คำต่อคำ คำถามต่อ JTEPA
กระทู้สดนายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
เมื่อวันพุธที่ 10 ตุลาคม 2550
ประธานรัฐสภา:
4.1ให้เสนอความตกลงเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งขอความเห็นชอบในโอกาสแรก

นายสมชาย แสวงการ

นิตย์ พิบูลสงคราม
นายสมชาย แสวงการ:ในข้อ 4.2 ก็เป็นของเรื่องการเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงาน ลงนามนายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หนังสือฉบับนี้เป็นหลังสือลับนะครับ ลงวันที่17กันยายน 2550 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นวันจันทร์ ซึ่งห่างกันไม่ถึง 24 ชั่วโมงมีหนังสือออกตามมาครับ ที่ กต. 1305/2021 ลับเหมือนกันครับ ลงวันที่18 กันยายน 2550 ถึงเลขาธิการรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี เรื่องเดียวกันครับในวาระจรเรื่องที่ 10 ตัวย่อนะครับ กระทรวงการต่างประเทศขอยกเลิกหนังสือฉบับดังกล่าว
และขอเรียนดังนี้ ตามหนังสือที่อ้างถึง 2 แจ้งมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 27 มีนาคม 2550 ยืนยันให้ลงนามความตกลงหุ้นส่วนไทยญี่ปุ่นนะครับ โดยนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแรกเปลี่ยนหนังสือกันแล้ว ว่าไปนะครับ สรุปใจความสุดท้ายเลยนะครับ ข้อที่ 4 แบบเดียวกับฉบับเมื่อกี้นะครับ กระทรวงการต่างประเทศได้กลับลำ 360 องศานะครับ ในการนี้กระทรวงการต่างประเทศเห็นควรเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณามีมติดังนี้
เปลี่ยนข้อความใน4.1นะครับ เห็นชอบในหลักการของร่างหนังสือทางการทูตของฝ่ายไทย ที่จะแจ้งฝ่ายญี่ปุ่นว่าได้ดำเนินการกระบวนการทางกฎหมาย ภายในที่จำเป็นเสร็จสิ้นแล้ว สำหรับการมีผลใช้บังคับของความตกลง และให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตดังกล่าวกับญี่ปุ่น ตามข้อ 172 ของความตกลง ตามกรอบเวลาที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบต่อไป ข้างล่างต่อไปก็เป็นเรื่องแบบเดียวกับเดิมคือเรื่องของหน่วยงานเร่งรัดต่างๆ ขอแสดงความนับถือ นายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประทศ อันนี้เป็นหนังสือลับ ฉบับที่ 2 นะครับ
ผมมีคำถามคาใจในเรื่องนี้ เพราะเหตุใด กระทรวงการต่างประทศ จึงได้มีหนังสือ 2 ฉบับ ห่างกัน 24 ชั่วโมง ทั้งที่ฉบับแรกนั้นน่าจะดำเนินการไปตามที่รัฐธรรมนูญ 2550 ในมาตรา190 และบทเฉพาะการมาตรา 350 ระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องนำเข้าสู่สภา เพราะกระบวนการดังกล่าวนั้นยังไม่เสร็จสิ้น ถึงแม้จะมีการนำเข้าสู่สภาเพื่อรับทราบ แต่ก็มิได้เป็นการนำเข้าสู่สภาเพื่อขอความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา190 ซึ่งระบุไว้ชัดเจนนะครับว่า ก่อนการดำเนินการหนังสือสัญญาใดๆ ที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือของสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง มีผลผูกพันทางด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญต้องได้รับความเห็นชอบของสภา ในการนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน60 วันนับแต่วันได้รับเรื่องดังกล่าว
ในบทเฉพาะการของมาตรา 305 อนุ 5 นะครับ การใดที่เกี่ยวกับการจัดทำหรือดำเนินการตามหนังสือสัญญาที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้เป็นอันใช้ได้ และมิให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 190 วรรค 3 มาใช้บังคับ แต่ให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 190 วรรค 3 มาใช้บังคับกับการดำเนินการที่ยังคงค้างอยู่ และต้องดำเนินการต่อไป
เรื่องนี้เพื่อความกระจ่าง ผมก็สอบถาม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็ถามไปที่ สสร. มีตัวตนครับ หลายคนครับ รวมถึงอาจารย์คมสันต์นะครับ ผมได้สอบถามนักกฎหมายระหว่างประเทศว่าเรื่องนี้ได้มีการท้วงติงรัฐบาล ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ นักกฎหมายระหว่างประทศหลายคนที่น่าเชื่อถือได้บอกว่าท้วงแล้วท้วงอีก กลุ่ม FTA WATCH ท้วงแล้วท้วงอีก กระทรวงการต่างประเทศ
