สรุปประชุมการระดมความคิดเห็นโครงการจัดทำแผนแม่บทรองรับการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก
Submitted by admin on Thu, 17/06/2010 - 14:10
1) รายงานผลการศึกษาผลกระทบการเปลี ่ยนแปลงสภาพภูมิอา กาศต่ อภาคเกษตร
- Crop Model Concepts and Assumptions ที่นำมาใช้ศึกษาไม่ได้นำตั วแปร ด้านสังคมเข้ามาศึกษา มีเพียงแค่ตัวแปรด้านเศรษฐกิ จเท่านั้น เพราะเป็นการศึกษาที่มุ่งเพิ่ มผลผลิตทางการเกษตรเพื่ อตอบโจทย์ เป้าหมายการเจริญเติ บโตทางเศราฐกิจ (Economic Growth Target)
ข้อคิดเห็นจากที่ประชุม
- มีการเสนอให้นำประเด็นด้านสั งคมและวัฒนธรรมเข้ามาเป็นตั วแปร ใน Model นี้ด้วย (นักวิจัยกล่าวว่าที่ไม่ ทำเพราะมุ่งเน้นในเรื่ องของ การผลิต อีกทั้งตัว Model ก็มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถนำตั วแปรด้านสังคม หรือวัฒนธรรมมาร่ วมศึกษาด้วย)
- มีการเสนอให้ปรับปรุงพันธุ์เพื่ อรองรับกับการเปลี่ ยนแปลง สภาพอากาศ
2) แนวทางการปรับตัว (Adaptation) นโยบาย ยุทธศาสตร์และมาตรการ
- แนวทางการปรับตัวของพืชทั้ง 5 ชนิด ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด และปาล์มน้ำมัน มีด้วยกัน 4 แนวทาง คือ 1) แนวทางการผลิตแบบที่เป็นอยู่ (business as usual) 2) แนวทางที่เป็นการผลิตพืชอาหาร (food bowl) 3) แนวทางที่เป็นการผลิตพืชอาหาร (biofuel) และ 4) แนวทางตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพี ยงภายใต้ ระบบเกษตรกรรมแบบผสมผสาน (intergrated farming) และการจัดการระบบนิเวศน์
- ข้าว แนวทางในการปรับตัวของข้าว กรณีนาชลประทาน จะต้องปรับเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มี คุณสมบัติอายุเบา อัตราการเจริญเติบโตสูง ส่วนการเขตกรรมก็ต้องเตรี ยมสำรองน้ำเพิ่มขึ้น ในบางพื้นที ่ ใช้น้ำอย่างประหยัดในฤดูนาปรัง สำหรับการจัดการธาตุอาหารนั้นก็ ต้องจัดธาตุอาหารแบบผสมผสานทั้ งปุ๋ย เคมีและอินทรีย์ โดยเฉพาะการจัดฟาง ปรับช่วงเวลาการใส่ปุ๋ย
- จากการศึกษาประมาณการณ์ว่ าผลกระทบของสภาวะโลกร้อนต่ อการ ผลิตข้าวของประเทศไทยปี 1980-2059 นั้นจะทำให้ศักยภาพการผลิ ตลดลงร้อย ละ 14.2 และนาชลประทานจะผลิตได้ลดลงร้ อยละ 8.6 ในปี 2059 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 1980 โดยพื้นที่นาชลประทานที่ได้รั บผลกระทบมาก จะเป็น จ.เพรชบูรณ์ นครนายก เพชรบุรี ชัยนาท และนครสวรรค์ ขณะที่นาน้ำฝนไม่ ได้ รับผลกระทบ (ต่อมาที่ประชุมท้วงติงถึ งความถูกต้องของข้อมูลชุดนี้ ทางผู้วิจัยจึงจะกลับไปศึ กษาใหม่ในส่วนนี้)
- มันสำปะหลัง สถานการณ์ด้ านการตลาด แม้ประเทศไทยจะผลิตมันสำปะหลั งเป็นอันดับ 3 ของโลก (ร้อยละ 10 ของผลผลิตโลก) รองจากไนจีเรียและบราซิล แต่ก็เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่สุ ดของ โลก โดยมีคู่แข่งสำคัญคืออินโดนีเซี ยและเวียดนาม ส่วนระบบการผลิตนั้นพบว่าผู้ผลิ ตมันสำปะหลังมีทั้งเกษตรกรรายย่ อย กลาง และฟาร์มขนาดใหญ่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรรายย่ อย รวมถึงมีลานตาก โรงงานแป้ง กระจายในทุกแหล่งปลูก
