วัตถุประสงค์และเป้าหมายการเจรจา ไม่ได้คำนึงถึงระดับการพัฒนา หลักการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ไม่มีการสร้างระบบให้เกิดภูมิคุ้มกัน และการสร้างความพร้อมของกฎหมายภายในประเทศ รวมทั้งไม่กำหนดให้มีระยะเวลาในการปรับตัวและมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

อุ้มภาคธุรกิจที่ไม่รู้จักโต

  • การเจรจาหวังผลเพียงแค่การได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า (GSP) ต่อเท่านั้น ทั้งที่สาเหตุของการถูกตัดสิทธิ GSP เกิดจากรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างสูงติดต่อกัน 3 ปีและมีส่วนแบ่งการตลาดเกิน 17.5% ไปแล้ว ทำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องถูกตัด GSPอย่างไรก็ตาม แม้จะถูกตัดสิทธิ GSP ทั้งหมดจะส่งผลกระทบกับการสูญเสียรายได้จากการถูกแย่งตลาดเพียง 2,562 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 79,422 ล้านบาท) ไม่ใช่ทั้งหมดของมูลค่าการส่งออกที่คิดเป็น 2.97 แสนล้านบาท แต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่มีการประเมินผลจากวิกฤตยูโรโซนที่เป็นปัจจุบัน ที่น่าจะทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการส่งออกลดลง
  • รัฐบาลไทยตั้งเป้าจะเจรจาแค่ 10 รอบภายในระยะเวลา 1 ปีครึ่ง เพื่อให้ทันต่อสิทธิพิเศษทางการค้า (GSP) จากสหภาพยุโรปต้นปี 2558 โดยไม่ใส่ใจว่า นี่จะคือการลดอำนาจการต่อรองในการเจรจา
  • ข้อเรียกร้องของภาคธุรกิจได้รับการตอบสนอง เช่น ไม่ให้เพิ่มการคุ้มครองแรงงาน ไม่ให้เพิ่มมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ไม่ให้นำเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อนมาบังคับภาคธุรกิจ

แต่ไม่เหลียวแลผลกระทบต่อชีวิตและการทำมาหากินของประชาชน

  • ยารักษาโรคถูกผูกขาดยาวนานยิ่งขึ้น ยาราคาแพงจะคงอยู่ในตลาดยาโดยไม่มียาที่ถูกกว่าเข้ามาแข่งขัน ส่งผลให้คนจำนวนมากเข้าไม่ถึงยา เข้าไม่ถึงการรักษา เพิ่มภาระกับงบประมาณของประเทศ และระบบหลักประกันสุขภาพจะถูกสั่นคลอน  หากมีการยอมรับประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาด้านย
  • เปิดทางให้บรรษัทการเกษตรยักษ์ใหญ่เข้ามาผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ต้นทุนการผลิตเกษตรกรรมและอาหารจะสูงขึ้นอย่างมาก    หากยอมรับประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพ
  • เปิดทางให้บริษัทธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่เข้ามาใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลงทุนทางการเกษตร  ด้วยเงินทุน เทคโนโลยี และการเอื้อประโยชน์ทางนโยบายจากรัฐบาล เกษตรกรรายย่อยจะกลายเป็นแรงงานรับจ้างในที่ดินของตัวเอง อาหารถูกผูกขาดและถูกกำหนดราคาโดยบริษัทจากการเปิดเสรีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและการเกษตร
  • ขณะที่ยารักษาโรคมีราคาแพง สินค้าที่มีอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนจะได้รับการลดภาษีอย่างมโหฬาร เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ จะมีราคาถูก กระตุ้นให้เกิดนักดื่ม-นักสูบหน้าใหม่ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นภาระโรคในระยะยาว และยังจำกัดอำนาจของรัฐในการออกนโยบายและมาตรการเพื่อควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์และยาสูบ
  • เอฟทีเอนี้ จะเป็นอุปสรรคสำหรับการกำหนดนโยบาย กฎหมาย และมาตรการต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข, การคุ้มครองผู้บริโภค, ปกป้องสิ่งแวดล้อม, ช่วยเหลือเกษตรกร, อุดหนุนเอสเอ็มอี ด้วยกลไกที่เรียกว่า  กลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติฟ้องร้องผ่านอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเรียกค่าเสียหายจากงบประมาณแผ่นดิน  หากรัฐบาลกำหนดนโยบายที่กระทบต่อการหากำไรของบริษัทข้ามชาติ
  • ปิดกั้นการเข้าถึงความรู้ทั้งหนังสือและโลกออนไลน์ ผ่านเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้กฎหมายที่เกินไปกว่าที่ตกลงไว้ในองค์การการค้าโลก

