Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » รายงานพิเศษ » สฤณี อาชวานันทกุล เสนอ ?โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจทางเลือก?

สฤณี อาชวานันทกุล เสนอ ?โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจทางเลือก?

Submitted by admin on Wed, 04/06/2008 - 00:00
โดย : 
อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ


 

การใช้กรอบวาทกรรมกระแสหลักมาประเมินคุณค่าของการพัฒนาทางเลือกนั้น ดูเหมือนจะไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงต้องมาคุยกันว่าอุดมคติในเศรษฐศาสตร์ทางเลือกนั้นคืออะไร และตัววัดที่เราสมควรจะใช้นอกเหนือไปจากตัว GDP ที่เราคุ้นเคยว่ามันมีอะไรบ้าง...

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 9.00 -- 16.15 น. ณ ห้องประชุม 209 ชั้น 2 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการส่งเสริมพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนา ศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ร่วมจัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “นโยบายเศรษฐกิจทางเลือกภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ : บทสำรวจองค์ความรู้ และประสบการณ์”

ในเวทีดังกล่าว สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ร่วมเสวนาหัวข้อ “โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจทางเลือก: กรณีศึกษาเศรษฐกิจภูฏาน เศรษฐกิจอิสลาม และเศรษฐกิจละตินอเมริกา” สำนักข่าวประชาธรรมเรียบเรียงมาเผยแพร่ ดังต่อไปนี้...

................................................

เราจะต้องกล่าวถึงนโยบายการพัฒนาในอุดมคติ เหตุผลที่ต้องพูดถึงในหัวข้อนี้ ก็คือถ้าหากเรามองว่านโยบายเศรษฐศาสตร์ทางเลือก เป็นสิ่งที่จะทำให้เห็นผลและสมควรที่จะรับฟัง ก็จะต้องมาดูว่ามันมีปัจจัยหรือว่าตัวชี้วัดอะไรบ้าง ซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือจากกระบวนการเสรีนิยมใหม่ หรือว่าวาทกรรมกระแสหลัก เพราะถ้าหากใช้กรอบวาทกรรมกระแสหลักมาประเมินคุณค่าของการพัฒนาทางเลือกนั้นดูเหมือนจะไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงต้องมาคุยกันว่าอุดมคติในเศรษฐศาสตร์ทางเลือกนั้นมันคืออะไร และตัววัดที่เราสมควรจะใช้นอกเหนือไปจากตัว GDP ที่เราคุ้นเคยว่ามันมีอะไรบ้าง

วิชาทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแต่ไหนแต่ไรมาก็จะมองเกี่ยวกับปัจจัยการผลิต และในเรื่องของสิ่งที่วัดได้ในเรื่องของรายได้ ในประเทศเสรีนิยมใหม่ก็บอกเอาไว้ว่าในความจริงรัฐบาล หรือว่าภาคเอกชนควรที่จะเน้นเรื่องความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะว่าความเจริญนั้นจะไหลลงมา และคนจะมีเงินนำไปใช้จ่ายในการซื้อสวัสดิการให้ตนเองเพื่อที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ควรจะมองอะไรที่นอกเหนือไปจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมากนัก ซึ่งก็เป็นวาทกรรมที่กลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างสนุกสนาน

เพราะว่าอย่างที่ทราบกันแล้วว่าขอบเขตของเศรษฐศาสตร์ตอนนี้ก็เริ่มที่จะขยับขยายออกไป จากเศรษฐศาสตร์ที่เคยเป็นกระแสหลักออกไปสู่เศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ที่เริ่มหันมาสนใจในเรื่องของความสุข มีการทำงานที่ใกล้ชิดกับนักจิตวิทยา นักจิตแพทย์ หรือนักสังคมศาสตร์เพื่อที่จะประเมินระดับความสุขของคนออกมา เดูว่าแง่มุมอันไหนที่จะใช้ได้ในนโยบายพัฒนา เพราะ GDP หรือรายได้นั้นเป็นเพียงแค่องค์ประกอบเดียวของสิ่งที่เราเรียกว่าความสุข นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อกันว่านโยบายเศรษฐศาสตร์นั้น พูดถึงมนุษย์เป็นตัวตั้งเพราะฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะพูดถึงรายได้อย่างเดียว เป้าควรที่จะสูงกว่านั้นก็คือควรที่จะส่งเสริมความสุข หรือว่าความอยู่ดีมีสุข

