จักรชัย โฉมทองดี ทิศทางที่เริ่มดีขึ้นของ ม.190 กับเอฟทีเอ EU-ASIAN
Submitted by admin on Mon, 17/08/2009 - 00:00
การ เจรจาเอฟทีเอระหว่างประเทศไทยกับประเทศคู่ค้าต่างๆ นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะสมัยรัฐบาลที่กุมบังเหียนโดยนักธุรกิจอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น หากแต่รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการรัฐประหารก็ยังเดินหน้าทำเอฟทีเอต่อไป ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการเจรจาเอฟทีเอระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียน ที่ จักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานเครือข่าย FTA Watch จะมาฉายภาพข้อตกลงดังกล่าวให้เราฟัง
PPVoice.org : เพราะเหตุใดรัฐบาลไทยจึงนิยมการทำเอฟทีเอในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา
จักรชัย: ลักษณะ โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยซึ่งเกิดมาจากยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของหลาย รัฐบาลยาวนานมาอย่างต่อเนื่อง เป็นโครงสร้างที่เราพึ่งพาตลาดส่งออกต่างประเทศและเงินลงทุนจากต่างประเทศ สูง อันนี้เป็นเครื่องจักรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย
ด้วยบริบทเช่นนี้จึงไม่แปลกที่หลายรัฐบาล ไม่เฉพาะรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น แต่รัฐบาลหลังการรัฐประหาร (19 ก.ย.49) มาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ทุกรัฐบาลต่างมีนโยบายเหมือนๆ กัน คือ การพยายามสร้างหลักประกันของการรักษาตลาดส่งออกที่ไทยมีอยู่เดิม และพยายามกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
วิธีการหนึ่งก็คือการทำเขตการค้าเสรี เพราะเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า ด้วยการลดภาษีและข้อจำกัดต่างๆ ด้วยความเชื่อว่าเราจะสามารถส่งสินค้าไปยังประเทศปลายทาง หรือประเทศคู่สัญญาของเราได้อย่างไม่ติดขัด รวมถึงการเปิดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างเสรีมากขึ้น ตรงนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมมีเอฟทีเอเกิดขึ้นมา
บริบทของการทำเอฟทีเอระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรปเป็นอย่างไร
ถ้าเรามองในส่วนของประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกหลักของอาเซียน เราได้มีการทำการเจรจากับสหรัฐฯไปแล้ว เราเจรจาและตกลงไปแล้วกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ตกลงบางส่วนไปแล้วกับจีนและอินเดีย จะเห็นว่าประเทศต่างๆ เหล่านี้เป็นคู่ค้าที่เป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่
ดังนั้นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ก็คือ สหภาพยุโรป ตลาดร่วมของสหภาพยุโรปมีขนาดใหญ่มากเทียบเคียงได้กับสหรัฐอเมริกานั่นเอง แล้วเราก็ค้าขายกับสหภาพยุโรปอยู่สูง ฉะนั้นการที่เราต้องการส่งสินค้าให้ยุโรปต่อไป เครื่องมืออันหนึ่งที่รัฐบาลเชื่อว่าน่าจะช่วยได้ก็คือการทำเอฟทีเอ แต่มันมาในรูปของอาเซียนกับยุโรป ไม่ใช่ไทยกับยุโรป