ดังนั้นเพื่อให้การจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป เป็นประโยชน์กับประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นรวมถึงประชาชนทั่วไป เราขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายโอฬาร ไชยประวัติ หัวหน้าคณะเจรจา ให้คำมั่นต่อสัญญาประชาคมและมอบนโยบายและจุดยืนที่ชัดเจนแก่คณะผู้เจรจา ดังนี้

  1. ต้องไม่ยอมรับเนื้อหาการเจรจาที่เกินไปกว่าข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาของ WTO (ไม่ยอมทริปส์พลัส) โดยเฉพาะในประเด็น การขยายเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตร, การผูกขาดข้อมูลทางยา, มาตรการ ณ จุดผ่านแดน และไม่ยอมรับการแก้ไขกฎหมายระบบการคุ้มครองพันธุ์พืชที่ประเทศไทยใช้บังคับอยู่ ซึ่งเป็นไปตามความตกลงทริปส์และสอดคล้องกับอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ
  2. การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนในบทว่าด้วยการลงทุน ต้องไม่มีผลให้มีการนำข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะ การออกนโยบายหรือมาตรการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุขสาธารณูปโภคพื้นฐาน และความมั่นคง เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
  3. ไม่เปิดเสรีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การทำนา ทำสวน ทำไร่ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การปลูกป่า การเพาะและขยายพันธุ์พืช ตลอดจนการลงทุนที่สร้างผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร
  4. ถอนสินค้าเหล้า บุหรี่ ออกจากการเจรจาสินค้า
  5. ให้มีการจัดหารือผู้มีส่วนได้เสียครบทุกภาคส่วนทั้งก่อนและหลังการเจรจาในแต่ละรอบ โดยให้มีการชี้แจงท่าทีของคณะเจรจา รายงานความคืบหน้า พร้อมรับฟังและดำเนินการตามข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างสมดุล
  • ข้อมูลทั่วไป
  • FTA Thai-EU
  • 185 reads

ภาคประชาชนนัดชุมนุมหน้าทำเนียบฯ พฤหัสนี้ กระตุ้นรัฐบาลฟังเสียงประชาชน ในการเจรจาเอฟทีเอไทย – อียู จัดตั้งกลไกหารือก่อนหลังการเจรจาทุกรอบ

Submitted by admin on Tue, 26/02/2013 - 16:27
โดย : 
กลุ่มศึกษาศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) แถลงข่าวการชุมนุมของภาคประชาชนจากกรณีการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ที่โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า เอฟทีเอไทย-อียู ที่รัฐบาลกำลังจะไปเริ่มเจรจาในวันที่ ๖ – ๗ มีนาคมนี้ จะเจรจาในหลายประเด็นที่ไม่เคยเจรจาเปิดเสรีมาก่อนในเอฟทีเออื่นๆ และเป็นประเด็นที่มีผลกระทบสูง เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือสินค้าทำลายสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์เร่งรัดทำกรอบการเจรจา ไม่ได้นำความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ จากเวทีการรับฟังความคิดเห็นเสนอให้รัฐสภาพิจารณาด้วย

“วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ นี้ พวกเราภาคประชาสังคมจะไปชุมนุมกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลคำนึงถึงข้อเรียกร้องเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ รวมทั้งคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากเดินหน้าทำเอฟทีเอ โดยไม่ฟังเสียงของประชาชน ดังนั้นระหว่างการเจรจารัฐบาลต้องจัดตั้งกลไกให้มีการจัดหารือผู้มีส่วนได้เสียครบทุกภาคส่วนทั้งก่อนและหลังการเจรจาในแต่ละรอบ โดยให้มีการชี้แจงท่าทีของคณะเจรจา รายงานความคืบหน้า พร้อมรับฟังและดำเนินการตามข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างสมดุล ไม่ใช่ฟังแต่ความต้องการของภาคธุรกิจส่งออกเท่านั้น” ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าว

ด้านนายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลยอมเซ็นสัญญาเอฟทีเอกับอียู และยอมรับข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาด้านยา จะทำให้ยารักษาโรคถูกผูกขาดยาวนานยิ่งขึ้น ส่งผลให้คนจำนวนมากเข้าไม่ถึงยา เข้าไม่ถึงการรักษา ซึ่งจะเพิ่มภาระให้กับระบบหลักประกันสุขภาพ และงบประมาณของประเทศ “แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะอ้างว่า มีการตั้งคณะทำงาน 2 คณะ แต่ยังไม่มีรายละเอียดอำนาจหน้าที่และองค์ประกอบที่ชัดเจนพอ ดังนั้น รัฐบาลต้องรับปากต่อสัญญาประชาคมว่า จะไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของอียูที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ และต้องให้ทีมวิชาการของ อย.และกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ทำงานเต็มศักยภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้ภาคธุรกิจและกรมเจรจาฯบีบคั้นตลอดเวลา”

นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลยอมรับข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพ จะส่งผลให้บริษัทการเกษตรขนาดใหญ่เข้ามาผูกขาดเมล็ดพันธุ์ และต้นทุนการผลิตด้านเกษตรกรรมและอาหารจะสูงขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้เกษตรกรรายย่อยจะกลายเป็นแรงงานรับจ้างในที่ดินของตัวเอง ซึ่งอาหารจะถูกผูกขาด และถูกกำหนดราคาโดยบริษัท จากการเปิดเสรีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและการเกษตร “ดังนั้น การเจรจาต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการเจรจาทั้งเรื่องการเปิดเสรีการลงทุนและการคุ้มครองการลงทุน ซึ่งกลไกการรับฟังความคิดเห็นและหารือกับทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาระหว่างการเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อียู กรมเจรจาฯก็เคยจัดกลไกที่ว่ามาแล้ว”

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมประกอบด้วย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย, เครือข่ายองค์กรงดเหล้า, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, สมัชชาคนจน, เครือข่ายสลัม ๔ ภาค, ชมรมเพื่อนโรคไต} เครือข่ายเพื่อนมะเร็ง, คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์, มูลนิธิเข้าถึงเอดส์, มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, มูลนิธิเภสัชชนบท, ชมรมเภสัชชนบท, กลุ่มศึกษาปัญหายา, มูลนิธิชีววิถี, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธิสุขภาพไทย, กลุ่มเพื่อนแรงงาน, เครือข่ายองค์กรงดเหล้า, เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์, เครือข่ายชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์, เครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังภัยแอลกอฮอล์ กทม., เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่, เครือข่ายคนทำงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (12D), โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา, ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ, เครือข่ายพันธมิตรเพื่อการควบคุมยาสูบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATCA) และ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)

  • ข้อมูลทั่วไป
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เกษตรกรรม
  • FTA Thai-EU
  • 128 reads

ข้อเสนอแก้ไขร่างกรอบเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรป

Submitted by admin on Tue, 29/01/2013 - 10:43
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)
  • ข้อมูลทั่วไป
  • FTA Thai-EU
  • 366 reads
  • 2 attachments

ร่างกรอบการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป

Submitted by admin on Wed, 23/01/2013 - 00:00
โดย: 

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

  • ร่างกรอบเจรจา
  • ข้อมูลทั่วไป
  • FTA Thai-EU
  • 283 reads
  • 1 attachment

คนรัฐบาลชี้ยาแพง-คนเมาเพิ่มไม่เป็นไร ต้องเดินหน้า เอฟทีเอกับสหภาพยุโรปให้ได้ รุมอัดกรมเจรจาฯมั่วข้อมูลไม่มีผลกระทบ

Submitted by admin on Fri, 10/08/2012 - 17:06
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

(10 ส.ค.55/กรุงเทพฯ)

ในการประชุมระดับสูงเพื่อพิจารณาเตรียมการเปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทย วานนี้ มีการพิจารณาประเด็นที่มีความอ่อนไหวในการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอร์และบุหรี่, ทรัพย์สินทางปัญญา, การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ, นโยบายการแข่งขันทางการค้า และการเปิดตลาดสินค้าบริการ

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • FTA Thai-EU
  • Read more
  • 380 reads

เอฟทีเอ ว็อทช์ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงพาณิชย์ ให้ชี้แจงกระบวนการจัดทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป

Submitted by admin on Wed, 08/08/2012 - 16:42
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)
(8 ส.ค.55/กรุงเทพฯ) นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) เปิดเผยว่า วันนี้ ทางเอฟทีเอ ว็อทช์ได้ทำหนังสือถึงนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และสำเนาถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอคำชี้แจงในกระบวนการการเจรจาหนังสือสัญญาระหว่างประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 จากการที่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 5ส.ค.ที่ผ่านมาว่า จะมีการเสนอรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ให้ได้ในเดือน ส.ค.นี้
  • ข้อมูลทั่วไป
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • FTA Thai-EU
  • Read more
  • 282 reads
  • 1 attachment
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • next ›
  • last »

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content Syndicate content