ต้องขออภัยท่านรัฐมนตรีครับ ผมก็ได้ซักด้วยครับ กระทรวงพานิชย์ด้วยครับได้คุยกัน อยู่ในประเภทกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คำตอบเค้าตอบแต่เพียงว่า ผมเป็นข้าราชการต้องทำตามนโยบาย คำตอบเพียงเท่านี้ เป็นสิ่งที่ได้รับแต่สิ่งที่ประเทศไทยกำลังจะเกิดขึ้นคือผลความผูกพันที่เราไปดำเนินการ ซึ่งมีข้อสงสัยว่า อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผมไม่อยากเห็นครับ สิ่งที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นที่เคารพรักของผมอย่างยิ่ง ต้องเอาตัวเองมาการันตีว่าถ้ามีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 1 ใน 10 ร่วมกันลงชื่อแล้วส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้ว ถ้าพิจารณาว่าขัดท่านพร้อมรับผิดชอบด้วยการลาออก ผมคิดว่าเรื่องนี้ท่านยังมีภารกิจสำหรับประเทศอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภารกิจที่ต้องนำประเทศสู่การเลือกตั้ง ส่งมอบประเทศสู่ประชาธิปไตย ผมว่าเรื่องแค่นี้อย่าถึงมือท่านต้องลาออกเลยครับ
เรื่องนี้ผมหารือกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่า อยากเห็นรัฐบาลได้ชี้แจงและอยากเห็นรัฐบาลได้ทบทวนและแก้ไข ซึ่งพวกเราผมคิดว่าพร้อมที่จะร่วมมือนะครับเพราะฉะนั้น คำถามแรกที่อยากจะเรียนถาม ฯพณฯ ท่านรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาตอบคำถามในวันนี้ ก็คือว่าเหตุใดหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศจึงมี 2 ลักษณะที่แตกต่างกันสิ้นเชิง ความเชื่อมั่นในระบบการบริหารงานประเทศจะเป็นเช่นไร ถ้าหนังสือกลับไปกลับมาเช่นนี้ และคำแนะนำใดที่เป็นคำตอบว่า ที่ท่านนายกได้รับว่าสิ่งที่ดำเนินการนั้นถูกต้องและมิขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตามที่มีผู้สงสัยขออนุญาตเรียนถามครับ
ประธานรัฐสภา:เชิญรัฐบาลครับมีเวลาเหลือสำหรับกระทู้นี้ประมาณ15นาที
รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ นิตย์ พิบูลย์สงคราม:
กราบเรียนท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เคารพ เออ ตามที่ท่าน เออ สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับเรื่องของหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศ เออ ในกรณีที่จะขออนุมัติ ครม. ไปแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูต กระผมขอตอบอย่างนี้ครับ คือ
ประการแรกขอท้าวความสักเล็กน้อยนะครับ ว่าเมื่อเราได้มีการพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว ในเรื่องของ JTEPAคณะรัฐมนตรีเองเห็นว่าบทเฉพาะการมาตรา 305 วรรค 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550ได้บัญญัติให้การใดที่เกี่ยวกับการจัดทำหรือดำเนินการตามหนังสือสัญญาที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้เป็นอันใช้ได้ และมิให้นำบทบัญญัติมาตรา 190 วรรค 3 มาบังคับใช้ เรื่อง JTEPA ครม. เห็นว่าได้เจรจาเสร็จสิ้น และลงนามแล้วโดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่าย ทั้งประเทศญี่ปุ่นและไทย ได้ลงนามกันเมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ ปี 50 จะมีผลใช้บังคับคือในวันที่ 24 สิงหาคม และขณะนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 190 วรรค 5 จึงควรให้ปฏิบัติไปตามปกติดังที่เคยปฏิบัติมา
นอกจากนี้การแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ก็เป็นเรื่องของกระบวนการ และขั้นตอนทั้งสิ้น ที่ทั้งสองฝ่ายจะแสดงความพร้อมและแสดงเจตนาที่จะให้หนังสือสัญญาที่ลงนามไปแล้วนั้นมีผลผูกพัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 4 มิได้มีบทบัญญัติให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และบัญญัติไว้แต่เพียงว่าเมื่อมีการลงนามใน ความตกลงแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนามีความผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของความตกลงนั้น