เพราะเหตุใดประเทศไทยจึงต้องทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปผ่านทางอาเซียน
อาจจะมีเหตุผล 2 ประการ คือ สหภาพยุโรปไม่นิยมทำเอฟทีเอรายประเทศเท่าไหร่โดยเฉพาะกับประเทศเล็กๆ เขาชอบทำกับกลุ่มประเทศ ซึ่งก็สะท้อนความเป็นตัวตนของเขา เพราะเขาทำในฐานะกลุ่มประเทศ
ส่วนที่สองต้องไม่ลืมว่าการเจรจากับกลุ่มประเทศยุโรปเริ่มต้นภายหลังจากการ มีรัฐประหารเกิดขึ้นในประเทศไทย การมีรัฐประหารทำให้รัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารไม่ได้รับการยอมรับจาก ประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงสหภาพยุโรปด้วย คงเป็นการยากลำบากที่ประเทศไทยเดี่ยวๆ จะไปคุยกับใครในยุโรป การคุยผ่านอาเซียนน่าจะเป็นช่องทางที่สร้างความชอบธรรมกับการยอมรับอำนาจที่ เกิดขึ้นมาหลังการทำรัฐประหารได้
เนื้อหาของข้อตกลงใครได้ใครเสีย
ผมว่ายังตอบยาก เนื่องจากความตกลงนั้นยังไม่มีผลบังคับใช้ ทำให้เป็นเรื่องของการคาดเดา คาดคะเน ซึ่งสามารถที่จะทราบได้ในระดับหนึ่ง ประเด็นของสหภาพยุโรปกับอาเซียนนี่ความตกลงก็ยังไม่เห็น การเจรจาก็เป็นไปในช่วงต้นเท่านั้น ก่อนที่จะมีการระงับการเจรจาไป ทำให้การวิเคราะห์แบบฟันธงไปเลยทำได้ยากพอสมควร
แต่ถ้าจะให้ประเมินจากทิศทาง จากเอกสารที่พอมีอยู่บ้าง และจากสิ่งที่สหภาพยุโรปได้เจรจากับประเทศคู่ค้าอื่นๆ ไปแล้ว ก็มีข้อน่าห่วงใยอยู่หลายประการ
ประการแรก เนื่องจากเราได้เห็นเอกสารข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปกรณีของทรัพย์สินทาง ปัญญา เรื่องที่ห่วงกันมาก คือ เรื่องของยารักษาโรค โอกาสที่ประชาชนจะสามารถเข้าถึงยาในราคาที่เป็นธรรมได้ ผ่านทางกลไกต่างๆ ความยืดหยุ่นต่างๆ ที่มีอยู่แต่เดิม รวมถึงที่มีอยู่ภายใต้ความตกลงขององค์การการค้าโลก น่าที่จะหดหายไป
ภาษาที่เขาเรียกกันคือเป็นความตกลงแบบ TRIPs Plus กล่าว คือสิ่งที่สหภาพยุโรปเรียกร้องมาก็คือ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีความผูกพันมากไปกว่าที่ตกลงไว้แล้วในองค์การการค้าโลก ซึ่งจะส่งผลให้เราไม่สามารถใช้มาตรการอย่าง CL (การใช้สิทธิ์เหนือสิทธิบัตร) ได้อย่างที่เคยทำกันมา
ข้อจำกัดต่างๆ ที่บริษัทจะผลิตยาชื่อสามัญได้ก็น้อยลงไป ขั้นตอนจะยุ่งยากมากขึ้น ระยะการผูกขาดยาโดยเจ้าของสิทธิบัตรมีโอกาสยาวนานขึ้น
รวมถึงเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพก็มีบทบัญญัติที่น่าจะทำให้เราต้องปรับ เปลี่ยนกฎหมายภายในประเทศ การคุ้มครองพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ก็จะให้สิทธิประโยชน์กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และนักปรับปรุงพันธุ์ มากกว่าเกษตรกรหรือคนที่อยู่กับความหลากหลายทางชีวภาพมาอย่างยาวนาน
นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่น เช่น ภาคบริการ ที่เราทราบดีอยู่ว่าประเทศไทยมีบริษัทการค้าขนาดยักษ์อยู่หลายชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหภาพยุโรปทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ ตรงนี้มีผลประโยชน์อยู่สูงที่อาจจะทำให้การเปิดเสรีภาคธุรกิจบริการต้องเปิด มากขึ้น และอาจจะมีเรื่องของบริการการเงิน โดยเฉพาะภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจก็อาจจะทำให้ประเทศพัฒนาแล้วพยายามเข้าถึง เงินออมภายในประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น