มันเป็นสิ่งที่ชัดเจนแล้วว่าโลกของเรามีขีดจำกัดทางทรัพยากร และนโยบายการพัฒนาขึ้นอยู่กับพลังงานที่โลกต้องสูญเสียไป เพราะฉะนั้นนโยบายการพัฒนาที่ไม่ได้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็เป็นนโยบายที่ยั่งยืนไม่ได้ นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการคำนึงถึงความยั่งยืนในการกำหนดนโยบายของการพัฒนา นอกเหนือไปจากปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นตัวกำหนดความยั่งยืนที่มีความสำคัญ ก็มีอีกประเด็นที่ถกเถียงกันเยอะมากซึ่งก็คือเรื่องความยุติธรรมทางสังคม ถ้าหากมองในมุมมองที่เป็นทุนนิยมก็มีข้อถกเถียงว่า จริง ๆ แล้วเป้าหมายของการพัฒนานั้นควรที่จะคำนึงถึงคุณภาพการพัฒนาด้วยหรือเปล่า

คือทำให้คนที่อยู่ในฐานรากของสังคมได้มีโอกาส หรือว่าได้ประโยชน์จากนโยบายด้วยหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้กลไกการตลาดทำงานของมันไปเอง แต่ว่าคนที่มีทุนทรัพย์มากก็จะได้ผลประโยชน์ไปมาก  มีนักเศรษฐศาสตร์บางคนที่นำเสนอในแง่ของปรัชญา ความคิด และกระบวนที่การที่น่าสนใจ คือไอ้การเติบโตในมิติที่เป็นฐานกว้างของเศรษฐกิจนั้น เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนมากกว่าการเจริญเติบโตแบบที่ไม่เน้นการเติบโตที่ฐานกว้าง เพราะจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น และจะไปเอื้ออำนวยของกระแสการเจริญเติบโตของประชาธิปไตย คนจะใช้สิทธิเสียงในระบบการเมืองของตนเองได้ดีขึ้น และเมื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็จะเริ่มยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็นของคนในสังคมมากยิ่งขึ้น  เพราะฉะนั้นมันก็สะท้อนว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมีนัยยะทางคุณธรรม และศีลธรรม  ที่เราไม่สามารถมองข้ามไปได้

การพัฒนาในอุดมคติ ในกระแสขององค์กรโลกบาลก็จะไปแตะเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีคนหลายคนที่พยายามจะหาจุดเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนกับกับการเชื่อมโยงการพัฒนาของภาครัฐ แต่เท่าที่มีการถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นถึงแม้จะมีความหลากหลายมากเพียงใด แต่ว่าจุดที่มีความคล้ายกันก็คือว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจในอุดมคตินั้นควรที่จะส่งเสริมความสุขหรือว่าการอยู่ดีมีสุข มากกว่าระดับรายได้ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติควรที่จะมีการส่งเสริมให้มีการใช้อย่างยั่งยืน  