และในกรณีที่การปฏิบัติตามความตกลงดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้ผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม
ในส่วนของการเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดของความตกลงให้ประชาชนได้รับรู้นั้น ผมขอกราบเรียนว่าตั้งแต่ช่วงก่อนลงนามก็ได้มีการให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังข้อคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง และอย่างกว้างขวาง และหลังลงนามแล้วก็มีการเปิดเผยข้อมูลและคำแปลให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบอย่างครบถ้วนอีกด้วย
นอกจากนี้หลายท่านคงจะจำได้ด้วยครับ ว่าก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะลงนามในความตกลง JTEPA ก่อนที่ท่านจะได้ลงนาม รัฐบาลก็ได้นำร่างความตกลง เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังความคิดเห็นด้วย ซึ่งก็ได้มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างสร้างสรรค์
ประเด็นที่เป็นข้อกังวล ได้แก่ 2 เรื่อง คือเรื่องขยะพิษ และเรื่องการจดทะเบียนสิทธิบัตรจุลชีพ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้นั้น ผมเองก็ได้ทำหนังสือแลกเปลี่ยน ทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นอย่างชัดเจน เพื่อขจัดความกังวลในเรื่องนี้ไปด้วยแล้ว นี้ขอกราบเรียนด้วยก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศได้มาชี้แจงต่อคณะกรรมการชุดต่างๆ ไม่น้อยกว่า 15 ครั้ง ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และภาคประชาชน อีกร่วม 10 ครั้ง
มาถึงมาตรการเยียวยา สำหรับมาตรการเยียวยาต่างๆ รัฐบาลก็ได้เตรียมการไว้แล้ว เช่น กองทุนเพื่อการปรับตัวรองรับการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดูแล สองคือกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรเป็นผู้ดูแล และสามคือกองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้ดูแล
ต่อคำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า เหตุใดกระทรวงการต่างประเทศถึงได้มีหนังสือฉบับที่ 2 ผมขอกราบเรียนโดยสรุปครับ ว่าหลังจากที่เราได้มีการหารือเพิ่มเติม อย่างรอบคอบ กับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และก็ได้พิจารณาอย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงบทเฉพาะการมาตรา 305 และมาตรา 190 วรรค 4 ของรัฐธรรมนูญ 50 ตลอดจนเนื้อหาของหนังสือแลกเปลี่ยนเอง ซึ่งเป็นเรื่องของกระบวนการและขั้นตอนทั้งสิ้นนั้น จึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ การแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่กระทำได้ กระทรวงการต่างประเทศจึงได้มีหนังสือลงวันที่18 ดังกล่าวเสนอให้รัฐมนตรีได้พิจารณา 2 ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ 1 คือให้ความเห็นชอบร่างหนังสือทางการทูตของฝ่ายไทยที่จะแจ้งต่อฝ่ายเวียดนาม ต่อฝ่าย ขออภัยฝ่ายญี่ปุ่นว่าได้ดำเนินกระบวนการทางกฎหมายภายในที่เป็นที่เสร็จสิ้นแล้ว สำหรับการที่จะมีผลบังคับใช้ความตกลง
และข้อ 2 คือให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตกับฝ่ายญี่ปุ่นตามนัยยะนี้ ทั้ง 2 ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย เมื่อวันที่ 18 กันยายน
และขอกราบเรียนย้ำว่า ทั้ง 2 ประเด็นเป็นเรื่องของกระบวนการทั้งสิ้น มิใช่เรื่องของสาระของความตกลงในหนังสือ JTEPA ซึ่งได้มีการตกลงกันไปแล้ว ผ่านตามขั้นตอนที่ผมได้กราบเรียนผ่านท่านประธานแล้ว และนอกจากนั้นได้มีการลงนามแล้วเมื่อ วันที่ 3 เมษายน ปี พ.ศ. 2550 โดย ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีของไทย และนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ขอขอบคุณครับ
