กสม.ตั้งคำถามถึงรัฐบาลกรณีลงนามเอฟทีเอ ?อาเซียน-ญี่ปุ่น?
กรุงเทพ/ คณะกรรมการสิทธิฯกางรัฐธรรมนูญทวงถามความชอบธรรมจากรัฐบาล หลังงุบงิบเซ็นความตกลงเอฟทีเอ “อาเซียน-ญี่ปุ่น” ศ.เสน่ห์ติงส่อละเมิดรธน.มาตรา 190 เสนอรัฐเปิดเผยเนื้อหาต่อสาธารณะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (24 มี.ค.2551) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเปิดแถลงข่าว “การลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190” โดยมีศ.เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายวีรวิทย์ วีรวรวิทย์ นายประนูญ สุวรรณภักดี รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้เชี่ยวชาญประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าว
ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิ์ได้อ้างถึง มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2551 อนุมัติให้ลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (Japan-ASEAN Comprehensive Economic Partnership) และต่อมาเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นผู้ลงนาม ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องการเจรจาจัดทำ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) มาโดยตลอด เนื่องจากตระหนักถึงความสำคัญของความตกลง FTA ที่ไม่ได้มีเนื้อหาเป็นเพียงการลดอัตราภาษีศุลกากร แต่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งเรื่อง สิ่งแวดล้อม เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องการลงทุน เรื่องการค้าบริการ ฯลฯ ซึ่งอาจมี ผลกระทบอย่างกว้างขวางและมีนัยสำคัญต่อสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน เช่น สิทธิเกษตรกร สิทธิชุมชน สิทธิผู้บริโภค เป็นต้น
ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า แม้โดยสาระส่วนใหญ่ของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น จะไม่ได้มี ผลกระทบต่อประเทศไทยมาก เนื่องจากประเทศไทยได้ลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในขณะนี้ คือ การดำเนินการในขั้นต่อไปเกี่ยวกับเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น ว่าเป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา 190 หรือไม่ ในประเด็นต่างๆ ดังนี้
(1) รัฐบาลจะมีกระบวนการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไปอย่างไรภายหลังการลงนามเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2551 เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของมาตรา 190 วรรคสอง ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ รัฐบาลต้องส่งเรื่องให้รัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะมีผลผูกพัน
(2) การเปิดเผยความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่นที่ได้ลงนามไปแล้วทั้งฉบับต่อสาธารณชนตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 190 วรรคสี่ ซึ่งนับตั้งแต่ที่มีการลงนามไปเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2551 จนถึงบัดนี้ รัฐบาลยังไม่ได้มีการเปิดเผยความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ อาเซียน-ญี่ปุ่นแต่อย่างใด
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า ภายในสัปดาห์นี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะได้มีหนังสือด่วนไปถึงนายก รัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว และขอคำยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ละเลยเจตนารมณ์และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
สำหรับในกรณีนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีความเห็นว่า สิ่งที่รัฐบาล พึงดำเนินการโดยเร็วเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คือ
(1) การเปิดเผยความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่นที่ได้ลงนามไปแล้วต่อ สาธารณชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการที่ทุกฝ่ายจะได้มีโอกาสพิจารณาและให้ความเห็นต่อ เนื้อหาสาระของความตกลงอย่างรอบคอบก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาในขั้นต่อไป
(2) การประกาศถึงความชัดเจนในการนำเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ อาเซียน-ญี่ปุ่น เสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบตามมาตรา 190 วรรคสอง
(3) ให้มีการจัดทำกฎหมายการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศรองรับมาตรา ๑๙๐ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และให้เปิดเผยร่างกฎหมายการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศที่กระทรวงการต่างประเทศได้เสนอผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรีไปแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
อนึ่ง เนื้อความจากแถลงการณ์ของคณะกรรมการสิทธิฯ กล่าวถึงปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งกำลังเป็นประเด็นทางการเมืองที่มี ข้อถกเถียงจากหลายฝ่ายอยู่ในขณะนี้ จากกรณีการลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ อาเซียน-ญี่ปุ่น ซึ่งเกี่ยวโยงกับบทบัญญัติในมาตรา 190 นั้น จะเห็นถึงข้อควรพิจารณาต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลายประการ ดังนี้
มาตรา 190 นั้นเป็นมาตราที่แก้ไขเพิ่มเติมมาจากมาตรา 224 ในรัฐธรรมนูญ 2540 หลักการสำคัญในมาตรา 190 คือ การสร้างกระบวนการและกลไกในการรับมือกับ “โลกา ภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ” ให้เกิดความรอบคอบ มีธรรมาภิบาลมากขึ้น และให้การจัดทำความ ตกลงระหว่างประเทศเกิดผลประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติโดยส่วนรวม ไม่ตกอยู่กับ กลุ่มธุรกิจการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือนที่ผ่านมา โดยสร้างการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่าง ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติและกับภาคประชาสังคม เพิ่มอำนาจต่อรองให้กับคณะเจรจาของไทยโดยให้เสนอกรอบเจรจาต่อรัฐสภาก่อน รวมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจามากขึ้น ดังนั้น บทบัญญัติเรื่องกระบวนการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศในรัฐธรรมนูญ 2550 จึงมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ มากกว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2540 โดยเปรียบเทียบ
นอกจากนี้ ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 ได้มีการปฏิบัติตามมาตรา 190 ไปแล้วในหลายกรณี เช่น การเสนอกรอบเจรจาความตกลง เขตการค้าเสรีอาเซียน-สหภาพยุโรปต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2551 เพื่อขอความ เห็นชอบก่อนการเจรจา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญได้โดยยังมิได้พบปัญหาในการดำเนินการใดๆ ที่จำเป็นต้องแก้ไข
อย่างไรก็ตาม หากจะมีการปรับปรุงแก้ไขมาตรา 190 ต้องเป็นไปเพื่อทำให้กระบวนการเจรจาและจัดทำความตกลงระหว่างประเทศมีธรรมาภิบาลมากขึ้น เป็นกลไกที่คัดกรองและรับมือโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจได้ รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน มิใช่การปรับแก้เพื่อย้อนกลับไปใช้กระบวนการเจรจาและตัดสินใจแบบปิดลับ ซ่อนเร้น อยู่ในวงจำกัดของเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายรัฐบาลเหมือนดังเช่นที่เกิดเป็นปัญหาในกรณีความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย หรือความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น.