ในระดับของสหประชาชาติเองก็มีการกำหนดนิยามของดัชนีชี้วัดการพัฒนาต่าง ๆ ที่ค่อนข้างจะหลากหลาย ตอนนี้การนิยามอย่างเป็นทางการ การพัฒนาแบบยั่งยืนก็หมายความว่าการพัฒนาที่ไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในอัตราที่เร็วกว่าความสามารถของมนุษย์ในการผลิตทรัพยากรขึ้นมาทดแทน และอัตราการทิ้งทรัพยากรนั้นต้องไม่มากกว่าอัตราที่ทรัพยากรธรรมชาติจะดูดซับเข้าไปได้  จะต้องมองว่าทรัพยากรธรรมชาตินั้นเป็นต้นทุนของระบบ ต้องมีคนรับภาระต้นทุนตรงนั้น โดยที่ไม่ใช่ให้สังคมเป็นคนจ่าย ไม่ใช่ว่าปัญหาจากแก๊สพิษก็ให้รัฐบาลซึ่งเอาเงินภาษีของประชาชนมาใช้ เป็นคนจ่าย

จะต้องมีการส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม ซึ่งก็คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานโดยเกี่ยวโยงกับเรื่องสวัสดิการที่ควรจะมี  สามารถรองรับความหลากหลายของชุมชนในท้องถิ่นได้  ไม่ใช่มองการพัฒนาที่เป็นของสำเร็จรูปที่โยนลงไป แล้วทุก ๆ คนจะต้องทำตาม และการมองเรื่องของเศรษฐกิจทางเลือกนั้นต้องมองให้พ้นไปจากการเจริญเติบโตทางด้าน GDP แม้ว่าจะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญก็ตาม

อีกตัวหนึ่งที่ยังมีการถกเถียงกันในเรื่องของคำนิยามก็คือคำว่าความสุข นักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่นั้นบางคนก็ไม่ได้ละเลยในเรื่องของความสุขเพียงแต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้และจากนั้นนักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ควรที่จะไปสนใจ

กรณีศึกษาในเรื่องของประเทศภูฏาน เนื่องจากว่าภูฏานมองความสุขของประชาชนเหนือกว่าตัวเลขของ GDP เพราะฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจว่า ความสุขของภูฏานคืออะไรและจะวัดกันได้อย่างไร ซึ่งเป็นนามธรรม เป็นอัตตวิสัย ซึ่งจะใช้มาตรวัดนั้นค่อนข้างยาก แต่สิ่งที่เห็นตรงกันในเรื่องคำนิยามของคำว่าความสุขที่ก้าวหน้าที่สุด และเป็นที่ตกลงกันได้ในระดับหนึ่งก็คือการอยู่ดี มีสุข ซึ่งในตอนนี้มีการใช้คำนี้กันมากและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง

ข้อถกเถียงของ อมาตยา เซน หลัก ๆ คือข้อถกเถียงในมิติมุมมองของเสรีนิยมใหม่ที่ว่ารัฐบาลควรจะเน้นในเรื่องของเสรีภาพทางเศรษฐกิจของประชาชน แล้วก็ไม่สนใจเสรีภาพในเรื่องอื่น ๆ หรือว่าสนใจน้อยลง  เขาบอกว่าแนวคิดแบบนี้เป็นสมมติฐานที่ไม่ถูกต้อง ถ้าหากถามว่าคนจนจะแสดงออกได้มากเพียงใดว่าเขาต้องการหรือว่าไม่ต้องการอะไรซึ่งบางครั้งอาจจะถูกปัจจัยอื่น ๆ ทางวัฒนธรรม หรือว่าปัจจัยทางสถาบันกดทับเอาไว้เช่น ผู้หญิงทางอินเดียในทางใต้จะถูกสามีกดขี่ค่อนข้างมาก จะถูกวัฒนธรรมกดทับเอาไว้ทำให้เขาไม่สามารถแสดงออกถึงความต้องการที่แท้จริงได้

ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คิดดัชนีในการวัดความเจริญของประเทศที่นอกเหนือไปจากGDP ก็คือมีตัวชี้วัความยืนยาวของประชากร มีอัตราการรู้หนังสือ และปัจจัยสุดท้ายก็คือรายได้ต่อหัวเพราะฉะนั้นจะเห็นว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจคือรายได้ต่อหัวนั้นเป็นเพียงปัจจัยเดียว จากดัชนีชี้วัดตัวที่เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรในการทำให้มนุษย์มีความสุขนั้น ภูฏานซึ่งเป็นสีเขียว แสดงว่าใช้ทรัพยากรน้อยมากในการที่จะทำให้คนมีความสุข ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเป็นสีแดง