ประธานรัฐสภา:เชิญท่านการทูตถามครั้งที่ 2 ครับ มีเวลาอีก 7 นาที
นายสมชาย แสวงการ:
ก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เอออันนี้เป็นมุมมองที่แตกต่างกันนะครับ แต่ผมขออนุญาตกราบเรียนข้อเท็จจริงดังนี้ครับ ท่านสมาชิกสภา ลองย้อนไปวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 นะครับ ย้อนหลังไป ทุกท่านนะครับ วันนั้นรัฐบาลได้นำร่างนี้เข้ามาจริงครับ แต่เป็นเข้ามาเพื่อรับทราบนะครับ อธิบายให้ฟัง ชัดเจนครับ ไปดูเทปได้ว่า ท่านไม่ได้ขอความเห็นชอบนะครับ เพราะว่าในรัฐธรรมนูญใหม่ได้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
เหตุผลเนื่องจากว่าในการเซ็น FTA ของรัฐบาลทักษิณที่ผ่านมานั้น ปฏิเสธการมีอยู่ของรัฐสภา ใช้อำนาจของฝ่ายบริหารไปเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 224 มาเป็น มาตรา 190 ในวรรค 2 นั้น เขียนชัดเจนครับว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ผมขออนุญาตย้ำตรงนี้ว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ดังนั้นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ จึงเป็นการยังไม่ได้รับความเห็นชอบของสภา
ประการที่สอง ในการดำเนินการตามกระบวนการ ขั้นตอนที่ผมได้กราบเรียนไปตั้งแต่ต้น ทั้งในห้วงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ทั้งในวันที่ 3 เมษา 2 ตุลา นะครับ กระบวนการที่เรียกว่ากระบวนการลงนามความตกลงทางการค้า และดำเนินการให้เสร็จสิ้นนั้น ยังไม่เสร็จสิ้นครับ กระบวนการจะเสร็จสิ้น ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน และมีผลบังคับใช้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญเกิดวันที่ประชามติ วันที่ 19 สิงหา และ มีพระปรมาภิไธยลงนามในวันที่ 24 สิงหา นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ในมาตรา 305 ได้เขียนไว้ชัดเจนครับว่า หากการดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้วก็ให้แล้วไป หากดำเนินการไม่เสร็จต้องดำเนินการใหม่ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นข้อแตกต่างนะครับ ในวินิจฉัยต่างๆ ก็ขออนุญาตเรียนต่อที่ประชุม สุดแท้แต่ที่ประชุมจะพิจารณา กันเองนะครับ
ในเหตุผลที่ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ เพราะว่าอยากให้มองเรื่องนี้อย่างเปิดใจ เปิดกว้าง นะครับ ไม่มีความจำเป็นใดที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในการที่จะไปดำเนินการกับคู่ค้าในเรื่องทวิภาคีนะครับ การใดที่เป็นประโยชน์กับประเทศนั้นเรายินดีอย่างยิ่งครับ เพียงแต่ผมเห็นว่าสิ่งที่ต้องทักท้วงนั้นเพราะยังมีเวลาเหลืออีก 19 วัน ก่อนถึง 1 พฤศจิกายน ประการที่หนึ่งนะครับ
ประการที่สอง ในเรื่องการดำเนินการในระบบทวิภาคีนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่สงสัยกันอยู่ นะครับ เพราะว่าในนานาประเทศนั้นก็ใช้พหุภาคี ซึ่งเป็นประชาธิปไตยกว่า แต่การใช้ทวิภาคีก็มีข้อคำถามในเรื่องของการซึ่งต้องแลกประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ ใดๆ ก็ตามนั้น ได้เตรียมการเยียวยาไว้แล้วก็ดี เพราะมีประชาชนตัวเล็กตัวน้อยอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องถูกตกลงเหว มีตัวอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรปลูกหอม กระเทียม นั้นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตาม แต่สิ่งที่จะได้รับประโยชน์จากการเจรจา มีบางกลุ่มเท่านั้นครับที่ผมสงสัย เพราะว่าในชาวญี่ปุ่นนั้นให้สัมภาษณ์ไว้เอง เมื่อเดือนเมษายน 2550 นะครับ คือ ดร.อากิโกะ คาวามูระ นะครับ ท่านเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยญี่ปุ่น โกเบ ท่านบอกว่า คนญี่ปุ่นไม่ค่อยพูดถึง JTEPA มากนัก เพราะผลกระทบส่วนใหญ่เกิดกับไทยมากกว่าในญี่ปุ่น ผมพูดผลกระทบที่ได้รับมากที่สุดของเกษตรกรประเทศญี่ปุ่นคือน้ำตาล เพราะว่าผลิตทางภาคเหนือของฮอกไกโด และทางใต้ของโอกินาวา และผู้รับกระทบผลที่สองคือไก่ ญี่ปุ่นนำเข้าไก่จากประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง เพราะชาวญี่ปุ่นกินไก่ทุกวันนะครับ สิ่งที่สงสัยในความรีบเร่งต่างๆ นั้น ก็ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับไก่และน้ำตาลอย่างไร ก็ต้องฝากท่านคิดเอาเองนะครับ
