Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » รายงานพิเศษ » ศ.ระพี สาคริก เครือข่ายองค์กรด้านเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ และเอฟทีว็อทช์ แถลงคัดค้านการเปิดเสรีการลงทุนด้านการเกษตร ป่าไม้ และประมง

ศ.ระพี สาคริก เครือข่ายองค์กรด้านเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ และเอฟทีว็อทช์ แถลงคัดค้านการเปิดเสรีการลงทุนด้านการเกษตร ป่าไม้ และประมง

Submitted by admin on Thu, 08/10/2009 - 00:00
โดย : 
มูลนิธิชีววิถี(Biothai Foundation)

เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ – 8 ตุลาคม 2552

      ศ.ระพี สาคริก ราษฎรอาวุโส ในฐานะประธานมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) แถลงคัดค้านการเปิดเสรีการลงทุนซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อถอนข้อสงวนการลงทุนในภาคเกษตรที่สำคัญ 3 สาขาคือ (1) การทำกิจการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช (2) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ (3) การทำป่าไม้จากป่าปลูก โดยอนุญาตให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนและถือหุ้นใหญ่ในกิจการทั้ง 3 ประเภทได้ ทั้งนี้โดยมีผลใช้บังคับในปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป

      ในหนังสือที่ทำถึงนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และกรรมาธิการชุดต่างๆนั้นระบุว่า การเปิดเสรีใน 3 สาขาซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับการสงวนให้เป็นกิจการของคนไทยภายใต้  พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จะกระทบกับเกษตรกร ประมงพื้นบ้าน ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อยของคนไทยอย่างกว้างขวาง อีกทั้งเป็นการเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติทั้งในระดับอาเซียนและบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่นอกอาเซียนที่ลงทุนในอาเซียนอยู่แล้วเข้ามาครอบครองที่ดิน ครอบครองพันธุ์พืชและทรัพยากรธรรมชาติ  เข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน และแย่งชิงอาชีพของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทั้งยังขัดแย้งกับนโยบายการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และนโยบายสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ของรัฐบาลเอง

      “รัฐบาลและรัฐสภาควรทบทวนเรื่องนี้ อย่าหวังผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือเงินตรา หรือเอาใจกลุ่มทุน จนสร้างผลกระทบต่อคนไทยส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของผืนแผ่นดิน เรื่องนี้มีผลกระทบมากไปกว่ากรณีการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในกรณีกล้วยไม้  หรือการทำความตกลงเอฟทีเอของรัฐบาลที่ผ่านมาเสียอีก เพราะเป็นการอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาแย่งชิงอาชีพและทรัพยากรของประเทศ กระทบต่ออธิปไตยและความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างมาก”  ศ.ระพี กล่าว

      นายภาคภูมิ  วิธานติรวัฒน์ จากมูลนิธิอันดามัน กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดเสรีครั้งนี้มิได้คำนึงเลยว่า การเปิดเสรีให้ต่างชาตินั้นจะสร้างผลกระทบต่อการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง และป่าชายเลน ตลอดจนมีผลกระทบต่อชุมชนประมงขนาดเล็กทั้งประเทศ “ที่ผ่านมาปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรเป็นปัญหาร้ายแรงอยู่แล้ว มีการกว้านซื้อที่ดินในเขตป่าชายเลน และน้ำกร่อย เกิดปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างกลุ่มทุนกับชุมชนอยู่เนืองๆ แต่รัฐบาลกลับมาซ้ำเติมโดยเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนจากต่างชาติทั้งในอาเซียนและนอกอาเซียนเข้ามาแย่งชิงทรัพยากร และแย่งชิงอาชีพจากชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งจะทำให้ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีก” นายภาคภูมิกล่าว

      นางสาวพรพนา ก๊วยเจริญ นักวิจัยมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติซึ่งติดตามการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ในอินโดจีนเปิดเผยว่า “การเปิดเสรีการลงทุนการเกษตรของไทยครั้งนี้ อาจเป็นการผลักดันที่มีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทยอยู่เบื้องหลัง เพราะการเปิดเสรีการลงทุนในการเกษตรในประเทศไทยให้กับนักลงทุนต่างชาติ จะเป็นข้ออ้างให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทยและประเทศอาเซียนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกว่าเข้าไปลงทุนในประเทศที่อ่อนด้อยกว่าอย่างลาวและกัมพูชาได้ง่ายขึ้น กลุ่มที่บีโอไอเปิดให้แสดงความคิดเห็นล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ไม่ใช่ชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบ”

      “กลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย อีกทั้งจะเป็นการเพิ่มอุณหภูมิและขยายวงกว้างของปัญหาการแย่งชิงที่ดินจากประชาชนท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ยากจนและเป็นชนพื้นเมือง ในประเทศเพื่อนบ้านไปพร้อมกัน”

      นายวิฑูรย์  เลี่ยนจำรูญ ตัวแทนจากกลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ แถลงว่า การเปิดเสรีครั้งนี้ถูกวางแผนอย่างแยบยล ประชาชนทั้งประเทศแทบไม่ได้รับรู้เลย ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ปรึกษาหารือกับเกษตรกรรายย่อย ประมงพื้นบ้าน ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง แต่ไปอ้างต่อคณะกรรมการ นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ(กน ศ.) ว่า ได้จัดให้มีการสัมมนาให้ความรู้ รวมถึงจัดประชาพิจารณ์แล้ว ทำให้มติของกนศ. เห็นชอบที่จะให้มีการเปิดเสรีใน 3 สาขาดังกล่าว “การเปิดเสรีครั้งนี้ของรัฐบาลขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 190 อย่างแจ้งชัด ที่ระบุว่าการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา”

      “นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะที่กำกับดูแลคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมของกนศ. รวมทั้งนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งเข้าร่วมประชุมกนศ.เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 และเห็นชอบให้มีการเปิดเสรีจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น”

      “หลังจากได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องแล้ว มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน เครือข่ายองค์กรด้านการเกษตรและทรัพยากร และกลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ จะรอฟังคำตอบและคำชี้แจงจากนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ว่าได้ดำเนินการอย่างไรหรือไม่ เพื่อยับยั้งกรณีดังกล่าว หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เครือข่ายองค์กรที่ได้แถลงข่าวจะประสาน งานกับเครือข่ายเกษตรกรและทรัพยากรทั่วประเทศเพื่อเตรียมการเคลื่อนไหว ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนที่หัวหิน-ชะอำ ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม นี้” นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กล่าว

      อนึ่งองค์กรที่ร่วมลงนามในหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และกรรมาธิการชุดต่างๆนั้น ประกอบไปด้วย มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย), มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย), มูลนิธิชีวิตไท (ราฟ่า), เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาค ประชาชน (เอฟทีเอว็อทช์), มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, มูลนิธิอันดามัน, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ,  สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง, มูลนิธิข้าวขวัญ, สมาพันธ์เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวโพดจังหวัดน่านและเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดน่าน 

 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

  • หนังสือยื่นต่อนายกรัฐมนตรี เรื่องขอให้ยับยั้งการเปิดเสรีในภาคการเกษตร ป่าไม้และประมงภายใต้ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (ACIA)
  • ความตกลงว่าด้่วยการลงทุนอาเซียน(ACIA)ฉบับภาษาไทย
  • แนวทางการจัดทำรายการสงวนภายใต้ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน(ACIA)
  • เอกสารสรุปความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน(ACIA)
  • ACIA
  • ระพี สาคริก
  • การค้าและการลงทุน
  • เกษตรกรรม
  • ASEAN
  • 1499 reads
  • Printer-friendly version
  • PDF version

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content