สิ่งที่ทำให้ภูฏานโด่งดังที่สุดก็คือการใช้นโยบายที่เป็นรูปธรรม 4 แบบคือ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะเห็นว่ามิติทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนั้นไปได้ด้วยกันการส่งเสริมทางด้านวัฒนธรรมประจำชาติ  และตัวสุดท้ายก็คือธรรมาภิบาลที่ดี

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่เมื่อเรานึกถึงภูฏานก็คือการท่องเที่ยว เพราะว่าเป็นประเทศที่เก็บภาษี 200 เหรียญต่อวันในการเข้าไปในประเทศ คนที่เข้าไปเที่ยวจึงค่อนข้างน้อย ต้องทำรายการไปเที่ยวส่งไปให้เขา  ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมนั้นระบุไว้เลยว่าต้องมีพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 60  ต้องมีพื้นที่สงวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25  จะมีการตัดไม้ก็ต้องมีการขออนุญาต

ในด้านมิติทางวัฒนธรรมของประเทศนั้น ค่อนข้างที่จะชัดเจนว่าของเขาเป็นแบบ “ชาติเดียวชาติพันธุ์เดียว” ซึ่งได้รับการประณามค่อนข้างที่จะสาหัสจากนักสิทธิมนุษยชน เพราะว่าภูฏานมีประชากรทั้งประเทศไม่ถึง 700,000 คน แต่ว่ามีชาวเนปาลอพยพไม่ต่ำกว่า 100,000 คน ซึ่งก็ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธและมีภาษาที่ใช้คนละภาษา ภูฏานก็ใช้คนเนปาลค่อนข้างที่จะเยอะ เพราะว่าคนในประเทศตัวเองไม่มีทักษะในด้านการสร้างถนน ใช้แรงงานจากต่างประเทศนี้ก็เป็นปัญหาที่รัฐบาลของเขานั้นวิตกว่าทำไมภาคอุตสาหกรรมของประเทศจึงไม่ไปถึงไหน บัณฑิตที่จบออกมาไม่มีงานให้ทำ

เพราะฉะนั้น ปัญหาและความท้าทายของภูฏานคืออะไร ความยั่งยืนของประเทศภูฏานนั้นจะไปได้มากแค่ไหน จะทำสำเร็จมากน้อยเพียงใด เพราะว่าปัจจุบันประเทศยังต้องพึ่งพาประเทศอินเดียอยู่เป็นจำนวนมาก รายได้หลักคือการขายไฟฟ้าให้กับประเทศอินเดียเป็นหลัก เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ การพัฒนาธุรกิจเอกชนของประเทศนั้นช้ามาก และกำลังจะกลายเป็นปัญหาเพราะว่าบัณฑิตที่จบใหม่มาไม่มีงานทำ และถ้าหากว่ารัฐบาลไม่สร้างงานนั้นก็ไม่สามารถหางานทำได้ ทำให้อัตราการว่างงานสูง และเมื่ออัตราการว่างงานสูงมันก็จะมีแนวโน้มทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา

มีนักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกเอาไว้ว่าการให้ความสำคัญกับป่าไม้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์นั้นมันไม่ยั่งยืน รัฐบาลต้องรับภาระในการพัฒนาถ้าหากว่าต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไปเรื่อย ๆ นั้นแน่นอนว่าต้องมีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องทำให้รัฐบาลต้องผ่อนผันนโยบายสิ่งแวดล้อม