- ด้านนโยบายการผลิตมันสำปะหลั งจะยังคงพื้นที่การผลิตไว้ที่ 7 ล้านไร่เท่าเดิม ทั้งนี้ถ้าปี 2557 ตั้งเป้าให้ได้ผลผลิต 38 ล้านตันจะต้องผลิตให้ได้ 5.43 ตัน/ไร่ กระโดดจากปี 2551 ที่ผลิตได้เพียง 3.64 ตัน/ไร่ และการศึกษายังประมาณการณ์ ผลกระทบในอนาคตเป็นช่วงเวลา ด้วย โดยแบ่งเป็นผลกระทบระยะยาว 120 ปี และผลกระทบระยะปานกลาง 30 ปี
- อ้อยโรงงาน การกระจายตัวของฝุ ่นและความสามารถ ในการอุ้มน้ ำของดินเป็นสาเหตุของการเกิดพื้ นที่วิกฤต ส่วนแนวทางแก้ไขจะต้องพั ฒนาระบบชลประทานพร้อมกับปรับปรุ งบำรุงดิน ให้เก็บกักน้ำได้มากขึ ้น
- ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากการจำลองข้าวโพดสุวรรณ 1 ทั้งประเทศภายใต้สภาวะโลกร้ อนในปี 1980-2009 พบว่าผลผลิตลดลงร้อยละ 15 และมีความแปรปรวนของผลผลิตรายปี ที่ร้อยละ 41 โดยพื้นที่วิกฤตของข้ าวโพด จะกระจายตัวอยู่ทุกภูมิภาค
- ส่วนการปรับตัวภายใต้สภาวะโลกร้ อนพบว่าพันธุ์ได้รับผลกระทบเพี ยง เล็กน้อย ที่สำคัญพื้นที่ปลูกข้ าวโพดจะลดลงต่อเนื่องระหว่างปี 2000-2029 จาก 1,406,036 ไร่ เหลือแค่ 1,048,274 ไร่ แต่ผลผลิตที่ได้กลับมีแนวโน้ มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีฐาน 2553 คือระหว่างปี 2010-2019 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 และระหว่างปี 2020-2029 เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 โดยแนวทางการปรับตัวจะต้องใช้พั นธุ์ทนแล้งและน้ำ ท่วมขัง ขณะที่ในพื้นที่วิกฤตที่มีอยู่ ประมาณร้อยละ 10-13 ของพื้นที่ทั้งหมดก็ต้องปรั บเปลี่ยนระบบการผลิต
ข้อคิดเห็นจากที่ประชุม
- มีข้อโต้แย้งในกระบวนการจั ดทำแผนแม่บท (Master plan) อันเนื่องมาจากมีความวิตกกั งวลว่าถ้านำผลการศึกษาวิจัยที่ มีไม่ มากนักและไม่ได้ศึกษาเชิ งลึกมากพอมาใช้ในการร่างแผนแม่ บทจะเกิดผล กระทบมากมาย โดยเฉพาะในส่วนของ Scenario ที่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มี Scenario เดียว ไม่มี Scenario อื่นๆ ให้เลือกในฐานะทางเลือก (Alternative) ซึ่งโดยข้อเท็จจริงของการศึ กษาครั้งนี้ก็มีความเสี่ยงอย่ างมาก เพราะหาก Assumptions ที่ตั้งขึ้นมามีความผิดพลาด ก็จะทำให้ตอบโจทย์ผิด นอกเหนือไปจากนั้นก็คือข้อจำกั ดของการศึกษาที่ใช้ตัวอย่ างจำนวน น้อยทั้งในเรื่องของพั นธุ์และระบบนิเวศ (ecosystem) เช่น กรณีข้าวก็ใช้แค่พันธุ์สุพรรณบุ รี 1 และขาวดอกมะลิ 105 ในพื้นที่นาน้ำฝนและนาชลประทาน เพื่อศึกษาหาแนวทางการปรับตัว อันจะทำให้การจัดทำนโยบายเรื่ องการปรับตัว (Adaptaion) ของข้าวในระดับประเทศทำไม่ได้
- กรณีปาล์มน้ำมัน แนวทางการปรับตัวคือเสนอให้ ไปปลูกที่ภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ ถึงแม้ว่าพื้นที่นั้นจะมี ความแห้งแล้ง แต่ก็มีปาล์มน้ำมันบางสายพันธุ์ ปลูกได้ดี รวมถึงเสนอให้ใช้แหล่งน้ำที่เดี ยวกับข้าวคือใช้น้ำในไร่นา
3) รายงานการวัดมีเทนในนาข้าว (เบื้องต้น)
