กำหนดอนาคตไทยยุคโลกาภิวัตน์ 10,000 ชื่อ ร่วมเสนอ "กฎหมายสัญญาระหว่างประเทศฉบับประชาชน"


ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ทั้งๆ ที่การทำสัญญาผูกพันระหว่างไทยกับต่างประเทศ ในด้านการค้าการลงทุน และด้านอื่นๆ มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยโดยรวมมากขึ้น แต่ที่ผ่านมากระบวนการในการเจรจาจัดทำความตกลงต่างๆ กลับเป็นกระบวนการที่มีปัญหา ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การดำเนินการโดยขาดความโปร่งใส ขาดข้อมูลที่รอบด้าน และยังขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างจริงจังมาตลอด ส่งผลให้การทำเอฟทีเอ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนจำนวนมาก และนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมตามมาอย่างต่อเนื่อง
นับตั้งต้นปี 2549 กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ได้ร่วมกับภาคประชาชนส่วนต่างๆ ในการผลักดันเพื่อให้เกิดกระบวนการเจรจาและการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศของไทย ที่มีธรรมาภิบาลและมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
ความพยายามดังกล่าว เริ่มก่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นครั้งแรก ใน “รัฐธรรมนูญ ปี 2550” มาตรา 190 แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกร่างขึ้นในยุคที่ข้าราชการและทหารมีอำนาจนำ แต่เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 190 สะท้อนชัดเจนถึงความต้องการของสังคมที่จะแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานานนี้ ด้วยการสร้างความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยังเป็นเพียงแค่ก้าวแรก เพราะรัฐธรรมนูญสามารถกำหนดได้เพียงหลักการและเนื้อหาบางส่วนเท่านั้น ขณะที่รายละเอียดทั้งหมดที่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริง ขึ้นอยู่กับการออกกฎหมายระดับรองลงมาเพื่อบังคับใช้ หรือการออก “กฎหมายลูก” นั่นเอง ดังนั้น กฎหมายลูกที่ว่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด จนกล่าวได้ว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 190 จะมีความหมายหรือไม่ เพียงใด คำตอบอยู่ในกฎหมายที่จะออกมารองรับฉบับนี้
รัฐธรรมนูญ ได้กำหนดให้รัฐบาลจะต้องออกกฎหมายนี้ภายในหนึ่งปี นับจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จุดที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือ การมีรายงานข่าวว่าหน่วยงานของรัฐดำเนินการยกร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างรวบรัดและปิดลับ ปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งมีแนวโน้มว่าเนื้อหาในกฎหมายมุ่งเน้นไปในการลดทอนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 190
ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายที่ว่าด้วยการทำสัญญาระหว่างประเทศ ฉบับที่มีธรรมาภิบาล และยืนอยู่บนการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนไทยส่วนใหญ่ จึงถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของภาคประชาชนที่จะต้องร่วมคิด และร่วมกันทำร่างกฎหมายนี้ โดยอาศัยช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนหนึ่งหมื่นคนสามารถนำเสนอกฎหมายได้
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) จึงได้ยกร่าง “พระราชบัญญัติการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ. ...ฉบับประชาชน” ขึ้น โดยมีหลักการสำคัญโดยรวมคือ
|
1. เวทีเจรจาที่โปร่งใสและเปิดกว้างสำหรับหลายฝ่าย
2. การศึกษาวิจัยผลกระทบอย่างเป็นกลางและรอบด้าน
3. กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เป็นอิสระและน่าเชื่อถือ
4. การติดตามผลกระทบและการแก้ไขเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
|
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) จึงขอเชิญชวนให้เพื่อนพี่น้องประชาชนได้ร่วมสนับสนุนร่าง พรบ. นี้ โดยการลงชื่อพร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนเพื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างกฎหมายให้สภาฯพิจารณา โดยติดต่อผ่านทางเว็บไซด์
นอกจากนี้เพื่อการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอันจะนำมาซึ่งกฎหมายที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชน เอฟทีเอ ว็อทช์ จะได้ยื่นร่าง พรบ. ฉบับนี้ เพื่อให้ทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้พิจารณาและร่วมสนับสนุน
ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้เรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศได้เปิดเผยร่างกฎหมายฉบับของตน และมีกระบวนการเพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างกฎหมายด้วย การทำกฎหมายของรัฐไม่ว่ากฎหมายเรื่องใด ประชาชนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการร่วมพิจารณา
หมดสมัยแล้วกับข้ออ้างที่ว่า “เปิดเผยอะไรไม่ได้เลย เพราะจะเสียท่าทีการเจรจา” หมดยุคแล้วกับการเอาผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ไปแลกกับผลประโยชน์ของคนไม่กี่ตระกูล
แม้ว่าปัญหาโลกาภิวัตน์ จะเป็นปัญหาใหม่ที่มีรายละเอียดซับซ้อนไร้พรมแดนมากแค่ไหน แต่เราเชื่อมั่น ประชาชนไทยทุกคนสามารถเรียนรู้ร่วมกัน และแก้ปัญหาร่วมกันได้ ... ถ้าเพียงแต่เราได้เริ่มต้นที่ “กฎหมายที่เป็นของประชาชนจริงๆ” ฉบับนี้