ทางด้านมิติทางด้านวัฒนธรรม ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศ ในทางตอนใต้ของประเทศที่มีคนเนปาลอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก เป็นความขัดแย้งที่เราไม่สามารถละเลยได้  ภูฏานเพิ่งเปลี่ยนผ่านการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นแบบประชาธิปไตย ซึ่งการเลือกตั้งที่ออกมาทำให้เขามีรัฐบาลเสียงบข้างมาก 14 จาก 17 ที่นั่ง คนภูฏานส่งเสียงกันออกมาว่าฝ่ายค้านนั้นน้อยจนเกินไป แต่ว่าก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเพราะการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ก็ต้องรอดูต่อไปว่ามันจะเกิดระบบเผด็จการรัฐสภาหรือเปล่า ซึ่งเมื่อมีระบบรัฐสภามีการเลือกตั้งไปแล้วก็แน่นอนว่ามันทำให้ชาวเนปาลรู้สึกว่าตนเองถูกกีดกัน ซึ่งในตอนนี้ที่ประเทศก็มีกลุ่มที่เรียกร้องให้คนเนปาลมีสิทธิเทียบเท่าประชาชนของชาวภูฏานแล้ว

เรื่องต่อมาก็คือบทบาทของอิสลามในการพัฒนา ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้เป็นเศรษฐกิจทางเลือกเท่ากับการต่อสู้ทางอุดมการณ์และความคิด  คำถามก็คือว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์จึงมีข้อขัดแย้งหรือว่าข้อถกเถียงในเรื่องของอิสลาม คือมาจากการที่หลาย ๆ คนนั้นมีความเป็นห่วงว่า GDP ต่อหัวของประเทศอาหรับนั้นมีความเจริญเติบโตที่ค่อนข้างจะช้า แต่ว่าก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เจริญ แต่ว่าอาจจะกังวลว่าประเทศอื่นนั้นไปไวกว่าเหมือนกับว่าความสำคัญของตะวันออกกลางนั้นจะสูญเสียไปถ้าหากว่าวัดจาก GDP ถ้าหากเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมีความเห็นว่าต้องล้าหลัง เพราะว่าศาสนาอิสลามนั้นสอนให้คนขี้เกียจ แล้วหลักคำสอนของอิสลามที่บอกว่าทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่างเป็นของศาสดาคุณทำไปแล้วก็ต้องไปเก็บเกี่ยวเอาผลในชาติหน้าเพระฉะนั้นด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนขี้เกียจหลังยาว

ส่วนอีกขั้วหนึ่งก็บอกว่าถ้าหากไปพิจารณาตามหลักของศาสนาอิสลามเขาก็บอกว่าถ้าหากไปดูตามหลักของศาสนาอิสลามจริง ๆ แล้วไม่มีหลักคำสอนไหนที่สอนให้คนเกียจคร้าน  เท่าที่ไปสรุปใน ชารีอะห์ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่มาจากอัลกุรอาน สรุปได้ว่าทุกคนมีหน้าที่ต้องทำงาน ทุกคนที่เกิดมาต้องทำงาน การทำงานนั้นเป็นหน้าที่มนุษย์ และมนุษย์ควรที่จะแสวงหาความมั่งคั่งอย่างชอบธรรมด้วยการทำงานหนัก แต่ว่าในระบบอิสลามนั้นมีการเก็บรายได้เพื่อไปช่วยเป็นสวัสดิการแก่คนจน สิ่งนี้ก็คือประกันสังคมของโลกมุสลิม

ชารีอะห์ บอกว่าราคาในทางธุรกรรมต่าง ๆ ระหว่างมนุษย์ต้องเป็นราคาที่ยุติธรรม หมายความว่ามันจะต้องเกิดจากระบบตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเสรีจริง ๆ การผูกขาดและการกักตุนสินค้านำไปสู่การฉวยโอกาสเอาเปรียบ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าประเด็นนี้นั้นไม่ได้แตกต่างกับอุดมการณ์เศรษฐศาสตร์ทั่วไป และมีนโยบายต่อไปว่านโยบายทางด้านการเงินของรัฐควรที่จะมุ่งเน้นในด้านเสถียรภาพด้านราคาเป็นสำคัญ  ในขณะที่นโยบายทางด้านการคลังควรที่จะสร้างสมดุลระหว่างรายได้ และรายจ่าย ที่ต้องทำเพื่อสาธารณะประโยชน์ ระบบเศรษฐกิจของเขาจึงเป็นระบบตลาดที่รัฐกำกับดูแล