ขณะนี้มีธนาคารและวานิชธนกิจจากยุโรปเข้ามาในไทยอยู่แล้ว เพียงแต่ยังมีข้อกำหนดกฎเกณฑ์หลายอย่างที่ควบคุมดูแลเขาอยู่ แต่ภายใต้เอฟทีเอก็ต้องมีการผ่อนผันผ่อนคลายกฎเกณฑ์เหล่านั้น รวมถึงการที่จะขอให้มีการเปิดเสรีด้านการเงิน ให้มีการไหลเวียนของเงินทุนได้อย่างเสรีมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็เป็นข้อห่วงใยว่าอาจจะทำให้เรามีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง จากภายนอก แล้วระบบสถาบันการเงินของไทยที่ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอต่อการเปิดเสรีในระดับ นั้นก็อาจจะทำให้เรามีปัญหา
ในส่วนอื่นๆ เช่น ภาคเกษตร เราอาจจะมองว่ายุโรปไม่น่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของเรา เขาน่าจะเป็นตลาดของเราเสียด้วยซ้ำ แต่อย่าลืมว่าสินค้าเกษตรบางตัวในสหภาพยุโรปมีการอุดหนุนการผลิตอยู่สูงมาก ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวโยงกับผลิตภัณฑ์นม เนยแข็ง ไวน์ รวมถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการผลิตในบ้านเราได้ อันนี้เป็นภาพที่มีการวิตกกังวลกันอยู่
มีความบกพร่องในกระบวนการเจรจาเอฟทีเอ EU-ASIAN อย่างไรบ้าง
ในส่วนของกระบวนการจะเรียกว่าบกพร่องคงลำบาก ส่วนหนึ่งต้องมองในมุมดีก่อน การเจรจาส่วนนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการมีรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเฉพาะการมีมาตรา 190 ซึ่งกำหนดไว้ถึงเรื่องความโปร่งใสและความมีส่วนร่วม หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จนถึงปัจจุบันก็ดำเนินการภายใต้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้อย่างน่าชื่นชม ด้วยการเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าไม่มีจุดให้ปรับปรุง หลายจุดปรับปรุงได้ในการรับฟังความคิดเห็น และการนำความคิดเห็นนั้นไปใช้จริงในการเจรจา โดยเฉพาะการรับฟังความคิดเห็นในเนื้อหาที่ตรงกับการเจรจาจริง อันนี้สามารถปรับปรุงได้ เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าแต่ละหน่วยงานคงต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน
และต้องยอมรับว่าขณะนี้มาตรา 190 ยังไม่มีกฎหมายลูกออกมาบังคับใช้ ฉะนั้นในรายละเอียดขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นว่าต้องทำอย่างไร ขึ้นกับแต่ละหน่วยงานจะทำกันเอง ถ้ามีข้อกำหนดที่ชัดเจน การศึกษาผลกระทบที่ชัดเจนออกมา การเยียวยาผลกระทบที่คำนึงถึงผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ ถ้ามีการกำหนดออกมาภายใต้กฎหมายก็น่าจะช่วยให้กระบวนการดีขึ้น อุดช่องว่างช่องโหว่ได้มากขึ้น
ปัญหานี้ทุกรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย และรัฐบาลอภิสิทธิ์คงต้องร่วมกันรับผิดชอบเนื่องจากกฎหมายยังไม่ออกมา และร่างของรัฐบาลที่ดำเนินการอยู่ก็เป็นร่างที่มีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก (เน้นเสียง)