สิ่งที่ผมอยากจะเรียนหารือต่อมาก็คือว่า การที่จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญนั้น ก็เป็นสิ่งที่สภาแห่งนี้จะพิจารณาต่อว่า จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ด้วยความเคารพและเกรงใจ ฯพณฯ ท่านนายก ก็ไม่อยากให้ท่านต้องลาออก นะครับ แต่สิ่งเหล่านี้จะเป็นบรรทัดฐาน เพราะถึงวันนี้ถ้าบอกว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญนะครับ ก็จะไม่มีการโต้แย้งอีกนะครับ ถ้าขัดรัฐธรรมนูญนะครับ สิ่งที่จะเกิด ปัญหาก็คือว่ากฎหมายในประเทศจะบังคับใช้ไม่ได้ ขณะที่กฎหมายของญี่ปุ่นเขาจะบังคับใช้เรานะครับ อันนี้ก็จะเกิดปัญหาที่ต้องชวนขบคิด
มีข้อสังเกต และมีความหวังว่า รัฐบาลยังมีเวลาอีก 18 - 19 วัน สภาแห่งนี้ ผมคิดว่าพร้อมที่จะร่วมมืออย่างเต็มที่ในการที่จะนำร่างข้อตกลงนี้ ถ้ายังไม่มั่นใจ ชัดเจนว่าการตีความของฝ่ายรัฐบาลถูกต้อง กรุณาปรึกษา ทบทวนใหม่ ใช้เวลาอีก 1 คืนก็ได้ครับ วันอังคารหน้านำเข้าสู่สภาในวันพุธ ผมคิดว่าเรามีเวลาครับ และก็เราสามารถแจ้งไปทางญี่ปุ่นได้ครับว่า เราเพิ่งใช้รัฐธรรมนูญใหม่เมื่อไม่กี่วัน ถ้าเลื่อนไปล่าช้าไป 30 วัน 60 วัน นะครับ ก็สามารถทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ก็บังคับไว้อยู่แล้วว่าต้องให้รัฐสภาพิจารณาภายใน 60 วัน นะครับ ญี่ปุ่นคงไม่กระไรอยู่เพราะเจรจากันมา 5 – 6 ปีแล้ว จะรีบเร่งไปไฉน
ก็หวังว่าสิ่งเหล่านี้คงเป็นสิ่งสะท้อนกับรัฐบาล และก็ผมคิดว่า หากรัฐบาลแก้ไขได้นะครับ ก็อยากเชิญชวน เพราะมิฉะนั้นแล้ว เกิดความผิดพลาดประการใด ทั้งในข้อกฎหมายและผลกระทบที่เกิดขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าแล้วใครจะรับผิดชอบครับ ผมไม่อยากให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีของผมต้องมารับผิดชอบ ก็ต้องเรียนถามท่านรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศด้วยครับว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ประธานรัฐสภา:มีเวลาเหลืออีก 1 นาที 20 วินาที เชิญท่านรัฐมนตรีท่านเป็นผู้ตอบ
รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ นิตย์ พิบูลย์สงคราม:
ครับผม กระผมขอย้ำประเด็นที่ว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ทางรัฐบาลได้เสนอเรื่องนี้เข้ามาที่สภานั้น เราก็ได้ทำตามรัฐธรรมนูญขณะนั้น เออ ซึ่งแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ในบทเฉพาะกาล 305 วรรค 5 และ 190 วรรค 3 นั้น ก็ยังเป็นสิ่งที่เราได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและถูกต้อง เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเป็นการตีความของรัฐบาลว่าในกรณีของ JTEPA นั้น การที่ได้นำเข้า ครม.เมื่อวันที่ 18 กันยายน เออ นั้นเป็นเรื่องของกระบวนการ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเจรจาตัวสนธิสัญญา หรือสัญญาการค้า JTEPA อีกต่อไป เพราะเรื่องนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วนะครับ และก็ได้มีการลงนามไปแล้วโดยท่านนายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่าย ส่วนในการแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตนั้น เป็นเพียงเรื่องของกระบวนการที่บอกว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีการดำเนินการภายในให้เป็นการรองรับ ในการบังคับใช้ในข้อตกลงฉบับนี้ ซึ่งจะมีเวลาใช้ อีก 30 วัน หลังจากที่มีแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูต ขอกราบเรียนเพียงแค่นี้ครับ