- ข้อเสนอของการศึกษาคื อการทำนาแบบน้ำเข้าน้ำออก คือช่วงขณะที่ข้าวเติบโตระดั บหนึ่งก็นำน้ำเข้านา แต่เมื่อข้าวโตขึ้นไปอีกระดั บหนึ่งก็ให้นำน้ำออกจากนา สลับกันไป เพราะการระบายน้ ำออกจากนาในบางช่วงไม่เพี ยงจะลดปริมาณการปล่อย ก๊าซมี เทนโดยตรง แต่ยังช่วยให้การปล่อยก๊าซค่ อนข้างคงที่ แทนที่จะทำนาแบบนาน้ำขังดังเดิ มของไทยที่จะเกิดมีเทนสู งตลอดเวลา เป็น Sceanrio เดียวที่มีในการศึกษาครั้งนี้
- การนำเสนอผลการศึกษาได้ยกตัวอย่ างการปลูกข้าวที่ประหยัดน้ ำแบบ หนึ่ง คือ The System of Rice Intensification: SRI
- การศึกษาปริมาณการปลดปล่อยมี เทนจากนาที่ปลูกข้าวหลายสายพั นธุ์ ทั้ง กข 15 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 90 และชัยนาท 1 พบว่าปริมาณการปล่อยก้าซมี เทนขึ้นอยู่กับพันธุ์ ความสูงของต้นข้าวและปริมาณชี วมวลของต้นข้าว รวมถึงพันธุ์ข้าวที่มีการปรั บปรุงพันธุ์ให้มีท่อในต้นข้ าวสำหรับ นำก๊าซมีเทนสู่อากาศให้ มีขนาดเหมาะสมจะลดการปล่อยก๊ าซได้
- ข้อเสนอแนะในการวิจัยคือต้องศึ กษาเชิงลึกมากขึ้นทั้งความสัมพั นธ์ ในแต่ละด้านและทั้งระบบ โดยประยุกต์เทคโนโลยีและการจั ดการ ที่สำคัญจะต้องนำ "ชุดเทคโนโลยี" ที่อยู่ในฐานะต้นแบบที่ได้ จากการ ศึกษาครั้งนี้มาสร้ างการยอมรับจากเกษตรกรเพื่อให้ พวกเขานำไปใช้ เช่น ระบบน้ำเข้าน้ำออกในนา ผ่านกระบวนการสร้างการมีส่วนร่ วมกับชาว บ้านเกษตรกร
ข้อคิดเห็นจากที่ประชุม
- มีข้อเสนอให้ศึกษาข้าวแบบองค์ รวมมากขึ้น โดยเฉพาะมีเทนที่เกิดจากการปลู กข้าว เพราะข้อมูลที่นำมาใช้ในการศึ กษา ครั้งนี้เป็นของต่ างประเทศจำนวนมาก ขณะที่เป็นการศึกษาโดยคนไทยน้อย ทั้งนี้การศึกษาการเกิดมี เทนในนาข้าวในประเทศไทยมี มานานมากแล้ว สัก 10 ปีโดยนักวิจัยชาวญี่ปุ่น
- มีข้อโต้แย้งเรื่องการทำนาแบบน้ ำเข้าน้ำออกด้วยประเด็นด้าน Cost benefit และวิถีชีวิตเกษรกรที่ต้องเปลี่ ยนแปลงไป ไม่รวมถึงระบบชลประทานที่เข้ าไม่ถึงทุกพื้นที่ อีกทั้งยังตอบโต้การให้เหตุ ผลของการศึกษาที่บอกว่ าการทำนาน้ำขัง มีดีแค่กำจัดวั ชพืช ด้วยการชี้ให้เห็นถึงภูมิปั ญญาของเกษตรกรไทย ที่ใช้น้ำขั งเพื่อปรับค่า ph ในดิน การจะส่งเสริมให้เกษตรกรทำนาลั กษณะ นี้จึงไม่อาจตอบโจทย์ ของประเทศไทยภายใต้สภาวะโลกร้ อนได้ ไม่เท่านั้นในภาพรวมแล้วก็ อาจไม่ได้ลดก๊าซมีเทนได้อย่างมี นัย สำคัญจริงๆ
- การปรับตัวด้านพันธุ์คือการเพิ่ มความต้านแล้ง ต้านโรค ต้านแมลงเข้าไป โดยระหว่างนี้ได้มีการศึกษาวิจั ยพันธุ์พืชแบบนี้จน เกือบเสร็จสิ ้นที่เกษตรกรสามารถนำไปปลูกได้ แล้ว โดยเป็นความร่วมมือหลายสถาบัน เช่น สวทช.กับกรมการข้าว และที่สำคัญจากเคยใช้เวลากว่า 7 ปีในการพัฒนาพันธุ์ แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 3 ปีก็สามารถทำได้แล้ว
- การศึกษาต้องสร้าง Sceanrio หลากหลายรูปแบบเพื่อชี้ให้เห็ นถึง ข้อดี-ด้อย ไม่ใช่มีแค่ Scenario เดียวที่ปิดกั้นการเลื อกของประเทศไทย ในฐานะที่ข้อมู ลจากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ จะนำไปสู่การร่างแผน ระดับชาติ
- เสนอให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนเคมี เพื่อลดมีเทน
- เสนอให้ปรับปรุงพันธุ์โดยการสร้ างเสริมความหลากหลายทางชีวภาพผ่ านพันธุ์ ท้องถิ่น