|
สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่อง การลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้ 1. เห็นชอบร่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ลงนามความตกลงฯ ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย มอบหมายให้ผู้ลงนามเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก 2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการในการออกหนังสือมอบอำนาจ (Full Power) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยลงนามในความตกลงฯ ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า รัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนและรัฐบาลญี่ปุ่นได้ดำเนินการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan Comprehensive Economic Patenership-AJCEP) ตั้งแต่ ปี 2546 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าคณะเจรจาและผู้ประสานงานหลักของไทย โดยคณะเจรจาทั้งสองฝ่ายได้สรุป การเจรจาและยกร่างความตกลงฯ เสร็จสมบูรณ์แล้ว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้ตกลงให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน และรัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นเป็นผู้ลงนาม และกำหนดจะลงนามโดยวิธีเวียนความตกลงฯ ให้ แต่ละประเทศลงนามภายในสิ้นเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน 2551 เนื่องจากญี่ปุ่นจะต้องนำความตกลงฯ เสนอต่อ รัฐสภาให้ทันการประชุมครั้งสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม 2551 มิฉะนั้น จะต้องรอไปอีก 1 ปี ญี่ปุ่นจึงจะให้สัตยาบันเพื่อให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับได้ สรุปสาระสำคัญของความตกลง AJCEP 1. ความตกลง AJCEP เป็นความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งการรวมความตกลงการค้าเสรีทวิภาคีระหว่างสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศกับญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกัน โดยอาเซียนได้ ผลักดันญี่ปุ่นให้ความตกลงนี้มีประโยชน์เพิ่มเติมจากความตกลงทวิภาคีได้เป็นผลสำเร็จ 2. ความตกลง AJCEP มีสาระครอบคลุมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น ประกอบด้วย การเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน กฎระเบียบต่าง ๆ เช่น กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการด้านสุขอนามัย มาตรการปกป้อง การระงับข้อพิพาท เป็นต้น และความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ อีกกว่า 14 สาขา 3. ในด้านการค้าสินค้า ญี่ปุ่นจะลด/ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าร้อยละ 96.7 ของมูลค่านำเข้าของญี่ปุ่นจากอาเซียนทั้งหมด โดยมีสินค้าที่นำมาลดภาษีเป็นศูนย์ทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90 ในขณะที่ อาเซียนมีรายการสินค้าลด/ยกเลิกภาษีประมาณร้อยละ 90 ของมูลค่านำเข้าของอาเซียนจากญี่ปุ่น โดยที่ไทยไม่ได้เปิดตลาดสินค้ามากไปกว่าที่ตกลงไว้ในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA) ที่มีผลใช้บังคับแล้วในปัจจุบัน 4. ในด้านบริการและการลงทุนนั้น ไม่ได้มีการเปิดตลาดเพิ่มจากที่ได้ตกลงไว้ในความตกลง JTEPA เนื่องจากอาเซียน-ญี่ปุ่นเห็นว่ามีในความตกลงทวิภาคีระหว่างประเทศอาเซียนส่วนใหญ่และญี่ปุ่นอยู่แล้ว จึงเป็นความตกลง แต่เพียงในกรอบกว้าง ๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการเจรจากันในอนาคตเพื่อหาช่องทางเปิดเสรีด้านการค้าบริการและการลงทุนเพิ่มมากขึ้นต่อไป 5. ในด้านกฎระเบียบต่าง ๆ ได้กำหนดให้สอดคล้องกับความตกลงภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WHO) 6. กำหนดให้มีความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ เช่น การอำนวยความสะดวกทางการค้า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทรัพย์สินทางปัญญา พลังงาน สารสนเทศและการสื่อสาร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิสาหกิจขนาดย่อมและ ขนาดกลาง การท่องเที่ยว การขนส่งและโลจิสติกส์ การเกษตร ประมงและป่าไม้ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น*************************************************** สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่อง การลงนามในพิธีสารเพื่อให้ข้อเสนอผูกพันการเปิดเสรีด้านการเงินภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียนในการเจรจารอบที่ 4 มีผลบังคับใช้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้ 1. เห็นชอบพิธีสารเพื่อให้ข้อเสนอผูกพันการเปิดเสรีด้านการเงินภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียนในการเจรจารอบที่ 4 มีผลบังคับใช้ 2. เห็นชอบให้พิธีสารฯ ตามข้อ 1 ไม่เข้าข่าย “หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ...” และไม่เข้าข่าย “หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ” ตามมาตรา 190 วรรคสอง จึงไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา 3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยลงนามในพิธีสารดังกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน ครั้งที่ 12 ในระหว่างวันที่ 3-4 เมษายน 2551 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และหากพิธีสารฉบับนี้มีการแก้ไขแต่มิใช่ในสาระสำคัญก็ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสามารถลงนามได้ โดยมิต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง 4. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนามพิธีสารดังกล่าว และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป. |
อ้างอิง : สำนักข่าวประชาธรรม
- 317 reads