หลักการที่สำคัญของศาสนาอิสลามอีกอย่าง คือการที่ห้ามมีการคิดดอกเบี้ย ดังนั้นธนาคารก็ต้องหารูปแบบอื่น ๆ แทน ในการทำธุรกิจ อาจจะเป็นผู้ร่วมทุนหรือว่าอาจจะให้เช่าซื้อ สินทรัพย์ที่จะใช้ ดังนั้นเมื่อธนาคารเปลี่ยนรูปแบบทางธุรกรรมแล้วมันก็น่าสนใจในกรณีที่ธนาคารนั้นร่วมรับความเสี่ยงของกิจการนั้น ซึ่งหลาย ๆ คนก็มองว่าทำให้ระบบการเงินธนาคารนั้นค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพ  

ในประเด็นของลประเทศาตินอเมริกา ซึ่งวรรณกรรมเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศลาตินอเมริกาที่ถกเถียงกันนั้นสรุปได้ว่าหลัก ๆ ก็จะมี 3 แบบ คือแบบดั้งเดิม แบบเสรีนิยมใหม่ และแบบชาตินิยมแบบดั้งเดิมก็คือฐานเสยงส่วนใหญ่ก็อาจจะอยู่ที่แรงงาน เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นนโยบายที่เป็นสังคมนิยมมากหน่อย  ก็คือจะจัดสรร กระจาย และแจกจ่ายสินค้า รัฐจะมีบทบาทที่สูงมากในการกระจายปัจจัยต่าง ๆ ให้กับประชาชน นี่คือนโยบายประชานิยมที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในลาตินช่วงปี 1980   

แบบเสรีนิยมใหม่นั้นเป็นนโยบายที่พัฒนามาจากแบบดั้งเดิมที่พิจารณาจากฐานของประชาชน ซึ่งก็มีส่วนประกอบของเสรีนิยมรูปแบบที่แตกต่างไปจากแบบดั้งเดิม  ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งก็คือประชานิยมชาตินิยมที่นำโดยเวเนซุเอลา โบลิเวีย เอกวาดอร์ ที่ต่อต้านอิทธิพลของอเมริกาที่ยึดกิจการต่าง ๆ กลับมาเป็นของรัฐ แต่ว่าในรูปแบบที่ได้ไปศึกษามานั้นเขาก็ไม่ได้ไปยึดมา แต่ว่าใช้รูปแบบที่ไปซื้อมา แต่มันมีนโยบายทางการเมืองที่ต้องการจะแยกขาดจากอเมริกาจึงต้องบอกว่าจะไปยึดเขามา ซึ่งผลเสียและดีก็กำลังเป็นที่ถาเถียงกันอยู่ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามประชานิยมชาตินิยมก็เป็นรูปแบบใหม่ มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากประชานิยมแบบดั้งเดิมจะเห็นได้ว่าอย่างในของเวเนซุเอลาที่มีการนำน้ำมันไปแลกกับลูกวัว การทำเขตเศรษฐกิจประชาชน หรือส่งน้ำมันไปให้ทางคิวบาแล้วให้คิวบาส่งแพทย์มาให้  ซึ่งนโยบายที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ ก็มีการถกเถียงกันในรูปแบบที่ว่าจะนำพาสังคมไปทางไหน.

  • สฤณี อาชวานันทกุล
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • 3066 reads
  • Printer-friendly version
  • Send to friend
  • PDF version

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Previous issues