โลกาภิวัฒน์ 2550 : การเปิดเสรีบริการเพื่อสาธารณะ และการแปรรูป (ขาย) รัฐวิสาหกิจ
ในสมัยรัฐบาลทักษิณ การแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. ที่ทำให้คนไม่กี่ตระกูลร่ำรวยขึ้น ได้สร้างความสูญเสียให้กับประชาชนทั้งประเทศในเวลาต่อมา จากการที่ราคาน้ำมัน-เชื้อเพลิงสูงขึ้น ต้นทุนค่าไฟสูงขึ้น หลัง ปตท. กลายเป็นบริษัทที่มุ่งเน้นกำไรสูงสุด และไม่มีการนำกำไรจากการขายก๊าซธรรมชาติมาชดเชยราคาน้ำมันเหมือนในอดีต สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้น และกลายเป็นความเดือดร้อนที่ประชาชนต้องแบกรับโดยตรง
นอกจากนี้ ที่ผ่านมา การยุบเลิกองค์การสารส้ม ยังทำให้ต้นทุนการผลิตน้ำประปาสูงขึ้น เช่นเดียวกับการยุบเลิกองค์การอาหารสำเร็จรูป (อสร.) ที่ส่งผลให้อาหารกระป๋องมีราคาแพงขึ้นเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ก็คือภาระที่รัฐกำลังผลักมาให้ประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ
ล่าสุด จากยุครัฐบาลนายทุนสู่ยุครัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร แม้จะยังไม่มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเกิดขึ้น แต่ภายใต้ข้อตกลงเอฟทีเอหรือการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่นเมื่อเร็วๆ นี้ การเปิดเสรีการให้บริการด้านการขนส่งหรือลอจิสติกส์ นับเป็นจุดอันตรายจุดหนึ่งที่พร้อมจะส่งผลสะเทือนต่อกิจการขนส่งของไทยในอนาคต นอกจากอัตราค่าบริการที่จะกระทบต่อประชาชนโดยตรงแล้ว ยังเชื่อมโยงไปถึงราคาสินค้าที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามมาอีก
และในประเด็นนี้เช่นกัน ข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐอเมริกาในวันข้างหน้า ยังคงเป็นสิ่งที่น่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงทรัพยากรน้ำและพลังงานของไทย จะถูกจัดสรรไปเพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมเป็นหลักแล้ว ยังมีแนวโน้มว่า ภายใต้เอฟทีเอไทย-อเมริกา ไทยจะถูกบีบให้ต้องเปิดตลาดบริการให้บริษัทอเมริกันมาแข่งขันและถือครอง การให้บริการสาธารณะ ทั้งทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า พลังงาน จึงอาจถูกแปรรูปไปเป็นของเอกชนต่างชาติ ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่ทุนใหญ่ ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศ สามารถเข้าควบคุมจัดสรรทรัพยากรสำคัญของประเทศได้ นั่นย่อมหมายถึงผลกระทบเลวร้ายที่จะตามมาอย่างกว้างขวาง สำหรับประชาชนไทยตัวเล็กๆ ทุกคน