เนื่องจากไม่ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการศึกษาผล กระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับฟังความเห็นของรัฐบาลให้ทำผ่านระบบสารสนเทศของหน่วย งานเท่านั้น หมายความว่าถ้าเขาเพียงเอาขึ้นบนเว็บไซต์ของเขาแล้วให้คนเมลเข้าไปแค่นั้นก็ จบ ซึ่งเรามองว่าอันนี้ไม่น่าจะเป็นกระบวนการที่ได้รับการยอมรับและแก้ไขปัญหา ที่มีอยู่ได้
ประเด็นที่สอง คือ หน่วยงานที่รับผิดชอบการรับฟังความคิดเห็นและการศึกษาวิจัย ก็คือหน่วยงานที่เจรจานั้นเอง มันมีความทับซ้อนของอำนาจหน้าที่และผลประโยชน์อยู่
ประเด็นที่สาม เมื่อมีการเจรจาจนมีร่างการเจรจาที่ชัดเจนแล้ว ก่อนที่จะให้รัฐสภาพิจารณากลับไม่มีข้อกำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็น หรือการศึกษาผลกระทบอีกครั้ง ร่างกฎหมายของรัฐบาลกำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและศึกษาผลกระทบตั้งแต่ ก่อนการเจรจา ซึ่งเป็นเพียงกรอบกว้างๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดใดๆ แต่เมื่อมีรายละเอียดการเจรจาจบออกมาแล้วปรากฏว่าไม่มีการรับฟังความคิดเห็น ไม่มีการศึกษาผลกระทบ ก็โยนความตกลงหนาๆ ไปให้สภา สภาจะดูยังไงล่ะครับ ก็ไม่สามารถใช้ฝ่ายนิติบัญญัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ อันนี้เป็นร่างรัฐบาลที่มีปัญหา และรัฐบาลก็พยายามผลักดันโดยไม่แก้ไขร่างนี้ในปัจจุบัน
แนวทางการค้าเสรีที่ควรจะเป็น ควรมีกฎกติกาอย่างไร และเชื่อมโยงกับกฎหมายลูกของมาตรา 190 อย่างไร
ที่สำคัญผมคิดว่าประเทศไทยยังจำเป็นต้องค้าขายกับประเทศอื่นๆ ต่อไป อันนี้เป็นส่วนดีของระบบเศรษฐกิจ คงไม่ค้าไม่ได้ แต่ถ้าไปค้าเสรีแบบไม่มีการดูแล กำกับ ควบคุมใดๆ เลย ก็คงจะไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน
ผมมองว่าต้องมีการคุ้มครองการผลิตภายในบางส่วน ยกตัวอย่างเช่น ภาคเกษตรเพื่อให้มีความมั่นคงและอธิปไตยทางด้านอาหารในแต่ละประเทศอยู่ต่อไป ที่สำคัญการค้าที่จะทำให้เกิดผลประโยชน์และความเป็นธรรมกับผู้ผลิตรายย่อยจะ วางกติกากันอย่างไร เท่าที่เราเห็นการค้าเสรีผลประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่ที่ผู้ผลิตรายย่อยเลย ถ้าดำเนินการต่อไปแบบนี้คิดว่าน่าจะมีปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถามว่ากฎหมายลูกของมาตรา 190 จะเข้ามามีบทบาทได้อย่างไร ผมคิดว่าจะเพิ่มธรรมาภิบาลในกระบวนการที่จะทำความตกลง ถ้าประชาชนสามารถมีความเข้าใจมากขึ้น
กฎหมายลูกจะทำให้เจตนารมณ์ของมาตรา 190 เป็นจริงมากขึ้น คือให้ประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียมีความเข้าใจ และสามารถแสดงความคิดเห็นต่อการทำความตกลงนั้นๆ ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราเชื่อว่าความตกลงใดที่เกิดขึ้นในอนาคตน่าจะเป็นความ ตกลงที่สะท้อนประโยชน์ของประชาชนในภาพกว้าง ไม่ใช่สะท้อนผลประโยชน์ของประชาชนเฉพาะกลุ่มที่สามารถเข้าถึงศูนย์กลางอำนาจ หรือเข้าถึงข้อมูลได้เท่านั้น อันนี้เป็นหลักการโดยพื้นฐานที่เราคิดว่าทั้งมาตรา 190 และกฎหมายลูกที่ดีสามารถทำได้.

